- หน้าแรก
- สัปยุทธ์พิภพเทวะ
- 44 - เรื่องที่ทรมานที่สุดในชีวิต
44 - เรื่องที่ทรมานที่สุดในชีวิต
44 - เรื่องที่ทรมานที่สุดในชีวิต
44 - เรื่องที่ทรมานที่สุดในชีวิต
อี้อวิ๋นยังคงทำท่าร่างทั้งสิบสองท่าของวิชากลืนคชสารซ้ำไปซ้ำมา ท่าทางเหล่านี้ไม่รู้เพราะเหตุใดจึงสิ้นเปลืองเรี่ยวแรงอย่างยิ่ง อี้อวิ๋นอยู่ในสภาวะกึ่งฝันกึ่งตื่น หลังจากร่ายรำท่าชุดนี้ไปห้ารอบ เขาก็หมดแรงข้าวต้ม!
อี้อวิ๋นลืมตาขึ้นมา พบว่าบริเวณหน้าท้องของเขาร้อนผ่าวราวกับมีไฟลุกโชน!
พลังสายต่างๆ ในร่างกายของเขาล้วนหลั่งไหลไปยังหน้าท้อง โลหิตและพลังปราณจำนวนมหาศาลพุ่งพล่านไม่หยุดยั้ง!
คนปกติเมื่อกินอิ่ม โลหิตในร่างกายจะไหลไปที่กระเพาะลำไส้มากขึ้นเพื่อใช้ย่อยสารอาหารที่กินเข้าไป
ตอนนี้อี้อวิ๋นก็อยู่ในสภาวะเช่นนั้น แต่รุนแรงกว่าร้อยเท่า
อี้อวิ๋นรู้สึกว่าเพียงแค่ขยับความคิด โลหิตและลมปราณทั่วร่างก็สามารถไปรวมกันที่กระเพาะลำไส้ได้ ต่อให้เป็นตะปูเหล็กหรือเศษกระจกก็คงย่อยสลายได้สิ้น!
ความรู้สึกอึดอัดท้องหลังจากกินดินกวนอิมหายไปสิ้นแล้ว ในการบีบตัวอันทรงพลังของกระเพาะลำไส้ ดินกวนอิมที่เคยจับตัวเป็นก้อนถูกตีจนกระจายตัวออกทั้งหมด
อี้อวิ๋นเงยหน้าขึ้นมา จึงพบว่าทุกคนกำลังมองเขาอยู่ จางอวี่เสียนมีรอยยิ้มประดับใบหน้า ส่วนคนในค่ายเตรียมทหารกลับมีทั้งความตกใจ อิจฉา และเป็นศัตรู
ในตอนนั้นเอง เหลียนเฉิงอวี้เดินยิ้มกริบเข้ามาหาอี้อวิ๋น
"อี้อวิ๋น ข้าขอนับถือเจ้าจริงๆ"
เหลียนเฉิงอวี้กล่าวเช่นนั้น ท่ามกลางสายตาประหลาดใจของอี้อวิ๋น เขาตบไหล่อี้อวิ๋นอย่างเป็นกันเอง "อี้อวิ๋น พูดตามตรง ก่อนหน้านี้ข้าก็สงสัยว่าเจ้าโชคดีหรือเปล่าที่ผ่านรอบแรกมาได้ ตอนนี้เจ้าพิสูจน์ตัวเองแล้ว ข้าขอโทษเจ้าจริงๆ นึกไม่ถึงเลยว่าเจ้าจะมีพรสวรรค์ถึงเพียงนี้!"
เหลียนเฉิงอวี้ไม่ขี้เหนียวคำชมเลยแม้แต่น้อย "เมื่อก่อนให้เจ้าขึ้นเขาไปเก็บยา ช่างเสียของจริงๆ ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป เจ้าจะได้เข้าสู่ค่ายเตรียมทหาร และเผ่าเหลียนจะมุ่งเน้นเพาะบ่มเจ้าเป็นพิเศษ!"
"น่าเสียดายนัก ครั้งนี้การคัดเลือกแห่งอาณาจักรเทพเหลือเวลาอีกเพียงไม่กี่สิบวันเท่านั้น ต้องโทษที่ข้าก่อนหน้านี้ไม่พบพรสวรรค์ของเจ้า ปล่อยให้เจ้าเสียเวลาไป ตอนนี้เจ้าเหลือเวลาฝึกยุทธ์เพียงไม่กี่สิบวัน ไม่ว่าอย่างไรก็คงไม่ผ่านการคัดเลือกแล้ว..."
"แต่ไม่เป็นไร วันหน้าหากข้าได้เป็นนักรบแห่งอาณาจักรเทพ แน่นอนว่าจะกลับมาช่วยเจ้า อี้อวิ๋น ให้เจ้าได้มีวันที่จะเดินออกจากป่ารกร้าง เมื่อถึงตอนนั้น เผ่าเหลียนที่เลี้ยงดูพวกเรามาก็จะได้รับเกียรติยศไปด้วย หรือแม้แต่จะได้อพยพเข้าไปอยู่ในเมืองด้วยกันทั้งหมด!"
เหลียนเฉิงอวี้พูดด้วยน้ำเสียงที่ดูจริงใจอย่างยิ่ง ดวงตาคู่นั้นก็ไม่มีร่องรอยของการเสแสร้งแม้แต่น้อย
หากไม่ใช่เพราะรู้สันดานว่าเหลียนเฉิงอวี้เป็นคนเช่นไร อี้อวิ๋นคิดว่าตนเองคงถูกหลอกไปแล้ว!
รู้หน้าไม่รู้ใจ ขอเพียงคนสารเลวที่เชี่ยวชาญการปิดบังใจตนเองเพียงเล็กน้อย ก็เป็นการยากที่จะตัดสินใจจากสีหน้าท่าทางได้
ตอนนี้เหลียนเฉิงอวี้ก็เป็นเช่นนั้น
อี้อวิ๋นเข้าใจดีว่า ทั้งหมดนี้เขาแสดงให้จางอวี่เสียนดูเท่านั้น
เมื่อจางอวี่เสียนจากไป เหลียนเฉิงอวี้ก็จะเผยธาตุแท้ออกมา
เหลียนเฉิงอวี้จะทนเห็นเขาเติบโตขึ้นได้อย่างไร?
อี้อวิ๋นยิ้มอย่างซื่อๆ แล้วกล่าวกับเหลียนเฉิงอวี้ว่า "ขอบคุณคุณชายเหลียน ผู้น้อยจะไม่ทำให้คุณชายผิดหวังขอรับ"
เห็นอี้อวิ๋นรู้ความเช่นนี้ เหลียนเฉิงอวี้ก็ยิ้มไม่หุบ เขาจะไปนึกได้อย่างไรว่าภายใต้รูปลักษณ์เด็กชายวัยสิบสองปี ประสบการณ์ของอี้อวิ๋นกลับโชกโชนกว่าเขามากนัก
เหลียนเฉิงอวี้กล่าวให้กำลังใจอีกไม่กี่คำ จึงหันกลับไปหาจางอวี่เสียนแล้วกล่าวว่า "ใต้เท้าจาง ศิษย์โง่เขลา ปฏิภาณไม่อาจเทียบเท่าน้องชายอี้อวิ๋น วิชากลืนคชสารเมื่อครู่ยังเรียนรู้ได้ไม่ดีนัก ใคร่ขอความกรุณาใต้เท้าแสดงให้ศิษย์ดูอีกสักครา"
ในเมื่อตัดสินใจจะคิดบัญชีทีหลังแล้ว เบื้องหน้าเหลียนเฉิงอวี้จึงแสดงความนอบน้อมอย่างถึงที่สุด แต่พวกจ้าวเถี่ยจู้ที่ได้ยินคำพูดของเหลียนเฉิงอวี้กลับรู้สึกอึดอัดใจแทบตาย
"คุณชายเหลียน..."
จ้าวเถี่ยจู้ร้อนรนในใจ เหลียนเฉิงอวี้จะไปชื่นชมอี้อวิ๋นได้อย่างไร ทำไมถึงพูดจาเช่นนั้นออกมา...
"หุบปาก พวกเจ้ามันพวกถุงข้าวสารหนังหมาจริงๆ ปกติเผ่าจัดหาอาหารการกินดีๆ ให้ วันนี้วิชากลืนคชสารกระบวนท่าเดียวกลับเรียนรู้ได้เพียงเท่านี้ ช่างน่าอับอายขายหน้านัก ยังไม่รีบตั้งใจฝึกฝนอีก หรือพวกเจ้าอยากจะท้องแตกตายเพราะกินดินกวนอิมกันแน่?"
พอเหลียนเฉิงอวี้เอ่ยถึงคำว่า "ท้องแตกตาย" สีหน้าของพวกจ้าวเถี่ยจู้ก็เปลี่ยนไปทันที ใช่แล้ว นี่ไม่ใช่เรื่องเล่นๆ หากเรียนรู้ไม่ได้เลย พวกเขาต้องจบเห่กันหมดแน่!
เมื่อเห็นเหลียนเฉิงอวี้จัดการเรื่องราวได้เหมาะสม วาจาก็สุภาพเรียบร้อย จางอวี่เสียนก็พยักหน้าเล็กน้อย เหลียนเฉิงอวี้พรสวรรค์ไม่เลว และมีความสามารถในการเป็นผู้นำ ถือว่าเป็นคนที่มีความสามารถคนหนึ่ง
จางอวี่เสียนกล่าวว่า "วิชากลืนคชสารขั้นนี้ การกินเศษไม้และดินกวนอิมเป็นเพียงจุดเริ่มต้นเท่านั้น หากมีเงื่อนไขเพียงพอ ในวันหน้าสามารถเปลี่ยนไปกินของล้ำค่าที่เปี่ยมด้วยพลังรุนแรงและย่อยยากยิ่ง ผลการฝึกฝนจะดียิ่งขึ้นไปอีก"
คำพูดนี้ จางอวี่เสียนกล่าวกับเหลียนเฉิงอวี้และอี้อวิ๋น ในสายตาของจางอวี่เสียน มีเพียงเหลียนเฉิงอวี้และอี้อวิ๋นเท่านั้นที่ในอนาคตจะสามารถเดินออกจากป่ารกร้างและกลายเป็นนักรบที่แท้จริงได้
เขาหันไปทางพวกจ้าวเถี่ยจู้แล้วกล่าวว่า "สำหรับพวกเจ้า แม้จะไม่มีโอกาสได้กินของล้ำค่าเหล่านั้น แต่เมื่อเรียนรู้วิชากลืนคชสารแล้ว วันหน้าหากเจอทุพภิกขภัย แม้จะกินรากหญ้าเปลือกไม้ก็สามารถย่อยได้จนสิ้น เป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อการเอาตัวรอด ดังนั้นจงฝึกฝนวิชากลืนคชสารเสีย ต่อให้เรียนรู้ได้เพียงเล็กน้อย ก็เป็นประโยชน์มหาศาลต่อพวกเจ้าแล้ว"
"ข้าจะทำให้ดูอีกรอบ จะลดความเร็วลง พวกเจ้าดูให้ดี จะเข้าถึงสง่าราศีของวิชากลืนคชสารได้หรือไม่ ก็ขึ้นอยู่กับพวกเจ้าเองแล้ว!"
จางอวี่เสียนกล่าวจบก็เริ่มเคลื่อนไหวอีกครั้ง
เขาพยายามลดความเร็วลงจริงๆ ทว่าก็ยังไม่สามารถสอนพวกจ้าวเถี่ยจู้ให้เข้าใจได้อย่างแท้จริง
ดังนั้นในคืนนั้น ในส้วมหลายแห่งของเผ่าเหลียน จึงเต็มไปด้วยเสียงร้องโหยหวนราวกับผีพราย
มีคำกล่าวว่า เรื่องที่ทรมานที่สุดในชีวิต คือการปวดท้องท้องเสียแต่หาห้องน้ำไม่เจอ จนสุดท้ายราดใส่กางเกง
แต่เมื่อเทียบกับพวกจ้าวเถี่ยจู้ในตอนนี้ เรื่องนั้นจะนับเป็นอะไรได้?
เมื่อมาถึงจุดที่พวกจ้าวเถี่ยจู้เป็นอยู่ ถึงได้รู้ว่าการราดใส่กางเกงนั้นช่างเป็นความสุขที่หาใดเปรียบไม่ได้
คืนนั้น หมอเพียงคนเดียวในเผ่าเหลียนต้องเคี่ยวยาถ่ายหม้อใหญ่ให้คนในค่ายเตรียมทหารดื่มทุกคน ทว่าถึงกระนั้น พวกเขาก็ยังถ่ายไม่ออก
จนใจที่พวกเขาต้องทำตามที่จางอวี่เสียนบอกไว้ก่อนหน้านี้ คือใช้นิ้วล้วงลงไป ภายหลังพบว่านิ้วยาวไม่พอ จึงต้องเปลี่ยนมาใช้ไม้ซีก
และไม้ซีกที่แทงเข้าไปในทวารหนักนั้น...
รสชาตินั้น... ช่างเหมือนจะขาดใจตาย
แท้จริงแล้ว การใช้ไม้ซีกขย้อนอุจจาระก็เป็นงานที่ต้องใช้ทักษะ คนเดียวแทบจะทำงานที่ยากลำบากนี้ไม่สำเร็จ เพราะมองไม่เห็นนั่นเอง
ด้วยความจนใจ พวกเขาจึงต้อง "ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน" คนหนึ่งโก้งโค้งให้อีกคนช่วย...
ภาพนั้นช่างงดงามเกินบรรยาย อี้อวิ๋นแทบไม่กล้าจินตนาการ
คนที่ยอมขย้อนอุจจาระให้กันได้ คงจะเป็นรักแท้กระมัง
อีกทั้งเพียงแค่ได้ยินเสียงร้องอันโหยหวน ก็จินตนาการถึงสภาพทวารหนักของอีกฝ่ายได้เลย ว่าคงจะถูกไม้ซีกครูดจนเหวอะหวะไปหมดแล้วเป็นแน่...
เช้าวันรุ่งขึ้นเมื่อรวมตัวฝึกยุทธ์ พวกจ้าวเถี่ยจู้แต่ละคนต่างมีสีหน้าซีดเผือดราวกับดิน เดินเหินไร้เรี่ยวแรงราวกับกุ้งที่ขาอ่อนแรง
ทั้งคืนไม่ได้นอน วิ่งเข้าห้องน้ำไม่หยุด ดื่มยาถ่ายไปก็ได้เพียงน้ำเหลืองๆ ออกมา การใช้ไม้ซีกซ้ำแล้วซ้ำเล่า...
สิ่งที่เรียกว่าการทรมานก็คงไม่เกินไปกว่านี้แล้ว
แต่ยังดีที่ดินกวนอิมที่พวกเขากินเข้าไปมีไม่มากนัก อาศัยการกินยาถ่ายซ้ำๆ และการเสียสละทวารหนักครั้งแล้วครั้งเล่า จึงยังไม่มีใครถึงแก่ความตาย
...
ในการฝึกยุทธ์วันที่สอง พวกจ้าวเถี่ยจู้ไม่กล้ากินดินกวนอิมอีกแล้ว จางอวี่เสียนจึงแทบจะสอนเพียงอี้อวิ๋นและเหลียนเฉิงอวี้เท่านั้น
การมาที่เผ่าเหลียนครั้งนี้ของจางอวี่เสียน สุดท้ายเขาก็อยู่ไม่ครบสามวันดี
เพียงแค่คืนวันที่สอง แผ่นหยกที่จางอวี่เสียนพกติดตัวก็พลันสั่นสะเทือนและส่งเสียงร้องใสกังวานออกมา
แผ่นหยกนี้คือสิ่งที่องครักษ์มังกรทองใช้ในการส่งข่าวสาร
เมื่อเห็นแผ่นหยกสั่นสะเทือน สีหน้าของจางอวี่เสียนก็เปลี่ยนไปเล็กน้อย เขาเพียงทิ้งจดหมายไว้ฉบับหนึ่ง จากนั้นก็ควบสัตว์อสูรขนาดยักษ์หายลับไปในความมืดมิดของราตรีกาล...
---