เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

42 - สิบสองกระบวนท่า

42 - สิบสองกระบวนท่า

42 - สิบสองกระบวนท่า


42 - สิบสองกระบวนท่า

เมื่อเห็นอี้อวิ๋นเป็นคนแรกที่ทำตามคำพูดของตน จางอวี่เสียนพยักหน้าด้วยความพึงพอใจ

ทว่าคนอื่นๆ กลับไม่คิดเช่นนั้น จ้าวเถี่ยจู้มองอี้อวิ๋นกินไม้พลางแค่นหัวเราะในใจ ไม้กินง่ายขนาดนั้นเชียวหรือ

ปล่อยให้เจ้าเด็กนี่อวดเก่งไป ประเดี๋ยวได้ท้องอืดตายแน่

เมื่อชาวบ้านพบกับทุพภิกขภัย พวกเขาจะกินรากหญ้า เปลือกไม้ แต่ไม่เคยได้ยินว่ามีใครกินเนื้อไม้ โดยเฉพาะไม้เนื้อแข็งที่ยังไม่ได้ต้ม

นอกจากปลวกและมอดแล้ว สัตว์ในโลกนี้มีน้อยนักที่จะกินเนื้อไม้ได้โดยตรง เส้นใยไม้ในนั้น ลำไส้และกระเพาะไม่มีทางย่อยได้เลย

"ไป ขุดดินกวนอิมมาบ้าง!"

จางอวี่เสียนสั่งการ ดินกวนอิมแท้จริงแล้วก็คือผงแป้งหิน (ทัลก์) เหตุที่เรียกชื่อเช่นนี้ คงเพราะในยามข้าวยากหมากแพง ชาวบ้านหวังพึ่งพระโพธิสัตว์กวนอิมมาช่วยชีวิต แป้งหินนี้พอประทังหิวได้ จึงตั้งชื่อตามพระนามของพระองค์

แต่ในความเป็นจริง ดินกวนอิมนี้คือยาพิษดีๆ นี่เอง กินเพียงเล็กน้อยอาจไม่เป็นไร แต่หากกินมากไปจะย่อยไม่ได้ ขับถ่ายไม่ออก สุดท้ายท้องอืดตาย

เผ่าเหลียนบังเอิญมีสิ่งนี้อยู่พอดี บางคนอาจสงสัยว่า ในเมื่อชาวบ้านรู้ดีว่ากินดินกวนอิมแล้วตาย ทำไมยังจะกิน?

ประการแรกเพราะชาวบ้านบางแห่งงมงาย คิดว่าขอเพียงใจศรัทธา ระลึกถึงความเมตตาของพระโพธิสัตว์กวนอิมก็จะไม่ตาย

ประการที่สองเพราะรสชาติของดินกวนอิมดีกว่าเปลือกไม้และรากหญ้ามาก ไม่ว่ารูปลักษณ์หรือรสสัมผัสล้วนคล้ายกับแป้งหมี่ ผู้คนในยามหิวโหยสุดขีดทนทานความเย้ายวนนี้ไม่ไหว หากเผลอกินมากไปนิดเดียวก็ท้องอืดตาย

ดินกวนอิมถูกขุดมาพูนเป็นกองใหญ่

ดินเหล่านี้ชาวบ้านเป็นคนขนมา ในขณะที่อี้อวิ๋นและพวกพ้องกำลังฝึกยุทธ์ ชาวบ้านเผ่าเหลียนต่างยืนมุงดูอยู่ข้างๆ

เมื่อเห็นเหล่านักรบฝึกหัดต้องกินดินกวนอิม ชาวบ้านเผ่าเหลียนต่างรู้สึกใจหายใจคว่ำ ดินกวนอิมกินเพียงเล็กน้อยยังพอว่า หากกินกองใหญ่ขนาดนี้ ช่างไม่น่าเชื่อเลย

"เริ่มได้"

จางอวี่เสียนกล่าวเรียบๆ อี้อวิ๋นไม่มีความลังเลแม้แต่น้อย เขากินดินกวนอิมเข้าไปคำใหญ่ รสชาติไม่มีอะไรเป็นพิเศษ เพียงแต่รู้สึกลื่นๆ เล็กน้อย

ดินกวนอิมยังกลืนง่ายกว่าเนื้อไม้มาก

เหล่านักรบฝึกหัดเห็นอี้อวิ๋นที่เป็นเพียงสวะนำหน้าไปเช่นนี้ ย่อมไม่ยินยอม

ต่างกลั้นใจเริ่มกินตาม

พวกเขามองว่าจางอวี่เสียนคงไม่ทำร้ายพวกเขา สิ่งเหล่านี้แม้รสชาติจะแย่ แต่เพื่อการฝึกยุทธ์ กัดฟันทนหน่อยคงไม่เป็นไร!

ทว่าทันทีที่ความคิดนี้ผุดขึ้นในหัว คำพูดของจางอวี่เสียนก็ทำให้ความหวังของพวกเขาพังทลาย "วิชากลืนคชสารเรียนรู้ได้ไม่ง่าย หลายคนที่กินดินกวนอิมเข้าไปเพื่อเรียนวิชานี้ แต่สุดท้ายเรียนไม่สำเร็จ ก็ต้องท้องอืดตายในที่สุด"

"ว่าอย่างไรนะ!?"

เมื่อได้ยินคำพูดของจางอวี่เสียน นักรบฝึกหัดที่เพิ่งรวบรวมความกล้ามาได้ ต่างพากันหน้าถอดสีราวกับลูกโป่งที่ถูกปล่อยลม เหี่ยวเฉากันไปตามๆ กัน

หากกินไม้และดินเหล่านี้เข้าไปแล้วเรียนวิชาไม่สำเร็จ ก็ต้องตาย!

ที่แท้วิชานี้ต้องแลกด้วยชีวิต พวกเขานึกว่าแค่ต้องลำบากหน่อยแต่ไม่มีอันตรายถึงชีวิต ผลลัพธ์กลับพิสูจน์ว่าพวกเขาคิดมากไปเอง!

จางอวี่เสียนมองดูสีหน้าของจ้าวเถี่ยจู้และคนอื่นๆ ด้วยสายตาดูแคลน "หรือพวกเจ้าคิดว่าการฝึกยุทธ์คือการไปงานเลี้ยง กินดื่มหัวเราะเฮฮาก็จะสำเร็จยอดวิชาได้?"

"ผู้บ่มเพาะ์ในการฝึกฝน ต้องมีสติเตรียมพร้อมเผชิญความตายอยู่ตลอดเวลา! แม้แต่สมาชิกองครักษ์มังกรทองเวลาฝึกฝนปกติ ก็ยังมีคนล้มตาย! หากไม่เค้นร่างกายให้ถึงขีดสุด จะก้าวข้ามขอบเขตได้อย่างไร!?"

"เส้นทางแห่งยุทธ์ การเข้าสู่แดนลับ การถูกศัตรูไล่ฆ่า การชิงของล้ำค่า การทำลายมารในใจ การปิดด่านฝึกตน และการก้าวข้ามอาญาแห่งสวรรค์! สิ่งไหนบ้างที่ไม่ทำให้คนตาย? นี่เป็นเพียงจุดเริ่มต้นเท่านั้น แค่กินดินกวนอิมยังไม่มีความกล้า ก็อย่ามาฝึกยุทธ์เลย จงแก่ตายอย่างสงบในแดนเถื่อนนี้เถิด!"

จางอวี่เสียนไม่บังคับคนเหล่านี้อีกต่อไป เขาไม่ได้บอกด้วยซ้ำว่าสำหรับผู้เริ่มฝึกวิชากลืนคชสาร ควรจะกินดินกวนอิมและเนื้อไม้เท่าใดจึงจะเหมาะสม

จะกินมากกินน้อย อยู่ที่ความกล้าของแต่ละบุคคล

เหล่านักรบฝึกหัดต่างมองหน้ากันไปมา และเริ่มชะลอความเร็วในการกินลงโดยไม่รู้ตัว

ส่วนอี้อวิ๋นนั้น เขาเพียงหยุดชะงักไปครู่หนึ่ง นิ่งเงียบอยู่ครู่เดียว แล้วก็เริ่มกินต่อไปด้วยความเร็วสม่ำเสมอ ไม่ได้รับผลกระทบใดๆ

จางอวี่เสียนสังเกตเห็นอี้อวิ๋น และพยักหน้าอีกครั้ง เพียงแค่ความกล้านี้ก็นับว่าไม่ง่ายแล้ว

สำหรับจ้าวเถี่ยจู้และพวก ย่อมสังเกตเห็นอี้อวิ๋นที่กินไม้และดินอย่างไม่คิดชีวิต จ้าวเถี่ยจู้กระซิบด่าอย่างปองร้าย "ไอ้เดรัจฉานน้อยตัวนี้ ตอนนี้อวดเก่งไปเถิด ประเดี๋ยวได้ท้องอืดตายแน่"

"อย่าไปถือสาคนโง่เลยพี่จ้าว ตอนนี้เราเพิ่งเริ่ม กินน้อยหน่อยดีกว่า สักครึ่งจิน... ไม่สิ สามเหลี่ยง (ตำลึง) ก็น่าจะพอแล้วกระมัง..."

นักรบฝึกหัดหลายคนต่างพยายามกะปริมาณอย่างระมัดระวัง ค่อยๆ กินทีละนิด ราวกับเด็กที่ได้เค้กชิ้นอร่อยแต่ไม่กล้ากินคำใหญ่

"พี่จ้าว ความตะกละจะทำให้ย่อยไม่ทัน พวกเราพี่น้องก้าวไปอย่างมั่นคง ให้ใต้เท้าจางเห็นพรสวรรค์ทางยุทธ์ของเรา! พวกเราจะสู้เด็กเมื่อวานซืนไม่ได้ได้อย่างไร!"

ชายฉกรรจ์ในค่ายฝึกต่างกลั้นใจด้วยความอัดอั้น ก่อนหน้านี้จางอวี่เสียนดูถูกพวกเขา สื่อความหมายว่าเพราะหาคนไม่ได้จึงต้องเอาพวกเขามาขัดตาทัพ

เรื่องนี้พวกเขายอมรับได้ แต่จางอวี่เสียนกลับยกย่องอี้อวิ๋นที่เป็นคนอมโรคขนาดนั้น พวกเขาจะยอมได้อย่างไร!

เดิมทีคิดว่าเมื่อฝึกยุทธ์กับจางอวี่เสียนจะได้ยกหินโม่ซึ่งเป็นจุดเด่นของตน ทั้งจะได้อวดฝีมือและข่มอี้อวิ๋นได้อย่างง่ายดาย คงจะมีความสุขไม่น้อย

ทว่าใครจะไปคิดว่าเนื้อหาการฝึกกลับเป็นการกินต้นไม้!

ช่างเหมือนฟ้าผ่าลงมากลางกระหม่อม!

"แค่กินต้นไม้กินดินกวนอิม ข้าจะกลัวทำซากอะไร พี่น้องทั้งหลาย กินเข้าไป! ข่มเจ้าเด็กอี้อวิ๋นนี่ให้เหมือนเล่นขายของไปเลย"

จ้าวเถี่ยจู้ยิ่งคิดยิ่งโมโห เมื่อคนอื่นไม่กล้ากิน เขายิ่งต้องกินให้มาก เขาไม่เชื่อหรอกว่าจะฝึกวิชากลืนคชสารไม่ได้

ในเวลานี้ อี้อวิ๋นกินดินกวนอิมเข้าไปสองจินกว่าๆ แล้ว ดินเหล่านี้เริ่มพองตัวในกระเพาะ รู้สึกเหมือนในท้องมีก้อนตะกั่วถ่วงอยู่ตลอดเวลา

ท้องของอี้อวิ๋นเริ่มเจ็บแล้ว

ความเจ็บปวดนี้ ในช่วงแรกยังไม่ชัดเจนนัก แต่หลังจากนี้จะยิ่งรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ จนในที่สุดก็อาจเจ็บจนขาดใจตาย

ทันใดนั้น ในหูของอี้อวิ๋นก็แว่วเสียงหนึ่งขึ้น "จงทำตามสิบสองกระบวนท่านี้"

อี้อวิ๋นเงยหน้าขึ้น เห็นจางอวี่เสียนยืนอยู่เบื้องหน้าทุกคน สายตาจับจ้องมาที่เขา พร้อมรอยยิ้มให้กำลังใจจางๆ

จากนั้นจางอวี่เสียนก็เริ่มเคลื่อนไหว

ยากจะบรรยายว่าท่าทางของจางอวี่เสียนคืออะไร เงาร่างของเขาดูเหมือนจะพร่าเลือนไปในทันใด ราวกับยืนอยู่ในห้วงเวลาที่ต่างออกไป ตัดขาดจากการเชื่อมต่อกับโลกภายนอก

เขาแสดงท่าทางออกมาทีละท่า แต่ละท่านั้นแปลกประหลาดอย่างยิ่ง ทว่าเมื่อต่อเนื่องกันกลับให้ความรู้สึกลื่นไหลราวกับสายน้ำ

ความเร็วของจางอวี่เสียนดูเหมือนเร็วและช้าในคราวเดียวกัน คล้ายจะแฝงไว้ด้วยมนต์ขลังบางอย่างที่ยากจะอธิบาย

ท่าทางเหล่านี้แม้จะตกลงสู่จอประสาทตา แต่กลับคว้าจับไม่ได้ ราวกับเป็นภาพลวงตาในความฝัน

ฝัน...

อี้อวิ๋นพลันเกิดความคิดนี้ขึ้นมาในใจ การมองท่าทางของจางอวี่เสียนนั้น ราวกับเขากำลังฝันอยู่

เวลาคนเราฝัน หลายสิ่งที่เห็นในความฝัน หรือคำพูดที่พูดออกมา ล้วนดูสมจริงและชัดเจนมาก

แม้แต่ในความฝันเจ้าอาจจะพูดจาฉะฉาน สำนวนสละสลวย หรือแต่งบทกวีที่งดงาม

แม้แต่ตัวเจ้าเองยังรู้สึกว่าความสามารถด้านวรรณศิลป์ในฝันนั้นยอดเยี่ยมเหลือเกิน ทว่าเจ้ากลับจำไม่ได้ว่าตนเองเขียนหรือพูดอะไรออกมา

ทันทีที่ตื่นขึ้น ยิ่งลืมสิ้นทุกอย่าง

ตอนนี้อี้อวิ๋นมองท่าทางของจางอวี่เสียน ก็เกิดความรู้สึกประหลาดเช่นนั้นขึ้น

"วิชากลืนคชสาร" นี้ เป็นเพียงวิชาพื้นฐานจริงๆ หรือ? เหตุใดจึงรู้สึกว่ามันอัศจรรย์ยิ่งกว่า "วิชาหมัดเสือกระดูกมังกร" เสียอีก?

อี้อวิ๋นรู้สึกยากจะจินตนาการ

และในเวลานี้ จางอวี่เสียนได้หยุดลงแล้ว แม้หลายท่าทางจะจำได้ไม่ชัดเจน แต่อี้อวิ๋นก็รู้ว่า เมื่อครู่จางอวี่เสียนแสดงท่าทางชุดนี้ซ้ำถึงสามรอบ!

"เอาละ นี่คือสิบสองกระบวนท่าของวิชากลืนคชสาร พวกเจ้าจงทำตาม เมื่อทำท่าทางเหล่านี้ได้ วิชากลืนคชสารของพวกเจ้าก็จะเริ่มเห็นผล การย่อยดินกวนอิมเพียงเล็กน้อยจะไม่ใช่ปัญหาอีกต่อไป"

อะ... อะไรนะ?

เมื่อได้ยินคำพูดของจางอวี่เสียน จ้าวเถี่ยจู้และพวกต่างมองตากันเลิ่กลั่ก!

เมื่อครู่จางอวี่เสียนทำอะไรลงไป?

พวกเขารู้สึกเพียงว่าตาพร่าไปชั่วครู่ ร่างกายของจางอวี่เสียนสั่นไหวเล็กน้อย ปรากฏเงาซ้อนขึ้นมากมาย แล้วเขาก็กลับมายืนที่เดิม

บางคนถึงกับคิดว่า เมื่อครู่ตนเองตาฝาดไป หรือสายตามีปัญหาจนเห็นภาพซ้อนกันแน่

พวกเขาไม่เข้าใจสถานการณ์เลยแม้แต่น้อย การจะให้ทำตามท่าทางของจางอวี่เสียนนั้น จะเป็นไปได้อย่างไร!

"มีปัญหาอะไรหรือไม่?"

จางอวี่เสียนถามขึ้นเมื่อเห็นสีหน้าของเหล่านักรบฝึกหัดดูไม่ได้

"มี... มีปัญหาขอรับ..." จ้าวเถี่ยจู้กลืนน้ำลายอึกใหญ่ ถามอย่างยากลำบาก "หาก... หากพวกข้าทำตามท่าทางของท่านไม่ได้ ดินกวนอิมและเนื้อไม้ที่กินเข้าไป จะ... จะทำอย่างไรขอรับ?"

จ้าวเถี่ยจู้รู้สึกสิ้นหวัง ท่าทางที่ซับซ้อนและเขาก็ดูไม่รู้เรื่องเลยเช่นนี้ ภายในเวลาสามวัน เขาคงไม่มีทางเรียนรู้ได้เป็นแน่!

"หืม?" จางอวี่เสียนขมวดคิ้ว คล้ายคร้านจะใส่ใจคำถามโง่ๆ ของจ้าวเถี่ยจู้ เขากล่าวอย่างรำคาญว่า "เวลาเข้าส้วมก็ใช้นิ้วหรือไม้ไผ่ช่วยแคะออกมาเสีย บางทีอาจจะไม่ตาย จำไว้ว่าอย่าดื่มน้ำ"

เมื่อจางอวี่เสียนกล่าวจบ จ้าวเถี่ยจู้และพวกต่างรู้สึกเหมือนเพิ่งกลืนอุจจาระเข้าไปหนึ่งจิน และเป็นอุจจาระที่หมักหมมในลำไส้มาหลายวันเสียด้วย

สีหน้านั้น ช่างบรรยายไม่ถูกเลยจริงๆ

…….

จบบทที่ 42 - สิบสองกระบวนท่า

คัดลอกลิงก์แล้ว