- หน้าแรก
- สัปยุทธ์พิภพเทวะ
- 41 - ต้องกินต้นไม้จริงๆ หรือ?
41 - ต้องกินต้นไม้จริงๆ หรือ?
41 - ต้องกินต้นไม้จริงๆ หรือ?
41 - ต้องกินต้นไม้จริงๆ หรือ?
เหลียนเฉิงอวี้ไม่สนหรอกว่าเหตุผลคืออะไร เขารู้เพียงว่านี่คือคำสั่งของจางอวี่เสียน เมื่อทูตเบื้องบนสั่งมาก็ต้องปฏิบัติตาม อีกอย่างเรื่องนี้คนซวยก็ไม่ใช่เขา
"ข้า... ข้า..." จ้าวเถี่ยจู้หน้าเศร้า ในที่สุดก็ตัดสินใจพูดอย่างเจ็บปวดว่า "ข้ากิน..."
เขานั่งยองๆ ลง กัดฟันหักเนื้อไม้ออกมาแผ่นหนึ่ง
เมื่อมองดูไม้ที่แข็งจนเอาไปสร้างบ้านได้ จ้าวเถี่ยจู้แทบร้องไห้ เห็นข้าเป็นปลวกหรืออย่างไร!
เมื่อสังเกตเห็นสีหน้าไม่สบอารมณ์ของเหลียนเฉิงอวี้ จ้าวเถี่ยจู้จึงต้องจำใจเหมือนเข้าแดนประหาร หลับตาหยิบไม้ใส่ปากแล้วเริ่มเคี้ยว
รสสัมผัสนี้นั้นช่างทรมานยิ่งนัก
จ้าวเถี่ยจู้รู้สึกเหมือนคอจะถูกบาด กว่าจะกลืนลงไปได้แผ่นหนึ่ง เขาก็มองจางอวี่เสียนด้วยสายตาละห้อย สื่อความหมายว่า เท่านี้พอแล้วกระมัง
ทว่าจางอวี่เสียนกลับสั่งเสียงเย็น "ต่อเลย!"
จ้าวเถี่ยจู้แทบจะเป็นลม!
ให้เขายกหินโม่ ฟันต้นไม้ ต่อยเสา เขาทำได้ดีทุกอย่าง แต่ให้กินไม้นี่มันคือการทรมานชัดๆ!
"ใต้เท้าจาง ไม่ทราบว่าวิชาลับนี้คืออะไรหรือขอรับ?" เดิมทีเหลียนเฉิงอวี้คิดว่าจางอวี่เสียนแกล้งจ้าวเถี่ยจู้เพื่อให้หลาบจำในคำพูดของตน
แต่ตอนนี้เขารู้สึกว่าอาจจะไม่ใช่ ที่จางอวี่เสียนให้จ้าวเถี่ยจู้กินต้นไม้นั้น อาจจะเป็นวิชาลับจริงๆ ก็ได้
หากเป็นเช่นนั้น อีกสักพักเขาเองก็อาจจะต้องกินไม้ด้วย จึงต้องรีบถามให้แน่ใจก่อน
จางอวี่เสียนมีท่าทีดีขึ้นเล็กน้อยเมื่อคุยกับเหลียนเฉิงอวี้ เขากล่าวว่า "วิชาลับนี้เรียกว่า 'วิชากลืนคชสาร' เป็นวิชาฝึกฝนลำไส้ กระเพาะ และความสามารถในการย่อย! ผู้ที่ฝึกวิชากลืนคชสารจนถึงขั้นสูง ในแต่ละมื้อสามารถกินดื่มได้ราวกับปลาวาฬกลืนน้ำ เล่ากันว่าผู้ที่สำเร็จขั้นสูงสุดสามารถกินช้างเข้าไปได้ทั้งตัว ซึ่งเป็นที่มาของชื่อวิชานี้"
เหล่านักรบฝึกหัดเมื่อได้ยินดังนั้น สีหน้าแต่ละคนต่างดูไม่ได้ทันที พูดไปพูดมา วิชากลืนคชสารนี้ก็คือเคล็ดวิชาการกินนี่เอง
นี่มันทักษะของพวกตะกละไม่ใช่หรือ? นับเป็นวิชาลับด้วยหรือนี่?
เมื่อเห็นสีหน้าของทุกคน จางอวี่เสียนก็รู้ทันทีว่าพวกเขากำลังคิดอะไร
เขากล่าวอย่างเหยียดหยามว่า "พวกมดปลวกอย่างพวกเจ้า มีความรู้น้อยนิดแต่กลับบังอาจประเมินวิชาสยบทัพขององครักษ์มังกรทอง! ช่างน่าขันทิ้งเกินไป!"
"สำหรับผู้บ่มเพาะ์ การฝึกฝนลำไส้และกระเพาะนั้นสำคัญยิ่ง! ปอดและหัวใจดี อย่างมากก็แค่มีความอึด มีกำลังในการต่อสู้ ทว่าการต่อสู้เก่งยังสู้การฝึกฐานพลังเก่งไม่ได้ กระเพาะที่ดีนั้นมีประโยชน์ต่อการฝึกฐานพลังมหาศาล!"
"ผู้บ่มเพาะ์ขั้นปราณโลหะ ไม่ว่าพวกเจ้าจะยกหินโม่ ต่อสู้ หรือปีนป่ายหลังคาปีนต้นไม้ พละกำลังพวกเจ้ามาจากไหน? ทั้งหมดล้วนมาจากอาหารทั้งสิ้น!"
"ผู้บ่มเพาะ์ที่ฝึกฝนกระเพาะและลำไส้มาดี จะมีความอยากอาหารที่น่าตกใจ สามารถกินวัวได้ทั้งตัวภายในสามวัน เมื่อกินได้มาก การดูดซึมสารอาหารย่อมมากตาม กล้ามเนื้อและกระดูกก็จะแข็งแกร่ง พละกำลังย่อมมหาศาล"
จางอวี่เสียนพูดเสียงดังฟังชัด อี้อวิ๋นได้ยินแล้วใจสั่น
จริงอยู่ พลังที่ผู้บ่มเพาะ์ปลดปล่อยออกมานั้นน่ากลัวมาก พลังเหล่านี้ไม่มีทางได้มาเฉยๆ แต่ต้องมีแหล่งที่มา สำหรับผู้บ่มเพาะ์ขั้นปราณโลหะ แหล่งพลังปราณของพวกเขามาจากอาหาร
อาหารคือพลังปราณ การกินได้มากจึงเป็นผลดีอย่างยิ่ง
โดยเฉพาะบุรุษจากตระกูลดังแต่มีพรสวรรค์ธรรมดา เมื่อฝึกฐานพลังแล้วไม่ได้รับส่วนแบ่งแก่นกระดูกสัตว์เถื่อนมากนัก จึงต้องอาศัยการกินเนื้อสัตว์เถื่อนเพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่ง
บางคนกินเนื้อสัตว์เถื่อนเจ็ดแปดจินก็อิ่มแล้ว แบบนั้นจะไปทำอะไรได้ สู้ไปดูแลกิจการครอบครัวเสียดีกว่า
ส่วนพวกยอดคนนั้น กินเนื้อสัตว์เถื่อนสองร้อยจินต่อวันยังเพิ่งอิ่มเพียงเก้าในสิบส่วน
เนื้อสัตว์เหล่านี้จะถูกย่อยเป็นพลังปราณ สกัดเอาส่วนที่ยอดเยี่ยมที่สุดออกมาเพื่อเร่งฝึกฐานพลัง เช่นนี้จึงจะมีโอกาสเข้าสู่ขอบเขตที่สูงกว่าได้
ดังนั้น ลำไส้และกระเพาะดี กินได้มาก ย่อมได้เปรียบ!
เหตุนี้ วิชาลับพื้นฐานที่จางอวี่เสียนสอนจึงเป็นวิชากลืนคชสาร
มันคือวิชาลับพื้นฐานในการฝึกยุทธ์!
จางอวี่เสียนกล่าวต่อ "ผู้บ่มเพาะ์ในตระกูลใหญ่ฝึกวิชากลืนคชสารเพื่อกินเนื้อสัตว์เถื่อน พวกเจ้าในแดนอวิ๋นฮวงขาดแคลนทรัพยากร ข้าวยังแทบไม่มีจะกิน แต่การฝึกวิชานี้ก็ยังมีประโยชน์!"
"เมื่อลำไส้และกระเพาะแข็งแกร่ง ไม่ว่าพวกเจ้าจะกินอะไร ย่อมสามารถดูดซึมสารอาหารได้อย่างเต็มที่!"
"คนธรรมดากินธัญพืชเข้าไป หลังจากผ่านการดูดซึม สารอาหารชั้นยอดจะถูกทิ้งไปมาก และถูกขับถ่ายออกมาพร้อมกับอุจจาระในที่สุด"
"อุจจาระของคน สุนัขยังกินได้ แมลงวันและหนอนสามารถเติบโตได้ในกองอุจจาระ แมลงกุดจี่กลิ้งก้อนอุจจาระเพื่อเลี้ยงดูลูกหลาน! ในนั้นยังมีสารอาหารจำนวนมากที่ดูดซึมไม่หมด!"
"ขนาดธัญพืชยังดูดซึมไม่หมด ประสาอะไรกับของล้ำค่าแห่งสวรรค์และปฐพี!"
"หากไม่มีลำไส้และกระเพาะที่ดี ต่อให้มอบของล้ำค่าให้ เจ้าก็ย่อยมันไม่ได้!"
"หลังจากฝึกวิชากลืนคชสารดีแล้ว ไม่ว่าในอนาคตพวกเจ้าจะกินอะไร การย่อยจะสมบูรณ์แบบยิ่งขึ้น! หากพบทุพภิกขภัย พวกเจ้ากินเปลือกไม้ รากหญ้า หรือดินกวนอิม ก็สามารถย่อยมันให้กลายเป็นสารอาหารหล่อเลี้ยงชีวิตได้!"
(ดินกวนอิมเป็นดินเหนียวชนิดหนึ่ง ความจริงกินไม่ได้แต่ในยุคที่ไม่มีอาหารกินผู้คนจะนำมาผสมกับแป้งและผักป่าเพื่อกินให้อยู่ท้อง แต่ถ้ากินมากลำไส้จะอุดตันเสียชีวิต)
"ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ทุกมื้อพวกเจ้าจงกินรากไม้ กิ่งไม้ และดินกวนอิม เมื่อกินอิ่มแล้วให้ฝึกวิชากลืนคชสารตามเคล็ดที่ข้าสอน เพื่อขยับลำไส้และกระเพาะ ย่อยอาหารที่ย่อยยากที่สุดเหล่านี้ให้กลายเป็นสารอาหาร!"
เมื่อได้ยินคำพูดของจางอวี่เสียน เหล่านักรบฝึกหัดต่างอึ้งไปตามๆ กัน สรุปคือพวกเขาต้องกินทุกคน
สามวันนี้พวกเขาต้องฝากท้องไว้กับเนื้อไม้และดินกวนอิมแทนข้าว!
เดิมทีพวกเขายังหวังว่าจางอวี่เสียนล่าสัตว์ร้ายมาได้ตั้งมากมาย พวกเขาอาจจะได้พลอยฟ้าพลอยฝนได้กินดื่มอิ่มหนำสักมื้อ
ทว่าความเป็นจริงนั้นช่างโหดร้าย ตอนนี้อย่าว่าแต่เนื้อสัตว์ร้ายเลย แม้แต่โจ๊กก็ยังไม่ได้ดื่ม
เหล่านักรบฝึกหัดแต่ละคนหน้าเศร้าสร้อย ไม่มีใครอยากกินต้นไม้จริงๆ
อย่างน้อยพวกเขาก็ต้องการเวลาทำใจบ้าง
ทว่าในขณะที่ทุกคนมัวแต่มองหน้ากัน อี้อวิ๋นกลับก้าวออกมาจากแถว นั่งยองๆ ลงข้างต้นไหวยักษ์ หักกิ่งไม้เล็กๆ กิ่งหนึ่งแล้วกินเข้าไปพร้อมกับใบไม้
การฝึกยุทธ์ไม่ใช่เพื่อความสุขสบาย แต่ต้องเผชิญกับความยากลำบาก อุปสรรค และอันตรายถึงชีวิต
อย่าว่าแต่การฝึกยุทธ์เลย ในโลกก่อนที่อี้อวิ๋นจะข้ามภพมา เขารู้ว่าเด็กที่ฝึกกายกรรม เต้นรำ หรือดัดตัว ครูฝึกจะคุกเข่าทับหลังเด็กเพื่อดัดหลัง ความเจ็บปวดเช่นนั้นผู้ใหญ่หลายคนยังทนไม่ได้
ในโลกต่างมิตินี้ เบื้องหลังความรุ่งโรจน์ของยอดฝีมือผู้เหนือโลก ย่อมมีการเสียสละที่ตรากตรำ เพียงแค่กินไม้หรือดินกวนอิม นับว่าไม่ใช่อะไรเลย
---