- หน้าแรก
- สัปยุทธ์พิภพเทวะ
- 39 - นามอัจฉริยะนี้ข้ายินดีจะรับไว้
39 - นามอัจฉริยะนี้ข้ายินดีจะรับไว้
39 - นามอัจฉริยะนี้ข้ายินดีจะรับไว้
39 - นามอัจฉริยะนี้ข้ายินดีจะรับไว้
เหลียนเฉิงอวี้กำหมัดแน่นทันที เขาไม่อาจยอมรับได้
เห็นได้ชัดว่าจางอวี่เสียนชื่นชมอี้อวิ๋นมากกว่า!
ตลอดมา เหลียนเฉิงอวี้เป็นอัจฉริยะอันดับหนึ่งของชนเผ่าตระกูลเหลียน จะยอมให้ใครมาเหนือกว่าตนได้อย่างไร?
ไม่หนำซ้ำ อีกฝ่ายยังเป็นเพียงทาสชั้นต่ำตัวน้อยๆ!
"เอ่อ... ท่านราชทูต ท่านกล่าวว่าเจ้าเด็กนี่เป็นอัจฉริยะเชิงยุทธ์หรือขอรับ? จะเป็นการเข้าใจผิดไปหรือไม่..." ทุกคนต่างสงสัยในคำพูดของจางอวี่เสียน สุดท้ายเป็นจ้าวเถี่ยจู้ที่ทนไม่ไหว ถามออกไปอย่างบื้อใบ้
จางอวี่เสียนพลันมีสีหน้าเคร่งขรึมลง น้ำเสียงก็เย็นเยียบตามไปด้วย "เจ้าสงสัยในตัวข้าหรือ?"
"เอ้อ..." จ้าวเถี่ยจู้ตกใจจนขวัญหนีดีฝ่อ ส่ายหน้าเป็นพัลวัน "หาไม่ได้ขอรับ ผู้น้อยไม่บังอาจ"
จางอวี่เสียนปรายตามองจ้าวเถี่ยจู้อย่างเย็นชา แล้วกล่าวว่า "ข้ามีเวลาจำกัด อีกครึ่งชั่วยามให้ผู้ที่ถูกเลือกมาประชุมกันที่นี่ ข้าจะสอนวิชายุทธ์ให้พวกเจ้า โดยจะสอนเพียงสามวันเท่านั้น!"
จางอวี่เสียนกล่าวจบก็สะบัดมือเดินจากไป ดูเหมือนจะหมดความสนใจในงานเลี้ยงต้อนรับไปเสียแล้ว
ทิ้งให้จ้าวเถี่ยจู้ เหลียนเฉิงอวี้ และสมาชิกค่ายเตรียมทหารคนอื่นๆ ต่างยืนมองหน้ากันอย่างทำตัวไม่ถูก
พวกเขาล้วนมองอี้อวิ๋นราวกับมองตัวประหลาด ไม่อาจยอมรับความจริงข้อนี้ได้!
อี้อวิ๋นผ่านการคัดเลือกเบื้องต้น และยังได้รับคำชมสูงส่งเพียงนั้น มีเหตุผลเช่นนี้ด้วยหรือ?
"อวิ๋นเอ๋อ!" เจียงเสี่ยวโหรมองสายตาของเหลียนเฉิงอวี้และคนอื่นๆ ที่แทบจะอยากกลืนกินอี้อวิ๋นลงท้องไปแล้ว นางรู้สึกใจคอไม่ดี จึงรีบดึงอี้อวิ๋นมาไว้ข้างกาย
"ข้าไม่เชื่อ! ข้าไม่เชื่อ! ใต้เท้าผู้นั้นกล่าวว่าข้าไม่เหมาะแก่การฝึกยุทธ์ แต่กลับบอกว่าเจ้าเด็กนั่นคือหยกอะไร กายอะไร ข้าสามารถยกโม่หินสี่ร้อยจินได้ เจ้าเด็กนั่นแม้แต่ไก่ยังจับไม่อยู่ ข้าจะด้อยกว่าเขาได้อย่างไร?"
บุรุษร่างเตี้ยกำยำคนก่อนหน้านี้ตะโกนขึ้นมากะทันหัน
คำพูดของเขาได้รับการขานรับจากผู้คนจำนวนมากในทันที
"ถึงกับบอกว่าข้าสู้เจ้าเด็กอมมือนั่นไม่ได้ ข้าก็ไม่เชื่อเช่นกัน!"
"เจ้าเด็กสารเลวนี่ โชคขี้หมาหล่นทับแท้ๆ!"
เดิมทีพวกในค่ายเตรียมทหารต่างมั่นใจเต็มเปี่ยม แต่การคัดเลือกเบื้องต้นครั้งเดียวกลับถูกจางอวี่เสียนบั่นทอนจนไม่เหลือชิ้นดี มีเพียงอี้อวิ๋นที่แรงจะฆ่าไก่ยังไม่มีคนนี้ กลับได้รับการยกย่องสูงส่ง
พวกเขาจะไปยอมรับได้อย่างไร!
ในตอนนั้น จ้าวเถี่ยจู้เดินมาข้างกายอี้อวิ๋น แล้วกล่าวฮึดฮัดว่า "เจ้าหนู เจ้าอย่าเพิ่งได้ใจไป ท่านจางไม่รู้ว่าเจ้าเป็นอย่างไร แต่พวกเราจะไม่รู้หรือ เจ้าตั้งแต่เด็กจนโตก็ร่างกายอ่อนแอขี้โรค ร่างกายผอมแห้งราวกับลูกไก่ ลูกตุ้มหินหนักห้าสิบจินยังยกไม่ขึ้น แค่ไปเก็บยาก็เกือบตกเขาตาย คนอย่างเจ้าจะเป็นอัจฉริยะเชิงยุทธ์หรือ? ถุย!"
สิ่งที่จ้าวเถี่ยจู้กล่าวมานั้นจริงๆ แล้วไม่ได้ผิดเลย เด็กในหมู่บ้านรุ่นราวคราวเดียวกับอี้อวิ๋นสามารถยกลูกตุ้มหินหนักห้าสิบจินได้แล้ว แต่อี้อวิ๋นหากถอยกลับไปเมื่อไม่กี่เดือนก่อน ยกลูกตุ้มหินหนักสามสิบจินยังทำได้อย่างยากเย็น
อี้อวิ๋นเองก็นึกไม่ถึงว่า เขาจะได้รับคำชมว่าเป็น "ร่างไร้ช่องโหว่"
อี้อวิ๋นอาศัยผลึกม่วงและการรับรู้อันเฉียบแหลมหลังจากทะลวงผ่านขอบเขตเส้นชีพจร ก็พอจะเดาออกแล้วว่าจางอวี่เสียนทำอะไรเมื่อครู่ เขาใช้วิธีการถ่ายเทพลังปราณเพื่อทดสอบพรสวรรค์ของเขา
พลังปราณเหล่านี้ถูกผลึกม่วงดูดซับไปจนหมดสิ้น ผลที่ตามมาคือทำให้จางอวี่เสียนเข้าใจผิด
จริงๆ แล้วหากจะพูดถึงพรสวรรค์ พรสวรรค์ของร่างกายนี้ช่างแสนจะธรรมดายิ่งนัก ไม่ใช่ร่างไร้ช่องโหว่อะไรเลย
อัจฉริยะเชิงยุทธ์ที่แท้จริง ไม่มีทางมีร่างกายที่อ่อนแอเช่นอี้อวิ๋น หากร่างกายมีความสอดคล้องกับพลังปราณสูงจริง เพียงแค่การดูดซับพลังปราณรอบข้างอย่างไร้รูปลักษณ์ของร่างกาย ก็เพียงพอที่จะทำให้คนผู้นั้นเติบโตมาแข็งแรงบึกบึนแล้ว
เด็กตัวเล็กๆ ที่เติบโตมาในแดนร้างและกินไม่อิ่มท้อง เจ้าจะหวังให้เขาเป็นอัจฉริยะประเภทใดกัน?
แน่นอนว่าเข้าใจก็ส่วนเข้าใจ แต่ชื่อเสียงของอัจฉริยะนี้ อี้อวิ๋นยังคงตั้งใจจะรับมันไว้
ไม่เช่นนั้นเมื่อถึงเวลาที่ความแข็งแกร่งของเขาเปิดเผยออกมา เขาจะเอาอะไรไปอธิบายเล่า
ดังนั้น อี้อวิ๋นจึงยิ้มอย่างมีความนัยส่งไปให้จ้าวเถี่ยจู้
เมื่อเห็นอี้อวิ๋นมองมา จ้าวเถี่ยจู้ก็จ้องตอบด้วยความดูแคลน "อะไร? ไม่ยอมหรือ? ไม่ยอมเจ้าก็มาลองกับข้าดู ข้าใช้เพียงนิ้วเดียวก็จัดการเจ้าได้แล้ว หากข้าต้องขยับผมแม้แต่เส้นเดียว ก็นับว่าเจ้าชนะ!"
จ้าวเถี่ยจู้เองก็กำลังโกรธจัด อยากจะสั่งสอนอี้อวิ๋นสักยก
แต่อี้อวิ๋นเพียงกล่าวราบเรียบประโยคเดียวว่า "ลุงเถี่ยจู้ ขอถามหน่อยว่า ต้นไหวใหญ่ของท่านกินหมดหรือยัง?"
ประโยคเดียว ปลิดชีพในทันที!
คำเยาะเย้ยถากถางที่จ้าวเถี่ยจู้เตรียมไว้พลันจุกอยู่ที่ลำคอ ดวงตาทั้งสองข้างเบิกกว้างราวกับปลาตายบนพื้นดินที่แห้งขอด พูดไม่ออกแม้แต่คำเดียว
"แล้วยังมีผู้กล้าท่านใดอีกนะ... ที่อยากจะกินโม่หิน?"
"อืม... แล้วยังมีอีกคนที่จะดื่มน้ำในแม่น้ำตงเหอให้หมด"
อี้อวิ๋นยิ้มอย่างซื่อๆ เขามีร่างกายผอมเล็ก บนใบหน้ายังแฝงไปด้วยความเยาว์วัย ดูไร้พิษสงยิ่งนัก เพียงแต่คำพูดที่เขากล่าวออกมานั้น มีพลังทำลายล้างมหาศาล
สมาชิกค่ายเตรียมทหารต่างพากันรีบปัดความรับผิดชอบ ปฏิเสธว่าตนไม่ได้เป็นคนพูด ต่อหน้าคนในเผ่ามากมายเช่นนี้ คำพูดที่เพิ่งกล่าวออกไปกลับถูกตบหน้ากลับมา พวกเขาไม่อาจยอมขายหน้าเช่นนี้ได้
"เหล่าผู้กล้าทั้งหลาย ข้าน้อยขอไปพักผ่อนสักครู่ เพื่อเตรียมตัวฝึกยุทธ์ตามท่านจาง จะว่าไปคุณชายเหลียน ในเมื่อข้าน้อยต้องไปฝึกยุทธ์แล้ว เรื่องการเคี่ยวกรำกระดูกอสูรร้ายนั้น ข้าน้อยอยากจะขอลาหยุดสักไม่กี่วัน ไม่ทราบว่าจะเป็นไปได้หรือไม่ขอรับ"
อี้อวิ๋นแสดงท่าทีขอคำชี้แนะอย่างจริงใจ ใบหน้าของเหลียนเฉิงอวี้ดำคล้ำไปถึงขีดสุด เขาจะกล้าไม่อนุญาตหรือ?
"แน่นอน การฝึกยุทธ์สำคัญที่สุด" หลังจากเหลียนเฉิงอวี้กล่าวประโยคนี้จบ เขารู้สึกราวกับลำไส้ขมวดพันกันไปหมดเสียแล้ว
ดวงตะวันลอยสูงตรงศีรษะ อี้อวิ๋นเดินทางมาถึงลานฝึกพล เหล่านักรบฝึกหัดอย่างจ้าวเถี่ยจู้และพวกพ้องต่างมารอคอยอย่างกระวนกระวายใจนานแล้ว พวกเขาช่วยกันขนหินโม่และลูกกลิ้งหินขนาดใหญ่มาวางไว้
แต่เดิมพวกบุรุษหยาบกระด้างเหล่านี้ฝึกยุทธ์โดยอาศัยสิ่งของเหล่านี้ในการฝึกกำลัง ซึ่งเป็นสิ่งที่พวกเขาสนัดและภาคภูมิใจที่สุด
ดังนั้นก่อนที่จางอวี่เสียนจะมาถึง เหล่าชายฉกรรจ์ในค่ายฝึกต่างเริ่มประลองกำลังยกหินโม่กันอย่างสุดชีวิต
บริเวณโดยรอบยังมีชาวบ้านจำนวนไม่น้อยหยุดยืนดู บรรยากาศที่คึกคักเช่นนี้ แน่นอนว่าพวกเขาไม่อยากพลาดชม
"โอ้โฮ นี่มันอัจฉริยะฝึกยุทธ์ของเรานี่นา! เป็นอย่างไรบ้าง มาลองเล่นสักหน่อยไหม"
จ้าวเถี่ยจู้เห็นอี้อวิ๋นเบียดตัวออกมาจากฝูงชน จึงเอ่ยท้าทายขึ้น
โครม!
เสียงดังสนั่น จ้าวเถี่ยจู้โยนหินโม่ขนาดใหญ่หนักประมาณสี่ห้าร้อยจินมาตรงหน้าอี้อวิ๋น
"กล้าเล่นไหม?" จ้าวเถี่ยจู้มองอี้อวิ๋นด้วยสายตาเหยียดหยาม
ต่อหน้าผู้คนมากมายเช่นนี้ จ้าวเถี่ยจู้ต้องการพิสูจน์ว่า อัจฉริยะฝึกยุทธ์อย่างอี้อวิ๋นนั้นเป็นเพียงพวกดวงดีที่เก็บโชคลาภได้เท่านั้น
"พี่จ้าว ท่านก็ลำบากคนเกินไป หินโม่หนักสี่ร้อยจินนี้ ผู้อื่นจะยกไหวได้อย่างไร มาเถิดน้องชาย ข้ามีลูกตุ้มหินขนาดเล็กกว่าตรงนี้"
ชายฉกรรจ์อีกคนโยนลูกตุ้มหินหนักสองร้อยจินมาทางอี้อวิ๋น ทั้งคู่รับส่งบทกันเพื่อข่มขู่และดูหมิ่นอี้อวิ๋น
ในสายตาของพวกเขา อย่าว่าแต่สองร้อยจินเลย ต่อให้เป็นห้าสิบจิน อี้อวิ๋นก็คงรับไม่ไหว เขาจะเป็นอัจฉริยะฝึกยุทธ์ไปได้อย่างไร?
…………