- หน้าแรก
- ข้าวิวัฒนาการคำสาปพันล้าน
- บทที่ 14 คืนชีพยอดรัก
บทที่ 14 คืนชีพยอดรัก
บทที่ 14 คืนชีพยอดรัก
บทที่ 14 คืนชีพยอดรัก
"เจียงฝาน แม่ของฉัน... เธอ... จากไปแล้วเหรอ?" เซี่ยเสี่ยวอวี่เดินเข้ามาอย่างระมัดระวังพลางเหยียบลงบนเศษกระจก และเมื่อเห็นใบหน้าที่ซีดเผือดของเจียงฝาน เธอก็รีบเข้าไปประคองเขาไว้
"ตัวนายเย็นเฉียบเลย เป็นอะไรหรือเปล่า? ต้องไปโรงพยาบาลไหม?"
คำทักท้วงของเธอทำให้เจียงฝานเพิ่งตระหนักได้ว่าความโลภในชีวิตก็ถือเป็นคำสาปเช่นกัน แม้ว่าบาดแผลของเขาจะสมานตัวอย่างรวดเร็ว แต่อุณหภูมิในร่างกายกลับลดต่ำลงเรื่อยๆ
"ไปโรงพยาบาลก็เปล่าประโยชน์ โลกใบนี้มันช่างหนาวเหน็บ บางทีอาจจะมีแค่อกอวบอิ่มเท่านั้นที่จะคืนความอบอุ่นที่ห่างหายไปนานให้ฉันได้"
"เอ๊ะ?" เซี่ยเสี่ยวอวี่ชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะหน้าแดงซ่านแล้วก้มหน้างุดเมื่อตระหนักได้ว่าเขาสื่อถึงอะไร
มุกตลกของเจียงฝานนั้นเห็นได้ชัดว่าไม่ถูกกาลเทศะเอาเสียเลย แต่หลังจากใช้เวลาอยู่ด้วยกันมาทั้งคืน เธอก็เริ่มชินกับอีคิวที่ต่ำเตี้ยเรี่ยดินของเขาแล้ว โดยคิดเพียงว่าเขาเป็นคนซื่อตรงและไม่มีเล่ห์เหลี่ยมอะไร
ทว่าในความเป็นจริง เจียงฝานกำลังแอบสังเกตปฏิกิริยาของเซี่ยเสี่ยวอวี่อยู่เงียบๆ
เขาเตือนตัวเองอยู่เสมอว่าเขามีอาชีพเป็นนักจิตวิทยาให้คำปรึกษา
บัดนี้เมื่อวิกฤตผ่านพ้นไปแล้ว เซี่ยเสี่ยวอวี่ก็คงจะเริ่มตระหนักถึงความจริงอันเจ็บปวดเรื่องการตายของพ่อแม่ หากไม่มีใครคอยช่วยเหลือ เธอคงจะจมดิ่งลงไปกับเรื่องนี้ หรืออาจถึงขั้นคิดสั้นทำอะไรสุดโต่งได้
วิธีการของเจียงฝานเรียกว่าการบำบัดด้วยการขัดจังหวะ ซึ่งมีรากฐานมาจากหลักการทางคลินิก นั่นคือเมื่อใครสักคนกำลังเศร้าโศกอย่างหนัก การสร้างอารมณ์และปัญหาที่เกิดขึ้นอย่างกะทันหัน จะทำให้พวกเขาละทิ้งความเศร้าไปชั่วขณะเนื่องจากความวุ่นวายที่เข้ามาแทรก
ยกตัวอย่างเช่น หลังจากที่ผู้หลักผู้ใหญ่ในครอบครัวเสียชีวิตลง ด้วยขั้นตอนที่ยุ่งยากของการจัดงานศพ การฌาปนกิจ และการเลี้ยงแขก ลูกหลานมักจะวุ่นวายอยู่กับการจัดการธุระต่างๆ จนล้นมือ และกว่าจะมีเวลาได้โศกเศร้าเสียใจหรือร้องไห้ ก็ต้องรอจนกว่างานศพจะเสร็จสิ้นลง
ระยะเวลาทอดถอนนี้มีความจำเป็นอย่างยิ่ง เพราะเมื่อถึงเวลานั้น ความเศร้าโศกของพวกเขาก็จะไม่รุนแรงเท่ากับในช่วงแรกเริ่ม และมันจะค่อยๆ เจือจางผ่านพ้นไป
"ไปกันเถอะ เรื่องมันยังไม่จบหรอกนะ ยังมีคำถามสุดท้ายที่ต้องไขให้กระจ่าง แถมฉันก็ขับรถไม่เป็นด้วย คงต้องพึ่งเธอแล้วล่ะ"
เมื่อถูกเจียงฝานเร่งรัด เซี่ยเสี่ยวอวี่ก็ไม่มีเวลาให้คิดฟุ้งซ่านอีก เธอรีบคว้ากุญแจรถแล้ววิ่งไปกดลิฟต์ทันที
ไม่นานนัก ทั้งสองก็มาถึงโรงแรมอวิ๋นติ่ง
สถานที่แห่งนี้ช่างโอ่อ่าตระการตา เจียงฝานรู้สึกว่าทั้งชีวิตนี้เขาคงไม่มีโอกาสได้เหยียบย่างเข้ามาในสถานที่แบบนี้แน่ๆ เขาเคยได้ยินมาว่าค่าเข้าพักที่นี่แค่คืนเดียว ก็มากพอจะจ่ายเป็นค่าครองชีพของเขาได้ทั้งเทอมเลยทีเดียว
"ฉันไม่มีเงินหรอกนะ เธอไปเปิดห้องสิ"
เมื่อได้ยินเช่นนั้น เซี่ยเสี่ยวอวี่ก็เม้มริมฝีปาก ก้มหน้างุด และกระตุกชายชุดนอนด้วยความประหม่า พวงแก้มของเธอค่อยๆ ซับสีเลือดฝาด
"มัวยืนบื้ออะไรอยู่ล่ะ? ตอนออกมาฉันไม่ได้บอกให้เธอหยิบบัตรประชาชนมาด้วยหรือไง? เร็วเข้าสิ อย่าบอกนะว่าเธอเปิดห้องไม่เป็น!"
ท่าทีหงุดหงิดงุ่นง่านของเจียงฝานทำให้พนักงานต้อนรับชายหญิงสองคนที่หน้าเคาน์เตอร์หันมามอง
การทำงานในโรงแรมหรูระดับท็อปมาเป็นเวลานานทำให้สายตาของพวกเขาเฉียบคมยิ่งนัก เพียงแค่มองปราดเดียวก็รู้ได้ทันทีว่าผู้ชายคนนี้แต่งตัวซอมซ่อและดูไม่มีเงิน ในขณะที่ชุดนอนของหญิงสาวนั้นเป็นของแบรนด์เนมหรู ซึ่งหมายความว่าเธอมีกำลังทรัพย์พอที่จะเข้าพักในโรงแรมแห่งนี้อย่างแน่นอน
พนักงานต้อนรับทั้งสองอดไม่ได้ที่จะค่อนขอดในใจว่าผู้ชายคนนี้เกาะผู้หญิงกินแถมยังวางก้ามซะเหลือเกิน หญิงสาวทั้งยังเด็ก สะสวย และร่ำรวย แต่เขากลับกล้าชี้นิ้วสั่งเธอราวกับเห็นเธอเป็นลูกไล่ พวกเขานึกสงสัยจริงๆ ว่าผู้ชายคนนี้มีดีอะไรนักหนา
แต่สิ่งที่คาดไม่ถึงยิ่งกว่าก็คือ หลังจากเขินอายอยู่ครู่หนึ่ง คุณหนูผู้ร่ำรวยคนนั้นไม่เพียงแต่จะไม่โกรธ ทว่าเธอกลับเอ่ยปากด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน ราวกับกำลังอธิบายอะไรบางอย่างให้เขาฟัง
"เจียงฝาน นายช่วยชีวิตฉันไว้ มันก็ไม่แปลกหรอกที่นายจะมีความคิดแบบนั้น แต่นายดูบาดเจ็บสาหัสอยู่นะ เราไปทำแผลที่โรงพยาบาลก่อนดีไหม? แล้วเราค่อย... ค่อยทำเรื่องนั้นทีหลังก็ได้..."
เจียงฝานชะงักไป ก่อนจะแสดงท่าทีระแวดระวังเกินเบอร์ "หมายความว่าไง? นี่เธอหวังเคลมร่างกายอันหนุ่มแน่นและแข็งแรงของฉันงั้นเหรอ?"
"ฉันหมายถึงให้เธอไปเปิดห้องที่พ่อเธอถูกจับได้ว่ามีเมียน้อย เพื่อที่เราจะได้เข้าไปตรวจสอบอะไรบางอย่างต่างหาก สมองเธอคิดไปถึงไหนเนี่ย!"
เซี่ยเสี่ยวอวี่ถึงเพิ่งตระหนักได้ว่าตัวเองเข้าใจผิด ใบหน้าของเธอแดงก่ำไปจนถึงใบหู ก่อนจะรีบละล่ำละลักขอโทษ "อ๊ะ ขอโทษที ฉัน... ฉันจะไปจัดการเดี๋ยวนี้แหละ"
ล็อบบี้ของโรงแรมหรูแห่งนี้กว้างขวางมาก และพวกเขาก็ยืนอยู่ใกล้กับประตูทางเข้า พนักงานต้อนรับจึงไม่ได้ยินบทสนทนาของทั้งคู่
ในสายตาของพนักงานต้อนรับทั้งสอง พวกเขาเห็นเพียงผู้ชายขมวดคิ้วแล้วพูดอะไรบางอย่างด้วยท่าทีไม่สบอารมณ์ จากนั้นคุณหนูผู้ร่ำรวยก็มีท่าทีระแวดระวังและเอ่ยปากขอโทษ ก่อนจะวิ่งหน้าตั้งมาที่เคาน์เตอร์เพื่อเปิดห้องด้วยใบหน้าขวยเขิน
"พระเจ้าช่วย ผู้ชายคนนี้มีมนตร์วิเศษอะไรกันเนี่ย? ถึงจะหล่ออยู่บ้างก็เถอะ แต่ก็ไม่เห็นจะมากพอที่ทำให้ผู้หญิงระดับนี้ต้องยอมลดตัวให้ขนาดนั้นเลยไม่ใช่หรือไง?"
"ถ้าหมอนี่เปิดคอร์สสอนจีบหญิงนะ ฉันจะยอมคุกเข่าขอเรียนด้วยเลย"
หลังจากมองส่งทั้งสองคนเดินเข้าลิฟต์ไป พนักงานต้อนรับทั้งสองก็ยังคงรู้สึกค้างคาใจอยู่อย่างนั้น...
...
ทั้งสองมาถึงห้องที่เกิดเหตุ ทันทีที่เจียงฝานก้าวเข้าไป เขาก็พบกระจกเงาบานยาวตั้งตระหง่านหันหน้าตรงกับคอมเพรสเซอร์แอร์นอกหน้าต่างพอดี ซึ่งนั่นก็คือจุดเดียวกับที่เมียน้อยพลัดตกลงไป
สิ่งนี้ตรงกับข้อสันนิษฐานของเขา "เป็นไปได้ไหมว่าตอนนั้นเมียน้อยเห็นอะไรบางอย่างในกระจกจนตกใจกลัว แล้วก็เลยก้าวพลาดตกลงไป?"
เขาครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นจึงขอให้เซี่ยเสี่ยวอวี่ช่วยยกกระจกแล้วพลิกมันกลับด้าน
และก็เป็นไปตามคาด ด้านหลังกระจกมีชื่อเขียนด้วยเลือดคนเอาไว้ หลี่อี้เหวิน
"นี่คือเหวินเหวินคนที่คุณป้าเลี่ยวพูดถึง และเป็นคนรักที่ตายไปแล้วของหลิวช่างงั้นสิ?"
เจียงฝานนึกสงสัยในคำถามหนึ่งมาตลอด เรื่องราวประหลาดส่วนใหญ่ที่เซี่ยเสี่ยวอวี่เผชิญนั้นล้วนเกี่ยวข้องกับกระจก ทว่าผีสองตนที่เขาเพิ่งจัดการไปกลับไม่มีความเกี่ยวข้องอะไรกับกระจกเลย
แต่ตอนนี้ ทุกอย่างมันสมเหตุสมผลแล้ว
บางทีตั้งแต่จุดเริ่มต้น เหตุการณ์ทั้งหมดนี้อาจเกิดจากฝีมือของผีกระจก
ผู้ชายที่ชื่อหลิวช่างน่าจะสามารถบงการคนรักที่ตายไปแล้วของเขาได้ และใช้เธอเป็นเครื่องมือในการสร้างโศกนาฏกรรมต่อเนื่องเหล่านี้ขึ้นมา
ส่วนแรงจูงใจของเขานั้น...
เจียงฝานนึกย้อนถึงรายละเอียดในประวัติการสนทนาของพวกเขาอย่างถี่ถ้วน พลางครุ่นคิดไม่ตก
"หรือว่าเขาจะรู้วิธีชุบชีวิตผีกระจก หรืออะไรสักอย่างที่คล้ายกับการฟื้นคืนชีพ แล้วต้องการใช้วิธีนั้นเพื่อชุบชีวิตคนรักของเขาขึ้นมา?"
เขาจำได้ว่าปู่เคยเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับผีกระจกให้ฟังมาก่อน
ว่ากันว่าผีพวกนี้อันตราย น่าขนลุก และรับมือได้ยากที่สุด ภายใต้เงื่อนไขบางประการ พวกมันถึงขั้นสามารถแย่งชิงชีวิตของคนเป็นได้เลยทีเดียว
มีเกมสยองขวัญเกมหนึ่งที่มีชื่อเสียงโด่งดังมาก นั่นคือการจุดเทียนตอนเที่ยงคืนแล้วปอกแอปเปิลหน้ากระจก ตราบใดที่เปลือกแอปเปิลไม่ขาดออกจากกัน คุณก็จะได้เห็นผีกระจก และหากจัดการไม่ดีพอ วิญญาณของคนคนนั้นก็จะถูกขังไว้ในกระจก ส่วนผีกระจกก็จะเข้ามาสวมรอยใช้ชีวิตแทน
"หรือว่าเขากำลังพยายามใช้วิธีการที่คล้ายคลึงกันนี้ เพื่อให้แฟนสาวที่ตายไปแล้วเข้ามาสวมรอยใช้ชีวิตแทนคนอื่น?"
"อย่างไรก็ตาม มันก็ยังมีความเป็นไปได้อีกทางหนึ่ง หลิวช่างคนนี้อาจจะแค่โลภในทรัพย์สมบัติของตระกูลเซี่ย และภรรยาที่ตายไปแล้วของเขาก็กลายเป็นเพียงเครื่องมือเท่านั้น"
แม้จะยังไม่มีคำตอบที่แน่ชัดในจุดนี้ แต่ต้นสายปลายเหตุของเรื่องราวทั้งหมดในครอบครัวเซี่ยเสี่ยวอวี่นั้นกระจ่างแจ้งแล้ว
หลังจากนั้น ทั้งสองก็เดินทางกลับมายังเซ็นจูรี่การ์เด้น
เจียงฝานตรวจสอบกระจกในบ้านของเซี่ยเสี่ยวอวี่อีกครั้ง และพบว่ามีชื่อของหลี่อี้เหวินเขียนอยู่ด้านหลังเช่นกัน เขายังค้นพบอะไรบางอย่างเพิ่มเติม ใต้เตียงของเซี่ยเสี่ยวอวี่ มีเทียนสีขาวที่ถูกจุดไปแล้วครึ่งเล่มซ่อนอยู่
เมื่อลองยื่นจมูกเข้าไปดม เขาก็ได้กลิ่นเหม็นชวนสะอิดสะเอียนที่ทำให้ต้องผงะถอยออกมาตามสัญชาตญาณ
"ทำไมน้ำตาเทียนถึงดูขุ่นมัวขนาดนี้ แถมกลิ่นนี่อีก... หรือว่าจะเป็น..."
เพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้เซี่ยเสี่ยวอวี่ตกใจกลัว เขาจึงไม่ได้พูดคำๆ นั้นออกไป... น้ำมันพราย
"ช่วงนี้ระวังตัวด้วยนะ ถ้าเจอคนประหลาดหรือเหตุการณ์แปลกๆ ก็โทรหาฉัน หรือโทรไปที่เบอร์นี้"
เจียงฝานทิ้งเบอร์โทรศัพท์ของสำนักงาน 44 เอาไว้ก่อนจะปลีกตัวจากไป
เซี่ยเสี่ยวอวี่ได้แจ้งให้คุณปู่คุณย่าทราบเรื่องแล้ว เหตุการณ์ใหญ่โตอย่างการเสียชีวิตของพ่อแม่นั้นหนักหนาเกินกว่าที่นักศึกษาปีหนึ่งจะรับมือไหว ญาติผู้ใหญ่ในครอบครัวของเธอกำลังจะเดินทางมาถึงในไม่ช้า ยิ่งไปกว่านั้น ตอนนี้ฟ้าก็สางแล้ว สถานการณ์จึงน่าจะปลอดภัยพอสมควร