- หน้าแรก
- เกมทมิฬ: เริ่มต้นด้วยผีเคาะประตู แต่ผมมีระบบแก้ไขการ์ด
- บทที่ 16 ลู่ซานจวิน! ภารกิจที่แปรเปลี่ยน!
บทที่ 16 ลู่ซานจวิน! ภารกิจที่แปรเปลี่ยน!
บทที่ 16 ลู่ซานจวิน! ภารกิจที่แปรเปลี่ยน!
มังกรมาพร้อมเมฆา พยัคฆ์มาพร้อมวายุ
ท่ามกลางพายุหมุนที่บ้าคลั่ง ร่างมหึมาที่มีความยาวหกเมตรและสูงถึงสองเมตรค่อยๆ ก้าวเดินออกมาจากป่าด้านนอกศาลเจ้า!
สิ่งที่ปรากฏคือพยัคฆ์คลั่งชางหลานตัวเขื่อง!
วินาทีที่เจียงเฟิงได้เห็นภาพตรงหน้า หัวใจของเขาก็พลันดิ่งวูบลงทันที!
【ขุ่นพระ!】
【ข้อมูลที่ได้มาตอนแรกบอกว่าไอ้เสือร้ายตัวนี้อยู่ในช่วงอ่อนแอไม่ใช่เหรอ?】
【แล้วทำไมมันถึงยังมีรัศมีอำนาจที่น่าเกรงขามขนาดนี้ได้ล่ะ?】
【แล้วถ้าเป็นช่วงที่มันแข็งแกร่งที่สุด มันจะร้ายกาจขนาดไหนกันเนี่ย?】
แม้ในตอนนี้เจียงเฟิงจะมีทั้ง 【เกราะขุนพลผี】, 【ดาบผีวิญญาณร้าย】 และ 【เสริมแกร่งกายา】 9 เท่า คอยเกื้อหนุนอยู่
แต่เขาก็ไม่กล้าการันตีว่าหากต้องสู้กันตัวต่อตัว เขาจะสามารถเอาชนะอีกฝ่ายได้ร้อยเปอร์เซ็นต์!
ยังถือว่าโชคดีที่เขาเดินทางเข้าป่ามาพร้อมกับนายท่านจ้าว และพกเอาฝูงอสุรกายมาด้วยไม่น้อย
หากใช้พวกมากเข้ารุมกินโต๊ะ ก็คงพอจะมีโอกาสชนะอยู่บ้าง!
ในขณะที่เจียงเฟิงกำลังวางแผนในใจ
หน้าต่างระบบก็พลันปรากฏขึ้นตรงหน้าเขาอีกครั้ง
【ติ๊ง! เปิดใช้งานภารกิจเคลียร์ดันเจี้ยน】
【ทางเลือกที่หนึ่ง】
【ช่วยเหลือฝูงอสุรกายในเมืองอสุรกายสังหารลู่ซานจวิน】
【รางวัล: สามารถเปิดเส้นทางกลับสู่โลกปัจจุบันได้ทันที】
【ทางเลือกที่สอง】
【ช่วยเหลือลู่ซานจวินสยบฝูงอสุรกายในเมืองอสุรกาย】
【รางวัล: ค่าความสนิทสนมของลู่ซานจวิน, การ์ดที่ถูกผนึก *1】
เมื่อมองดูทางเลือกตรงหน้า เจียงเฟิงก็ตกอยู่ในภวังค์ความคิด
【ลู่ซานจวิน?】
【กะแล้วเชียว! ภารกิจเคลียร์ดันเจี้ยนนี้มันไม่ได้ง่ายอย่างที่คิดจริงๆ】
【จู่ๆ ก็มีทางเลือกโผล่ออกมาสองทางแบบนี้!】
【ถ้าฉันเดาไม่ผิด การตัดสินใจของฉันหลังจากนี้】
【ย่อมส่งผลต่อทิศทางของเหตุการณ์ทั้งหมดแน่นอน】
【แล้วจะเลือกทางไหนดีล่ะ?】
และทันใดนั้น เจียงเฟิงก็นึกถึงปัญหาสำคัญขึ้นมาได้
คำว่า 【เสือร้าย】 ที่เขาได้ยินมาตลอดนั้น ล้วนมาจากข้อมูลใน 【ม้วนคัมภีร์ภารกิจ】 ของเมืองราชาผีและจากปากของนายท่านจ้าวทั้งสิ้น
พอคิดดูแบบนี้ เรื่องราวทั้งหมดชักจะเริ่มมีเงื่อนงำให้น่าติดตามเสียแล้ว!
ทว่าในขณะที่เจียงเฟิงกำลังครุ่นคิดอยู่นั้นเอง
เสียงของนายท่านจ้าวก็ดังขึ้นข้างหู
“ท่านขุนพลผี! เสือร้ายปรากฏตัวออกมาแล้ว พวกเรารีบเข้าไปรุมจัดการมันให้สิ้นซากกันเถอะ!?”
เจียงเฟิงยังไม่ได้รีบตอบตกลง
เขายังอยากจะเฝ้าสังเกตการณ์ต่อไปอีกสักนิด
ทว่าสิ่งที่เจียงเฟิงคาดไม่ถึงคือ ดวงตาของลู่ซานจวินหลังจากที่กวาดมองไปรอบๆ ฝูงอสุรกายแล้ว
มันกลับจ้องเขม็งมาที่เขาโดยตรง!
พริบตานั้น เจียงเฟิงก็สัมผัสได้ถึงลางสังหรณ์ที่ไม่สู้ดี!
【สายตาแบบนั้นมันหมายความว่ายังไงกัน?】
และก็เป็นไปตามคาด วินาทีต่อมาฝีเท้าของลู่ซานจวินก็เริ่มรวดเร็วขึ้นเรื่อยๆ
เพียงไม่กี่อึดใจ ร่างเสือที่ใหญ่โตของลู่ซานจวินก็พุ่งทะยานเป็นเงาวูบเข้ามาภายในศาลเจ้าเจ้าป่าทันที
มันพุ่งตรงเข้าใส่เจียงเฟิงอย่างไม่ลดละ!
อสุรกายที่ขวางทางอยู่ต่างถูกรัศมีอำนาจของลู่ซานจวินซัดจนกระเด็นออกไปคนละทิศละทาง
“แย่แล้ว! มันมุ่งเป้ามาที่ฉันจริงๆ ด้วย!”
เมื่อเห็นสถานการณ์เริ่มเลวร้าย เจียงเฟิงรีบชัก 【ดาบผีวิญญาณร้าย】 ออกมาตั้งท่าป้องกันทันที
ทว่าเจียงเฟิงไม่ได้เลือกที่จะปะทะตรงๆ
เขาตัดสินใจสไลด์ตัวมุดผ่านใต้ท้องของลู่ซานจวินที่กำลังกระโจนเข้ามาไปได้อย่างหวุดหวิด!
ลู่ซานจวินที่จู่โจมพลาดเป้ามีการตอบสนองที่รวดเร็วอย่างยิ่ง
มันรีบกลับตัวและพุ่งเข้าจู่โจมเจียงเฟิงอีกครั้งทันที!
เจียงเฟิงถึงกับมึนตึ้บไปเลย!
นี่มันเรื่องอะไรกันเนี่ย?
ทำไมถึงได้จ้องจะไล่ล่าฉันแค่คนเดียวแบบนี้ล่ะ?
ในตอนที่เจียงเฟิงกำลังทำอะไรไม่ถูกอยู่นั้นเอง เขาก็เหลือบไปเห็นฟู่เหิงที่แอบซ่อนตัวอยู่ไม่ไกลพอดี
ทันใดนั้น มุมปากของเขาก็หยักโค้งเป็นรอยยิ้มที่แสนเจ้าเล่ห์
【คนโบราณว่าไว้ เพื่อนตายไม่สำคัญเท่าตัวเองรอด!】
【ยิ่งไปกว่านั้น ไอ้ฟู่เหิงนี่ก็ไม่ใช่เพื่อนอยู่แล้ว! ลากมันมาเป็นโล่กำบังหน่อยจะเป็นไรไป!】
เมื่อคิดได้ดังนั้น เจียงเฟิงไม่ลังเลแม้แต่น้อย เขาเปลี่ยนทิศทางทันที พุ่งตรงไปยังจุดที่ฟู่เหิงหลบอยู่
เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างกะทันหันนี้ทำเอาฟู่เหิงตกใจจนแทบสิ้นสติ!
ทว่าในตอนที่เจียงเฟิงอยู่ห่างจากฟู่เหิงไม่ถึงสองเมตรนั้นเอง
เขากลับพบว่าความตื่นตระหนกบนใบหน้าของฟู่เหิงหายวับไป!
และถูกแทนที่ด้วยรอยยิ้มที่เย็นยะเยือกแทน!
วืบบบ~
จู่ๆ เจียงเฟิงก็รู้สึกว่าร่างกายของตนเองเริ่มหลุดออกจากการเชื่อมต่อกับสิ่งแวดล้อมรอบข้าง
จากนั้น ความรู้สึกวูบโหวงจากการตกจากที่สูงก็ถาโถมเข้ามา เจียงเฟิงเริ่มร่วงหล่นลงสู่เบื้องล่าง!
โครม!
ร่างของเจียงเฟิงกระแทกเข้ากับพื้นดินของพื้นที่แห่งหนึ่งที่ปูด้วยแผ่นกระเบื้องสี่เหลี่ยมอย่างแรง
ยังดีที่มี 【เกราะขุนพลผี】 คอยปกป้องไว้ เจียงเฟิงจึงไม่ได้รับบาดเจ็บใดๆ
“นี่มันเกิดเรื่องอะไรขึ้นกันแน่?”
ผ่านไปไม่นาน เสียงที่เต็มไปด้วยความลำพองใจของฟู่เหิงก็ดังขึ้นมาจากด้านบนของพื้นที่แห่งนั้น
“ท่านขุนพลผีที่เคารพรักของข้า”
“ข้าน้อยล่ะไม่รู้จริงๆ ว่าไปทำอะไรให้ท่านไม่พอใจเข้า”
“ท่านถึงได้คิดจะทำร้ายข้าน้อยขนาดนี้?”
“แต่ยังดีที่ข้าน้อยเตรียมการป้องกันไว้ล่วงหน้าแล้ว”
ในตอนนี้ เมื่อได้ยินเสียงที่ดังมาจากด้านบน
เจียงเฟิงโกรธแค้นจนต้องขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน!
【บัดซบ! พลาดท่าเสียทีเข้าให้แล้ว!】
【ไม่นึกเลยว่าไอ้ฟู่เหิงจะมีลูกเล่นเยอะขนาดนี้!】
อย่างไรก็ตาม เจียงเฟิงรู้ดีว่าตอนนี้ไม่ใช่เวลามาห่วงเรื่องเสียหน้า
เขาจึงตะโกนถามกลับขึ้นไปบนอากาศว่า
“พ่อบ้านฟู่ นี่แกหมายความว่ายังไง?”
“ฉันจะไปทำร้ายแกได้ยังไงกัน?”
“ฉันเห็นว่าแกอยู่คนเดียวมันอันตราย เลยกะจะเข้าไปช่วยปกป้องแกต่างหาก!”
“เอาละ รีบปล่อยฉันออกไปเดี๋ยวนี้ ไม่อย่างนั้นจะไม่มีใครไปจัดการเสือร้ายนะ แล้วนายท่านของแกก็จะตำหนิแกเอาด้วย!”
ทว่าสิ้นเสียงพูดของเจียงเฟิง
เสียงของนายท่านจ้าวกลับดังขึ้นมาแทน
“ท่านขุนพลผีโปรดวางใจเถิด!”
“ข้ารู้ซึ้งถึงความกล้าหาญของท่านดี ข้าเลยสั่งให้พ่อบ้านฟู่ส่งเจ้าเสือร้ายนั่นตามเข้าไปหาท่านด้วยยังไงล่ะ!”
สิ้นคำพูดนั้น
หัวใจของเจียงเฟิงก็ดิ่งวูบลงทันที!
เจียงเฟิงค่อยๆ หันกลับไปมองเบื้องหลัง และเขาก็พบกับลู่ซานจวินที่กำลังจ้องเขม็งมาที่เขาอย่างอาฆาตจริงๆ!
เมื่อเรื่องดำเนินมาถึงขั้นนี้ เจียงเฟิงก็ระเบิดโทสะออกมาทันที
“ไอ้แก่จ้าว! พวกแกคิดจะทำอะไรกันแน่!?”
เมื่อเห็นเจียงเฟิงโกรธจัด ฟู่เหิงก็ระเบิดเสียงหัวเราะอย่างบ้าคลั่งออกมา
“พื้นที่ที่กักขังแกไว้ตอนนี้เรียกว่า 【ลานประลองมรณะ】 ถึงแม้มันจะเป็นการ์ดไอเทมพิเศษที่ใช้ได้เพียงครั้งเดียวก็ตาม”
“แต่มันสามารถระบุเป้าหมายที่ไม่ใช่มนุษย์สองตนให้เข้าไปสู้กันจนตัวตายภายในนั้นได้!”
“พื้นที่ภายในนั้นถูกคุ้มครองด้วยกฎของระบบจนไม่สามารถทำลายได้ มีเพียงผู้ที่รอดชีวิตคนสุดท้ายเท่านั้น 【ลานประลองมรณะ】 ถึงจะสลายหายไป!”
นายท่านจ้าวเองก็ยอมเปิดเผยไพ่ตายออกมาทั้งหมด
“เรื่องมาถึงขั้นนี้แล้ว ข้าก็ไม่มีอะไรต้องปกปิดอีกต่อไป!”
“เจ้าเสือโคร่งที่อยู่ตรงหน้าแกน่ะ มันไม่ใช่สัตว์อสูรหยางบริสุทธิ์อะไรหรอก! แต่มันคือสัตว์อสูรเฝ้าสุสานของเมืองอสุรกายแห่งนี้ต่างหาก!”
“ข้าจงใจเลือกช่วงเวลาที่เป็นวันหยางสุดขั้วติดต่อกันเจ็ดวัน ซึ่งเป็นช่วงที่พลังของสัตว์อสูรเฝ้าสุสานจะถูกบดบังและอ่อนแอลงอย่างมาก แล้วค่อยส่งข่าวเท็จไปขอความช่วยเหลือจากเมืองราชาผี ก็เพื่อจะยืมมือนักรบจากเมืองราชาผีอย่างแกมาช่วยบั่นทอนกำลังของมันลงไปอีก!”
“อ้อ! ลืมบอกไปอย่าง สัตว์อสูรเฝ้าสุสานจะคอยสังหารผีทุกตนที่คิดจะหนีไปยังโลกปัจจุบัน แต่พวกผีอย่างเรากลับไม่มีทางฆ่ามันได้!”
“รอให้พวกแกตายตกไปตามกัน หรือบาดเจ็บปางตายทั้งคู่เสียก่อน ไม่สิ”
“รอให้พวกแกตายกันให้หมด เมื่อนั้นแหละจะเป็นเวลาที่ข้าจะนำพาเมืองอสุรกายแห่งนี้บุกเข้าสู่โลกปัจจุบัน!”
ที่แท้มันเป็นแบบนี้นี่เอง!
มิน่าล่ะ เขาถึงรู้สึกมาตลอดว่าไอ้แก่จ้าวนี่มันมีพิรุธ
ที่แท้นี่คือจุดประสงค์ที่แท้จริงของมัน!
【นั่นหมายความว่า.... ไอ้แก่จ้าวรู้ความจริงเรื่องที่ฟู่เหิงเป็นมนุษย์มาตั้งนานแล้ว】
【เหตุผลที่มันเก็บฟู่เหิงไว้ ก็เพื่อให้ "ขุนพลผี" บั่นทอนกำลังของลู่ซานจวินลงไปก่อน จากนั้นค่อยให้ฟู่เหิงเป็นคนลงมือปลิดชีพมันในภายหลังสินะ】
เมื่อคิดได้ดังนี้ เจียงเฟิงก็เข้าใจเรื่องราวทั้งหมดอย่างกระจ่างแจ้ง
เขาจึงตะโกนขึ้นไปยังอากาศด้านบนว่า
“ถ้าฉันเข้าใจไม่ผิดนะ”
“ในเมื่อสัตว์อสูรเฝ้าสุสานตนนี้มีหน้าที่กำจัดผี งั้นมันก็น่าจะจัดอยู่ในกลุ่มเดียวกับฝ่ายมนุษย์และผู้เล่นใช่ไหมล่ะ?”
“แล้วที่ฟู่เหิงบอกว่า 【ลานประลองมรณะ】 บังคับให้เป้าหมายที่ไม่ใช่มนุษย์สองตนสู้กันจนตาย แล้วถ้าหนึ่งในเป้าหมายที่แกเลือก ดันกลายเป็นมนุษย์ขึ้นมาล่ะ ผลลัพธ์จะเป็นยังไง?”
ทันทีที่สิ้นคำพูดนี้ ทั้งนายท่านจ้าวและฟู่เหิงที่อยู่ด้านนอกต่างก็เริ่มรู้สึกสังหรณ์ใจแปลกๆ
นายท่านจ้าวหรี่ตาเหลี่ยมคู่นั้นลงแล้วถามว่า
“แกหมายความว่ายังไง?”
เจียงเฟิงหัวเราะออกมาเบาๆ
เขาไม่ได้สนใจจะตอบคำถามของไอ้แก่จ้าว
แต่กลับหันไปพูดกับลู่ซานจวินที่เตรียมจะพุ่งเข้าใส่อยู่ข้างๆ แทน
“ซานจวิน มิสู้พวกเรามาร่วมมือกัน แล้วไปจัดการไอ้พวกเศษสอยพวกนั้นด้วยกันดีไหม?”
(จบบท)