- หน้าแรก
- เปย์รักข้ามมิติ ภรรยาพร้อมเปย์คุณสามีมาดเข้ม
- บทที่ 291 ความในใจของจวงซือเหวิน
บทที่ 291 ความในใจของจวงซือเหวิน
บทที่ 291 ความในใจของจวงซือเหวิน
บทที่ 291 ความในใจของจวงซือเหวิน
พอกินข้าวเสร็จ เจียงชิ่นก็นึกถึงเรื่องการแข่งขันคณิตศาสตร์ขึ้นมาได้ เลยเล่าเรื่องนี้ให้ฟู่เส้าตั๋วฟัง
"คุณอยากจะไปแข่งด้วยกันไหมคะ ? " เจียงชิ่นเอ่ยถามทิ้งท้าย
ฟู่เส้าตั๋วแทบจะโพล่งตอบกลับมาในทันที "ผมจะไปกับคุณด้วย"
ภรรยาสุดที่รักจะไปลงแข่งคณิตศาสตร์ทั้งที เขาจะปล่อยให้คลาดสายตาได้ยังไงล่ะ ยังไงก็ต้องตามไปประกบอยู่แล้ว เรื่องนี้ไม่ต้องเสียเวลาคิดเลยสักนิด
"เยี่ยมไปเลยค่ะ"
เจียงชิ่นรู้สึกดีใจมาก แบบนี้พวกเขาสองคนก็จะได้มานั่งติวหนังสือด้วยกันแล้ว
"จวงซือเหวินบอกว่าเธอจะไปขอเอกสารติวสอบจากอาจารย์คณิตศาสตร์ แล้วเดี๋ยวจะโรเนียวมาเผื่อฉันชุดนึงด้วย เรื่องเอกสารพวกเราก็ไม่ต้องเป็นห่วงแล้วล่ะ"
"อืม ดีเลย"
ฟู่เส้าตั๋วก้มมองนาฬิกาข้อมือ "ได้เวลานอนพักกลางวันแล้วนะ อีกตั้งหนึ่งชั่วโมงกว่าจะเข้าเรียน รีบนอนพักสักงีบเถอะ"
เขาเดินไปกางเตียงพับที่ซ่อนอยู่หลังโต๊ะทดลองออกมา ปูฟูกรองให้นุ่ม ๆ แล้วให้เจียงชิ่นเอนตัวลงนอน
จากนั้นเขาก็เดินไปนั่งอีกมุมหนึ่ง หยิบหนังสือที่ยืมมาจากห้องสมุดออกมาตั้งใจจะอ่านให้จบ
ช่วงสองสามวันมานี้ เขาแวะไปยืมหนังสือเกี่ยวกับการดูแลคนท้องที่ห้องสมุดมาเพิ่มอีกหลายเล่ม แต่ข้อมูลด้านนี้ในห้องสมุดมีไม่ค่อยเยอะเท่าไหร่ เล่มไหนที่พอจะยืมได้เขาก็ยืมมาอ่านจนหมดแล้ว
ตอนที่เจียงชิ่นท้องหยางหยางกับหน่วนหน่วน เขาเพิ่งจะได้เป็นพ่อคนครั้งแรก แถมยังต้องไปอยู่ไกลถึงฟาร์มในชนบทที่ทุรกันดาร มีหลายต่อหลายเรื่องที่เขาดูแลเธอได้ไม่ดีพอ
แต่ครั้งนี้ ฟู่เส้าตั๋วตั้งปณิธานไว้แล้วว่าเขาจะทำทุกอย่างให้ดีที่สุด จะไม่ยอมให้เจียงชิ่นต้องรู้สึกลำบากหรือน้อยเนื้อต่ำใจเลยแม้แต่นิดเดียว
พอถึงคาบเรียนช่วงบ่าย จวงซือเหวินก็หอบเอกสารติวสอบสำหรับการแข่งขันคณิตศาสตร์มาให้จริง ๆ
เจียงชิ่นทึ่งในความรวดเร็วของเธอมาก นี่มันจะไวเกินไปแล้ว !
จวงซือเหวินเม้มปากด้วยท่าทีเขินอายนิด ๆ "ความจริงแล้วพ่อของฉันเป็นศาสตราจารย์ประจำภาควิชาคณิตศาสตร์ของมหาวิทยาลัยเรานี่เองแหละ การจะหาเอกสารพวกนี้ก็เลยค่อนข้างง่ายน่ะ แค่กลับไปบอกพ่อคำเดียวก็ได้แล้ว เธอไม่รู้หรอกว่าพ่ออยากให้ฉันลงแข่งคณิตศาสตร์รายการนี้มากแค่ไหน พอรู้ว่าฉันตัดสินใจจะลงแข่ง พ่อก็รีบไปคุ้ยหาเอกสารมาให้ทันทีเลย"
เจียงชิ่นเบิกตากว้างด้วยความประหลาดใจเล็กน้อย ก่อนหน้านี้จวงซือเหวินไม่ค่อยได้เล่าเรื่องส่วนตัวให้ฟังเท่าไหร่นัก สิ่งที่เจียงชิ่นรู้ก็มีแค่ว่าอีกฝ่ายแต่งงานแล้วแต่ยังไม่มีลูก สามีของเธอพบรักกันตอนไปทำงานในชนบท ตอนนี้ฝ่ายชายกำลังเรียนมหาวิทยาลัยอยู่อีกเมืองหนึ่ง ทั้งคู่จึงต้องอยู่แยกกันคนละที่
ไม่คิดเลยว่าพ่อของเธอจะเป็นถึงศาสตราจารย์ภาควิชาคณิตศาสตร์
แต่พอดูจากบุคลิกท่าทางและการพูดจาของจวงซือเหวิน ก็พอจะดูออกว่าเธอได้รับการอบรมสั่งสอนมาเป็นอย่างดี น่าจะเกิดและเติบโตมาในครอบครัวปัญญาชนจริง ๆ
"งั้นก็ต้องฝากขอบคุณคุณพ่อของเธอด้วยนะ ช่วยพวกเราได้เยอะเลย"
จวงซือเหวินโบกมือปฏิเสธ "โอ๊ย พ่อฉันน่ะดีใจจะตายไป"
"อ้อ จริงสิ ฟู่เส้าตั๋วก็จะไปลงแข่งรายการนี้ด้วยนะ เขาจะไปแข่งพร้อมพวกเราเลย"
พอเจียงชิ่นพูดจบ เธอก็สังเกตเห็นว่าจวงซือเหวินกำลังมองมาที่เธอ แววตาของอีกฝ่ายฉายแววอิจฉาและดูเศร้าหมองลงอย่างเห็นได้ชัด
"ดีจังเลยนะ สามีภรรยาควงคู่กันไปลงแข่งด้วยกัน"
เจียงชิ่นสัมผัสได้ถึงความผิดปกติบางอย่าง จึงเอ่ยถามขึ้นมาลอย ๆ "การแข่งขันครั้งนี้เป็นระดับประเทศเลยนะ เธอจะชวนสามีของเธอมาลงแข่งด้วยกันก็ได้นี่นา"
ทว่าคำพูดประโยคนี้ กลับยิ่งทำให้สีหน้าของจวงซือเหวินหม่นหมองลงไปอีก
คราวนี้เจียงชิ่นมั่นใจแล้วว่าลางสังหรณ์ของเธอถูกต้องแน่นอน
"เป็นอะไรไป ? เกิดเรื่องอะไรขึ้นเหรอ ? "
ขอบตาของจวงซือเหวินแดงก่ำ น้ำตาพาลจะร่วงหล่นลงมาให้ได้
แต่เธอก็พยายามกลั้นเอาไว้ไม่ให้ร้องไห้ออกมา
"เมื่อเดือนที่แล้วฉันได้รับจดหมายจากเขาน่ะ เขาบอกว่า... เขาไปรักคนอื่นแล้ว และต้องการจะหย่ากับฉัน"
"ไปรักคนอื่นงั้นเหรอ ? "
แม้จะพอเดาสาเหตุได้คร่าว ๆ แล้ว แต่พอได้ยินจากปากของจวงซือเหวินจริงๆ เจียงชิ่นก็ยังอดรู้สึกโมโหปรี๊ดขึ้นมาไม่ได้อยู่ดี
"อื้ม เขาหาว่าฉันไม่สนใจไยดีเขา พวกเราอยู่ห่างกันตั้งไกล โทษว่าฉันไม่ยอมไปเยี่ยมเขาเลย แถมยังบอกอีกว่าเขาไปชอบผู้หญิงคนนึงที่เรียนห้องเดียวกัน ขอให้ฉันยอมปล่อยมือ แล้วคืนความสุขให้เขาซะเถอะ แล้วเขายังบอกอีกนะ..."
"เขาบอกว่าอะไรอีก ? "
"เขายังบอกอีกว่า เขาไม่ได้รักฉันเลย ที่แต่งงานด้วยก็เพราะตอนที่อยู่ชนบทมันน่าเบื่อเกินไป ก็เลยหน้ามืดตามัวแต่ง ๆ ไปงั้นแหละ..."
พูดมาถึงตรงนี้ จวงซือเหวินก็สะอื้นไห้จนพูดต่อไม่ไหว
"อะไรคือการที่เธอไม่ไปเยี่ยมเขา ? แล้วทีเขายังไม่เคยถ่อมาเยี่ยมเธอเลยนี่นา เธอยังไม่ทันได้จับผิดเขาเลย เขาดันมาจับผิดเธอซะได้ ! แล้วไอ้ข้ออ้างพรรค์นั้นมันอะไรกัน ไม่ได้รัก น่าเบื่อเกินไป หน้ามืดตามัว ขอให้ยอมปล่อยมือเพื่อคืนความสุขให้เขาเนี่ยนะ ? ทุเรศสิ้นดี ! ไอ้สารเลวหน้าด้านเอ๊ย ! "
เจียงชิ่นด่ากราดเป็นชุด ก่อนจะหันไปมองจวงซือเหวิน
"คนพรรค์นี้จะมัวเก็บไว้ทำซากอะไรล่ะ เห็นแล้วรังเกียจชะมัด เขาอยากหย่านัก ก็หย่าให้มันจบ ๆ ไปเลย ! แต่ต้องคุยกันให้เคลียร์นะว่าเรื่องนี้คนผิดไม่ใช่เธอ และอย่าหวังว่าวันหน้าถ้ารู้สึกผิดขึ้นมาแล้วจะซมซานกลับมาหาเธอได้อีก ! "
จวงซือเหวินยกมือขึ้นปาดน้ำตา "เจียงชิ่น ขอบใจเธอมากนะ เรื่องนี้ฉันไม่กล้าเล่าให้คนในครอบครัวฟังเลย กล้าเล่าให้เธอฟังแค่คนเดียว ถ้าขืนฉันกล้าหย่าจริง ๆ พ่อคงได้ตีฉันขาหักแน่ ๆ ตอนที่แต่งงานกัน พ่อก็คัดค้านหัวชนฝามาตลอด สุดท้ายแล้ว... มันก็เป็นไปตามที่พ่อพูดไว้ไม่มีผิด"
"แล้วเธอจะเอายังไงต่อ ? จะยอมปล่อยคาราคาซังทนอยู่กับเขาไปแบบนี้น่ะเหรอ ? "
"ไม่หรอก ฉันตั้งใจจะแอบไปทำเรื่องหย่าเงียบ ๆ ไม่ให้พ่อกับแม่รู้ แต่ฉันคุยกับเขามาครึ่งเดือนแล้ว ขอให้เขากลับมาเมืองหลวงสักรอบเพื่อมาทำเรื่องหย่าให้เสร็จ ๆ ไป แต่เขากลับอ้างว่าค่าตั๋วรถไฟมันแพง จะยอมกลับมาก็ต่อเมื่อฉันเป็นคนออกค่าตั๋วไปกลับให้เขาเท่านั้น"
"เวรเอ๊ย ! " เจียงชิ่นอดไม่ได้ที่จะสบถคำหยาบออกมา
"ไม่ต้องไปสนใจเขาแล้ว ตอนนี้คนที่ร้องห่มร้องไห้อยากจะหย่าคือเขา ไม่ใช่เธอสักหน่อย เขาอยากจะกลับมาหรือไม่ก็ช่างหัวเขาเถอะ นับตั้งแต่วินาทีนี้เป็นต้นไป เธอไม่ต้องไปติดต่ออะไรกับเขาอีกเลย ยื่นคำขาดไปคำเดียวพอ ว่าถ้าอยากหย่าก็ให้ไสหัวกลับมาเมืองหลวง นอกเหนือจากนี้ไม่มีอะไรจะคุยทั้งนั้น"
เจียงชิ่นโมโหจนเลือดขึ้นหน้า ในวินาทีนี้ เธอก็นึกถึงอู๋ตานขึ้นมา
จวงซือเหวินถือเป็นเพื่อนคนที่สองรอบตัวเธอที่ต้องเผชิญกับเรื่องหย่าร้าง ส่วนคนแรกก็คืออู๋ตาน
คราวที่แล้วหลังจากได้รับจดหมายจากอู๋ตานที่บอกว่าตัวเองหย่าแล้ว เจียงชิ่นก็รีบเขียนจดหมายตอบกลับไปทันที แต่จดหมายตอบกลับฉบับนั้นกลับเงียบหายเข้ากลีบเมฆ ไม่เคยได้รับจดหมายตอบกลับจากอู๋ตานอีกเลย
และจนถึงตอนนี้ก็ยังไม่รู้เลยว่าสาเหตุที่แท้จริงของการหย่าร้างนั้นคืออะไร
พอมาลองคิดดูตอนนี้ หรือว่าสถานการณ์ของเธอจะเหมือนกับจวงซือเหวิน ที่ต้องอยู่ห่างไกลคนละที่ แล้วอีกฝ่ายก็เกิดมีใจออกห่าง ?
แต่ด้วยนิสัยของอู๋ตานที่เธอรู้จัก อีกฝ่ายไม่มีทางทำเรื่องแบบนั้นแน่นอน
ถ้าอย่างนั้นก็ต้องเป็นหลัวเป่าหมินนั่นแหละ
พอนึกถึงแม่ของเขา แล้วก็นึกถึงนิสัยลูกแหง่ติดแม่ของเขา ดีไม่ดีเรื่องหย่าร้างนี่ แม่ของเขาอาจจะเป็นคนยุแยงตะแคงรั่วอยู่เบื้องหลังก็เป็นได้
เจียงชิ่นตั้งใจว่าจะหาเวลาว่าง ๆ เขียนจดหมายไปหาอู๋ตานอีกสักฉบับ
แต่ตอนนี้สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการปลอบใจจวงซือเหวินก่อน
สำหรับผู้หญิงในยุคนี้ การหย่าร้างก็ไม่ต่างอะไรกับท้องฟ้าถล่มลงมาทับ
การที่จวงซือเหวินยังสามารถมาเรียนได้ตามปกติ ทำตัวเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ไม่ปล่อยให้เธอจับสังเกตถึงความผิดปกติได้เลย ถือว่าเธอเข้มแข็งมากแล้วจริง ๆ
ถ้าวันนี้ไม่ได้พูดถึงเรื่องนี้ขึ้นมา เดาว่าเธอคงจะเก็บงำความทุกข์ใจนี้ไว้คนเดียวเงียบ ๆ โดยไม่ปริปากบอกใครแน่ ๆ
"อื้ม ฉันก็คิดแบบนั้นเหมือนกัน" จวงซือเหวินตอบรับคำพูดก่อนหน้าของเจียงชิ่น
"หลังจากนั้นเขาก็เขียนจดหมายมาหาฉันอีกตั้งสี่ห้าฉบับ แต่ฉันไม่เคยแกะอ่านเลยสักฉบับเดียว ตอนนั้นฉันคงตาบอดจริง ๆ ถึงได้หลงเชื่อคนแบบนั้นได้"
"แล้วจดหมายพวกนั้นเธอทิ้งไปหมดแล้วหรือยังเก็บไว้อยู่ ? " เจียงชิ่นถาม
"ฉันเก็บไว้หมดเลยล่ะ ถือซะว่าพวกมันเป็นหลักฐาน เผื่อวันหน้าเขาเกิดเล่นแง่ พลิกลิ้นไม่ยอมรับว่าตัวเองเป็นคนขอหย่าก่อน จดหมายพวกนี้แหละจะเป็นหลักฐานมัดตัวเขาชั้นดี"
"เยี่ยมมาก เธอคิดถูกแล้วที่ทำแบบนี้ เก็บหลักฐานเอาไว้ให้ดี ๆ จะได้ป้องกันไม่ให้เขามาสาดโคลนใส่เธอทีหลัง"
จวงซือเหวินชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะถามขึ้นว่า "เจียงชิ่น เขาว่ากันว่า 'เป็นสามีภรรยากันแค่วันเดียว ก็ผูกพันกันไปถึงร้อยวัน' แต่พอหมดรักกันแล้ว คนเราจะใจดำตัดรอนกันได้เลือดเย็นขนาดนี้เลยเหรอ ? "
เจียงชิ่นจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของเธอ ก่อนจะเอ่ยเน้นย้ำทีละคำ "จงจำไว้ให้ขึ้นใจ ว่าอย่าได้ประเมินความชั่วร้ายของสันดานมนุษย์ต่ำเกินไปเด็ดขาด"
จวงซือเหวินหลุบตาลง พลางถอนหายใจออกมาแผ่วเบา
"เมื่อก่อนเราสองคนก็เคยรักกันดี ฉันนึกไม่ถึงจริง ๆ ว่ามันจะมาลงเอยแบบนี้..."
เธอขยี้ตาอีกครั้ง แล้วพูดต่อ "ช่างมันเถอะ อย่าเอาเวลาไปทิ้งกับคนพรรค์นั้นเลย พวกเรามาเตรียมตัวเรื่องการแข่งขันคณิตศาสตร์กันต่อดีกว่านะ"