- หน้าแรก
- เปย์รักข้ามมิติ ภรรยาพร้อมเปย์คุณสามีมาดเข้ม
- บทที่ 276 นำทีมมุ่งหน้าสู่ฐานการผลิตเหล็กกล้าภาคตะวันตกเฉียงเหนือ
บทที่ 276 นำทีมมุ่งหน้าสู่ฐานการผลิตเหล็กกล้าภาคตะวันตกเฉียงเหนือ
บทที่ 276 นำทีมมุ่งหน้าสู่ฐานการผลิตเหล็กกล้าภาคตะวันตกเฉียงเหนือ
บทที่ 276 นำทีมมุ่งหน้าสู่ฐานการผลิตเหล็กกล้าภาคตะวันตกเฉียงเหนือ
เจียงชิ่นนำเครื่องผลิตชิปทั้งห้าเครื่อง ก้าวขึ้นรถไฟมุ่งหน้าสู่ภาคตะวันตกเฉียงเหนือ
การเดินทางไปภาคตะวันตกเฉียงเหนือในครั้งนี้ มีหวังเหิงและเจียงเต๋อเหว่ยร่วมเดินทางไปด้วย พร้อมทั้งเหล่านักศึกษาที่ถูกเรียกตัวมาจากมหาวิทยาลัยและวิทยาลัยต่าง ๆ อีกจำนวนหนึ่ง
นักศึกษาเหล่านี้ส่วนใหญ่เรียนมาทางด้านเครื่องกล บางส่วนเรียนด้านวิศวกรรมไฟฟ้า และบางส่วนเรียนด้านโลหะการ สรุปก็คือ ล้วนเป็นกลุ่มคนรุ่นใหม่ไฟแรงที่สมัครใจเดินทางไปภาคตะวันตกเฉียงเหนือทั้งสิ้น
เจียงเต๋อเหว่ยเองก็เรียนจบมาทางด้านวิศวกรรมไฟฟ้า ซึ่งทางภาคตะวันตกเฉียงเหนือกำลังขาดแคลนบุคลากรด้านนี้อยู่พอดี
เจียงชิ่นตั้งใจบอกกล่าวกับหวังเหิงเป็นพิเศษ เพื่อให้เขาช่วยทำเรื่องโยกย้ายเจียงเต๋อเหว่ยออกจากกระทรวงศึกษาธิการ และให้เดินทางไปภาคตะวันตกเฉียงเหนือด้วยกัน
ก่อนหน้านี้หวังเหิงเคยบอกกับเจียงชิ่นว่า หากต้องการดูแลคนในครอบครัวก็สามารถบอกเขาได้ เดิมทีเขาคิดว่าเจียงชิ่นจะพูดถึงเรื่องของเจียงลี่และเจียงเต๋อเลี่ยงเสียอีก
คาดไม่ถึงว่าเจียงชิ่นจะไม่ได้ออกปากช่วยพูดให้สองคนนั้น แต่กลับยื่นข้อเสนอเพียงข้อเดียว คือขอโยกย้ายตำแหน่งงานให้เจียงเต๋อเหว่ย
สายงานของเจียงเต๋อเหว่ยนั้นตรงกับความต้องการอยู่แล้ว หากต้องการโยกย้ายก็สามารถทำเรื่องขอย้ายบุคลากรผู้มีความสามารถได้เลยโดยตรง เหตุผลก็เพียงพอ สามารถดำเนินการตามขั้นตอนปกติได้เลยโดยที่หวังเหิงไม่จำเป็นต้องใช้เส้นสายอะไรเป็นพิเศษด้วยซ้ำ ข้อเรียกร้องนี้เรียกได้ว่าง่ายแสนง่าย
แต่หวังเหิงก็มีเรื่องหนึ่งที่ไม่ค่อยเข้าใจ งานนั่งโต๊ะในออฟฟิศของกระทรวงศึกษาธิการก็ออกจะสุขสบาย ทำไมเจียงชิ่นถึงดึงดันจะให้พี่ใหญ่ของเธอไปลำบากตรากตรำถึงดินแดนตะวันตกเฉียงเหนืออันห่างไกลด้วย
เขาเคยลองหยั่งเชิงถามเจียงชิ่นดูแล้ว เจียงชิ่นไม่ได้ตอบออกมาตรง ๆ แต่ความหมายที่แฝงอยู่ในคำพูด หวังเหิงก็พอจะฟังออก
พี่ใหญ่ของเจียงชิ่นถูกคนในกระทรวงศึกษาธิการกดหัวเอาไว้ อีกฝ่ายจงใจกลั่นแกล้งเขาแทบเป็นแทบตาย
เรื่องนี้จะมองว่าเป็นเรื่องใหญ่หรือเรื่องเล็กก็ได้ เมื่อหวังเหิงรับรู้เรื่องราว เขาก็ไม่กล้าชักช้าแม้แต่วินาทีเดียว รีบรายงานเรื่องทั้งหมดให้เบื้องบนทราบทันที
น้ำหนักความสำคัญของเจียงชิ่นในตอนนี้ แม้แต่หวังเหิงก็เริ่มจะกะเกณฑ์ไม่ถูกแล้ว
หลาย ๆ เรื่อง เขาไม่กล้าตัดสินใจโดยพลการ จำเป็นต้องรายงานให้เบื้องบนทราบก่อนเสมอ ปัจจุบันในฐานะผู้ประสานงานโดยตรงระหว่างองค์กรกับเจียงชิ่น เขาได้รับสิทธิพิเศษในการรายงานตรงต่อเบื้องบนได้เลยโดยไม่ต้องผ่านหน่วยงานคนกลาง
วิธีนี้ช่วยให้สามารถส่งต่อข้อมูลได้อย่างรวดเร็วที่สุด ป้องกันความล่าช้าที่อาจทำให้เสียการใหญ่
หวังเหิงตระหนักดีว่า คุณูปการที่เจียงชิ่นมีต่อประเทศชาตินั้นยิ่งใหญ่หาใครเปรียบไม่ได้ แล้วเบื้องบนจะปล่อยให้พี่ใหญ่ของเธอถูกคนอื่นรังแกได้อย่างไร คาดว่าไอ้หมอนั่นคงจบเห่แล้วล่ะ ดีไม่ดีพวกที่คอยหนุนหลังช่วยให้มันใช้เส้นสายก็คงหนีความรับผิดชอบไม่พ้นเหมือนกัน
และก็เป็นดังคาด หวังเหิงรายงานไปได้แค่ครึ่งค่อนวัน เบื้องบนก็ส่งคำตอบกลับมา
เนื้อหาตอบกลับนั้นสั้น ๆ ได้ใจความว่า เบื้องบนจะจัดการเรื่องนี้เอง หากมีเหตุการณ์ทำนองนี้เกิดขึ้นอีก ให้รีบรายงานทันทีเป็นอันดับแรก ทางองค์กรจะตรวจสอบสภาพครอบครัวของเจียงชิ่น เพื่อดูว่ามีเหตุการณ์คล้ายคลึงกันเกิดขึ้นอีกหรือไม่ หากตรวจพบ จะต้องจัดการขั้นเด็ดขาด
เป็นไปตามที่หวังเหิงคิดไว้ไม่มีผิด
บนรถไฟ เจียงเต๋อเหว่ยกับเจียงชิ่นไม่ได้อยู่รวมกับคนอื่น ๆ ทั้งสองคนได้ห้องพักแบบตู้นอนปรับอากาศ ซึ่งเมื่อเทียบกับที่นั่งแบบเบาะแข็งของคนอื่นๆ แล้ว ถือว่าได้รับการดูแลเป็นอย่างดีทีเดียว
การจัดเตรียมเช่นนี้ เหตุผลหนึ่งเป็นเพราะสถานะของเจียงชิ่นนั้นคู่ควรกับสิทธิพิเศษระดับนี้ ส่วนอีกเหตุผลหนึ่งก็คือความจำเป็นด้านการรักษาความปลอดภัย
ตู้นอนปรับอากาศบนรถไฟ จะมีเตียงสองชั้นสองฝั่ง รวมสี่เตียงเป็นหนึ่งห้องพัก ห้องพักมีประตูบานเลื่อน พอเลื่อนประตูปิดปุ๊บก็เหมือนตัดขาดจากโลกภายนอก หวังเหิงกำชับเจียงชิ่นเป็นพิเศษว่า นอกจากตอนที่มีคนมาส่งข้าวส่งน้ำแล้ว เวลาอื่นก็พยายามปิดประตูห้องพักเอาไว้ให้มิดชิด เพื่อป้องกันปัญหาด้านความปลอดภัย
แม้เขาจะพูดจาอ้อมค้อม แต่เจียงชิ่นก็ฟังเข้าใจความหมายทะลุปรุโปร่ง พอเธอเดินเข้าห้องพักพร้อมกับเจียงเต๋อเหว่ย เธอก็จัดการเลื่อนประตูปิดทันที
เจียงชิ่นรู้ดีว่า ที่โบกี้รถไฟด้านนอก จะต้องมีตำรวจนอกเครื่องแบบจำนวนมากคอยคุ้มกันเธออยู่อย่างแน่นอน ผนวกกับการมี 'ระบบ' ซึ่งเป็นระบบแจ้งเตือนภัยที่ทำได้ทุกอย่าง เธอจึงไม่รู้สึกกังวลเลยแม้แต่น้อย
เมื่อนั่งลงในตู้นอน เจียงเต๋อเหว่ยมองดูทุกสิ่งรอบตัว พอนึกถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาสั้น ๆ แค่สองวันมานี้ เขาก็รู้สึกเหมือนตัวเองกำลังฝันไป
สองวันก่อนเขายังต้องทำโอทีหามรุ่งหามค่ำปั่นงานอยู่ที่ออฟฟิศอยู่เลย งานที่อุตส่าห์ทุ่มเททำจนเสร็จ กลับไม่ได้รับคำชมเชยเลยสักคำ แถมยังโดนผู้อำนวยการอู่ต้าโหย่วคอยจับผิด ติโน่นตินี่ แล้วก็ด่ากราดต่อหน้าคนทั้งแผนก
เขาเขียนใบคำร้องขอย้ายงาน แต่หน่วยงานก็ไม่อนุมัติ ใคร ๆ ก็รู้ว่าอู่ต้าโหย่วเป็นพวกดีแต่เปลือก งานการในแผนกก็ล้วนต้องพึ่งพาเจียงเต๋อเหว่ยเป็นเสาหลักทั้งนั้น หากเขาลาออกไป ก็คงไม่มีใครมารับหน้าเสื่อสะสางกองงานพวกนี้ได้
อู่ต้าโหย่วน่ะเหรอ ? ฝันไปเถอะ หมอนั่นถนัดแต่วางแผนเล่นตุกติกกดหัวคนที่ไม่ลงรอยกับตัวเองเท่านั้นแหละ ขืนให้ลงมาทำงานจริง ๆ ก็คงมืดแปดด้าน ไม่รู้เรื่องรู้ราวอะไรสักอย่าง
ใบคำร้องที่ยื่นไป ยื่นไปกี่ครั้งก็ถูกตีกลับมาทุกครั้ง จนถึงครั้งล่าสุด เจียงเต๋อเหว่ยก็รู้สึกสิ้นหวังอย่างสมบูรณ์แบบแล้ว
ยิ่งตอนที่อู่ต้าโหย่วรู้ว่าเขาอยากขอย้ายงาน ก็ยิ่งกร่างประกาศกร้าวว่า ตราบใดที่เขายังอยู่ที่นี่ เจียงเต๋อเหว่ยก็ต้องก้มหน้าก้มตาดูสีหน้าเขาไปวัน ๆ เจียงเต๋อเหว่ยถูกเล่นงานจนสภาพจิตใจดิ่งลงเหว ไม่รู้เลยว่าชีวิตแบบนี้จะไปสิ้นสุดลงเมื่อไหร่
ทว่าในตอนที่เขาสิ้นหวังหมดอาลัยตายอยาก จู่ ๆ ก็ได้รับแจ้งจากทางกระทรวงให้ไปรายงานตัวที่ใหม่ ใบคำร้องขอย้ายงานของเขาได้รับการอนุมัติแล้ว !
พอรู้ข่าว เจียงเต๋อเหว่ยก็ดีใจจนทำอะไรไม่ถูก ได้ยินมาว่าคำสั่งย้ายฉบับนี้ถูกส่งข้ามหน้าข้ามตาอู่ต้าโหย่ว แล้วส่งตรงถึงมือเจียงเต๋อเหว่ยเลย แม้จะได้ถือกระดาษคำสั่งบาง ๆ เพียงแผ่นเดียว แต่เจียงเต๋อเหว่ยกลับรู้สึกว่ามันหนักอึ้งและมีค่ามหาศาล
ตอนที่เก็บของออกจากกระทรวง เพื่อนร่วมงานที่สนิทสนมบางคนก็มาส่ง ทุกคนต่างรู้สึกเสียดายแทนเขา งานที่กำลังจะไปได้สวย มีอนาคตก้าวไกล ทำไมถึงต้องตกระกำลำบากมาลงเอยในสภาพนี้ได้นะ ?
สถานที่ทำงานแห่งใหม่คือภาคตะวันตกเฉียงเหนือ ซึ่งเป็นดินแดนที่รกร้างว่างเปล่าขนาดไหน ใคร ๆ ก็รู้ ว่ากันว่ามองไปทางไหนก็มีแต่ความแห้งแล้ง ประชากรเบาบาง และที่สำคัญที่สุดคือความยากจน จนถึงขั้นที่ว่าโทรศัพท์ก็ยังโทรไม่ได้ อาหารการกินก็มีแต่ของหยาบ ๆ จืดชืด ที่พักอาศัยก็ซอมซ่อ ยุงและแมลงก็ชุกชุมสุด ๆ
แต่เจียงเต๋อเหว่ยก็ยังตัดสินใจอย่างเด็ดเดี่ยว เดินจากสถานที่ที่ตนทำงานมานานเกือบสิบปี ภาคตะวันตกเฉียงเหนือจะแย่แค่ไหน อย่างน้อยก็ยังดีกว่าต้องทนทำงานอยู่ใต้บังคับบัญชาของอู่ต้าโหย่ว ขอเพียงแค่ได้ไปจากที่นี่ จะให้ไปไหนเจียงเต๋อเหว่ยก็ยอม ต่อให้ลำบากแค่ไหนเขาก็ไม่หวั่น
เบื้องบนส่งคนนำบัตรผ่านเข้าออกฐานอุตสาหกรรมเหล็กกล้าภาคตะวันตกเฉียงเหนือมาให้เขา พร้อมทั้งซื้อตั๋วรถไฟและกำหนดเวลาเดินทางไว้ให้เสร็จสรรพ พอถึงวันเดินทาง ทันทีที่เขาก้าวขึ้นรถไฟ เขาก็สังเกตเห็นเจียงชิ่นที่กำลังนั่งอ่านหนังสืออยู่บนเตียง
"น้องเล็ก ? " เจียงเต๋อเหว่ยร้องอุทานเสียงหลงด้วยความตกตะลึง
เจียงชิ่นเงยหน้าขึ้น มองไปทางเขา แล้วก็ส่งยิ้มกว้างให้ "พี่ใหญ่ พี่มาแล้วเหรอคะ"
เมื่อเห็นสีหน้าที่ไม่ได้มีท่าทีประหลาดใจเลยแม้แต่น้อยของเจียงชิ่น เจียงเต๋อเหว่ยก็เดาว่าเบื้องบนคงแจ้งให้เจียงชิ่นทราบล่วงหน้าแล้ว ไม่สิ... หรือถ้าลองคิดในอีกมุมหนึ่ง การที่เขาได้ย้ายมาที่นี่อาจจะมีส่วนเกี่ยวข้องกับน้องสาวตัวน้อยของเขาก็เป็นได้
และความจริงก็พิสูจน์แล้วว่า ลางสังหรณ์ของเขานั้นแม่นยำทีเดียว
"พี่ใหญ่ ยินดีต้อนรับเข้าร่วมทีมของฉันนะคะ ในอีกหนึ่งเดือนข้างหน้า พวกเราต้องมาต่อสู้เคียงบ่าเคียงไหล่กันในดินแดนตะวันตกเฉียงเหนือของมาตุภูมิแล้วนะ"
เจียงชิ่นยื่นมือออกไปหาเขาอย่างเป็นทางการ ทั้งสองคนจับมือกัน สบตากันอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะหลุดหัวเราะออกมาพร้อมกัน
จนถึงตอนนี้ เจียงเต๋อเหว่ยก็ยังไม่รู้เลยว่าภารกิจงานของเขาคืออะไรกันแน่ เจียงชิ่นเองก็ไม่ได้อธิบายอะไรมาก เอาเป็นว่าพอไปถึงที่หมายเดี๋ยวก็รู้เองนั่นแหละ
การได้นั่งรถไฟอย่างสบายอารมณ์ พลางชื่นชมทิวทัศน์อันงดงามสองข้างทาง สำหรับเจียงเต๋อเหว่ยเมื่อสองวันก่อน ถือเป็นเรื่องที่เขาไม่กล้าแม้แต่จะฝันถึงด้วยซ้ำ
เมื่อมองดูรูปร่างของพี่ใหญ่ที่ผอมซูบลงไปกว่าเมื่อก่อนมาก เจียงชิ่นก็รู้สึกปวดใจเหลือเกิน ถ้าเธอรู้เรื่องนี้ให้เร็วกว่านี้ก็คงดี พี่ใหญ่จะได้ไม่ต้องทนถูกคนอื่นรังแกหนักขนาดนี้
อาหารที่พนักงานตู้เสบียงนำมาเสิร์ฟให้ทั้งสองคนนั้นรสชาติดีเยี่ยมแถมยังมีให้เลือกหลากหลาย แค่อาหารเช้าก็มีทั้งบะหมี่ ซาลาเปา น้ำเต้าหู้ ปาท่องโก๋ และอื่น ๆ อีกมากมาย พอกินอยู่บนรถไฟแบบนี้มาได้สองวัน แก้มที่เคยตอบซูบของเจียงเต๋อเหว่ยก็เริ่มกลับมามีน้ำมีนวลอีกครั้ง