- หน้าแรก
- เปย์รักข้ามมิติ ภรรยาพร้อมเปย์คุณสามีมาดเข้ม
- บทที่ 236: ภรรยาผม ไม่ใช่คนที่ใครจะมารังแกได้ง่าย ๆ
บทที่ 236: ภรรยาผม ไม่ใช่คนที่ใครจะมารังแกได้ง่าย ๆ
บทที่ 236: ภรรยาผม ไม่ใช่คนที่ใครจะมารังแกได้ง่าย ๆ
บทที่ 236: ภรรยาผม ไม่ใช่คนที่ใครจะมารังแกได้ง่าย ๆ
กัวหลิงอึกอักตอบไม่ออก นักศึกษาที่อยู่ข้าง ๆ จึงเป็นคนตอบแทนหล่อน
"อาจารย์ครับ หล่อนไม่ได้อยู่คณะเราครับ ไม่รู้เหมือนกันว่าอยู่คณะไหน พวกเราไม่เคยเห็นหน้าเลย"
"ไม่ได้อยู่คณะเรางั้นเหรอ ? " สีหน้าของอาจารย์ผู้สอนเปลี่ยนเป็นบึ้งตึงขึ้นมาทันที
"เวลาเรียน จะวิ่งเพ่นพ่านไปทั่วได้ยังไง ตกลงเธออยู่คณะไหนกันแน่ ? " อาจารย์เริ่มซักไซ้ไล่เลียง ดูท่าทางถ้าไม่รู้เรื่องก็คงไม่ยอมปล่อยไปง่าย ๆ
กัวหลิงลุกลี้ลุกลนทำอะไรไม่ถูก กลัวสั่นไปหมดว่าจะถูกสืบจนรู้ว่าตัวเองอยู่คณะไหน ชื่ออะไร แล้วมาทำอะไรที่นี่ ถ้าโดนอาจารย์คนนี้ไปฟ้องถึงคณะภาษาอังกฤษล่ะก็ หล่อนจบเห่แน่
เพิ่งจะโดนประกาศเตือนไปหมาด ๆ คณะมีเรื่องน่าขายหน้าแบบนี้เกิดขึ้น การประเมินผลของทั้งคณะในปีนี้ก็ปลิวหายไปหมดแล้ว
คณบดีโกรธจัดด่าลั่นห้องทำงาน เรียกอาจารย์ที่ปรึกษาของกัวหลิงไปด่าจนหูชา
อาจารย์ที่ปรึกษาเกรงใจชาติตระกูลของกัวหลิง ถึงแม้จะอัดอั้นตันใจแค่ไหน ก็ไม่กล้าเอาอารมณ์มาลงที่หล่อน
และนี่ก็เป็นตัวช่วยเพิ่มความกล้าให้กัวหลิงมาก่อเรื่องวุ่นวายเป็นครั้งที่สอง
แต่อาจารย์ที่ปรึกษาเกรงใจ ก็ไม่ได้หมายความว่าคณบดีจะเกรงใจด้วยนี่นา
ถ้าเอาความผิดสองเรื่องนี้มารวมกัน แล้วไปฟ้องพ่อของหล่อนล่ะก็ หล่อนคงโดนดีแน่
เมื่อความคิดตีกันวุ่นวายในหัว สุดท้ายกัวหลิงก็ก้มหน้างุด ปิดหน้าร้องไห้แล้วพุ่งพรวดออกจากห้องเรียนไปอย่างรวดเร็ว เร็วซะจนอาจารย์ผู้สอนตั้งตัวไม่ทัน ได้แต่มองเงาร่างที่หายลับไปตรงประตูห้องเรียนด้วยความตกตะลึง
"อาจารย์คะ หล่อนชื่อกัวหลิง อยู่คณะภาษาอังกฤษค่ะ" เสียงใส ๆ ของนักศึกษาหญิงคนหนึ่งดังขึ้นจากด้านล่าง
เจียงชิ่นพูดจบประโยคนี้ ก็ก้มหน้าเปิดตำราเรียนต่อ ทำตัวสงบนิ่งราวกับว่าคำพูดเมื่อกี้ไม่ได้หลุดออกมาจากปากตัวเอง
"กัวหลิง คณะภาษาอังกฤษงั้นเหรอ ? " อาจารย์ผู้สอนจดชื่อนี้เอาไว้ในใจ กะว่าเดี๋ยวหาเวลาว่าง ๆ จะต้องไปสะท้อนปัญหาให้คณะภาษาอังกฤษฟังซะหน่อย
เวลาเรียนแท้ ๆ กลับวิ่งเพ่นพ่านไปตามห้องเรียนคนอื่น ไม่ยอมไปเรียนห้องตัวเอง ทัศนคติของนักศึกษาคนนี้ใช้ไม่ได้เลย ต้องให้ทางคณะช่วยอบรมสั่งสอนให้ดีซะหน่อยแล้ว
หลังจากนั้นอาจารย์ก็เริ่มสอนอย่างเป็นทางการ เมื่อเนื้อหาการเรียนเข้มข้นน่าสนใจขึ้นเรื่อย ๆ นักศึกษาก็ค่อย ๆ ลืมเลือนเหตุการณ์เมื่อครู่ไป
เจียงชิ่นก็นั่งจดเลกเชอร์อยู่ข้างล่างอย่างตั้งใจ ไม่ได้รับผลกระทบจากกัวหลิงเลยแม้แต่น้อย
ในสายตาของเจียงชิ่น กัวหลิงก็ไม่ต่างอะไรกับตัวตลกกระโดดไปมา ไม่คู่ควรให้เธอต้องมานั่งโมโหใส่คนแบบนี้เลย วิชานี้เป็นวิชาบรรยายรวม พอสอนไปสี่สิบห้านาที ก็จะพักเบรกสิบนาที
เจียงชิ่นกำลังจะลุกขึ้นยืดเส้นยืดสาย จู่ ๆ ก็มีเงาร่างหนึ่งวิ่งกระหืดกระหอบตรงดิ่งเข้ามาหาเธอ
คือจวงซือเหวิน นักศึกษาหญิงอีกคนของคณะฟิสิกส์นิวเคลียร์นั่นเอง
ช่วงที่ผ่านมา สองคนนี้สนิทสนมกันแล้ว
เจียงชิ่นเวลารัดตัวมาก ไม่ค่อยมีเวลาไปทำความรู้จักใครใหม่ ส่วนจวงซือเหวินเป็นคนร่าเริงแจ่มใส มักจะแวะมาคุยกับเธออยู่บ่อย ๆ ไป ๆ มา ๆ ทั้งสองคนก็เลยสนิทกันมากขึ้นเรื่อย ๆ
"เจียงชิ่น ฟู่เส้าตั๋วของบ้านเธอ บุกไปหาผู้บริหารคณะภาษาอังกฤษแล้วนะ ! " จวงซือเหวินวิ่งมาจนหอบแฮ่กๆ พูดไปหอบไป
เจียงชิ่นชะงักไปนิดนึง เอ่ยถาม "เขาไปคณะภาษาอังกฤษงั้นเหรอ เธอไปได้ยินมาจากไหน ? "
"ก็เมื่อกี้ตอนฉันไปเข้าห้องน้ำ ได้ยินนักศึกษาหญิงคณะวิศวกรรมเครื่องกลเขาคุยกันน่ะสิ บอกว่าพอเลิกเรียนปุ๊บเขาก็พุ่งไปเลย เหมือนว่าจะไปแก้แค้นให้เธอน่ะ..."
"อะไรนะ ? ไม่ได้การล่ะ ฉันต้องไปดูหน่อยแล้ว"
จวงซือเหวินยังพูดไม่ทันจบ เจียงชิ่นก็พุ่งพรวดออกไปราวกับลูกธนูหลุดจากแล่งแล้ว
"เอ๊ะ ฉันยังพูดไม่จบเลยนะ ! "
ทว่าเจียงชิ่นไม่ได้ยินคำพูดทิ้งท้ายของหล่อนแล้ว เธอสับขาวิ่งมุ่งหน้าไปที่คณะภาษาอังกฤษทันที
ระหว่างทาง เธอวิ่งสวนกับนักศึกษาคณะวิศวกรรมเครื่องกลพอดี
"ฟู่เส้าตั๋วไปที่คณะภาษาอังกฤษหรือเปล่าคะ ? " เจียงชิ่นรีบถามด้วยความร้อนใจ
อีกฝ่ายส่ายหน้าด้วยความงุนงง "เปล่านี่ครับ คาบที่แล้วเขาก็นั่งอยู่ในห้องเรียนตลอด ไม่ได้ออกไปไหนเลยนะ เมื่อกี้ตอนพักเบรกผมก็ยังเห็นเขานั่งอยู่ที่โต๊ะอยู่เลย แค่สีหน้าดูไม่ค่อยดีเท่าไหร่ครับ"
เอ๊ะ ?
ชักจะแปลก ๆ แฮะ
สถานการณ์จริงกับที่ได้ยินมามันไม่ตรงกันเลยสักนิด
ตกลงมันเรื่องอะไรกันเนี่ย ?
เจียงชิ่นเดินต่อไปอีกพักหนึ่ง จนไปถึงห้องเรียนรวมที่คณะวิศวกรรมเครื่องกลกำลังเรียนอยู่ พอมองเข้าไปข้างใน ก็เห็นเงาร่างของฟู่เส้าตั๋วนั่งอยู่จริง ๆ ด้วย
เขานั่งอยู่ตรงที่นั่งริมหน้าต่าง ซึ่งเป็นตำแหน่งคล้าย ๆ กับที่นั่งของเจียงชิ่น
เจียงชิ่นวานนักศึกษาชายคนหนึ่ง ให้ช่วยไปเรียกฟู่เส้าตั๋วออกมาให้หน่อย
พอโดนเจียงชิ่นเข้ามาทักก่อน นักศึกษาชายคนนั้นก็หน้าแดงเถือกขึ้นมาทันที กว่าจะตั้งสติฟังสิ่งที่เจียงชิ่นพูดจนรู้เรื่อง ไม่เหม่อลอยไปซะก่อน ก็เล่นเอาเหนื่อย
เห็นนักศึกษาชายคนนั้นรีบจ้ำอ้าวเข้าไปในห้องเรียน เดินไปหยุดอยู่ข้าง ๆ ฟู่เส้าตั๋ว แล้วกระซิบอะไรบางอย่างสองสามประโยค
แทบจะทันทีที่เขาพูดจบ ฟู่เส้าตั๋วก็ลุกพรวดขึ้นจากที่นั่ง แล้วก้าวยาว ๆ เดินออกจากห้องเรียนมาทันที
ฟู่เส้าตั๋วเดินออกจากห้องเรียนมา แค่กวาดตามองแวบเดียวก็เห็นภรรยาที่ยืนรออยู่ตรงทางเดินแล้ว
เวลานี้เจียงชิ่นดึงดูดความสนใจของนักศึกษาจำนวนมากไปแล้ว สายตานับไม่ถ้วนกำลังจับจ้องมาที่เธอ
ฟู่เส้าตั๋วสาวเท้าเข้าไปหาอย่างรวดเร็ว รวบตัวเจียงชิ่นเข้ามาไว้ในอ้อมอก ใช้แผ่นหลังกว้างของตัวเองบดบังสายตาของคนพวกนั้น ในขณะเดียวกันก็พาเจียงชิ่นเดินเลี้ยวเข้าไปตรงมุมบันไดที่ลับตาคน เพื่อไม่ให้ใครมองเห็น
โดยไม่รู้ตัว ความรู้สึกอยากครอบครองเจียงชิ่นไว้เพียงผู้เดียวของเขามันก็ยิ่งรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ
หลาย ๆ ครั้งเขาต้องพยายามสะกดกลั้นมันเอาไว้สุดฤทธิ์ แต่ทว่าเมื่อกี้ ต่อให้พยายามแค่ไหนเขาก็สะกดกลั้นมันไว้ไม่อยู่
ตรงมุมลับตาคน ฟู่เส้าตั๋วกักตัวเจียงชิ่นเอาไว้ระหว่างตัวเขากับมุมกำแพง โอบกอดเธอเอาไว้หลวม ๆ
ทั้งสองคนสบตากัน สีหน้าของฟู่เส้าตั๋วที่เมื่อกี้ยังบึ้งตึงอยู่ พลันสว่างไสวขึ้นมาทันที
"คุณมาที่นี่ได้ยังไงครับ ? อีกเดี๋ยวมีเรียนต่อไม่ใช่เหรอ"
"ก็ต้องมาสิคะ ฉันได้ยินมาว่าคุณบุกเดี่ยวจะไปหาคณบดีคณะภาษาอังกฤษเหรอ ? ไปเอาความกล้าบ้าบิ่นแบบนี้มาจากไหนกัน ถึงได้ใจร้อนวู่วามขนาดนี้ ? "
ฟู่เส้าตั๋วได้ยินดังนั้นก็อดหัวเราะออกมาไม่ได้ เขาแบมือออกพลางตอบ "ไม่ได้ไปหรอกครับ ศาสตราจารย์กัวไปแทนผมแล้วล่ะ ท่านบอกว่าจะต้องให้คณะภาษาอังกฤษมาขอโทษพวกเราให้ได้ครับ"
"ศาสตราจารย์กัวเหรอคะ ? "
"อืม พอดีว่าอาจารย์ผู้สอนวันนี้คือท่านน่ะครับ"
ชื่อที่เพิ่งจะได้ยินเมื่อวาน วันนี้ก็ได้ยินอีกรอบแล้ว
ศาสตราจารย์กัวเอ็นดูและให้ความสำคัญกับฟู่เส้าตั๋วมาก แถมยังตั้งใจจะพาเขาไปร่วมสร้างโครงการสำคัญระดับชาติที่ภาคตะวันตกเฉียงเหนืออีกด้วย
ถ้าไม่ใช่นักศึกษาที่ยอดเยี่ยมที่สุด ท่านย่อมไม่มีทางเป็นฝ่ายเอ่ยปากชวนให้ตามไปที่ภาคตะวันตกเฉียงเหนือแน่นอน ฟู่เส้าตั๋วน่าจะเป็นคนเดียวที่ได้รับสิทธินี้
"โชคดีจังที่มีศาสตราจารย์ออกหน้าให้ ไม่อย่างนั้นถ้าคุณบุกไปที่นั่นตรง ๆ ก็คงกลายเป็นว่าทางฝั่งนู้นจะมาฟ้องคณะเราแทน ถึงตอนนั้นต่อให้เราเป็นฝ่ายถูก ก็จะกลายเป็นฝ่ายผิดเอานะคะ"
เจียงชิ่นถอนหายใจอย่างโล่งอก
ในขณะเดียวกันก็มองฟู่เส้าตั๋วด้วยสายตาตำหนิเล็กน้อย
มุมปากของฟู่เส้าตั๋วเม้มแน่นจนเป็นเส้นตรง ดูออกเลยว่าไฟโทสะในใจของเขายังคงคุกรุ่นอยู่
"ภรรยาผม ไม่ใช่คนที่ใครจะมารังแกได้ง่าย ๆ นะครับ ! "
นัยน์ตาลึกซึ้งของเขาเจือไปด้วยประกายไฟที่เต้นเร่า น้ำเสียงทุ้มต่ำทรงพลัง คำพูดอันเผด็จการนี้ ทำเอาหัวใจของเจียงชิ่นอบอุ่นวาบขึ้นมาในทันที
การที่ทำให้ฟู่เส้าตั๋วสูญเสียการควบคุมตัวเองได้ขนาดนี้ ก็พอจะจินตนาการได้ว่าเขาแคร์เธอมากแค่ไหน
แต่เรื่องที่ควรเตือนก็ต้องเตือน "ฉันรู้ค่ะว่าคุณเป็นห่วงฉัน แต่ฉันมีวิธีตอกกลับในแบบของฉัน ไม่จำเป็นต้องให้คุณออกโรงหรอกค่ะ ฉันไม่อยากให้คุณต้องมีเรื่องเดือดร้อนอะไร เข้าใจไหมคะ ? "
ฟู่เส้าตั๋วเม้มริมฝีปาก ดูเหมือนอยากจะเถียงกลับ
เจียงชิ่นถลึงตาใส่แวบเดียว เขาก็รีบปรับน้ำเสียงให้อ่อนลงทันที
"เข้าใจแล้วครับ คำพูดของภรรยาก็คือคำสั่ง ผมเชื่อฟังแล้วครับ"
เจียงชิ่นเม้มปากยิ้ม ก่อนจะเอ่ยต่อ "รีบกลับไปเรียนเถอะค่ะ เวลาพักเบรกใกล้จะหมดแล้วนะ"
"ได้ครับ แต่ผู้ชายของคุณรู้สึกอึดอัดใจขนาดนี้ ไม่คิดจะปลอบใจกันหน่อยเหรอครับ"
ฟู่เส้าตั๋วพูดจบ ยังไม่ทันให้เจียงชิ่นได้ตั้งตัว เขาก็โน้มหน้าลงมาประทับจูบลงบนริมฝีปากนุ่มละมุนของเธอทันที