เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 4 ไปใช้ชีวิตที่เหลือในคุกสหพันธ์ซะเถอะ

บทที่ 4 ไปใช้ชีวิตที่เหลือในคุกสหพันธ์ซะเถอะ

บทที่ 4 ไปใช้ชีวิตที่เหลือในคุกสหพันธ์ซะเถอะ


บทที่ 4 ไปใช้ชีวิตที่เหลือในคุกสหพันธ์ซะเถอะ

เสิ่นชิงหานเบิกตากว้าง จ้องมองจ้าวหมิงด้วยความตกตะลึง

ในการแข่งขันต่อต้านสงครามที่จัดขึ้นโดยหกสหพันธรัฐใหญ่ เขากลับจะสร้างเกมจำลองประสบการณ์สงครามเนี่ยนะ

มันจะดังไหมน่ะเหรอ?

ไม่ต้องถามเลย ดังระเบิดแน่นอน

ก็ในเมื่อจ้าวหมิงเป็นคนเดียวที่กล้าทำเรื่องบ้าบิ่นแบบนี้ จะไม่ให้ดังได้ยังไงล่ะ?

ต่อให้ไม่ดัง

พวกคลั่งสงครามที่ชอบก่อเรื่องวุ่นวายก็ต้องแห่กันมาสนับสนุนเกมของจ้าวหมิงอย่างสุดลิ่มทิ่มประตู เพื่อรอดูเรื่องสนุกๆ อยู่แล้ว

แต่หลังจากที่มันดังเป็นพลุแตกแล้วล่ะ?

เกรงว่าเขาคงโดนจับยัดเข้าซังเตแน่...

บ้าไปแล้วหรือไง?!

เนิ่นนานกว่าเสิ่นชิงหานจะได้สติกลับคืนมา เธอกัดฟันกรอดแล้วพูดขึ้น

"นายบ้าไปแล้วเหรอ?"

"ถ้าอยากจะหาเรื่องใส่ตัว ก็อย่าลากฉันเข้าไปซวยด้วยสิ"

เธอเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่อันดับสองของบริษัทนะ ถ้าเกิดมีปัญหาอะไรกับเกมแล้วจ้าวหมิงโดนจับ เธอก็หนีไม่พ้นความผิดเหมือนกัน ตัวเธอเองน่ะอาจจะไม่เป็นไรหรอก แต่เธอกลัวจะไปลากครอบครัวมาซวยด้วยต่างหาก

มีคนในครอบครัวของเธอดำรงตำแหน่งสำคัญอยู่มากมาย ขืนเรื่องนี้ไปกระตุกหนวดเสือทำให้สหพันธ์โกรธเกรี้ยวขึ้นมาจริงๆ

มีหวังแม้แต่ผู้อาวุโสในตระกูลก็คงโดนร่างแหไปด้วย ตระกูลเสิ่นเองก็มีศัตรูทางการเมืองอยู่ไม่น้อย หากพวกนั้นฉวยโอกาสใช้เรื่องนี้เป็นข้ออ้างโจมตีทางการเมืองล่ะก็... ผลลัพธ์คงเลวร้ายเกินจินตนาการ

เรื่องนี้เป็นสิ่งที่เสิ่นชิงหานยอมรับไม่ได้เด็ดขาด

"ไม่ ไม่เด็ดขาด"

"ต่อให้ต้องเสียเงินทั้งหมดไป นายก็ห้ามเอาเกมนี้ไปลงแข่ง"

"โปรโมตสงครามเนี่ยนะ ไอเดียนี้มันอันตรายเกินไปแล้ว"

จ้าวหมิงมองเสิ่นชิงหานที่ตื่นตระหนกสุดขีดราวกับกำลังเผชิญหน้ากับศัตรูตัวฉกาจด้วยความงุนงง

ก็แค่เกมเอง... จำเป็นต้องขนาดนี้เลยเหรอ?

เมื่อคิดว่าตัวเองอาจจะอธิบายไม่เคลียร์ จ้าวหมิงจึงเอ่ยปากพูดต่อ

"ไม่ได้โปรโมตสงครามสักหน่อย แต่เป็นการให้ผู้เล่นได้ 'สัมผัสประสบการณ์' สงครามต่างหาก"

เสิ่นชิงหานขมวดคิ้วแน่นกว่าเดิม

"แล้วมันต่างกันตรงไหน?"

"จุดประสงค์หลักของการแข่งขันต่อต้านสงครามคือการระงับอารมณ์ประชาชนและต่อต้านสงครามนะ"

"เกมยิงปืนของคนอื่นเขาเน้นไปที่การแข่งขันประลองฝีมือ แต่นายกลับจะสร้างเกมที่ให้ผู้เล่นได้สัมผัสกับสงคราม"

"พวกคลั่งสงครามได้ฉลองกันยกใหญ่แน่"

"แล้วถึงตอนนั้น ถ้าพวกคลั่งสงครามพวกนั้นเอาไปเยาะเย้ยสหพันธ์ นายก็จะถูกสหพันธ์หมายหัวเอาไว้ด้วย"

สีหน้าของจ้าวหมิงดูแปลกไป เขาลูบคางพลางพึมพำ

"ฉลองงั้นเหรอ?"

"พวกเขาน่าจะ... ฉลองไม่ออกมากกว่ามั้ง?"

ผู้เล่นต้องไปสวมบทเป็นทหารเลวรอวันตาย จะเอาอารมณ์ไหนไปฉลองวะ...?

อย่างไรก็ตาม จ้าวหมิงก็เข้าใจดีว่าความขัดแย้งในการสื่อสารระหว่างเขากับเสิ่นชิงหานเกิดจากมุมมองที่แตกต่างกัน เขาครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วเริ่มอธิบาย

"เกมที่ผมกำลังสร้าง อาจจะต่างจากสิ่งที่คุณคิดอยู่สักหน่อย"

"ตามความคิดของคนปกติ หรือพวกคลั่งสงครามพวกนั้น"

"ถ้าสงครามปะทุขึ้น"

"ฉันจะได้บัญชาการกองทหารนับพัน ฉันจะเป็นผู้รอดชีวิตที่โชคดีจากสมรภูมินับไม่ถ้วน ฉันจะกลายเป็นฮีโร่ที่สังหารศัตรูมานักต่อนัก"

"ใช่ไหมล่ะครับ?"

เสิ่นชิงหานฟังแล้วก็พยักหน้า ก่อนจะถามต่อ

"ก็ใช่น่ะสิ"

"แล้วมันทำไม?"

"มีปัญหาตรงไหนเหรอ?"

สงคราม... มันก็ควรจะเป็นแบบนี้ไม่ใช่หรือไง?

ประกายความสงสัยวูบผ่านนัยน์ตาของเสิ่นชิงหาน

เมื่อได้ยินคำถามของเสิ่นชิงหาน มุมปากของจ้าวหมิงก็ยกยิ้มขึ้น

"ปัญหาใหญ่เลยล่ะครับ"

"รุ่นพี่คิดแบบนี้ คนอื่นก็คิดแบบนี้เหมือนกัน"

"งั้นคำถามก็คือ..."

"แล้วใครจะเป็นคนตายล่ะ?"

"มันเป็นไปไม่ได้หรอกที่ทุกคนจะได้เป็นนายพลบัญชาการกองทัพ ทุกคนจะเป็นผู้รอดชีวิตที่โชคดี และทุกคนจะได้เป็นฮีโร่ฆ่าศัตรู"

"ความสำเร็จและเกียรติยศเหล่านี้ ล้วนต้องแลกมาด้วยความตายของใครสักคนเพื่อเป็นแท่นเหยียบให้โดดเด่นขึ้นมา"

ดาวหลานซิงไม่เคยมีประวัติศาสตร์สงครามโลกมาก่อน สำหรับเรื่องสงคราม พวกเขาจึงทำได้แค่จินตนาการเอาตื้นๆ

ต่อให้หกสหพันธรัฐใหญ่จะมีการกระทบกระทั่งตามแนวชายแดนอยู่บ้าง แต่พวกเขาก็พยายามอย่างเต็มที่ที่จะปกปิดมันเอาไว้

ภายใต้สภาพแวดล้อมเช่นนี้ พวกเขาไม่มีทางเข้าใจถึงความโหดร้ายของสงครามได้อย่างแท้จริงหรอก

"กระสุนปืนน่ะเบาหวิว หนักแค่สิบยี่สิบกรัมเท่านั้น"

"แต่มันก็หนักอึ้งมากเช่นกัน"

"หนักหนาพอที่หัวกระสุนน้ำหนักเพียงไม่กี่กรัม จะพรากชีวิตลูกน้อยที่แม่เฝ้าฟูมฟักมาถึงสิบแปดปี พังทลายเสาหลักของครอบครัว ทำลายครอบครัวแสนสุขที่อยู่กันพร้อมหน้าพร้อมตา และทำให้คนหัวหงอกต้องมาฝังศพคนหัวดำ"

"สิ่งที่ผมอยากทำ คือการให้ผู้เล่นได้สัมผัสถึงความโหดร้ายของสงคราม"

"รวมถึงการที่เลือดเนื้อและร่างกายของพวกเขา ต้องถูกกระหน่ำยิงอย่างทารุณไร้ปรานี"

"เมื่อผู้คนเข้าใจถึงความโหดร้ายของสงครามอย่างถ่องแท้ พวกเขาก็จะต่อต้านสงครามจากก้นบึ้งของหัวใจ"

"แล้วแบบนี้ มันจะไม่ใช่การต่อต้านสงครามตรงไหนล่ะครับ?"

หลังจากได้ฟังคำพูดของจ้าวหมิง

เสิ่นชิงหานก็ตกตะลึงจนสั่นสะท้าน นี่เป็นมุมมองที่เธอไม่เคยนึกถึงมาก่อนเลยจริงๆ

เกมที่ผ่านๆ มามักจะเน้นไปที่การแข่งขันประชันฝีมือ ตายแล้วก็แค่เกิดใหม่ ไม่ได้มีความรู้สึกร่วมอะไรที่สมจริงเลย

ถ้าฟังตามตรรกะ(แถ)ของจ้าวหมิงแล้ว

นี่ก็ถือเป็นรูปแบบหนึ่งของการต่อต้านสงครามจริงๆ นั่นแหละ

เสิ่นชิงหานนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะสูดลมหายใจเข้าลึก สีหน้าของเธอจริงจังขึ้น

"ถ้าเป็นอย่างที่นายว่า"

"งั้นมันก็มีความเป็นไปได้ แต่เวลาจะพอเหรอ?"

"เก้าวัน จะสร้างทันจริงๆ เหรอ?"

แม้ไอเดียนี้จะยอดเยี่ยม แต่ตามความเข้าใจของเสิ่นชิงหาน นอกเหนือจากเกมที่ทำออกมาลวกๆ แล้ว ไม่มีเกมดีๆ ที่ไหนจะสร้างเสร็จได้ภายในเวลาไม่กี่วันหรอก

เหลือเวลาอีกแค่เก้าวันการแข่งขันก็จะเริ่มแล้ว มันไม่น่าจะพอไม่ใช่เหรอ?

ในความเป็นจริง

สิ่งที่จ้าวหมิงขาดแคลนในตอนนี้คือ 'แต้มอารมณ์' ต่างหาก เขาสามารถดาวน์โหลดภาพยนตร์จากระบบได้โดยตรง ตัดมาสักคลิป นำไปเรนเดอร์ให้กลายเป็นเกม ก็สามารถนำมาใช้ได้ทันที ไม่จำเป็นต้องใช้พลังประมวลผลอะไรมากมายด้วยซ้ำ แค่เข้าไปตั้งค่าระบบเกมเพลย์และกฎกติกาการเล่นก็พอ

ทางฝั่งจ้าวหมิงก็เอ่ยปากขึ้น

"เก้าวันสร้างเสร็จแน่นอนครับ ไม่มีปัญหา ตอนนี้ CG ของเกมก็เกือบจะเสร็จสมบูรณ์แล้ว"

"สิ่งที่ขาดไปในตอนนี้ คือความสนใจจากผู้คน"

"เราต้องใช้เรื่องที่กลุ่มบริษัทเพนกวินก๊อปปี้เกมของเรา บวกกับประเด็นอื่นๆ มาสร้างกระแสให้เป็นที่พูดถึง"

"ทางที่ดีที่สุดคือต้องดึงดูดความสนใจให้ได้มากที่สุดก่อนที่การแข่งขันจะเริ่มขึ้น"

อันที่จริง จุดประสงค์หลักของจ้าวหมิงก็คือการหาแต้มอารมณ์นั่นแหละ เขาเพิ่งจะศึกษาและทำความเข้าใจระบบมาเมื่อกี้นี้เอง

การจะแลกหนังและข้อมูลของ 'ยกพลขึ้นบกที่นอร์มังดี' และ 'ยุทธการที่สตาลินกราด' ต้องใช้แต้มอารมณ์หลักหมื่นไปจนถึงหลักแสน ในเมื่อเกมยังไม่ได้ปล่อยออกไป แล้วเขาจะไปหาแต้มอารมณ์มาจากไหนล่ะ?

แต่ถ้าเขาแค่แลกเอาข้อมูลที่เป็นตัวอักษร หรือคลิปวิดีโอจากหนังบางเรื่องมา แต้มอารมณ์ที่ต้องใช้ก็ไม่ได้มากมายอะไร

ขอแค่เขาสร้างกระแสและทำให้เกิดการวิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับตัวเขาได้

แต้มอารมณ์ที่ได้มาก็น่าจะเพียงพอสำหรับการแลกข้อมูลแล้ว

หลังจากที่เสิ่นชิงหานได้ยินคำขอของจ้าวหมิง เธอก็ตอบตกลง

"เรื่องสร้างกระแส ปล่อยให้เป็นหน้าที่ฉันเอง"

"เดี๋ยวฉันจะจ้างพวกนักเลงคีย์บอร์ดไปโพสต์อะไรลงเน็ตสักหน่อย แค่นั้นก็เรียบร้อย"

จ้าวหมิงพยักหน้า ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วถามต่อ

"รุ่นพี่พอจะเรียกนักข่าวมาสักสองสามคนได้ไหมครับ?"

ด้วยเส้นสายระดับเสิ่นชิงหาน เรื่องแค่นี้ไม่น่าจะมีปัญหาอะไร

และมันก็เป็นเช่นนั้นจริงๆ

อย่างไรก็ตาม เสิ่นชิงหานไม่ได้ตกปากรับคำทันที

"นายจะเรียกนักข่าวมาทำไม?"

"จะให้สัมภาษณ์พิเศษงั้นเหรอ?"

"ถ้าอย่างนั้นนายก็เขียนบทความส่งไปเลยสิ ไม่เห็นต้องเรียกพวกเขามาเลยนี่"

จ้าวหมิงยิ้มบางๆ

"เปล่าครับ เอามาทำอย่างอื่นต่างหาก"

"เพื่อสร้างกระแสนั่นแหละ"

"ลำพังแค่ประเด็นเรื่องเกมโดนก๊อป มันดึงดูดความสนใจได้ไม่พอหรอก"

เมื่อเห็นท่าทีแบบนั้น เสิ่นชิงหานก็ไม่ซักไซ้ต่อ

"โอเค เดี๋ยวฉันจัดการให้"

"แล้วเงินทุนยังมีพอไหม?"

จ้าวหมิงตอบ

"ยังเหลือพลังประมวลผลมูลค่ากว่าหนึ่งล้านเหรียญสหพันธ์ครับ พอที่จะสร้างเกมได้สบายๆ"

พอได้ยินแบบนั้น

มุมปากของเสิ่นชิงหานก็กระตุกยิก...

"ล้านกว่าเนี่ยนะ?"

"มันไม่น้อยไปหน่อยเหรอ?"

"นายแน่ใจนะว่าจะบี้จักรวรรดิเพนกวินได้? ถึงพวกนั้นจะก๊อปเราไป แต่ก็ยังทุ่มทุนสร้างตั้งห้าร้อยล้านเลยนะ"

จ้าวหมิงโบกมือปัด

"พวกนั้นมันก็แค่เอฟเฟกต์ฉูดฉาดไร้สาระ ไม่มีประโยชน์อะไรหรอกครับ"

"สิ่งที่ผมต้องการคือการมอบประสบการณ์ที่สมจริงที่สุดให้ผู้เล่น เงินล้านกว่าก็เหลือเฟือแล้ว"

"เดี๋ยวทำ CG เกมเสร็จแล้วผมจะส่งให้รุ่นพี่ดูนะ"

"ถ้าไม่มีปัญหาอะไร เราก็อาศัยจังหวะที่กระแสกำลังมา ปล่อยเกมออกไปเลย"

ทางฝั่งเสิ่นชิงหานก็พยักหน้าตกลง ยิ่งบวกกับนิสัยเด็ดขาดและทำงานฉับไวของเธอด้วยแล้ว

หลังจากที่จ้าวหมิงพูดจบและยืนยันว่าไม่มีปัญหาอะไร เสิ่นชิงหานก็ขอตัวไปจัดการเรื่องจ้างนักเลงคีย์บอร์ดและเรียกนักข่าวมาทันที

หลังจากเดินไปส่งเสิ่นชิงหานขึ้นลิฟต์

จ้าวหมิงก็เดินกลับเข้ามาในบริษัท กวาดสายตามองพนักงานหลายคนที่อยู่ในออฟฟิศทีละคน

เมื่อนึกถึงความทรงจำของเจ้าของร่างเดิม จ้าวหมิงก็มีรายชื่อผู้ต้องสงสัยที่อาจเป็นหนอนบ่อนไส้อยู่ในใจบ้างแล้ว ขณะที่สายตาของจ้าวหมิงกวาดผ่าน คนอื่นๆ ก็ดูไม่ได้มีพิรุธใดๆ มีเพียง 'ห่าวเหวิน' ผู้ออกแบบพล็อตเรื่องและระบบเกมเพลย์หลักเท่านั้นที่หลบสายตาอย่างเห็นได้ชัด

พอเห็นท่าทีแบบนี้ จ้าวหมิงก็ฟันธงได้ทันที

บริษัทนี้ไม่ได้มีพนักงานเยอะแยะอะไรอยู่แล้ว รวมตัวจ้าวหมิงเองด้วยก็มีกันอยู่แค่เก้าคน

แต่ละคนรับผิดชอบงานกันคนละส่วน

มีทั้งนักพากย์ นักปั้นโมเดลสามมิติ นักวาดภาพ แต่มีแค่ห่าวเหวินคนเดียวเท่านั้นที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับระบบกลไกหลักของเกม

ถึงแม้งานส่วนอื่นอาจจะพอเอามาปะติดปะต่อกันได้

แต่หมอนี่แหละคือผู้ต้องสงสัยเบอร์หนึ่ง ยิ่งมาเจอกับสายตาลุกลี้ลุกลนแบบนั้น ก็คงไม่ต้องสืบแล้วว่าหนอนบ่อนไส้เป็นใคร

ตอนแรกที่นั่งนึกอยู่ในห้องทำงาน เขาก็ไม่ได้รู้สึกอะไรเท่าไหร่

แต่พอมาเจอหน้าไอ้หมอนี่จังๆ ก็ไม่รู้ว่าเป็นเพราะสัญชาตญาณของร่างเดิม หรือเพราะแค้นที่โดนโกงเงินไปกว่าห้าสิบล้านเหรียญสหพันธ์ฟรีๆ

ความโกรธเกรี้ยวในใจจ้าวหมิงก็พุ่งปรี๊ดขึ้นมาทันที

บางทีอาจจะเป็นผลมาจากความเคียดแค้นของเจ้าของร่างเดิมด้วย

จ้าวหมิงอยากจะพุ่งเข้าไปเตะไอ้เวรนี่ให้ตายคาตีนซะเดี๋ยวนี้ แต่เขาพยายามระงับอารมณ์โกรธเอาไว้สุดความสามารถ หันไปมองเสี่ยวเหวินที่เคาน์เตอร์ต้อนรับแล้วเอ่ยปาก

"เสี่ยวเหวิน เดี๋ยวจะมีนักข่าวมาที่นี่ ช่วยพาพวกเขาไปที่ห้องผมทีนะ"

"ห่าวเหวิน"

"ตามผมเข้ามาในห้องหน่อย"

เสี่ยวเหวิน พนักงานต้อนรับของบริษัทพยักหน้ารับ

"ได้ค่ะ ประธานจ้าว"

ทางฝั่งห่าวเหวินก็มีอาการประหม่าเล็กน้อย ท่ามกลางสายตางุนงงของพนักงานทุกคน เขากัดฟันแน่นแล้วเดินตามหลังจ้าวหมิงเข้าไปในห้องทำงาน

ปัง!

ประตูห้องปิดลง

ภายในห้องทำงาน

หลังจากปิดประตู จ้าวหมิงก็เดินไปที่หน้าต่าง สูดลมหายใจเอาอากาศเย็นเยียบจากภายนอกเข้าปอดลึกๆ สองครั้ง แต่ความโกรธในใจก็ยังไม่ลดลงเลยแม้แต่น้อย เพิ่งทะลุมิติมาหมาดๆ ก็เกือบต้องมารับหนี้สินหลายสิบล้านแล้ว จะให้ใจเย็นลงง่ายๆ ได้ยังไงล่ะ

จ้าวหมิงหันขวับกลับมาจ้องห่าวเหวินเขม็ง

"เงินเดือนที่ฉันจ่ายให้นายมันน้อยไปงั้นเหรอ?"

พอได้ยินประโยคนั้น ห่าวเหวินก็รู้ตัวทันที เขากัดฟันพูด

"ผมขอโทษครับ ประธานจ้าว ผม... ตั้งใจจะขอลาออก"

"ส่วนค่าปรับผิดสัญญาและค่าชดเชยต่างๆ ทางกลุ่มบริษัทเพนกวินจะเป็นคนจ่ายให้ครับ"

นี่คือความมั่นใจของเขา

จักรวรรดิเพนกวินจะออกหน้าจ่ายค่าปรับและค่าชดเชยให้ แถมยังเซ็นสัญญากันไว้เรียบร้อยแล้ว จักรวรรดิเพนกวินไม่มีทางเบี้ยวแน่นอน

พูดจบ

ห่าวเหวินก็ทำท่าจะเดินหนี หันหลังเตรียมเปิดประตูห้อง

เมื่อเห็นดังนั้น จ้าวหมิงก็คว้าแจกันบนโต๊ะทำงาน พุ่งพรวดไปที่ประตูภายในไม่กี่ก้าว จ้องมองห่าวเหวินที่เบิกตากว้างด้วยความหวาดกลัว แล้วง้างแจกันในมือขึ้นสุดแขน

เพล้ง!!!

เศษกระเบื้องแตกกระจายเกลื่อนพร้อมกับหัวของห่าวเหวินที่แตกยับ

เสียงตะคอกด้วยความเดือดดาลของจ้าวหมิงดังลั่น

"ไอ้สารเลวเอ๊ย!"

"แกทำให้ฉันเกือบต้องเป็นหนี้หัวโตหลายสิบล้านเหรียญสหพันธ์ แล้วยังมีหน้ามาคิดจะชิ่งหนีอีกงั้นเหรอ?!"

เขาระดมหมัดประเคนใส่ร่างของห่าวเหวินไม่ยั้ง

"ค่าปรับบ้าบออะไร? ค่าชดเชยงั้นเหรอ?"

"ต่อให้ฉันไม่ได้เงินสักแดงเดียว ฉันก็จะส่งแกเข้าซังเต! แกเตรียมตัวไปใช้ชีวิตที่เหลือในคุกสหพันธ์ได้เลย!"

"ไอ้เวรตะไลเอ๊ย!!!"

ปึง!

จู่ๆ ประตูห้องทำงานก็สั่นสะเทือนอย่างรุนแรง เสียงกระแทกดังสนั่นราวกับมีคนถูกเตะอัดใส่ประตู

พนักงานข้างนอกต่างสะดุ้งโหยงด้วยความตกใจกลัว

แต่ก็ไม่มีใครกล้าเดินเข้าไปดู

ไม่นานนัก

นักข่าวสองคนที่เสิ่นชิงหานจัดการเรียกมาก็เดินทางมาถึง และแจ้งจุดประสงค์ในการมาเยือน

พนักงานต้อนรับของบริษัทรีบนำทางนักข่าวทั้งสองไปที่หน้าประตูห้องทำงานของจ้าวหมิง แล้วเคาะประตู

"ประธานจ้าวคะ นักข่าวที่ประธานเสิ่นนัดไว้มาถึงแล้วค่ะ"

เสียงของจ้าวหมิงดังตอบกลับมา

"เข้ามาเลย"

นักข่าวทั้งสองคนถึงกับผงะทันทีที่ก้าวเท้าเข้ามาในห้อง

สภาพห้องเละเทะไม่มีชิ้นดี บนพื้นมีร่างของใครคนหนึ่งนอนโอดครวญกลิ้งเกลือกจมกองเลือด ดูเหมือนจะโดนซ้อมมาอย่างหนัก แถมยังมีมีดพกเล่มเล็กตกอยู่บนพื้นอีกด้วย จ้าวหมิงนั่งอยู่บนโซฟา เขาผายมือเชิญให้ทั้งสองคนนั่งลง

เนื่องจากเป็นงานที่เสิ่นชิงหานจัดแจงมาให้ นักข่าวทั้งสองจึงไม่กล้าขัดใจจ้าวหมิง พวกเขาเดินไปนั่งที่โซฟา สายตายังคงจับจ้องไปที่ร่างของห่าวเหวินที่นอนครวญครางอยู่บนพื้นไม่ไกลนัก

"ประธานจ้าวครับ... นี่มัน..."

จ้าวหมิงยกมือขึ้นกดปุ่มบนโต๊ะรับแขก เผยให้เห็นรอยขีดข่วนจากมีดพกบนหลังมือของเขา แก้วน้ำสองใบเลื่อนขึ้นมาจากโต๊ะ เขากระดกน้ำรวดเดียวสองแก้วเพื่อดับความพลุ่งพล่านในใจ

หลังจากได้ระบายความโกรธออกไปบ้าง ความคิดของเขาก็ปลอดโปร่งขึ้น ร่างกายก็รู้สึกผ่อนคลายลง จ้าวหมิงเอ่ยขึ้น

"ไอ้หมอนี่คือหนอนบ่อนไส้ มันเป็นคนเอาข้อมูลหลักของเกมไปขาย"

"แถมมันยังพยายามจะเอามีดแทงผมด้วย ผมก็เลยต้องป้องกันตัวและสวนกลับไปจนมันหมอบอย่างที่เห็น"

"น่าเสียดาย วันนี้ผมมัวแต่ง่วนอยู่กับคอมพิวเตอร์จนเผลอไปเตะปลั๊กกล้องวงจรปิดหลุด ไม่อย่างนั้นคงมีวิดีโอเป็นหลักฐานมัดตัวมันไปแล้ว"

"ผมแจ้งตำรวจไปแล้วล่ะครับ"

"พวกคุณเอาเรื่องนี้ไปพาดหัวข่าวได้เลยนะ 'จักรวรรดิเพนกวินลอกเลียนแบบผลงาน หนอนบ่อนไส้ในบริษัทเกม บอสเดือดจัด บันดาลโทสะทำร้ายร่างกาย ลั่นเดี๋ยวจะส่งตัวเข้าซังเต' อะไรประมาณนี้แหละ"

"ช่วยสร้างกระแสให้ผมหน่อยนะ พยายามดึงยอดคนดูให้ได้มากที่สุด"

จ้าวหมิงนั่งตีหน้าตายแต่งเรื่องเป็นตุเป็นตะ ทำเอานักข่าวทั้งสองคนได้แต่เดาะลิ้นด้วยความทึ่ง

หันไปมองห่าวเหวินที่นอนครวญครางลุกไม่ขึ้นอยู่บนพื้น... แน่ใจนะว่าหมอนั่นเป็นคนเริ่มเปิดฉากโจมตีก่อนน่ะ?

ให้ตายเถอะ สภาพแบบนั้นมันต้องจนตรอกขนาดไหนกันวะ...?

แต่แบบนี้มันก็ช่วยประหยัดเวลาพวกเขาไปได้เยอะเลยล่ะ ทั้งสองคนรีบหยิบแล็ปท็อปขึ้นมาแล้วเริ่มรัวแป้นพิมพ์เขียนข่าวทันที

จบบทที่ บทที่ 4 ไปใช้ชีวิตที่เหลือในคุกสหพันธ์ซะเถอะ

คัดลอกลิงก์แล้ว