- หน้าแรก
- การอัญเชิญ ข้ามีวีรบุรุษทุกยุคทุกสมัย
- บทที่ 49 ขอบเขตเซิงสื่อ ยอดคนระดับผนึกโหว ปรากฏกาย!
บทที่ 49 ขอบเขตเซิงสื่อ ยอดคนระดับผนึกโหว ปรากฏกาย!
บทที่ 49 ขอบเขตเซิงสื่อ ยอดคนระดับผนึกโหว ปรากฏกาย!
ในขณะที่สามเมืองใหญ่กำลังดำเนินการอย่างเร่งด่วน หกเผ่าใหญ่เองก็ไม่ได้นิ่งเฉย
พวกเขายังถือว่าโชคดี เพราะมีสามเมืองใหญ่ตั้งตระหง่านอยู่ด้านหน้า พวกเขาจึงไม่ได้เลือกที่จะทำตัวตามกระแส แต่กลับถือคติรอดูสถานการณ์อยู่ห่างๆ
แน่นอนว่านี่ไม่ใช่เพราะความใจบุญ แต่เป็นเพราะพวกเขารู้ดีว่าหากทำตามสามเมืองใหญ่ไป พวกเขาจะไม่ได้แม้แต่เศษน้ำแกง และเดิมทีก็ไม่ได้คิดจะเอาตัวเข้าไปพัวพันกับน้ำขุ่นครั้งนี้อยู่แล้ว
ทว่าสิ่งที่พวกเขาคิดไม่ถึงก็คือ ก่อนที่กองทัพจะทันได้เคลื่อนพล สามเมืองใหญ่กลับเกิดความวุ่นวายขึ้นเสียก่อน เมื่อได้รับผลลัพธ์เช่นนี้ พวกเขาจึงตกตะลึงเป็นอย่างมาก
เวลาผ่านไปครู่หนึ่ง พวกเขาก็สืบทราบแล้วว่า ผู้ที่อยู่เบื้องหลังการกระทำนี้ก็คือเผ่าโต้วจ้าน พวกเขาไม่คาดคิดเลยว่า เผ่าโต้วจ้านที่เพิ่งจะเลื่อนระดับขึ้นมา จะมีด้านที่แข็งกร้าวถึงเพียงนี้
ยามนี้ ผู้นำของทั้งหกเผ่าใหญ่ได้มารวมตัวกันอีกครั้งเพื่อปรึกษาหารือเกี่ยวกับมาตรการรับมือ
"เฮ้อ ฟ้าเหนือเทือกเขาเทียนหยวนรอบนอก กำลังจะเปลี่ยนไปแล้วสินะ!" บรรพบุรุษขอบเขตเทียนจวินระดับแปดขั้นสูงสุดเอ่ยถอนหายใจ
อีกห้าคนที่เหลือเมื่อได้ยินดังนั้นต่างก็นิ่งเงียบไป พวกเขารู้ซึ้งดีว่าเผ่าโต้วจ้านที่เพิ่งรุ่งเรืองขึ้นมานี้ไม่ธรรมดาเลยจริงๆ
เดิมทีก็ลึกลับยากหยั่งถึงอยู่แล้ว ยามนี้ยังครอบครองวิหารลับระดับเหลืองอีก เกรงว่าความแข็งแกร่งคงจะก้าวล้ำไปอีกขั้น
ขณะที่บรรพบุรุษของสามเมืองใหญ่ก็ได้ทะลวงเข้าสู่ขอบเขตครึ่งก้าวสู่คุยเจินแล้วเช่นกัน เปรียบเสมือนดาบคมที่แขวนอยู่เหนือลำคอของพวกเขา
พวกเขาย่อมรู้ดีว่า ไม่ว่าเผ่าโต้วจ้านจะเป็นฝ่ายชนะ หรือสามเมืองใหญ่จะเป็นฝ่ายชนะ หกเผ่าใหญ่อย่างพวกเขาก็คงไม่มีพื้นที่ให้ยืนอีกต่อไป
และในฐานะที่พวกเขาไม่มีผู้แข็งแกร่งระดับสูงสุดคอยปกปักษ์รักษา เมื่อต้องเผชิญหน้ากับตัวตนระดับครึ่งก้าวสู่คุยเจิน ย่อมไม่มีกำลังพอจะขัดขืนได้เลย
"ทุกท่าน พูดมาตามตรงเถอะ จะรวมตัวกันเพื่อความอยู่รอด หรือจะเลือกเข้าร่วมกับฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเพื่อหวังว่าจะรักษาเผ่าไว้ได้หลังจบศึก หรือว่าจะอพยพทั้งเผ่าหนีไปจากเทือกเขาเทียนหยวนเสีย?"
สิ้นคำถาม ทุกคนต่างนิ่งเงียบไปอีกครั้ง ก่อนจะตามมาด้วยการโต้เถียงอย่างหนัก
การจะให้หนีไปจากเทือกเขาเทียนหยวนนั้นเป็นไปไม่ได้ พวกเขาเติบโตที่นี่มาตั้งแต่เด็ก หากจากไปก็มืดแปดด้าน ยอดฝีมือของเผ่าส่วนใหญ่จึงเอนเอียงไปทางเข้าร่วมกับฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง เพื่อแลกกับการปกป้องเผ่าและชีวิตของตนเอง
แน่นอนว่าสามเมืองใหญ่ต่างก็มีข้อดีข้อเสียต่างกันไป ความเห็นของพวกเขาจึงแตกแยกไม่เป็นเอกภาพ ส่วนฝ่ายเผ่าโต้วจ้านนั้น กลับไม่มีใครเอ่ยถึงเลยแม้แต่คนเดียว เพราะไม่มีใครเชื่อมั่นในเผ่าที่เพิ่งรุ่งเรืองขึ้นมาใหม่นี้
สุดท้าย เมื่อความเห็นไม่ตรงกัน ทุกคนจึงแยกย้ายกันไป
จิ่วฉวนเทียนจวินถอนหายใจออกมาคำหนึ่ง เขาส่ายหน้าพลางมองตามแผ่นหลังของทั้งห้าคนที่เดินจากไปด้วยความรู้สึกดูแคลนในใจ
"พวกหนูพุกสายตาสั้น เข้าร่วมกับสามเมืองใหญ่รึ? พวกนั้นมีอาณาจักรต้าเฉียนหนุนหลัง แถมยังมีบรรพบุรุษขอบเขตครึ่งก้าวสู่คุยเจินนั่งแท่นอยู่ เข้าร่วมกับพวกเขา ใช่ว่าเขาจะเห็นพวกเจ้าอยู่ในสายตา และไม่แน่ว่าในอนาคต ขุมอำนาจของพวกเจ้าอาจจะถูกกลืนกินไปอย่างรวดเร็ว!"
พูดถึงตรงนี้ เขาหยุดนิ่งครุ่นคิดอยู่ครู่ใหญ่ ก่อนจะทอดสายตาไปยังทิศทางของเผ่าโต้วจ้าน
เผ่าจิ่วฉวนของเขา เรียกได้ว่าเป็นเผ่าที่อยู่ใกล้กับเผ่าโต้วจ้านมากที่สุด ดังนั้นเขาจึงรับรู้เรื่องราวของเผ่าโต้วจ้านได้ชัดเจนกว่าใคร
เผ่าขนาดเล็กเผ่าหนึ่งที่เกือบจะถูกทำลาย กลับมียอดฝีมือปรากฏกายขึ้นช่วยเหลืออย่างต่อเนื่อง สังหารกองโจรโลหิตสังหาร สยบสาขาย่อยสำนักอินทรีนภา ผนวกเผ่าเล็กๆ โดยรอบ และยังชิงวิหารลับระดับเหลืองมาได้อีก
ในความทรงจำของเขา เผ่านี้ขอเพียงความแข็งแกร่งถึงระดับหนึ่ง ก็จะมีผู้แข็งแกร่งระดับสูงสุดโผล่มาช่วยเสมอ ความลึกลับพิสดารนี้ทำให้เขาที่ได้รับข่าวคราวถึงกับขวัญผวา
"เหอะ วันนี้บรรพบุรุษอย่างข้าจะขอเสี่ยงดวงดูสักตั้ง ขุมอำนาจที่ลึกลับขนาดนี้ มีหรือที่พวกสุนัขเฝ้าประตูของสามอาณาจักรจะเทียบติด? การส่งถ่านในวันที่หิมะตก ย่อมดีกว่าการประดับดอกไม้บนผ้าไหม"
เมื่อคิดได้ดังนั้น แววตาของเขาก็ฉายประกายแน่วแน่ จากนั้นร่างของเขาก็กลายเป็นลำแสงหายวับไป
ในห้วงเวลานี้เอง ณ สถานที่แห่งหนึ่ง กำลังมีเรื่องราวใหญ่โตเกิดขึ้น
นี่คือดินแดนที่คล้ายกับพื้นที่ปิดขนาดใหญ่ กว้างขวางจนมองไม่เห็นสุดปลายทาง เหนือท้องฟ้ามีเมฆดำหนาทึบม้วนตัวไปมา มีเพียงแสงสว่างรำไรที่ลอดผ่านลงมาเพียงน้อยนิด
เหนือมิตินี้ มีวิหารโบราณที่ดูเหมือนจะเชื่อมต่อกับสรวงสวรรค์ตั้งตระหง่านอยู่ มันดูสง่างาม ยิ่งใหญ่ และเก่าแก่ ทว่าภายในกลับแฝงไว้ด้วยกลิ่นอายแห่งความมืดอันไร้สิ้นสุด
บนจุดสูงสุดของวิหาร มีรูปปั้นอินทรีดำขนาดยักษ์จ้องมองโลกอย่างทรนงและดูแคลนสรรพชีวิต กลิ่นอายของอสูรร้ายยุคดึกดำบรรพ์แผ่ซ่านออกมาปะทะใบหน้า
ยามนี้ ณ จุดหนึ่งในวิหาร ชายชราชุดดำผู้หนึ่งระเบิดโทสะ บีบจดหมายในมือจนแหลกละเอียด
"บัดซบ! ขุมอำนาจที่ไหนไม่รักดี กล้าสังหารหลานชายของข้า ช่างทำให้ข้าโกรธแค้นนัก!"
กลิ่นอายของชายชราเกรี้ยวกราด ทะลวงผ่านชั้นฟ้า พลังอันน่าสะพรึงกลัวและชั่วร้ายถึงขีดสุดพุ่งทะลุเมฆา ประกาศถึงเทวานุภาพอันน่าเกรงขามของชายชราผู้นี้
หากมีใครมาเห็นเข้า ย่อมต้องอุทานออกมาด้วยความตกใจ... ยอดคนขอบเขตเซิงสื่อระดับผนึกโหว!
เหนือขอบเขตคุยเจิน คือขอบเขตเซิงสื่อ (ความเป็นตาย) หยั่งรู้ความเป็นตาย ทลายด่านสวรรค์ ก้าวขึ้นสู่จุดสูงสุด สามารถขนานนามได้ว่าเป็น ยอดคนระดับผนึกโหว (โหวเฉียงเจ่อ)!
"เผ่าโต้วจ้าน เผ่าขนาดใหญ่ที่เพิ่งเลื่อนระดับขึ้นมางั้นรึ? เหอะ สวะ!" กลิ่นอายของชายชรายังคงพลุ่งพล่าน พลังอันไร้ขอบเขตกกระแทกเข้ากับตัววิหารโบราณ
ในที่สุด เขาก็เก็บกักกลิ่นอายของตนลง และเอ่ยกับคนผู้หนึ่งที่อยู่เบื้องล่างว่า "ความแค้นของหลานชายข้าต้องได้รับการชำระ อย่างไรเสียเขาก็ตายเพื่อศาสนาศักดิ์สิทธิ์ของเรา มิฉะนั้น ข้าฉางอิงโหว จะมีหน้าไปยืนอยู่ในดินแดนปักษ์เหนือได้อย่างไร กุ่ยยวี่ เจ้าจงไปเสียเที่ยวหนึ่ง ทั่วทั้งเทือกเขาเทียนหยวน ข้าไม่อยากเห็นมนุษย์หลงเหลืออยู่แม้แต่คนเดียว!"
สิ้นคำสั่ง ยอดฝีมือที่ถูกเรียกนามว่า กุ่ยยวี่ ก็ก้าวออกมาทันที พร้อมประสานมือรับคำ "รับบัญชา!"
จากนั้นเขาไม่เอ่ยคำใดและจากวิหารโบราณไปทันที มีเพียงกลิ่นอายบางส่วนที่เล็ดลอดออกมา เผยให้เห็นร่องรอยของพลังแห่ง "อาณาเขต"
ขอบเขตคุยเจิน แน่นอนไร้ข้อกังขา!