- หน้าแรก
- การอัญเชิญ ข้ามีวีรบุรุษทุกยุคทุกสมัย
- บทที่ 48 เกาซุ่นผู้พิลาศล้ำ เจตจำนงดาบอันไร้ขอบเขต!
บทที่ 48 เกาซุ่นผู้พิลาศล้ำ เจตจำนงดาบอันไร้ขอบเขต!
บทที่ 48 เกาซุ่นผู้พิลาศล้ำ เจตจำนงดาบอันไร้ขอบเขต!
เฉินอู่สั่นสะท้านไปถึงขั้วหัวใจ เขามองไปเบื้องหน้าด้วยความระแวดระวังอย่างยิ่ง เห็นได้ชัดว่าเจตจำนงดาบของเกาซุ่นทำให้เขาต้องรับศึกหนัก
ทว่าเขามิได้เกิดความขี้ขลาด กลับกันเขายังแค่นเสียงดูแคลนว่า "เหอะ เจตจำนงดาบขั้นสมบูรณ์แล้วอย่างไร ต่อหน้าวิทยายุทธ์ระดับปฐพี เจ้าก็มีเพียงทางตายเท่านั้น!"
พูดจบ กลิ่นอายพลังของเฉินอู่ก็พุ่งทะยานขึ้น จากนั้นเขาพุ่งมือข้างหนึ่งออกไป พลังแห่งฟ้าดินอันมหาศาลควบแน่นอยู่ที่ปลายนิ้ว ปรากฏแสงสีแดงฉานดุจโลหิตผุดพรายออกมา
เขามองข่มนภา สายตาจ้องเขม็งไปที่เกาซุ่น ก่อนจะตวาดลั่น "เจ้าหนุ่มบ้านป่า ไม่รู้จักที่ต่ำที่สูง วันนี้ข้าจะให้เจ้าได้รู้ซึ้งถึงอานุภาพของวิทยายุทธ์ระดับปฐพี!"
"ตายซะ! ดัชนีผีสยบฟ้า!" ชั่วพริบตา กลิ่นอายอันมืดมิดก็บีบอัดจนถึงขีดสุด จากนั้นนิ้วยักษ์ที่มีโลหิตไหลซึมก็ปรากฏขึ้น พร้อมกับพลังที่หมายจะบดขยี้มดปลวกพุ่งเข้าสังหารเกาซุ่น
เส้นผมของเกาซุ่นปลิวไสว กลิ่นอายพลังแผ่ซ่าน ประกายในดวงตาควบแน่นเป็นจุดเดียว นั่นคือสภาวะดาบอันไร้ขอบเขตที่กำลังบีบอัดเตรียมระเบิดออก
ในที่สุด เมื่อฝ่ายตรงข้ามซัดท่าสังหารออกมา เขาก็เคลื่อนไหวตาม "จงดูวิชาดาบตระกูลเกาของข้า ทลายฟ้าสยบมังกร ฆ่า!"
ทันใดนั้น เสียงกึกก้องกัมปนาทก็สะเทือนเลื่อนลั่นไปทั่วฟ้าดิน เสียงนั้นประดุจมังกรยักษ์ที่กำลังร่ำไห้คร่ำครวญ
ตามมาด้วยสภาวะดาบอันไร้เทียมทานที่ปรากฏขึ้น พร้อมกับกลิ่นอายอันยิ่งใหญ่ที่พร้อมจะทำลายทุกสรรพสิ่ง ฟาดฟันลงไปเบื้องหน้าอย่างรุนแรง
ตู้ม!
ดาบเดียวออกศึก หมื่นกาลดับสูญ เพียงชั่วพริบตา ดาบยักษ์ที่มาพร้อมกับปราณดาบอันกว้างใหญ่ก็ทะลวงผ่านดัชนีผีสยบฟ้า วิทยายุทธ์ระดับปฐพีที่เฉินอู่นักหนาจนทะลุปรุโปร่ง
คมดาบม้วนบดขยี้ดัชนีผีจนแตกพ่าย จิตสังหารยังไม่ลดรากวาดผ่านความว่างเปล่า สุดท้ายด้วยสภาวะอันเก่าแก่ไร้ขอบเขต มันก็กระแทกเข้าที่ทรวงอกของเฉินอู่อย่างจัง
อั้ก!
เพียงพริบตาเดียว เฉินอู่ก็ถูกบดขยี้จนกระเด็นถอยหลังไปพร้อมกับกระอักเลือดคำโต กลิ่นอายพลังสลายตัวลงสู่จุดต่ำสุดในทันที เห็นได้ชัดว่าเขาได้รับบาดเจ็บสาหัส
เกาซุ่นเก็บดาบอย่างเรียบเฉย การลงดาบเพียงครั้งเดียวสามารถทำร้ายยอดฝีมือในระดับเดียวกันที่ฝึกวิชาขอบเขตปฐพีจนบาดเจ็บสาหัสได้ แต่สีหน้าของเขากลับไม่เปลี่ยนไปเลยแม้แต่น้อย ราวกับว่าคนที่เขาเอาชนะได้นั้นมิใชยอดฝีมือในระดับเดียวกัน
แม้เขาจะเป็นเพียงยอดขุนพลระดับสูง แต่หากวัดกันที่พลังต่อสู้และพรสวรรค์แล้ว เขาไม่ได้ด้อยไปกว่าอัจฉริยะยุคสมัยของพวกตระกูลโบราณในดินแดนศักดิ์สิทธิ์เลยแม้แต่นิด แล้วเขาจะเห็นยอดนักรบในระดับเดียวกันอยู่ในสายตาได้อย่างไร
เมื่อเห็นเฉินอู่ที่บาดเจ็บหนักจนล้มลง มุมปากมีเลือดไหลนอง กลิ่นอายเลือดลมสลายตัว เกาซุ่นก็ส่งเสียงอุทานประหลาดออกมา "ว้าว วิทยายุทธ์ระดับปฐพีช่างร้ายกาจจริงๆ!"
เฉินอู่ที่เดิมทีใบหน้าแดงก่ำและไอเป็นเลือดอยู่แล้ว เมื่อถูกเกาซุ่นเยาะเย้ยถากถางเช่นนั้น สีหน้าก็เปลี่ยนไปทันที โทสะพุ่งปรี๊ดจนไม่อาจอดกลั้น พ่นเลือดออกมาเต็มฟ้าอีกคำหนึ่ง
"พรวด!"
จากนั้นเขาใช้นิ้วอันสั่นเทาชี้ไปที่เกาซุ่น "เจ้า... เจ้าเป็นใครกันแน่ เผ่าเล็กๆ เช่นนี้ ไฉนจึงมียอดฝีมือที่แข็งแกร่งถึงเพียงนี้อยู่ได้!"
ยามนี้เกาซุ่นเก็บรอยยิ้มลง ไม่พูดพร่ำทำเพลง เดินเข้าไปในระยะสิบเมตรแล้วตวัดดาบออกไป "ไปถามต่อในนรกเถอะ!"
สิ้นคำพูด ดาบหนึ่งสายถูกฟาดออกไป ปราณดาบอันไร้ขอบเขตควบแน่นเป็นหนึ่งเดียว ความเฉียบคมนั้นทำให้ผู้พบเห็นถึงกับหนังหัวชา
สุดท้าย ยอดฝีมือขอบเขตเทียนจวินระดับหก ก็ต้องจบชีวิตลงภายใต้คมดาบของเกาซุ่นเช่นนี้เอง
เกาซุ่นไม่รีรอ บั่นศีรษะของเฉินอู่มาไว้ในมือ จากนั้นก็มุ่งหน้าเดินทางกลับเผ่าโต้วจ้าน
นี่เป็นหนึ่งในกลอุบายของฝางเสวียนหลิง เขารู้ดีว่าเมื่อเหล่าผู้วางเพลิงหนีไป เมืองอวี้เฟิงที่กำลังเดือดดาลย่อมไม่อยู่เฉยและต้องส่งคนตามล่าแน่นอน
ไม่เพียงเท่านั้น บรรพบุรุษขอบเขตครึ่งก้าวสู่คุยเจินแห่งเมืองอวี้เฟิงย่อมไม่กล้าปลีกตัวออกมา เพราะเขาจำเป็นต้องนั่งแท่นบัญชาการเพื่อเป็นหลักชัยในยามที่ทั้งเมืองกำลังวุ่นวายและขวัญเสียเช่นนี้
และหากไม่มีตัวตนระดับครึ่งก้าวสู่คุยเจินปรากฏตัว ต่อให้เป็นบรรพบุรุษขอบเขตเทียนจวินระดับแปดขั้นสูงสุดมาเอง ด้วยความสามารถของเกาซุ่นในระดับเทียนจวินระดับหก เขาก็ไม่มีความเกรงกลัว เพียงแค่ต้องเปลืองแรงมากกว่าเดิมอีกนิด ก็สามารถปลิดชีพอีกฝ่ายได้เช่นกัน
แน่นอนว่าปัญหาไม่ได้เกิดขึ้นเพียงที่เมืองอวี้เฟิงเท่านั้น อีกสองเมืองที่อยู่ใกล้เคียงก็เกิดความโกลาหลขึ้นในช่วงเวลาเดียวกัน
ยามนี้สามเมืองใหญ่ตกอยู่ในความวุ่นวาย เสียงร้องไห้ระงมไปทั่วทั้งเมือง แสงเพลิงเจิดจ้าอาบย้อมนภาไปครึ่งซีก
อีกสองเมืองที่เหลือก็ทำเช่นเดียวกับเมืองอวี้เฟิง คือส่งคนออกตามล่า ทว่าคนที่พวกเขาต้องเผชิญหน้ากลับเป็นจางเลี่ยวและเก้าเนี้ย
ยิ่งไปกว่านั้น คนที่พวกเขาส่งออกมามิใช่ยอดฝีมือเทียนจวินระดับหก แต่เป็นบรรพบุรุษขอบเขตเทียนจวินระดับสองและสาม โดยแต่ละเมืองส่งออกมาเมืองละสองคน
ซึ่งทั้งหมดนี้ล้วนถูกจางเลี่ยวและเก้าเนี้ยเก็บเกี่ยวชีวิตไปจนสิ้น
ยามนี้จากเดิมที่สามเมืองใหญ่มีตัวตนระดับเทียนจวินรวมกันสิบแปดท่าน บัดนี้เพิ่งจะสูญเสียไปถึงหกท่าน ช่างน่าเวทนายิ่งนัก
ปัจจุบันสามเมืองใหญ่มีการป้องกันที่แน่นหนา และกำลังเร่งแต่งตั้งแม่ทัพนายกองกันอย่างวุ่นวาย คาดว่าอย่างมากที่สุดภายในครึ่งเดือนย่อมจะสามารถเคลื่อนทัพออกมาได้อีกครั้ง
ในขณะเดียวกัน ณ เผ่าโต้วจ้าน ฉินมู่มองฝางเสวียนหลิงด้วยสายตาชื่นชม สมแล้วที่เป็นผู้ร่วมกอบกู้แผ่นดินเคียงข้างจักรพรรดิหลี่เอ้อ (หลี่ซื่อหมิน) และเป็นผู้อยู่เบื้องหลังเหตุการณ์ประตูเสวียนอู่ เพียงแค่ใช้อุบายเล็กน้อย ก็สามารถทำให้ศัตรูบาดเจ็บล้มตายอย่างหนักและวุ่นวายไปทั้งแถบ
และที่สำคัญ ฝางเสวียนหลิงเป็นขุนนางฝ่ายพลเรือน มิใช่ที่ปรึกษาศึก (กุนซือ) โดยตรง ฉินมู่เริ่มจินตนาการไม่ออกแล้วว่า หากเป็นระดับกุนซือจะร้ายกาจเพียงใด
"ครั้งนี้ต้องขอบคุณกลอุบายของเสวียนหลิงจริงๆ ที่ช่วยยื้อเวลาให้เผ่าโต้วจ้านของเราได้อีกครึ่งเดือน เวลาเพียงครึ่งเดือนนี้เพียงพอที่จะทำให้ความแข็งแกร่งของเผ่าเราเพิ่มขึ้นหลายเท่าตัว"
ฝางเสวียนหลิงลูบเคราเบาๆ และยิ้มอย่างถ่อมตัว "นายท่านกล่าวเกินไปแล้ว!"
เวลาครึ่งเดือนหลังจากนั้น ความแข็งแกร่งของเผ่าโต้วจ้านเพิ่มพูนขึ้นทุกวัน จำนวนประชากรก็เพิ่มขึ้นอีกสองแสนคน
นอกเหนือจากหน่วยทหารที่ติดมากับสามยอดขุนพลแล้ว บนรากฐานของกองทัพโต้วจ้านหนึ่งแสนนาย ยังได้มีการเพิ่มหน่วยรบขึ้นมาอีกห้าหมื่นนาย
แน่นอนว่าหน่วยรบห้าหมื่นนายนี้ ฉินมู่ไม่ได้ตั้งใจจะส่งไปแนวหน้า แต่เตรียมไว้สำหรับเฝ้าขุมกำลังส่วนหลัง
ปัจจุบัน กองทัพม้าขาว, ค่ายกลยุทธ์ทำลายล้าง, องครักษ์เซียวเหยา รวมถึงเหล่ายอดเยาวชนที่ฝางเสวียนหลิงและเก้าเนี้ยฝึกฝนมา ต่างก็ก้าวเข้าสู่ขอบเขตเทียนเหรินกันหมดแล้ว
และในเวลานี้นี่เองที่พรสวรรค์ของแต่ละคนเริ่มแสดงผลออกมาให้เห็น
บางคนบำเพ็ญเพียรก้าวหน้าประดุจเดินทางพันลี้ในวันเดียว จนเข้าสู่ขอบเขตเทียนเหรินขั้นต้นระดับสูงสุด หรือแม้กระทั่งขอบเขตเทียนเหรินขั้นกลางในเวลาอันรวดเร็ว ในขณะที่บางคนยังคงย่ำอยู่กับที่ในระดับเทียนเหรินขั้นต้น
ผลลัพธ์นี้ทำให้ฉินมู่ตระหนักได้ว่า คนที่เขาอัญเชิญมาเหล่านี้ล้วนเป็นผู้ที่มีเลือดเนื้อและสืบสายเลือดจากแดนอารยธรรมเหยียนหวง ทำให้เขาให้ความสำคัญกับคนเหล่านี้มากยิ่งขึ้นไปอีก