- หน้าแรก
- การอัญเชิญ ข้ามีวีรบุรุษทุกยุคทุกสมัย
- บทที่ 21 จางเหลียวผู้ห้าวหาญ!
บทที่ 21 จางเหลียวผู้ห้าวหาญ!
บทที่ 21 จางเหลียวผู้ห้าวหาญ!
"อาจารย์!" หญิงสาวผู้นั้นนัยน์ตาสั่นระริก ในที่สุดหยาดน้ำตาก็ร่วงหล่นลงมาจนได้
หลังจากนั้น หญิงสาวได้ฝังร่างของชายชราไว้ใต้กระท่อมหญ้า ก่อนจะทะยานร่างขึ้นสู่สรวงสวรรค์ ยืนตระหง่านอยู่กลางเวหาด้วยเท้าเปล่า
เธอกวาดสายตามองไปรอบๆ ด้วยความอาลัยอาวรณ์ยังสถานที่ที่เธอใช้ชีวิตมานานหลายปี จากนั้นถุงมือสีขาวประดุจหยกคู่หนึ่งก็ปรากฏขึ้นบนมือ
เธอไม่ลังเลแม้แต่น้อย สองมือประสานอินร่ายมหาเวท อักขระวิถีอันลึกล้ำและพิศวงนับไม่ถ้วนปรากฏขึ้น แล้วประทับลงไปยังขุนเขาแห่งนั้น
ชั่วพริบตา ฟ้าดินพลันสั่นสะเทือน พลังปราณวิญญาณอันไร้ขอบเขตพุ่งพล่านมารวมตัวกันที่นี่ ราวกับสายธารปราณวิญญาณสายใหญ่
ทันใดนั้น พร้อมกับเสียงตวาดแผ่วเบาของหญิงสาว ขุนเขาทั้งลูกก็สั่นไหวอย่างรุนแรงก่อนจะถล่มครืนลงมา พื้นดินสั่นสะเทือนเลื่อนลั่นประดุจมังกรพลิกตัว ทำเอาเหล่าปักษาและสัตว์ป่าในบริเวณรอบด้านต่างพากันวิ่งหนีตายออกไปจากที่นี่อย่างบ้าคลั่ง
เห็นได้ชัดว่า หญิงสาวต้องการฝังกลบสถานที่แห่งนี้ไปตลอดกาล เพื่อมิให้ผู้ใดมารบกวนการหลับใหลชั่วนิรันดร์ของอาจารย์เธอ
เมื่อทุกอย่างสิ้นสุดลง หญิงสาวก็ทะยานร่างหายไปในขอบฟ้า มุ่งหน้าไปยังทิศทางที่อาจารย์ของเธอได้ชี้แนะไว้
ภาพเหตุการณ์นี้ หากคนธรรมดามาเห็นเข้าย่อมต้องตกตะลึงจนขวัญหนีดีฝ่อ
พลังของคนเพียงคนเดียวกลับทำลายขุนเขาได้ทั้งลูก อีกทั้งยังสามารถเหาะเหินเดินอากาศได้ พลังเช่นนี้คนทั่วไปย่อมไม่อาจเอื้อมถึง
เทียนเหรินงั้นหรือ? ไม่ใช่! แม้แต่ระดับเทียนจวินก็ยังไม่อาจทำเรื่องเช่นนี้ได้
ระดับบำเพ็ญเพียรของหญิงสาวผู้นี้ มีความเป็นไปได้สูงว่า... เธอเข้าสู่ "ขอบเขตส่องสัจธรรม" (คุยเจิน) แล้ว!
นับตั้งแต่หญิงสาวจากไป ก็ไม่มีสิ่งมีชีวิตใดกล้าย่างกรายเข้าไปในซากขุนเขาที่ถล่มทลายแห่งนั้นอีกเลยเป็นเวลานานแสนนาน
...
กาลเวลาหมุนผ่าน เช้าวันถัดมา ดวงตะวันค่อยๆ เคลื่อนสูงขึ้น แสงแดดอันร้อนแรงสาดส่องลงสู่ผืนปฐพี
ภายในเผ่าเซางี ผู้คนมากมายต่างตื่นขึ้นมาแล้ว พวกเขาเริ่มฝึกยุทธ์ เตรียมอาหาร และปัดกวาดเช็ดถู
เพื่อนบ้านตามท้องถนนต่างทำงานไปพลางสนทนาถึงเรื่องสงครามไปพลาง
หลายคนต่างกล่าวว่า ท่านหัวหน้าเผ่าและท่านอาวุโสใหญ่ร่วมมือกันออกศึก ฝ่ายตรงข้ามย่อมไร้ทางต่อต้าน เมื่อกองทัพใหญ่กลับมาคราวนี้ คงจะได้ทาสและผู้หญิงกลับมาอีกมหาศาล
ไม่มีใครสักคนที่คิดว่าเผ่าเซางีของพวกเขาจะพ่ายแพ้ พวกเขาต่างเต็มเปี่ยมไปด้วยความเชื่อมั่นในตัวหัวหน้าเผ่าของตน
กระทั่งหลายคนยังแอบวาดฝันว่า ครั้งนี้ครอบครัวของตนจะได้รับส่วนแบ่งเป็นผู้หญิงกี่คน และทาสอีกกี่คน
ทว่า ในขณะที่ทุกคนกำลังยิ้มแย้มแจ่มใสและสนทนากันอย่างออกรส ทันใดนั้น ภายในศาลบรรพชนของเผ่ากลับมีเสียงร้องคำรามของอินทรียักษ์ดังกึกก้องขึ้นมา
เสียงนั้นแหลมคมทิ่มแทงโสตประสาท ราวกับจะเจาะทะลุแก้วหูของทุกคน
เกือบทุกคนถึงกับชะงักงันไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเริ่มขยับตัวและตะโกนก้องพร้อมกัน "เร็วเข้า! หยิบอาวุธขึ้นมา ศัตรูบุก!"
"เร็ว! ไปที่หน้าประตูเผ่า ต้านทานศัตรูไว้!"
ทุกครัวเรือน ชายฉกรรจ์ต่างถือกระบี่หินและดาบกระดูก พุ่งตรงไปยังประตูใหญ่
ยังไม่ทันที่พวกเขาจะขยับไปได้ไกล ภายในศาลบรรพชน อินทรียักษ์ขนาดยี่สิบเมตรตัวหนึ่งก็ทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า แผ่อานุภาพระดับเทียนเหรินขั้นสูงสุดออกมาอย่างไม่หยุดยั้ง สั่นสะเทือนเลื่อนลั่นไปทั่วหล้า
อินทรียักษ์กลายเป็นลำแสงสีดำพุ่งวูบเดียวไปปรากฏตัวที่หน้าประตูเผ่า
คนในเผ่าเห็นดังนั้นก็ใจหายวาบ รู้ดีว่าในเมื่อ "เทพสถิต" (จี้หลิง) ลงมือด้วยตนเองเช่นนี้ คู่ต่อสู้ในครั้งนี้ย่อมไม่ธรรมดาแน่นอน
ครั้นเมื่อพวกเขาถืออาวุธวิ่งมาถึงหน้าประตูเผ่าและได้เห็นภาพเบื้องหน้า ทุกคนต่างก็ต้องชงักไปตามๆ กัน!
เพราะสิ่งที่ปรากฏแก่สายตา มีเพียงกองทหารม้าหนึ่งพันนาย และทหารราบที่ดูเหมือนจะมีไม่ถึงห้าพันนาย
พวกเขารู้สึกประหลาดใจยิ่งนัก กองกำลังที่ดูเหมือนมาจากเผ่าขนาดเล็กเช่นนี้ เหตุใดจึงกล้ามาท้าทายเผ่าขนาดกลางที่ค่อนข้างแข็งแกร่งอย่างพวกเขา ใครเป็นคนมอบความกล้าบ้าบิ่นนี้ให้กัน?
แต่เมื่อพวกเขาเห็นจางเหลียวที่เป็นผู้นำทัพ และสัตว์อสูรพาหนะระดับเทียนเหรินที่เขาควบขี่อยู่ พวกเขาก็เริ่มคาดเดาได้ทันที
ยามนี้ในเผ่าไม่มียอดฝีมือระดับเทียนเหรินอยู่เลย การที่เทพสถิตอินทรียักษ์ต้องออกโรงเองจึงเป็นเรื่องปกติ
ในขณะนี้ อินทรียักษ์สัมผัสได้ถึงกลิ่นอายแห่งความตายของเซางูบนตัวจางเหลียว รวมถึงกลิ่นอายของลูกหลานมัน ย่อมรู้แจ้งทันทีว่าพวกนั้นล้วนตายด้วยน้ำมือของชายผู้นี้
เพียงพริบตาเดียว ดวงตาของอินทรียักษ์ก็เปลี่ยนเป็นสีแดงฉาน ปีกมหึมาโบกสะบัดสร้างพายุหมุนเข้าจู่โจม ตามมาด้วยเสียงแผดร้องกึกก้องขณะที่มันพุ่งเข้าใส่จางเหลียว
จางเหลียวมีแววตาดุจพญามังกร ดวงตาเสือเต็มไปด้วยจิตวิญญาณแห่งการต่อสู้ เมื่อเห็นอินทรียักษ์ลงมือ เขาก็ตะโกนก้อง "ดี! ไอ้สัตว์เดรัจฉาน มาลองดีกันหน่อย!"
จากนั้น จางเหลียวก็ไม่รอช้า จิตสังหารพุ่งพล่าน ง้าวตะขอในมือแผ่อานุภาพการรบแห่งสรวงสวรรค์ออกมาอย่างไร้ขีดจำกัด ฟาดฟันไปทั่วทุกทิศทางสั่นสะเทือนถึงนิรันดร์
รังสีง้าวอันไพศาลพุ่งทะยาน จางเหลียวแผ่อำนาจประหนึ่งเทพสงครามจากยุคบรรพกาล กลิ่นอายอันเก่าแก่และโอหังนั้นพุ่งเข้าใส่ศัตรูโดยตรง
ตูม~!
ประกายง้าวฟาดลงบนร่างของอินทรียักษ์ กดดันจนมันต้องถอยกรูดไป
ยามนี้ ด้วยการเสริมพลังจากการควบขี่ม้าอสูรเจียวหม่าระดับเทียนเหริน จางเหลียวในระดับเทียนเหรินขั้นปลายย่อมต้านทานอินทรียักษ์ที่มีพลังระดับครึ่งก้าวสู่เทียนจวินได้อย่างไม่ยากเย็นนัก
อินทรียักษ์โบกสะบัดปีกอย่างบ้าคลั่ง โทสะของสัตว์ร้ายบรรพกาลพุ่งปรี๊ด ขนบนปีกตั้งชันราวกับดาบเหล็กกล้านับพันเล่ม พุ่งเข้าเข่นฆ่าจางเหลียว
จางเหลียวที่กดดันฝ่ายตรงข้ามได้ยิ่งมีอานุภาพดุดันขึ้น แววตาเปล่งประกายเจิดจ้า "ฮ่าๆ สาใจนัก! วันนี้ข้าจะเด็ดหัวเจ้าไปถวายนายท่าน ให้เป็นเรื่องเล่าขานสืบไป!"
อินทรียักษ์มีชีวิตมาหลายสิบปี ย่อมมีสติปัญญารู้ความ เมื่อได้ยินคำของจางเหลียวก็เดือดดาลจนถึงขีดสุด เปลวเพลิงแห่งความชั่วร้ายพุ่งพล่าน ดวงตาจับจ้องเพียงจางเหลียวพร้อมจิตสังหารเข้มข้น
จางเหลียวไร้ซึ่งความหวาดกลัว หนึ่งคนหนึ่งอินทรีเริ่มเปิดฉากห้ำหั่นกันอย่างดุเดือด!