- หน้าแรก
- กลยุทธ์การพิชิตหอคอยฉบับคนกาก
- บทที่ 13 เผชิญหน้านอกหอคอย (1)
บทที่ 13 เผชิญหน้านอกหอคอย (1)
บทที่ 13 เผชิญหน้านอกหอคอย (1)
ช่วงบ่ายของวันถัดมา
บงจูฮยอกเดินทางกลับมายังร้านค้าเพลเยอร์ของสำนักงานจัดการผู้ปลุกพลังแห่งหอคอยทมิฬอีกครั้ง
เขาใช้เวลาครุ่นคิดอย่างหนักมาตลอดทั้งคืน
จะลองเอาจริงดูสักตั้งดีไหมนะ?
ในเมื่อกระโจนเข้ามาในวงการนี้แล้ว การลองทดสอบขีดจำกัดพรสวรรค์ของตัวเองดูก็น่าจะไม่เลวเหมือนกัน
อันที่จริง เขาก็พอจะเดาเหตุผลออกว่าทำไมตัวเองถึงมีความคิดแบบนี้ได้
มอนสเตอร์เป็นสิ่งที่น่าหวาดกลัว รูปลักษณ์ภายนอกของพวกมันก็น่าเกลียดน่ากลัวอยู่แล้ว แถมถ้าพลาดพลั้งขึ้นมาก็อาจถึงขั้นสละชีวิตได้เลย
แต่ทว่าเมื่อต้องเผชิญหน้ากันบ่อยเข้า ความหวาดกลัวที่เคยมีก็เริ่มเจือจางลงไปมาก
ยิ่งไปกว่านั้น ทุกครั้งที่เลเวลอัป ความสามารถในการต่อสู้ก็เพิ่มสูงขึ้น แถมยังมีทั้งรางวัลพิเศษและพรรคพวกที่พึ่งพาได้คอยเคียงข้าง
ความขี้ขลาดของบงจูฮยอกนั้น มีรากฐานมาจากความยากลำบากในการสานสัมพันธ์กับผู้คน ความกลัวที่ได้รับจากมนุษย์ด้วยกัน กับความกลัวที่ได้รับจากมอนสเตอร์ มันช่างมีลักษณะเฉพาะที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง
เขาไม่จำเป็นต้องมานั่งเดาใจมอนสเตอร์
จะไปอยากรู้ทำไมว่าไอ้พวกมอนสเตอร์มันคิดยังไงกับเขากันล่ะ?
ไม่เห็นจะต้องคอยระแวดระวังสายตาหรือเกรงใจมอนสเตอร์เวลาจะลงมือทำอะไรเลยสักนิด
จะไปผูกมิตรเป็นเพื่อนซี้กับมอนสเตอร์หรือไง?
ไม่จำเป็นต้องมานั่งปวดหัวคิดหาวิธีตีสนิท ไม่ต้องเดาว่าไอ้ตัวนั้นมันชอบหรือเกลียดอะไร
ไม่ใช่ความสัมพันธ์ที่ต้องมานั่งพิมพ์ข้อความแล้วลบทิ้งซ้ำๆ เพราะกลัวว่าอีกฝ่ายจะคิดยังไง ไม่ต้องมาคอยพะวงเรื่องการเลือกใช้เครื่องหมายพิเศษหรืออีโมติคอนให้วุ่นวาย
แล้วก็ไม่ต้องมานั่งกระวนกระวายใจว่าทำไมตัวเลขแจ้งเตือนคนอ่านถึงยังไม่หายไป หรือพอตัวเลขหายไปแล้วทำไมหมอนั่นถึงอ่านแล้วไม่ยอมตอบ
มอนสเตอร์นั้นเป็นอะไรที่เข้าใจง่ายและตรงไปตรงมา ถึงจะดูน่ากลัวไปบ้าง แต่ความสัมพันธ์ระหว่างเขากับพวกมันก็มีแค่การเจอหน้าแล้วทุบหัวแบะให้แหลกคามือก็เท่านั้นเอง
การปีนป่ายหอคอยมันใช่การเข้าสังคมซะที่ไหนล่ะ?
ไม่ใช่สักหน่อย!
ด้วยเหตุผลประการฉะนี้ อย่างน้อยๆ เวลาที่อยู่ในหอคอยทมิฬ เขาก็สามารถสลัดความขี้ขลาดทิ้งไปได้อย่างหมดจด
เขาทำได้แน่
ชายชาตรีผู้แข็งแกร่งแห่งหอคอยทมิฬ
แต่ถ้าคิดจะเอาจริงเอาจังล่ะก็ ลำพังแค่มีบาเรียพลังงานอย่างเดียวคงไม่พอแน่
ยิ่งไต่ขึ้นไปชั้นสูงมากเท่าไหร่ พลังโจมตีของมอนสเตอร์ก็จะยิ่งทวีความรุนแรงมากขึ้นเท่านั้น หากมัวแต่ชะล่าใจพึ่งพาแค่บาเรียคุ้มกัน มีหวังได้เจ็บตัวหนักจนถึงขั้นสิ้นชื่อแน่
‘ร้านขายโล่มันอยู่ตรงไหนหว่า... อ๊ะ! อยู่นั่นไง’
ถ้าเอามาใช้คู่กับบาเรียพลังงานก็น่าจะเข้ากันได้พอดิบพอดี แถมยังน่าจะช่วยเสริมพลังซึ่งกันและกันได้อีกต่างหาก
‘ว่าแต่ทำไมวันนี้คนถึงได้พลุกพล่านนักล่ะเนี่ย?’
ตอนที่เขามาเหยียบที่นี่ครั้งแรก ไม่เห็นจะมีลูกค้าสักคนเลยนี่นา เหล่าเพลเยอร์เดินขวักไขว่เลือกซื้อไอเทมกันให้ควั่กไปหมด
‘รีบซื้อแล้วรีบกลับบ้านดีกว่า’
ในระหว่างที่กำลังเดินมุ่งหน้าไปยังร้านขายอุปกรณ์ป้องกันนั้นเอง บงจูฮยอกก็พลันนึกถึงคำเตือนของจอห์น โกซัคเมื่อวานนี้ขึ้นมา
[คุณจะเริ่มรู้สึกสนุกสนานไปกับการต่อสู้มากขึ้นเรื่อยๆ]
[ความมั่นใจในตัวเองก็จะยิ่งพุ่งสูงขึ้นตามไปด้วย]
[และนั่นจะทำให้ระดับความเสี่ยงเพิ่มขึ้นเป็นเงาตามตัว]
ทุกถ้อยคำล้วนเป็นความจริงแท้แน่นอน
แต่มันช่างเป็นความขัดแย้งที่น่าขันเหลือเกิน ทั้งที่หวาดกลัวแท้ๆ แต่ลึกๆ กลับโหยหาการต่อสู้อย่างประหลาด
โลกนี้มันช่างคาดเดาไม่ได้เลยจริงๆ ใครจะไปคิดล่ะว่าเขาจะเปลี่ยนไปได้ถึงขนาดนี้?
ถ้าพ่อมาเห็นคงได้ช็อกตาตั้ง ส่วนน้องชายก็คงอ้าปากค้างจนแมลงวันบินเข้าปากได้เป็นฝูงแน่
‘เราเองก็เติบโตขึ้นมากเหมือนกันแฮะ’
ไอ้หนุ่มขี้แพ้แสนขี้ขลาดคนนั้น คนที่มีคติประจำใจคือการใช้ชีวิตให้เรียบง่ายและยืนยาวที่สุดแท้ๆ แต่ตอนนี้มันสายเกินกว่าจะหันหลังกลับเสียแล้ว
วินาทีนี้ ภายในหัวของบงจูฮยอกอัดแน่นไปด้วยภาพการปะทะอันแสนสั้นกับก็อบลินนักฆ่า
‘อยากจะลองลุยดูอีกสักรอบจัง’
เขาเข้าใจถึงความหวังดีของจอห์น โกซัคที่คอยเป็นห่วงเป็นใย
หมอนั่นเคยเล่าว่าตัวเองเคยมีอดีตผู้อัญเชิญมาก่อน แต่สุดท้ายก็ต้องมาจบชีวิตลง
บางทีจอห์น โกซัคอาจจะเห็นความตายของผู้อัญเชิญคนนั้นด้วยตาตัวเองเลยก็ได้ ความรู้สึกผิดที่เกาะกินหัวใจจากการที่ไม่สามารถปกป้องอดีตเจ้านายไว้ได้ ก่อเกิดเป็นความมุ่งมั่นอันแรงกล้าว่าจะต้องปกป้องผู้อัญเชิญคนปัจจุบันเอาไว้ให้จงได้
เพราะแบบนั้นล่ะมั้ง พอเห็นว่าเขากำลังจะทำเรื่องเสี่ยงอันตราย หมอนั่นถึงได้มีปฏิกิริยาต่อต้านรุนแรงเกินกว่าเหตุ
‘ถ้าเป็นไปได้ก็อยากจะทำตามที่บอกอยู่หรอกนะ...’
แต่เขาเบื่อหน่ายกับการใช้ชีวิตแบบหลบๆ ซ่อนๆ เต็มทนแล้ว
นี่คือโอกาสทองที่จะได้เปลี่ยนแปลงตัวเอง
‘ทำไมฉันถึงจะมีความมั่นใจในตัวเองบ้างไม่ได้ล่ะ?’
นับแต่นี้เป็นต้นไป เขาจะกลายเป็นคนใหม่ จะสยายปีกโบยบิน ก้าวข้ามจากไอ้หนุ่มขี้แพ้ไปสู่ยอดชายชาตรีให้จงได้
เอาล่ะ!
บงจูฮยอกคนเมื่อวานได้ตายไปแล้ว จะเหลือก็เพียงบงจูฮยอกคนใหม่ในวันนี้เท่านั้น
บงจูฮยอกก้าวเดินอย่างห้าวหาญ ยืดอกพกความมั่นใจเต็มเปี่ยมไปหยุดยืนอยู่เบื้องหน้าร้านขายอุปกรณ์ป้องกัน
“ยินดีต้อนรับค่ะ คุณเพลเยอร์ กำลังมองหาสินค้าตัวไหนอยู่ แจ้งได้เลยนะคะ”
“...ค-ครับ?”
พนักงานขายประจำร้านดันแจ็คพอตเป็นพนักงานผู้หญิงซะงั้น
“เอ่อ... ค-คือว่า... ผ-ผม...”
“โฮะๆๆ หากไม่ทราบชื่ออุปกรณ์ล่ะก็ แค่ใช้นิ้วชี้เอาก็ได้นะคะ”
“ล-โล่ครับ...”
“แหม กำลังมองหาโล่อยู่นี่เอง ให้ดิฉันช่วยเลือกให้สักอันดีไหมคะ?”
“...ค-ครับผม”
โอย ให้ตายสิ เขาไม่กล้าสบตาเธอเลย
ยอดชายชาตรีบ้าบออะไรกัน ถุยชีวิต!
“ชิ้นนี้เป็นยังไงคะ? เป็นโล่สี่เหลี่ยมขนาดใหญ่ที่หลอมขึ้นจากโลหะผสมระหว่างโอริฮารุกอนกับเซคโทเนียมค่ะ ใหญ่สะใจดีไหมคะ? แถมยังมีฟังก์ชันซ่อมแซมตัวเองอัตโนมัติด้วยนะคะ ไม่ต้องเสียเวลาเอาไปซ่อมเลยค่ะ”
“...ร-ราคาเท่าไหร่หรือครับ?”
“ขอแค่หนึ่งร้อยล้านวอนก็พอค่ะ อย่างที่ทราบกันดีว่านี่เป็นราคาที่คิดแค่ค่าวัตถุดิบเท่านั้นเองนะคะ”
“เอ่อ... ส-สำหรับผมแล้ว มันดูจะหนักเกินไปหน่อย... แถมยังพ-แพงด้วย... ถ้ามีแค่อันนี้ก็คงช่วยไม่ได้...”
ประสาทจะแดกตายอยู่แล้ว ทำไมจู่ๆ ถึงได้ลิ้นพันกันพูดไม่ออกแบบนี้เนี่ย?
“อ๊ะ! งั้นชิ้นนี้น่าจะเหมาะนะคะ เป็นโล่กลมสวมมือที่หลอมจากโลหะผสมระหว่างอดามันเทียมกับเซคโทเนียมค่ะ ขนาดกะทัดรัด น้ำหนักเบา และแน่นอนว่ามีฟังก์ชันซ่อมแซมตัวเองอัตโนมัติเช่นกันค่ะ”
โอ้!
ชิ้นนี้ดูเข้าท่าแฮะ
รูปทรงกลมมน ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางเลยสามสิบเซนติเมตรมานิดหน่อย เป็นโล่สวมมือขนาดเล็กที่ออกแบบมาให้สอดแขนข้างเดียวเข้ากับที่จับเพื่อใช้งาน
ถูกใจใช่เลย ดีไซน์มันช่างเข้าคู่กับกระบองเมซจนแทบจะเรียกได้ว่าเป็นเซตเดียวกันเลยทีเดียว
“...ราคาเท่าไหร่ครับ?”
“สี่สิบล้านวอนค่ะ”
“ผ-ผ่อนชำระ...”
“สามารถทำได้ค่ะ ทางเรามีบริการหักยอดชำระจากเงินที่ได้จากการขายผลึกมานาด้วยนะคะ”
“...ตกลงซื้อครับ”
“ขอบพระคุณมากค่ะ!”
การทำรายการผ่อนชำระเสร็จสิ้นลงด้วยการทาบฝ่ามือลงบนเครื่องแสกน
ติ๊ด!
ในที่สุดก็ได้มาครอบครองจนได้
คราวนี้ล่ะ ส่วนผสมทุกอย่างถึงจะลงตัวเสียที
มือขวาถือกระบองเมซ
มือซ้ายสวมโล่กลม
‘ถึงจะต้องใช้เวลาผ่อนจ่ายนานหน่อยก็เถอะ...’
เอาเถอะ เดี๋ยวก็คงหาเงินมาโปะได้หมดเองแหละ
ว่าแต่ การมายืนปั้นจิ้มปั้นเจ๋อคุยกับพนักงานหญิงแบบนี้ มันสูบพลังงานชีวิตยิ่งกว่าการไปฟาดฟันกับพวกก็อบลินเสียอีก
เขาจ้ำอ้าวสาวเท้าเดินมุ่งหน้าตรงไปยังทางออกอย่างรวดเร็ว
รีบกลับบ้านดีกว่า
การได้ทิ้งตัวลงนอนที่บ้านนั่นแหละคือการพักผ่อนที่แท้จริง
ทว่าในวินาทีนั้นเอง!
“สวัสดีครับ”
จู่ๆ ก็มีชายแปลกหน้าคนหนึ่งเดินเข้ามาทักทายบงจูฮยอก
หมอนี่ใครวะ?
“คุณเองก็เป็นเพลเยอร์ใช่ไหมครับ? ฮ่าๆๆ ผมเองก็เป็นเพลเยอร์เหมือนกันครับ”
ก็คงงั้นแหละ
คนที่สามารถก้าวเท้าเข้ามาในสถานที่แห่งนี้ได้ ถ้าไม่ใช่เพลเยอร์ก็คงเป็นเจ้าหน้าที่ของสำนักงานจัดการฯ เท่านั้นแหละ
“ยินดีที่ได้รู้จักครับ ผมชเวโฮซอกครับ”
ชายแปลกหน้ายื่นมือเข้ามาขอจับมือทักทายอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย ขืนปฏิเสธไปก็คงจะดูเสียมารยาท บงจูฮยอกจึงยอมยื่นมือออกไปจับด้วยความจำใจ
“...บงจูฮยอกครับ”
“ฮ่าๆๆ คุณจูฮยอกนี่เอง ผมแวะเวียนมาที่ร้านนี้อยู่ทุกวัน แต่เพิ่งเคยเห็นหน้าคุณเป็นครั้งแรก เลยอยากจะเข้ามาทำความรู้จักกันไว้น่ะครับ”
“อ้อ ครับๆ ผมเพิ่งมาที่นี่เป็นครั้งที่สองเองครับ”
“อ๋อ อย่างนี้นี่เอง ถ้าไม่เป็นการเสียมารยาทจนเกินไป ไม่ทราบว่าตอนนี้ปีนหอคอยไปถึงชั้นไหนแล้วหรือครับ? ส่วนตัวผมกำลังไต่ระดับอยู่แถวๆ ชั้นที่สามสิบกว่าครับ”
โอ้โห พวกเลเวลสูงปรี๊ดเลยนี่หว่า
“...เอ่อ ของผมยังอยู่แค่แถวๆ ชั้นสิบกว่าเองครับ”
“อ่าฮะ ท่าทางจะเพิ่งได้รับการปลุกพลังเป็นเพลเยอร์ได้ไม่นานล่ะสิ ถ้าหากว่าระหว่างการเคลียร์หอคอยมีปัญหาหรือเจอเรื่องติดขัดตรงไหน ก็มาปรึกษาผมได้ตลอดเลยนะครับ ผมยินดีตอบทุกคำถามเลย”
ช่างเป็นท่าทีที่ดูเป็นมิตรและใจดีเสียนี่กระไร แถมหน้าตาก็ดูยิ้มแย้มแจ่มใส ท่าทางน่าจะเป็นคนดีมีน้ำใจซะด้วย ดูท่าหมอนี่น่าจะมีบุคลิกภาพแบบคนชอบเข้าสังคมสุดโต่งมาตั้งแต่เกิดแหงๆ
มิน่าล่ะ ถึงได้กล้าเดินเข้ามาตีสนิทเจื้อยแจ้วกับคนที่เพิ่งเจอหน้ากันครั้งแรกได้หน้าตาเฉยแบบนี้
“อ่า ตอนนี้ยังไม่มีปัญหาอะไรครับ”
“งั้นหรือครับ? ถ้าอย่างนั้น หากวันไหนมีข้อสงสัยก็แวะมาถามผมได้ทุกเมื่อเลยนะครับ ผมมาเดินเต็ดเตร่แถวนี้บ่อยอยู่แล้ว ฮ่าๆๆ”
“ครับผม”
“ถ้างั้น ไว้เจอกันใหม่นะครับ!”
ชเวโฮซอกโบกมือลาหยอยๆ ก่อนจะเดินลับสายตาไป
ช่างเป็นทักษะการพุ่งเข้าชาร์จเพื่อสานสัมพันธ์ที่กล้าหาญชาญชัยเสียนี่กระไร พอได้มาเห็นการกระทำแบบนี้ด้วยตาตัวเองในระยะประชิดแล้ว มันก็อดที่จะรู้สึกทึ่งไม่ได้จริงๆ
‘คารมดีขนาดนั้น หมอนั่นคงมีแฟนเป็นตัวเป็นตนแล้วแหงๆ’
โคตรน่าอิจฉาเลยว่ะ
ในเมื่ออุตส่าห์ถ่อสังขารออกมาข้างนอกทั้งที งั้นก็แวะหาอะไรยัดลงกระเพาะเป็นมื้อเย็นก่อนกลับไปเลยแล้วกัน ยังไงซะวันนี้เขาก็กะจะหยุดพักจากการปีนหอคอยอยู่แล้วด้วย
สำหรับพวกที่ชอบฉายเดี่ยวไปนั่งกินข้าวคนเดียว สถานที่ที่พอจะแวะไปฝากท้องได้มันก็มีอยู่แค่ไม่กี่แห่งหรอก
ถ้าไม่ใช่ร้านฟาสต์ฟู้ด ก็ต้องเป็นร้านซุปข้าวต้ม
เขาจึงตัดสินใจแวะฝากท้องที่ร้านซุปข้าวต้มหมูใกล้ๆ บ้าน