- หน้าแรก
- หลังจากตกงาน ฉันตื่นขึ้นมาเจอกับกองขยะระดับเทพ
- บทที่ 410 - กำไรบานเบอะ!
บทที่ 410 - กำไรบานเบอะ!
บทที่ 410 - กำไรบานเบอะ!
บทที่ 410 - กำไรบานเบอะ!
วันรุ่งขึ้น เวลาตีห้าครึ่ง
เสียงใบพัดของเฮลิคอปเตอร์พลเรือนสามลำดังใกล้เข้ามาเรื่อยๆ ก่อนจะทยอยร่อนลงจอดบนลานกว้างที่ถูกถางขึ้นชั่วคราวบริเวณนอกหมู่บ้าน
ตามมาติดๆ ด้วยรถตู้สีดำที่ติดป้ายทะเบียนพิเศษอีกสี่คัน
เขาเหมาซาน เขาเหลาซาน เขาชิงเฉิง และเขาซานชิง
เจ้าสำนักและผู้อาวุโสระดับสูงจากสี่แหล่งกำเนิดลัทธิเต๋า ภายใต้การห้อมล้อมของเหล่าลูกศิษย์ ต่างมารวมตัวกันที่อ่างเก็บน้ำหน้าหมู่บ้าน
เหอต้าวหรานกับหลี่กวงฟู่รออยู่ที่นั่นก่อนแล้ว
ไม่ต้องพูดอะไรให้มากความ วินาทีที่เจ้าสำนักผู้มาใหม่ทั้งสี่ก้าวเข้าสู่เขตหมู่บ้าน สีหน้าของพวกเขาก็แปรเปลี่ยนจากความสงวนท่าทีกลายเป็นความตกตะลึงสุดขีดในทันที
หลี่กวงฟู่มองดูสีหน้าเขียวคล้ำของเจ้าสำนักเขาเหมาซาน ก่อนจะเอ่ยเรียบๆ ว่า "เรื่องกฎเกณฑ์ เดี๋ยวแม่นางซูจะบอกพวกท่านเอง"
ครึ่งชั่วโมงต่อมา
ที่หน้าประตูบ้านสวน
บุคคลระดับบิ๊กที่พูดคำไหนคำนั้นในแวดวงลัทธิเต๋าทั้งสี่ ยืนเรียงแถวหน้ากระดานอย่างเป็นระเบียบ แผ่นหลังยืดตรงดิ่ง ทว่ากลับกลั้นลมหายใจจนแผ่วเบาถึงขีดสุด
เจ้าสำนักเขาเหมาซาน สวี่หยวนชิง ประคองกระบี่ไม้พีชสีแดงเข้มทั้งเล่มที่มีสายฟ้าแลบแปลบปลาบอยู่รางๆ ด้วยมือทั้งสองข้าง
เจ้าสำนักเขาซานชิง เมิ่งหรูไห่ กอดคัมภีร์หนังสัตว์เก่าแก่เล่มหนึ่งไว้ในอ้อมอก
เจ้าสำนักเขาเหลาซาน จ้าวเต๋ออัน ประคองกระจกวิเศษแปดทิศที่เต็มไปด้วยสนิมทองแดง
เจ้าสำนักเขาชิงเฉิง นักพรตเฒ่าคิ้วขาว ประคองกล่องผ้าไหมรูปแบบโบราณใบหนึ่งไว้
ประตูบ้านเปิดออกเองโดยไร้แรงลม
ทั้งสี่คนเดินเรียงคิวกันเข้าไป
ภายในลานบ้าน ใต้ต้นพีช ข้างโต๊ะหิน
เฉินหลินในชุดเสื้อยืดสีขาว มีป้านชาดินเผาจื่อซาวางอยู่ใกล้มือ กำลังรินน้ำชาลงในถ้วยเปล่าทั้งสี่ใบ
ป้านชาเอียงลง สายน้ำไหลรินเป็นเส้นเล็กราวกับเส้นไหม ไม่มีน้ำกระเซ็นออกมาเลยแม้แต่น้อย หยดลงในถ้วยอย่างแม่นยำ
เมื่อเจ้าสำนักทั้งสี่มองเห็นแสงวิญญาณที่ส่องประกายวับแวมอยู่ในสายน้ำนั้น ลูกกระเดือกของพวกเขาก็ขยับกลืนน้ำลายลงคอพร้อมกัน
"นั่งสิ"
เพียงคำเดียว ขาทั้งสี่คนก็อ่อนยวบพร้อมกัน
พวกเขาขยับไปที่ม้านั่งหิน นั่งลงอย่างกล้าๆ กลัวๆ ประคองถ้วยชาด้วยมือทั้งสองข้าง แล้วกระดกพรวดเดียวจนหมด
น้ำชาไหลลงคอ
สีหน้าของสวี่หยวนชิงซีดเผือดลงในตอนแรก ก่อนจะเปลี่ยนเป็นแดงก่ำอย่างรวดเร็ว
ลมปราณขุ่นมัวสายหนึ่งตีตื้นขึ้นมาจากในร่างกาย เขางอตัวพับลงอย่างแรง ในลำคอส่งเสียงขย้อนอย่างอัดอั้น—ของเหลวเหนียวหนืดสีเทาดำทะลักออกมาจากมุมปาก หยดลงบนแผ่นหินสีเขียวใต้โต๊ะหิน ส่งกลิ่นเหม็นเน่าฉุนกึก
เมิ่งหรูไห่ดูดีกว่าเขาหน่อย แต่ตามรูขุมขนก็มีคราบเหงื่อสีดำซึมออกมา คอเสื้อของชุดนักพรตเปียกชุ่มไปในพริบตา
จ้าวเต๋ออันลื่นไถลลงจากม้านั่งหิน ก้นจ้ำเบ้าลงไปกองกับพื้น ร่างกายชักกระตุกถึงสามครั้ง เลือดกำเดาสองสายพุ่งกระฉูดออกมาพร้อมกัน
นักพรตเฒ่าคิ้วขาวอาการหนักสุด ในร่างกายของเขามีสิ่งสกปรกตกค้างอยู่มากที่สุด วินาทีที่ชาจากน้ำพุวิญญาณไหลลงท้อง บนผิวหนังทั่วร่างของเขาก็มีชั้นไขมันสีเทาดำผุดขึ้นมา มองจากไกลๆ ราวกับเพิ่งถูกงมขึ้นมาจากบ่อโคลน
สี่คนแสดงสภาพน่าเกลียดน่าชังออกมากลางลานบ้าน กลิ่นยิ่งไม่ต้องพูดถึง เหม็นจนนกบนต้นพีชยังบินหนี
เฉินหลินถือถ้วยชาของตัวเอง ขยับตัวหนีไปอยู่เหนือลมอย่างแนบเนียน
หลังจากขับของเสียออกจนหมด สีหน้าของเจ้าสำนักทั้งสี่กลับแดงปลั่งจนน่าตกใจ
โรคเรื้อรังที่คอยตามหลอกหลอนพวกเขามานานหลายสิบปี ราวกับมลายหายไปกว่าครึ่งเพียงแค่ได้ดื่มชาถ้วยนี้
ความรู้สึกราวกับได้ผลัดเปลี่ยนกระดูกใหม่นี้ ทำให้สายตาของทั้งสี่ที่มองไปยังเฉินหลิน เปลี่ยนจากความยำเกรงกลายเป็นความคลั่งไคล้ในทันที
เฉินหลินให้คำชี้แนะเกี่ยวกับการกำหนดลมหายใจไปสองสามประโยคอย่างลวกๆ แต่ละประโยคยาวไม่เกินสิบคำ ทว่ากลับทำให้ทั้งสี่คนรู้สึกราวกับได้ครอบครองสมบัติล้ำค่า
ก่อนกลับ เขาได้มอบยาเพิ่มพูนปราณให้สี่ขวดเพื่อเป็นการตอบแทนตามธรรมเนียม
มือของเจ้าสำนักทั้งสี่สั่นระริกขณะรับขวดหยกมา พวกเขาทำความเคารพด้วยการกราบสามครั้งโขกศีรษะเก้าครั้ง ถึงได้ค่อยๆ เดินถอยหลังออกไปอย่างนอบน้อม
ประตูบ้านปิดลง
เฉินหลินมองดูของสี่ชิ้นที่วางอยู่บนโต๊ะหิน เขาเอนหลังพิงเก้าอี้ ยกถ้วยชาขึ้นจิบ
ส่งพลังปราณเข้าไปสำรวจทีละชิ้น
กระบี่ไม้พีช... ของวิเศษระดับสร้างแกนทองคำ ประเภทโจมตี ภายในมีอักขระค่ายกลโจมตีธาตุสายฟ้าที่สมบูรณ์อยู่สามชั้น คุณภาพไม่เลว
กระจกวิเศษแปดทิศ... ของวิเศษระดับสร้างแกนทองคำ ประเภทป้องกัน สามารถกางโล่พลังปราณป้องกันไว้ด้านหน้าได้ ความแข็งแกร่งยังไม่ทราบ ต้องลองทดสอบดู
เก็บของวิเศษสองชิ้นนี้ลงในแหวนมิติ
เขาหยิบคัมภีร์หนังสัตว์เล่มนั้นขึ้นมา "เคล็ดวิชาลับซานชิง"
เปิดอ่าน
เนื้อหาส่วนใหญ่ช่วงแรกเป็นปรัชญาเต๋าและแนวคิดการบำเพ็ญเพียรที่ล้าสมัยไปนานแล้ว เขาใช้วิธีอ่านแบบกวาดสายตาผ่านๆ อย่างรวดเร็ว
พลิกไปจนถึงหน้าสุดท้าย
มือก็ชะงัก
ลายมือหมึกชาด ตวัดเขียนอย่างทรงพลังจนทะลุแผ่นหนังสัตว์
ตัวอักษรจ้วนโบราณขนาดใหญ่สี่ตัว...
"หนึ่งปราณจำแลงสามวิสุทธิ์"
คำอธิบายด้านล่างเขียนไว้อย่างหนาแน่น ทุกตัวอักษรราวกับตะปูที่ตอกลึกเข้าไปในดวงตาของเขา
"...หากบรรลุวิชานี้ จะสามารถจำแลงร่างได้สามร่าง ทั้งสามร่างจะมีตบะหกส่วนของร่างต้น จิตหยั่งรู้เชื่อมต่อถึงกัน สามารถเคลื่อนไหวได้อย่างอิสระ แม้จะอยู่ห่างกันหมื่นลี้ จิตใจก็ยังคงเชื่อมถึงกัน..."
ลมหายใจของเฉินหลินสะดุดไปครึ่งจังหวะ
ร่างจำแลงที่มีตบะหกส่วน
สามร่าง
เคลื่อนไหวได้อย่างอิสระ
หากเขาสร้างรากฐานสำเร็จ และบรรลุวิชานี้... ก็เท่ากับว่าเขามีตัวเองถึงสี่คนในเวลาเดียวกัน
คนหนึ่งเฝ้าอยู่ที่หมู่บ้านตระกูลเฉิน คนหนึ่งไปที่สถานีพักขยะหมื่นโลก คนหนึ่งจัดการเรื่องราวภายนอก และอีกคนตั้งใจบำเพ็ญเพียร
เขาก้มลงอ่านต่อ
บรรทัดสุดท้ายที่เป็นตัวอักษรเล็กๆ
"วิชานี้ จำเป็นต้องอยู่ในระดับสร้างรากฐานจึงจะสามารถฝึกฝนได้"
เฉินหลินปิดคัมภีร์ลง เงียบไปสามวินาที
สร้างรากฐาน
สร้างรากฐานอีกแล้ว
เขาเก็บ "เคล็ดวิชาลับซานชิง" ลงในแหวนมิติ สายตาเลื่อนไปหยุดที่กล่องผ้าไหมใบสุดท้ายบนโต๊ะหิน
ของขวัญจากเขาชิงเฉิง
เปิดออก
ภายในกล่องมีปิ่นปักผมหยกเขียวนอนนิ่งอยู่ ทั้งอันเป็นสีเขียวมรกต ฝีมือการแกะสลักประณีตงดงาม แต่มองดูแล้ว... ก็เป็นแค่ปิ่นปักผมธรรมดาๆ อันหนึ่ง
เฉินหลินเลิกคิ้วขึ้น
สามสำนักแรกล้วนมอบของวิเศษระดับสร้างแกนทองคำและคัมภีร์ที่หาไม่ได้อีกแล้ว แต่เขาชิงเฉิงกลับมอบเครื่องประดับศีรษะมาให้ชิ้นหนึ่งเนี่ยนะ?
เขารวบนิ้วทั้งห้าเข้าหากัน กำลังจะเก็บมันลงไป
แต่วินาทีที่ปลายนิ้วสัมผัสโดนตัวปิ่น แสงสีเขียวมรกตจางๆ ชั้นหนึ่งก็ทอแสงทะลุออกมาจากเนื้อหยก
มันแผ่วเบาจนแทบจะมองไม่เห็น
แต่พลังปราณของเฉินหลินกลับถูกดึงเข้าไปสายหนึ่ง
เขาชะงักมือทันที
นิ้วทั้งห้าไม่ได้รวบเข้าหากันต่อ และไม่ได้คลายออก
เขาคีบปิ่นปักผมไว้แบบนั้น ก้มหน้าลง จ้องมองแสงสีเขียวที่ดูราวกับมีหรือไม่มีอยู่นั้น
ลมพัดผ่านต้นพีช ใบไม้ส่งเสียงเสียดสีกันดังสวบสาบสองครั้ง
เฉินหลินลองส่งพลังปราณสายหนึ่งเข้าไปในปิ่นปักผมเพื่อหยั่งเชิง
ไม่มีปฏิกิริยาตอบสนอง
ส่งเข้าไปอีกสายหนึ่ง
แสงสีเขียวสว่างขึ้นอีกครึ่งส่วน
เขาเพิ่มระดับการส่งพลังปราณ พลังปราณพรั่งพรูจากปลายนิ้วเข้าไปในตัวปิ่น ราวกับน้ำที่ซึมลงไปในก้นแม่น้ำที่แห้งขอด
ปิ่นปักผมราวกับสิ่งมีชีวิตที่หลับใหลมานานหลายร้อยปี กำลังถูกคนเขย่าให้ตื่นขึ้นมาทีละนิด
แสงสีเขียวค่อยๆ สว่างเจิดจ้าขึ้น
บนพื้นผิวของเนื้อหยก อักขระค่ายกลขนาดจิ๋วที่เรียงตัวกันอย่างหนาแน่นเริ่มปรากฏให้เห็น
อักขระเหล่านั้นมีขนาดเล็กและละเอียดมากจนแทบจะแยกแยะด้วยตาเปล่าไม่ได้ แต่ภายใต้การสาดส่องของพลังปราณ พวกมันกลับราวกับแผงวงจรที่ถูกเปิดใช้งาน สว่างวาบขึ้นมาทีละเส้นๆ
รูม่านตาของเฉินหลินหดเล็กลงวูบหนึ่ง
อักขระค่ายกลมิติเก็บของ
เขาจำมันได้ บนถุงสมบัติก็มีอักขระคล้ายๆ กันนี้อยู่
นี่ไม่ใช่เครื่องประดับ
แต่มันคือของวิเศษประเภทมิติ
เฉินหลินเงยหน้าขึ้น มองไปทางประตูบ้านแวบหนึ่ง
นักพรตเฒ่าคิ้วขาวแห่งเขาชิงเฉิงคนนั้น จะรู้ไหมว่าตัวเองมอบอะไรมาให้?
คำตอบนั้นชัดเจนอยู่แล้ว... ว่าไม่รู้
ในยุคสิ้นสุดสรรพวิชาที่พลังปราณเหือดแห้งไปจนหมดสิ้น ย่อมไม่มีใครสามารถส่งพลังปราณเข้าไปในปิ่นปักผมอันนี้ได้
ในสายตาของพวกเขา นี่ก็เป็นแค่ปิ่นหยกที่ทำจากวัสดุพิเศษซึ่งปู่อาจารย์ทิ้งไว้ให้เท่านั้น
สืบทอดกันมาไม่รู้กี่รุ่นต่อกี่รุ่น และถูกเก็บไว้เป็นของเก่าก้นหีบเพื่อกราบไหว้บูชาเท่านั้น