- หน้าแรก
- พลิกชะตาตัวประกอบ สู้กลับแบบสับ แล้วรวย
- บทที่ 20 อาหารมื้อเนื้อก่อเรื่องวุ่น
บทที่ 20 อาหารมื้อเนื้อก่อเรื่องวุ่น
บทที่ 20 อาหารมื้อเนื้อก่อเรื่องวุ่น
บทที่ 20 อาหารมื้อเนื้อก่อเรื่องวุ่น
"เอาล่ะ เธอกินผลไม้ป่าของเธอไปเถอะ ฉันจะไปดูตรงนู้นสักหน่อยว่ามีผักป่าให้ขุดกลับไปบ้างไหม" ซ่งเหยาเดินห่างออกไป ค้นหาอยู่นานกว่าจะพบดงเถาองุ่นป่าและกีวีป่า
เนื่องจากผลของมันมีรสเปรี้ยวจัด จึงไม่มีชาวบ้านคนไหนสนใจผลไม้ป่าสองชนิดนี้ พวกมันจึงเจริญงอกงามแผ่ขยายไปทั่วทั้งภูเขา
คนอื่นอาจจะไม่ชอบ แต่เธอไม่คิดเช่นนั้น เธอจึงจัดการขุดพวกมันขึ้นมาอย่างละสองต้นแล้วเก็บเข้าไปไว้ในมิติ
นอกจากนี้เธอยังพบต้นเชอร์รี่ป่าอีกด้วย ผลเชอร์รี่บนต้นนี้ลูกค่อนข้างใหญ่ ทว่ารสชาติกลับเปรี้ยวจี๊ดจนเข็ดฟัน ซ่งเหยาไม่รอช้า ขุดต้นเชอร์รี่ป่าขึ้นมาสองต้นแล้วเก็บเข้าไปในมิติเช่นกัน
"เหยาเหยา เธออยู่ไหนน่ะ"
"ฟ้าเริ่มมืดแล้ว พวกเรากลับกันเถอะ"
เมื่อได้ยินเสียงเรียก ซ่งเหยาก็เร่งฝีเท้าเดินกลับไปหา พร้อมกับทำสีหน้าเสียดายอย่างแนบเนียน "มาแล้วๆ พอดีเมื่อกี้ฉันเจอกระต่ายป่า เลยมัวแต่วิ่งตามมันจนเตลิดไปไกลน่ะ"
"แถวตีนเขานี้มีไก่ฟ้ากับกระต่ายป่าอยู่ไม่น้อยเลยนะ แต่มันฉลาดเป็นกรดกันทั้งนั้น ยังไม่ทันได้เข้าใกล้ พวกมันก็วิ่งหนีหายวับไปหมดแล้ว จับไม่ได้หรอก เหนื่อยเปล่าๆ" หวังอวิ๋นเซียงเลียริมฝีปากเบาๆ "บ่ายนี้เกี่ยวหญ้าหมูเสร็จ พวกเราไปจับปลาที่แม่น้ำกันดีไหม รอบๆ หมู่บ้านเรามีคูคลองเยอะแยะเลยนะ ยิ่งช่วงหน้าร้อนแบบนี้ เด็กๆ ชอบไปงมหาปลากับกุ้งกันเต็มไปหมด ถ้าโชคดีอาจจะได้ติดมือกลับมาบ้างก็ได้"
"ได้สิ ไม่มีปัญหา" ซ่งเหยาเองก็ชอบกินปลาและกุ้งอยู่แล้วจึงตอบตกลงทันที ยิ่งในยุคนี้กุ้งหอยปูปลาล้วนเติบโตตามธรรมชาติและปราศจากสารพิษ รสชาติจะต้องอร่อยล้ำเลิศอย่างแน่นอน
แตกต่างจากในยุคหลังที่เต็มไปด้วยการพัฒนาทางอุตสาหกรรมและโรงงานเคมี สัตว์น้ำส่วนใหญ่ถูกเลี้ยงด้วยอาหารสัตว์เร่งโต แม้จะได้ผลผลิตในปริมาณมาก แต่รสชาติกลับจืดชืดเทียบไม่ได้เลยกับกุ้งหอยปูปลาตามธรรมชาติที่ไร้สารปนเปื้อนเหล่านี้
ซ่งเหยาและหวังอวิ๋นเซียงนำหญ้าหมูที่เกี่ยวได้ไปส่งมอบให้กับพี่สาวคนดูแลคอกหมู จากนั้นจึงแยกย้ายกันกลับบ้าน
ในเวลานี้ สมาชิกครอบครัวซ่งที่ออกไปทำงานในแปลงนายังไม่เลิกงาน ซ่งเหยาจึงรับหน้าที่สำคัญเป็นแม่ครัว เริ่มต้นจัดการกับเสบียงอาหารของที่บ้าน เธอหุงข้าวสวยหม้อเล็ก โดยใช้ข้าวสารที่ซื้อมาจากตลาดมืดคราวก่อน
ก่อนหน้านี้ตอนที่แม่ซ่งเห็นข้าวสารชั้นดีขนาดนี้ ก็ถึงกับบ่นเสียดายไม่กล้าหุงกิน ยืนกรานจะเก็บไว้กินเฉพาะช่วงเทศกาลปีใหม่เท่านั้น แต่ซ่งเหยาไม่เห็นด้วยเลยสักนิด การเก็บข้าวสารใหม่แกะกล่องไว้นานขนาดนั้นมีแต่จะทำให้เสียของเปล่าๆ ข้าวดีๆ จะพลอยเสื่อมคุณภาพและหมดความอร่อยไปเสียหมด
เธอแค่อยากจะรีบเอาของดีๆ พวกนี้มากินบำรุงร่างกายให้เร็วที่สุด ไม่อย่างนั้นเธอจะยอมเสี่ยงอันตรายแอบเข้าไปในตลาดมืดเพื่ออะไรกันล่ะ
ซ่งเหยาเดินไปที่เล้าไก่หลังบ้าน หยิบไข่ไก่ออกมาสองฟอง แล้วจัดการทำไข่ตุ๋นเนื้อเนียนนุ่มน่ารับประทานหนึ่งชาม
เธอยังนำไส้หมูพะโล้ที่เหลือจากคราวก่อนมาหั่นเป็นชิ้น แล้วนำไปผัดคั่วกับพริกแห้ง กลิ่นหอมฉุยของน้ำมันและพริกแห้งคั่วลอยตลบอบอวลไปทั่ว หอมเตะจมูกเสียจนแทบจะทำให้เด็กๆ บ้านข้างเคียงร้องไห้งอแงด้วยความอยากกิน
ในขณะเดียวกัน กลุ่มแม่บ้านที่เลิกงานเร็วก็ทยอยเดินทางกลับมาถึงบ้าน เพื่อเตรียมอาหารเย็นให้กับสามีและลูกๆ ของพวกเธอ
หลี่หงเสีย ซึ่งอาศัยอยู่ติดกับบ้านซ่งสูดจมูกฟุดฟิดอย่างแรง "ทำไมฉันถึงได้กลิ่นเนื้อล่ะเนี่ย บ้านไหนกำลังทำกับข้าวที่มีเนื้อกันนะ"
หลี่เอ้อร์หนี ที่เดินตามหลังมากลอกตามองบน ก่อนจะเอ่ยปากแขวะตรงๆ "ฉันว่าหล่อนคงได้กลิ่นมาจากในฝันมากกว่ามั้ง เมื่อคืนมัวแต่ฝันว่าได้กินเนื้อล่ะสิ"
กลุ่มแม่บ้านที่เดินมาด้วยกันได้ยินดังนั้นก็พากันหัวเราะร่วนออกมาอย่างอดไม่ได้ "ฮ่าๆๆ..."
ใบหน้าของหลี่หงเสียเขียวคล้ำขึ้นมาด้วยความโกรธจัด "พวกเธอนี่มันเกินไปแล้วนะ ฉันได้กลิ่นเนื้อโชยมาจริงๆ นะเว้ย!"
"จ้าๆ มีแต่จมูกหมาของหล่อนนั่นแหละที่วิเศษวิโส" หลี่เอ้อร์หนีด่ากระทบกระเทียบ ทว่าพอเดินมาถึงหน้าประตูบ้านของตัวเอง เธอกลับชะงักฝีเท้า น้ำลายสอขึ้นมาทันที "แต่จะว่าไป ทำไมฉันถึงรู้สึกเหมือน... ได้กลิ่นหอมของเนื้อจริงๆ ด้วยล่ะ"
"เห็นไหมล่ะ ฉันบอกแล้วยังไม่ยอมเชื่อกันอีก!" หลี่หงเสียรีบหันขวับไปมองแม่ซ่งที่กำลังเดินผ่านหน้าประตูบ้านและกำลังจะไขกุญแจเข้าบ้าน สายตาของเธออดไม่ได้ที่จะชะเง้อมองเข้าไปทางบ้านซ่ง "สะใภ้รองซ่ง คงไม่ใช่ว่าบ้านเธอแอบทำเนื้อกินกันหรอกนะ"
"ทำเนื้ออะไรกันล่ะ บ้านฉันไม่ได้ตกถึงท้องมาจะครึ่งปีแล้วเนี่ย" แม่ซ่งตีหน้าตายไม่แสดงอาการใดๆ แต่ในใจกลับลอบโอดครวญ แย่แล้วสิ ยัยลูกสาวตัวผลาญสมบัติต้องแอบทำอะไรแผลงๆ อยู่ในบ้านอีกแน่ๆ
"อย่ามาหลอกกันให้ยากเลย ถ้าอย่างนั้นทำไมช่วงนี้ฉันถึงได้กลิ่นน้ำมันลอยมาจากบ้านเธออยู่บ่อยๆ ล่ะ" หลี่หงเสียทำหน้าไม่เชื่อใจ แม้เธอเองก็ไม่ค่อยแน่ใจนัก แต่สัญชาตญาณกลับบอกเธอว่ากลิ่นหอมของเนื้อที่ลอยฟุ้งอยู่บ่อยครั้งในช่วงนี้ จะต้องมีส่วนเกี่ยวข้องกับบ้านซ่งอย่างแน่นอน
"กลิ่นเนื้ออะไรกัน นั่นมันกลิ่นน้ำมันหมูเจียวชัดๆ" แม่ซ่งยิ้มรับอย่างใจเย็น ก่อนจะเอ่ยอธิบายอย่างไม่รีบร้อน "ยัยลูกตัวผลาญสมบัติที่บ้านน่ะสิ มือเติบตักน้ำมันของฉันไปผัดกับข้าวตั้งเยอะแยะ แค่ทำกับข้าวมื้อเดียวนะเนี่ย"
เมื่อได้ยินคำแก้ตัวนั้น แววตาของบรรดาแม่บ้านคนอื่นๆ ก็ฉายแววแปลกประหลาดใจ ทุกคนต่างคิดตรงกันว่าครอบครัวซ่งรองตามใจลูกสาวจนเสียคนเกินไปแล้ว หากเป็นลูกของพวกเธอมาผลาญน้ำมันทิ้งขว้างแบบนี้ มีหวังคงโดนไล่ตีด้วยไม้กวาดจนหลังลายไปนานแล้ว
จู่ๆ สีหน้าของแม่ซ่งก็เปลี่ยนไป เธอตบฉาดเข้าที่ต้นขาตัวเอง ก่อนจะโพล่งขึ้นมาด้วยระดับเสียงที่ดังทะลุไปไกลถึงสามลี้ "อ้อ หลี่หงเสีย ถ้าเธอไม่พูดขึ้นมาฉันก็ลืมไปเลยนะเนี่ย! เมื่อสองวันก่อน ฉันเห็นสามีของเธอหิ้วเนื้อหมูชิ้นเบ้อเริ่มกลับมาจากในเมืองด้วยล่ะ!"
"ตอนนั้นฉันยังแอบคิดเลยนะว่าครอบครัวเธอแอบไปรวยเงียบๆ มาจากไหนกัน!"
"อะไรนะ บ้านฉันไปซื้อเนื้อมาตอนไหนกัน" หลี่หงเสียทำหน้างุนงง ก่อนที่สมองจะประมวลผลและตระหนักได้ว่ากำลังเกิดอะไรขึ้น ร่างของเธอถึงกับสั่นสะท้านด้วยความโกรธจัด
หลี่หงเสียถลกแขนเสื้อขึ้นอย่างเอาเรื่อง ยืนเท้าสะเอว ก่อนจะถีบประตูบ้านเปิดผางแล้วพุ่งพรวดเข้าไปชี้หน้าด่าสามีฉอดๆ ราวกับนางสิงโตคำราม "ซ่งต้ากัง แกแอบเอาเนื้อไปประเคนให้นังแม่ม่ายท้ายหมู่บ้านฝั่งตะวันออกใช่ไหมฮะ!"
ซ่งต้ากัง สามีของเธอ มีตำแหน่งเป็นคนขับรถแทรกเตอร์ประจำกองผลิต ซึ่งตลอดทั้งปีเขาสามารถเก็บเกี่ยวแต้มค่าแรงได้มากกว่าชาวบ้านที่ต้องทนหลังสู้ฟ้าหน้าสู้ดินในแปลงนาเสียอีก
แม้การขับรถแทรกเตอร์จะดูเหมือนเป็นงานง่ายๆ แต่ก็ใช่ว่าใครๆ จะทำได้ ซ่งต้ากังได้รับหน้าที่นี้ก็เพราะเขาเคยเข้าไปร่ำเรียนทักษะวิชาช่างมาจากในเมือง ไม่ว่ารถแทรกเตอร์จะมีปัญหาขัดข้องอะไร เขาก็สามารถซ่อมแซมแก้ไขได้หมด
เพียงแค่มีทักษะวิชาชีพติดตัวเช่นนี้ เขาก็ได้รับการยกย่องและนับหน้าถือตาจากชาวบ้านทุกคนในหมู่บ้านซ่งแล้ว
เมื่อเห็นภรรยามาแหกปากโวยวายไม่ไว้หน้ากันเลยสักนิด ซ่งต้ากังก็รู้สึกทั้งร้อนตัวและโกรธเคือง "จะโวยวายหาพระแสงอะไรฮะ คนในหมู่บ้านเดียวกันทั้งนั้น เวลาฉันเข้าเมือง จะซื้อของติดไม้ติดมือกลับมาฝากเขาบ้างมันผิดตรงไหน"
บรรดาแม่บ้านที่เพิ่งเลิกงานมาพอได้ยินดังนั้น ก็พากันหมดอารมณ์จะกลับไปทำกับข้าว ต่างพากันมาจับกลุ่มมุงดูเรื่องสนุกอยู่หน้าประตูบ้านของหลี่หงเสียแทน
สาเหตุก็เป็นเพราะเมื่อก่อนหลี่หงเสียมักจะชอบพูดจาเยาะเย้ยถากถางสามีของพวกเธอว่าไม่มีความสามารถเทียบเท่าซ่งต้ากังอยู่บ่อยๆ พอตอนนี้มีงิ้วฉากใหญ่ให้ดูฟรีๆ ใครล่ะจะพลาด ถ้าการมีสามีเก่งกาจแล้วต้องมานั่งเสียเงินเปย์ผู้หญิงอื่นแบบนี้ สู้มีสามีไม่เอาไหนเสียยังจะดีกว่า!
"นี่แกเอาเนื้อไปประเคนให้นังจิ้งจอกหน้าไม่อายนั่นจริงๆ งั้นเรอะ" หลี่หงเสียเห็นท่าทีลุกลี้ลุกลนของสามีก็รู้ได้ทันทีว่าเรื่องนี้เป็นความจริง เธอโกรธจนเลือดขึ้นหน้า พุ่งทะยานเข้าไปตะกุยหน้าสามีอย่างบ้าคลั่ง
ใบหน้าของซ่งต้ากังถูกข่วนจนยับเยิน เต็มไปด้วยรอยเล็บเลือดซิบๆ เป็นทางยาว
ซ่งเหยาเองก็ได้ยินเสียงเอะอะโวยวายจึงเดินออกมาดู และก็พบว่าแม่ของเธอกำลังยืนปะปนอยู่ในกลุ่มไทยมุงด้วยสีหน้าสะใจสุดๆ แถมยังคอยพูดจายุแยงตะแคงรั่วสุมไฟเข้าไปอีก "หงเสีย เอ๊ย อย่าเพิ่งเสียใจไปเลยนะ!"
"เรื่องนี้อาจจะเป็นเรื่องเข้าใจผิดกันก็ได้นะ สามีเธอออกจะเป็นถึงคนขับรถแทรกเตอร์เพียงคนเดียวของกองผลิต เป็นคนมีหน้ามีตาในหมู่บ้าน เขาจะไปทำเรื่องพรรค์นั้นได้ยังไงกันล่ะ"