- หน้าแรก
- พลิกชะตาตัวประกอบ สู้กลับแบบสับ แล้วรวย
- บทที่ 14 แผนการทำเงิน
บทที่ 14 แผนการทำเงิน
บทที่ 14 แผนการทำเงิน
บทที่ 14 แผนการทำเงิน
"เธอหุบปากไปเลยนะ!"
"ถ้าขืนเธอมาก่อเรื่องวุ่นวายอะไรอีก ฉันจะไม่ช่วยเธออีกต่อไปแล้ว ต่อไปถึงเวรเธอทำอาหารที่ศูนย์พักพิงยุวชนปัญญาเมื่อไหร่ เธอก็ทำกินเองคนเดียวก็แล้วกัน!"
คราวนี้หลินเสี้ยวเสี้ยวโกรธจัดจริงๆ หากไม่ใช่เพราะเห็นแก่ความดีความชอบที่ลุงของเธอเคยมีต่อครอบครัว เธอคงไม่สนหรอกว่ายัยโง่คนนี้จะเป็นตายร้ายดียังไง ตั้งแต่ยัยโง่นี่มาอยู่ที่ชนบท เธอต้องทนรับสายตารังเกียจเหยียดหยามจากชาวบ้านไปไม่รู้ตั้งเท่าไหร่ต่อเท่าไหร่ก็เพราะยัยนี่คนเดียว
หลินเสวี่ยหรูจุกจนพูดไม่ออก กลืนไม่เข้าคายไม่ออก ได้แต่กระทืบเท้าเร่าๆ ด้วยความขัดใจ พลางชี้หน้าข่มขู่หลินเสี้ยวเสี้ยว "ถ้าเธอตากล้าทิ้งฉันล่ะก็ ฉันจะเขียนจดหมายไปฟ้องคุณป้าให้ด่าเธอให้เปิงเลยคอยดู"
"เอาสิ อยากเขียนก็เขียนเลย เธอคิดว่าฉันยังต้องพึ่งพาเงินทองจากที่บ้านเหมือนเธอหรือไงฮะ" หลินเสี้ยวเสี้ยวโยนห่อสัมภาระของหลินเสวี่ยหรูทิ้งลงพื้นอย่างไม่ไยดี ตลอดสองปีที่มาอยู่ชนบท เธอพึ่งพาตัวเองหาเลี้ยงชีพมาโดยตลอด คำขู่ของหลินเสวี่ยหรูจึงไม่มีความหมายอะไรกับเธอเลยสักนิด
ถ้าเธอไม่อยากช่วยซะอย่าง ใครจะมาบังคับเธอได้ล่ะ
เจอแบบนี้เข้า หลินเสวี่ยหรูก็ถึงกับใบ้รับประทาน เธอจำใจต้องก้มเก็บสัมภาระของตัวเองขึ้นมา แล้วนั่งหดหัวเงียบกริบราวกับนกคุ่ม ไม่กล้าปริปากพูดอะไรอีก
ผ่านไปสักพัก ยุวชนปัญญาคนอื่นๆ ก็ทยอยเดินทางมาถึงพร้อมกับหอบหิ้วสัมภาระพะรุงพะรัง ต้องยอมรับเลยว่าพวกยุวชนปัญญานี่กระเป๋าหนักกันจริงๆ!
ชั่วขณะหนึ่ง ซ่งเหยาก็แอบรู้สึกอิจฉาตาร้อนขึ้นมาเหมือนกัน แต่เมื่อนึกถึงความรักความห่วงใยที่คนในครอบครัวซ่งมีให้ หัวใจของเธอก็ชุ่มชื่นขึ้นมาทันที ถึงอย่างไรเธอก็ชอบการมีครอบครัวที่อบอุ่นแบบบ้านซ่งมากกว่าอยู่ดี
ไม่นานนัก คุณลุงคนขับเกวียนเทียมวัวก็เดินมาถึง เมื่อเห็นว่าทุกคนมากันครบแล้ว เขาก็โบกมือเรียกให้ทุกคนขึ้นเกวียน
ซ่งเหยากระโดดขึ้นเกวียนเป็นคนแรก เธอจับจองที่นั่งเหมาะๆ หลับตาลง แล้วแวบเข้าไปทำงานในมิติของเธอ เธอจัดการนำไม้ไผ่ลำเล็กๆ ที่ถือวิสาสะตัดมาจากบนเขา มาล้อมเป็นคอกไว้สำหรับขังลูกไก่ ลูกเป็ด และลูกห่านที่เพิ่งซื้อมา เพื่อป้องกันไม่ให้เจ้าสัตว์ตัวน้อยพวกนี้เดินเพ่นพ่านไปทำลายพืชผลที่เธอปลูกไว้
เกวียนเทียมวัวเคลื่อนตัวไปตามถนนดินลูกรังที่ขรุขระ โขยกเขยกไปมาตลอดทาง สภาพไม่ต่างจากตอนขามาเลยสักนิด ก้นของเธอแทบจะระบมจนแยกออกเป็นสองซีกอยู่แล้ว ซ่งเหยาหมดอารมณ์จะจัดแจงข้าวของในมิติต่อ เธอได้แต่ภาวนาให้ถึงบ้านไวๆ
อันที่จริง พวกยุวชนปัญญาที่นั่งอยู่บนเกวียนต่างก็รู้สึกทรมานไม่แพ้กัน สีหน้าของแต่ละคนดูซีดเซียวอิดโรยย่ำแย่พอกันหมด แต่ก็ไม่มีใครกล้าปริปากบ่นออกมา แม้แต่หลินเสวี่ยหรูที่ปกติเป็นคนอารมณ์ร้ายและขี้โวยวายที่สุด ก็ยังต้องจำใจทนเงียบกริบ
ทรัพย์สินที่มีค่าที่สุดของหมู่บ้านก็คือวัวแก่ตัวนี้ที่เอาไว้ใช้ไถนานี่แหละ ว่ากันว่าถ้าใครกล้าปริปากบ่นเรื่องนั่งเกวียนเทียมวัวล่ะก็ หัวหน้าฝ่ายผลิตจะตามไปด่ากราดไกลถึงสามลี้ แถมยังสั่งให้เขียนใบสำนึกผิดอีกต่างหาก!
เมื่อหลายปีก่อน ตอนที่ยุวชนปัญญากลุ่มแรกเพิ่งเดินทางมาถึง มีบางคนทนความโคลงเคลงของเกวียนเทียมวัวไม่ได้ และรับไม่ได้ที่ต้องมานั่งเกวียนที่เคยใช้บรรทุกขี้วัวมาก่อน จึงพากันไปรวมตัวประท้วงกับหัวหน้าฝ่ายผลิต หนำซ้ำยังขู่ว่าจะไปรายงานเบื้องบนว่าทางหมู่บ้านจงใจกลั่นแกล้งและปฏิบัติต่อพวกยุวชนปัญญาอย่างไม่เป็นธรรม
ผลก็คือ หัวหน้าหมู่บ้านซ่งกั๋วฮว๋าได้ตำหนิติเตียนยุวชนปัญญาหญิงคนนั้นอย่างรุนแรง บังคับให้เธอเขียนใบสำนึกผิด และท้ายที่สุดก็ส่งตัวเธอกลับไปที่ทำการตำบลทันที... หลังจากนั่งสัปหงกโขยกเขยกอยู่บนเกวียนเป็นเวลานาน ในที่สุดซ่งเหยาก็มองเห็นหมู่บ้านอยู่ลิบๆ นัยน์ตาของเธอเป็นประกายขึ้นมาทันที "คุณลุงคะ จอดตรงนี้แหละค่ะ ฉันขอลงตรงนี้เลย"
คุณลุงคนขับเกวียนเป็นหนึ่งในผู้อาวุโสที่ได้รับการเคารพนับถือมากที่สุดในหมู่บ้าน เขาเห็นซ่งเหยาเติบโตมาตั้งแต่ยังเล็ก ดังนั้นเขาจึงไม่ทำท่าทีเย็นชาใส่เธอเหมือนที่ทำกับพวกยุวชนปัญญา แต่กลับยิ้มให้อย่างใจดี "ได้สิ นังหนูบ้านซ่ง เดินกลับดีๆ ล่ะ ถนนเส้นนี้เดินลำบากนะ"
ซ่งเหยาพยักหน้ารับ "ค่ะ ขอบคุณที่เตือนนะคะคุณลุง"
"ดูความมีน้ำใจของนังหนูบ้านซ่งซะบ้าง รู้จักเห็นอกเห็นใจไม่ยอมให้วัวแก่ต้องเหนื่อยหนัก หันมาดูพวกคนเมืองอย่างพวกเอ็งสิ เอาแต่ใจอยากจะให้เกวียนไปส่งถึงเตียงนอนเลยล่ะมั้ง" คุณลุงคนขับเกวียนพูดจาประชดประชันเหน็บแนมพวกยุวชนปัญญา เขาไม่ชอบขี้หน้าพวกยุวชนปัญญากลุ่มนี้มาตั้งนานแล้ว วันๆ ไม่เห็นจะทำประโยชน์อะไรเป็นชิ้นเป็นอัน เอาแต่สร้างเรื่องวุ่นวายให้ปวดหัวอยู่เรื่อย
สีหน้าของเหล่ายุวชนปัญญาชายหญิงบนเกวียนดูปั้นยากสุดๆ แต่คำพูดเหล่านี้หลุดออกมาจากปากของผู้อาวุโสที่ชาวบ้านเคารพนับถือ พวกเขาจึงได้แต่กล้ำกลืนฝืนทน
ซ่งเหยาที่เพิ่งเดินจากมาได้ไม่ไกล บังเอิญได้ยินคำพูดประโยคนั้นเข้าพอดี เธอถึงกับคิดในใจว่า "..." นี่คุณลุงจงใจหาเรื่องให้เธอโดนเกลียดหรือเปล่าเนี่ย
เมื่อกลับถึงบ้าน แม่ซ่งเห็นหมูสามชั้นตุ๋นน้ำแดงและซาลาเปาไส้เนื้อที่ลูกสาวหยิบออกมา ก็บ่นอุบด้วยความเสียดาย "ยัยลูกผลาญสมบัติ ทำไมถึงใช้เงินไม่รู้จักคิดแบบนี้ล่ะ เครื่องในหมูป่าที่บ้านก็ยังมีเหลือตั้งเยอะแยะยังไม่ได้ทำกินเลย แล้วลูกจะซื้อของพวกนี้มาทำไมอีกล่ะ"
"แม่คะ เนื้อหมูป่ามันเหนียวจะตายไป รสชาติมันจะไปสู้เนื้อหมูเลี้ยงได้ยังไงล่ะคะ" ซ่งเหยาซึ่งปกติไม่ชอบกินมันหมู กลับยังคงติดอกติดใจรสชาติของหมูสามชั้นตุ๋นน้ำแดงไม่กี่ชิ้นที่กินไปตอนกลางวันไม่หาย ซึ่งนั่นก็เป็นเครื่องพิสูจน์แล้วว่าหมูสามชั้นตุ๋นน้ำแดงจานนั้นอร่อยเด็ดขนาดไหน
เธอตัดสินใจแน่วแน่แล้วว่า ในอนาคตเธอจะนำหมูป่าที่ล่ามาได้ไปขายแลกเป็นเงิน แล้วเอาเงินนั้นไปซื้อลูกหมูสักสองสามตัวมาเลี้ยงไว้ในมิติ หมูที่เลี้ยงด้วยน้ำพุวิเศษจะต้องมีรสชาติที่อร่อยล้ำเลิศเกินบรรยายอย่างแน่นอน
"ดูทำหน้าเข้าสิ เก่งจริงนะเรา มีเนื้อหมูป่าให้กินก็บุญแค่ไหนแล้ว ยังจะมาเลือกกินอีก" แม่ซ่งบ่นกระปอดกระแปดไม่หยุดปาก แต่สองมือก็ยังคงจัดแจงนำหมูสามชั้นตุ๋นน้ำแดงใส่หม้ออุ่นให้ลูกสาวอย่างทะนุถนอม
ต้องขอบคุณเมนูเนื้อที่ซ่งเหยาซื้อกลับมา อาหารเย็นของครอบครัวซ่งในวันนี้จึงอุดมสมบูรณ์กว่าทุกวัน พ่อซ่งและซ่งอันที่เพิ่งกลับจากการทำงาน ฟาดซาลาเปาไปคนละสามลูกพร้อมกับหมูสามชั้นตุ๋นน้ำแดงอีกชุดใหญ่ แม้แต่แม่ซ่งเองก็ยังเจริญอาหารกินไปไม่น้อย
เดิมทีคนบ้านซ่งตั้งใจจะเก็บหมูสามชั้นตุ๋นน้ำแดงและซาลาเปาไว้ให้เธอ แต่ซ่งเหยากลับเอาแต่คีบเนื้อใส่ชามให้ทุกคน แถมยังยัดซาลาเปาไส้เนื้อใส่มือพวกเขา พร้อมกับขู่สำทับว่าถ้าไม่ยอมกินก็เท่ากับไม่ไว้หน้าเธอ
เมื่อเจอไม้ตายแกมบังคับบวกกับกลิ่นหอมยั่วน้ำลายของเนื้อสัตว์ คนบ้านซ่งจึงทนความเย้ายวนไม่ไหวและเริ่มลงมือกินในที่สุด
เมื่อเห็นท่าทีกระอักกระอ่วนใจของคนบ้านซ่งตอนที่เคี้ยวหมูสามชั้นตุ๋นน้ำแดง ซ่งเหยาก็รู้สึกสะท้อนใจอยู่ลึกๆ ในความทรงจำของเจ้าของร่างเดิม เมนูเนื้อสัตว์ทุกมื้อในบ้านมักจะถูกเก็บไว้ให้เจ้าของร่างเดิมกินเพียงคนเดียวเสมอ
บางครั้ง แม้แต่ปลาที่ซ่งอันจับมาจากแม่น้ำได้ ส่วนใหญ่ก็ยังตกเป็นของเจ้าของร่างเดิมอยู่ดี
เมื่อเทียบกับครอบครัวอื่นๆ ในหมู่บ้านที่มักจะลำเอียงรักลูกชายมากกว่าลูกสาว ครอบครัวซ่งกลับรักและตามใจลูกสาวคนนี้ชนิดที่เรียกว่าไข่ในหิน ซึ่งนั่นก็เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เธอมีนิสัยซื่อบริสุทธิ์จนถูกไอ้สารเลวกู้เจี้ยนผิงหลอกเอาได้ง่ายๆ
หลังจากอิ่มหนำสำราญกันถ้วนหน้า ซ่งเหยาก็เปิดประเด็นเรื่องการขุดสมุนไพรไปขายแลกเงิน
"น้องเล็ก นี่เธอไม่ได้มีไข้ใช่ไหม" ซ่งอันมักจะรู้สึกอยู่เสมอว่าน้องสาวของเขาเปลี่ยนไปตั้งแต่เกิดอุบัติเหตุหัวแตก เธอจงดูโตเป็นผู้ใหญ่และมีเหตุผลมากขึ้น ซึ่งนั่นทำให้เขายิ่งรู้สึกสงสารเธอจับใจ เขาโยนความผิดทั้งหมดนี้ให้กับครอบครัวกู้ "สมุนไพรจีนที่เธอพูดถึงน่ะ บนภูเขาหลังหมู่บ้านเรามีขึ้นเกลื่อนกลาดไปหมด ถ้ามันขายได้เงินจริงๆ ทำไมถึงไม่มีใครไปขุดมาขายล่ะ"
"นั่นน่ะสิ ถ้าลูกขุดมาแล้วขายไม่ได้ มันจะไม่เหนื่อยเปล่าหรอกเหรอ" แม่ซ่งถอนหายใจยาว ใครบ้างล่ะจะไม่อยากมีรายได้เข้าบ้านเพิ่มขึ้น ลำพังแค่ทำไร่ทำนามันไม่พอยาไส้หรอก ครอบครัวของเธอมีสมาชิกไม่กี่คน แต่หลายปีที่ผ่านมาก็แทบจะเอาตัวไม่รอดเหมือนกัน
ในอดีต ชาวบ้านก็เคยคิดจะนำสมุนไพรนานาชนิดจากบนเขาไปขายแลกเงิน และทางกองผลิตเองก็เคยมีความคิดที่จะจัดตั้งสหกรณ์ขึ้นมารองรับเรื่องนี้ด้วยซ้ำ แต่ปัญหาติดอยู่ตรงที่โรงพยาบาลไม่รับซื้อสมุนไพรจีนตากแห้ง โดยให้เหตุผลว่ามันยังไม่ได้ผ่านกระบวนการแปรรูปที่ถูกต้อง
"พ่อกับแม่ พี่ ลองทบทวนดูดีๆ นะคะ ฉันไปถามที่โรงพยาบาลมาแล้ว เขารับซื้อสมุนไพรที่ผ่านการแปรรูปแล้วค่ะ ประจวบเหมาะกับที่ฉันเคยอ่านเจอวิธีแปรรูปสมุนไพรจากในหนังสือมาบ้างพอดี เดี๋ยวฉันจะเป็นคนสอนวิธีแปรรูปให้พ่อกับแม่เองค่ะ" ซ่งเหยาสามารถหาเงินมาเลี้ยงดูครอบครัวนี้ด้วยตัวคนเดียวได้อย่างสบายๆ อยู่แล้ว
แต่เธอไม่อยากทำแบบนั้น เธอรู้ดีว่าต่อให้เธอหาเงินกลับมาได้ ครอบครัวซ่งก็คงไม่กล้าเอาไปใช้จ่ายหรอก คงจะเอาแต่เก็บหอมรอมริบไว้เป็นสินเดิมให้เธอตอนแต่งงานแน่ๆ
การหาเงินด้วยหยาดเหงื่อแรงกายของตัวเองต่างหาก ที่จะทำให้พ่อซ่งและแม่ซ่งกล้าใช้จ่ายเงินได้อย่างสบายใจและภาคภูมิใจ
พวกเขาไม่มีข้อกังขาใดๆ เกี่ยวกับความสามารถในการแปรรูปสมุนไพรของซ่งเหยาเลยแม้แต่น้อย พวกเขาคิดเพียงว่าลูกสาวคงจะเรียนรู้วิธีมาจากหนังสือที่โรงเรียน "เหยาเหยา การแปรรูปสมุนไพรมัันยากไหมล่ะ พ่อกับแม่ที่วันๆ จับแต่จอบแต่เสียมจะทำได้เหรอ"