- หน้าแรก
- เกิดใหม่เป็นเอเลี่ยน วิวัฒนาการไร้ขีดจำกัด
- ตอนที่ 25: บันทึกเหตุการณ์มรณะ
ตอนที่ 25: บันทึกเหตุการณ์มรณะ
ตอนที่ 25: บันทึกเหตุการณ์มรณะ
ตอนที่ 25: บันทึกเหตุการณ์มรณะ
"นี่ เราไม่ต้องไปช่วยเหรอ?"
"บอสสั่งให้คุ้มกันการ์ลิค จำไม่ได้หรือไง?"
"โธ่เว้ย นึกว่าจะได้รางวัลพิเศษซะอีก ดันมาซวยซะได้..."
ณ ศูนย์บัญชาการสะพานเดินเรือ
เหล่าโจรสลัดกำลังถกเถียงกันว่าจะไปช่วยบอสดีหรือไม่ ในสายตาของโจรสลัดไซบอร์กที่กำลังบ่นอุบอิบ พวกเขาเห็นการ์ลิคกำลังทำงานอย่างขะมักเขม้น
เธอกำลังง่วนอยู่กับคอมพิวเตอร์หลักที่ติดตั้ง AI ส่วนกลาง
"นี่ การ์ลิค อีกนานไหม?"
"กะ-เกือบเสร็จแล้วค่ะ"
"ทำไมเศษเหล็กพรรค์นั้นถึงใช้เวลานานนักวะ?"
มันเป็นสถานการณ์ที่น่าขบขัน ทั้งที่ร่างกายครึ่งหนึ่งเป็นเครื่องจักร แต่โจรสลัดไซบอร์กกลับเป็นพวกมือใหม่หัดขับเมื่อต้องยุ่งกับคอมพิวเตอร์และเครื่องจักรขั้นสูง
เช่นเดียวกับพลเมืองชั้นล่างส่วนใหญ่ในสตาร์ยูเนี่ยน พวกเขาให้ความสำคัญกับเรื่องปากท้องมากกว่าเทคโนโลยีขั้นสูงอย่างหุ่นยนต์หรือนาโนคอมพิวเตอร์
"ถึงจะเป็นเทคโนโลยีรุ่นเก่า แต่นี่คือ AI ของยานรบเมกะคอร์ปนะคะ มันคือแก่นแท้ของวิศวกรรมอวกาศและวิทยาการคอมพิวเตอร์เลย ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ หรอกค่ะที่จะ..."
"โอ๊ย ไม่ต้องมาใช้ศัพท์ยากๆ รีบทำให้จบๆ แล้วไปช่วยบอสกันดีกว่า"
ไซบอร์กโบกมือขัดจังหวะคำอธิบายยืดยาวของการ์ลิคอย่างไม่ไยดี แล้วหันไปคุยสัพเพเหระกันต่อ
การ์ลิคยิ้มแห้งๆ ให้พวกเขา ก่อนจะหันกลับไปสนใจงานตรงหน้า... อย่างน้อยก็แสร้งทำเป็นสนใจ
บนใบหน้าที่หันหนีมานั้น ไร้ซึ่งแววตาอ่อนหัดที่แสดงออกเมื่อครู่ นัยน์ตาหลังแว่นตากลมโตนั้นเย็นชายิ่งกว่าโลหะที่อยู่รอบกายเสียอีก
'อาร์โนลด์ทำได้ดีมาก'
ต้องขอบคุณการเสียสละของลูกสมุน เธอจึงมองเห็นว่ามันกำลังวิวัฒนาการ
มันปรากฏตัวที่ศูนย์บัญชาการสองครั้ง ทั้งสองครั้งมันใช้ควันพรางตัว แต่เธอก็อ่านการเปลี่ยนแปลงของมันได้อย่างทะลุปรุโปร่ง
ดวงตาและการรับรู้มิติของเธอนั้นเหนือกว่ามนุษย์ทั่วไปมาก ต้องขอบคุณการดัดแปลงพันธุกรรม ในบรรดายีนที่ปลูกถ่ายในตัวเธอ มียีนหนึ่งที่เรียกว่า 'เทอเมอร์เดวิล' (Terror Devil)
เทอเมอร์เดวิลคือมังกรทะเลทรายชนิดหนึ่ง ด้วยสภาพแวดล้อมที่โหดร้ายสุดขั้ว ประสาทสัมผัสของมังกรชนิดนี้จึงวิวัฒนาการไปในทิศทางที่ไม่เหมือนใคร
เทอเมอร์เดวิลสามารถวิเคราะห์ปัจจัยต่างๆ อย่างรอบด้าน เช่น การเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิประเทศ แรงสั่นสะเทือนเล็กน้อยบนผืนทราย และอื่นๆ เพื่อระบุตำแหน่งของเหยื่อที่ซ่อนอยู่ ความแม่นยำของมันเกือบจะ 100% จนชนพื้นเมืองเรียกมันว่า 'เนตรทิพย์'
แน่นอนว่ามันไม่ได้ 'มองเห็น' ทะลุสิ่งกีดขวางจริงๆ แต่เป็นการ 'จำลองภาพ' สิ่งที่อยู่เบื้องหลังขึ้นมาในสมองโดยอาศัยข้อมูลที่รวบรวมได้
นักวิทยาศาสตร์ของเมกะคอร์ปสรุปว่าความสามารถ 'เนตรทิพย์' นี้เป็นไปได้เพราะพลังจิตที่แฝงอยู่ในยีนของเทอเมอร์เดวิล
อย่างไรก็ตาม เธอใช้ความสามารถของเทอเมอร์เดวิลวิเคราะห์จนรู้ว่าสิ่งมีชีวิตในวิดีโอกำลังวิวัฒนาการ
ตอนที่มันปรากฏตัวครั้งที่สองในศูนย์บัญชาการ เปลือกนอกของมันหนาขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
เธอประเมินว่ามันน่าจะทนการโจมตีได้ถึงสองครั้ง
'เจ้านั่นบุกห้องแล็บระหว่างการทดลอง'
ตอนนี้เธอกำลังตรวจสอบข้อมูลห้องแล็บผ่านคอมพิวเตอร์หลักของยาน พวกโจรสลัดที่ไม่รู้เรื่องคอมพิวเตอร์หารู้ไม่ว่าเธอตรวจสอบทุกอย่างเสร็จไปตั้งนานแล้ว
'มันไม่ใช่แค่ฉลาด...'
จากรายงานการสูญเสียตัวอย่างที่ส่งมาจาก AI ควบคุมห้องแล็บ เธอรู้ว่ามันกวาดเรียบไม่เหลือซาก
มันเลือกเจาะจงเฉพาะตัวอย่างทางพันธุกรรม โดยไม่แตะต้องสารเคมีหรือวัสดุอื่นๆ เลย
นั่นหมายความว่ามันรู้ดีว่าตัวเองมีความสามารถอะไรและจะใช้ประโยชน์จากมันได้อย่างไร
'สิ่งมีชีวิตที่ดูดซับยีนและวิวัฒนาการ... อย่างนั้นเหรอ?'
เธอรู้จักตัวตนที่คล้ายกันนี้อยู่หนึ่งอย่าง สิ่งมีชีวิตที่เป็นพวกเดียวกับเธอ
'เหมือนเผ่าพันธุ์ของฉัน'
นั่นคือข้อสรุปของเธอ
สิ่งมีชีวิตที่ปล้นชิงและใช้ประโยชน์จากยีนของสิ่งมีชีวิตอื่น มีความคล้ายคลึงกับเธอในแง่นั้น
'เอลเชนรับมือมันไม่ไหวหรอก'
เขาเป็นเพียงสัตว์ประหลาดที่ถูกเสริมแต่งตามความต้องการของผู้อื่น เป็นเพียงสิ่งมีชีวิตกระจอกที่ไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามีอะไรอยู่ในร่างกายตัวเอง
เขาไม่มีทางเอาชนะจ้าวแห่งชีวิตที่บิดเบือนต้นกำเนิดของสิ่งมีชีวิตได้ตามใจชอบ
เธอปิดคอมพิวเตอร์ รอยยิ้มปรากฏขึ้นที่มุมปากโดยไม่รู้ตัว
เธอไม่มีวันยอมรับ แต่สีหน้าของเธอช่างคล้ายคลึงกับรอยยิ้มลึกลับที่ศัตรูที่ไม่เปิดเผยตัวตนของเธอมักแสดงออกมา
มันคือรอยยิ้มแสยะของนักล่าที่กำลังวนเวียนรอบเหยื่อเมื่อสบโอกาส
'ตาแก่ที่ห้องใต้ดินก็น่ารำคาญ แต่ไม่น่าเชื่อว่าจะสร้างผลงานได้ขนาดนี้'
ตอนที่คุยกับอาร์โนลด์ ข้ารับใช้ผู้ซื่อสัตย์ เธอไม่เคยฝันเลยว่าเหตุการณ์จะพลิกผันไปในทางที่น่าตื่นเต้นขนาดนี้
การตายของโนเบิลแคปปิตอล คำสั่งของอากิระ ยูจิน การมาถึงของดวาราคาร์เทลบนยานวิจัยลำนี้ ทุกอย่างเป็นไปตามแผน แต่การมีอยู่ของสิ่งมีชีวิตตัวนี้เป็นเรื่องที่คาดไม่ถึง
"การ์ลิค เสร็จหรือยัง?"
"ถ้าเสร็จแล้วก็ไปกันเถอะ"
พวกโจรสลัดร้องเรียก แต่เธอไม่ตอบ เธอไม่มีธุระอะไรกับพวกโจรสลัดนี่อีกแล้ว เมื่องานจบลง เธอต้องแทรกซึมเข้าไปในองค์กรอื่นที่เป็นส่วนหนึ่งของ C-08
'ฉันควรลดจำนวนยีนที่มันจะหาได้ด้วย'
เธอเองก็เป็นผู้กลืนกินต้นกำเนิดแห่งชีวิต จึงเข้าใจดี
เธอไม่รู้วิธีการที่แน่นอนที่มันใช้ปล้นชิงยีน แต่เธอรู้ว่าต่อให้เธออยากได้ยีนแค่ไหน ถ้าไม่เหลือร่องรอยทิ้งไว้ เธอก็เอามันมาไม่ได้
เธอลุกจากที่นั่ง
ความขี้ขลาดที่เกาะกุมเธอมาตลอดหายวับไป ผู้หญิงที่ยืนอยู่ตรงนั้นเปลี่ยนไปเป็นคนละคน แทนที่ความขี้ขลาดและมืดมน คือความดุดันและเสน่ห์เย้ายวนที่สัมผัสได้จากสัตว์ตระกูลแมวยักษ์หรือนักล่า
"หือ?"
เหล่าอดีต 'เพื่อนร่วมงาน' ดูเหมือนจะสัมผัสได้ถึงชะตากรรมที่กำลังจะมาถึง จึงชะงักไป เธอค่อยๆ ถอดแว่นตาเรียบๆ ออก
ในดวาราคาร์เทล เธอคือการ์ลิค แต่เธอมีชื่ออื่นอีกมากมาย
ศัตรูในเมกะคอร์ปเรียกเธอว่า 'แม่มดเกลียว' (Spiral Witch) ในตระกูลเรียกเธอว่า 'เงา' และให้ความเคารพยำเกรง
อากิระ ยูจิน ผู้นำตระกูล เรียกเธอว่า 'รหัสขาว' (Code White)
กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว พ่อของเธอเคยเรียกเธอว่า 'ชีฮยอน' ผลงานชิ้นเอกแห่งวิศวกรรมพันธุกรรมของตระกูลยูจิน ทายาทเพียงคนเดียวของสายเลือดที่ถูกลืมเลือน
กริ๊ก...
'ยูจิน ชีฮยอน' ดึงใบมีดสีขาวออกจากหลังมือ พร้อมส่งยิ้มหวานหยดย้อยขณะจ้องมองเหล่า 'ลูกแกะ'
ผมจ้องมองสัตว์ร้ายตรงหน้าอย่างเงียบเชียบ บอสเองก็เลือกที่จะประเมินท่าทีของผมจากตำแหน่งของเขา แทนที่จะบุ่มบ่ามเข้ามา
มันคือการต่อสู้ของสัตว์ร้าย ก่อนจะแยกเขี้ยวเล็บใส่กัน เราต่างอยู่ในช่วงดูเชิง เช่นเดียวกับการต่อสู้ของมนุษย์ ผลแพ้ชนะขึ้นอยู่กับว่ากลยุทธ์ของใครเหนือกว่า และอาวุธของใครอันตรายกว่า
เป็นเพราะความตื่นเต้นหรือความคาดหวังในการต่อสู้กันนะ? เลือดกรดในกายผมเดือดพล่าน ผิวหนังร้อนผ่าว
'อ๋อ ความรู้สึกแบบนี้เองสินะ'
เป็นความรู้สึกที่สัมผัสไม่ได้ตอนเล่นเกม ถ้าอยู่ในร่างมนุษย์ ผมคงเลียริมฝีปากที่แห้งผากไปแล้ว
กล้ามเนื้อของฝ่ายตรงข้ามเกร็งแน่น เพียงกระทืบเท้าครั้งเดียว มันก็พุ่งเข้าหาผมราวกับเหยื่ออยู่แค่ปลายจมูก ร่างกายใหญ่โตไม่ได้หมายความว่าจะเชื่องช้า
พื้นแตกกระจายภายใต้แรงหมัดของมัน เศษโลหะกระเด็นว่อน ภาพเศษสีขาวปลิวว่อนในอากาศดูราวกับฝูงนกแตกตื่นในสายลม
ผมบิดตัวหลบการโจมตี แล้วมุดเข้าไปในวงในของมัน
การเคลื่อนไหวของผมคล่องแคล่วกว่าที่คิดหรือเปล่านะ? การดึงหมัดที่ทุบพื้นกลับมาดูเชื่องช้าชอบกล
ผมไม่มีเจตนาจะปรานีมัน ผมเล็งแขนต่อสู้ไปที่ท้องของมันเต็มแรง
"ฮะ!"
ดูเหมือนไม่ใช่แค่ผมที่อ่านเกมออก มันเองก็ยกเข่าขึ้นเพื่อสกัดการโจมตีของผม
หางของผมพันรอบไหล่ของมัน แต่มันเลือกที่จะหลบแทนที่จะป้องกัน
ด้วยแรงมหาศาลที่ทิ้งรอยเท้าไว้ มันกระแทกเข้ากับแผ่นโลหะผสม ร่างยักษ์สามเมตรกระเด็นถอยไปไกลพอสมควร
แต่มันไม่ได้แค่ถอย ระหว่างแลกหมัดกัน มันแอบติดตั้งระเบิดคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (Pulse Grenade) ไว้
ตอนที่การโจมตีแรกพลาด ผมนึกว่ามันชะงักเพราะตกใจ แต่ความจริงแล้วมันเป็นกลลวงเพื่อหาจังหวะวางระเบิด
ทันทีที่ผมรู้ตัว ระเบิดก็ทำงาน สร้างสนามแม่เหล็กไฟฟ้ากำลังสูงกวาดผ่านร่างผมไป
'อึก'
ร่างกายผมไม่เป็นอะไร แต่อุปกรณ์พลังจิตที่ติดอยู่หลังศีรษะกลับรู้สึกชาหนึบเหมือนเพิ่งกินของเผ็ดเข้าไป
ระเบิดคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าถูกขว้างมาโดยสมมติว่าผมเป็นหุ่นยนต์ต่อสู้ แม้จะเดาผิด แต่นับว่าสัญชาตญาณไม่เลว ฝีมือระดับนี้ คงหาคู่ต่อกรได้ยาก
"ชิ ไม่ใช่อาวุธใหม่ของสตาร์ยูเนี่ยนงั้นเหรอ"
บอสเดาะลิ้นอย่างขัดใจ ดูเหมือนจากการปะทะกันสั้นๆ เขาจะรู้แล้วว่าผมไม่ใช่เคี้ยวง่ายๆ
"...เวรเอ๊ย ไอ้สัตว์ประหลาดนี่มาจากไหนวะ?"
บอสสบถพึมพำขณะเอื้อมมือไปหยิบปืนพกเลเซอร์ที่เอว มันเป็นปืนเลเซอร์แบบพิเศษ แต่เมื่ออยู่ในมือยักษ์ของเขา มันดูเหมือนปืนพกกระบอกยาวนิดหน่อยเท่านั้น
หลังจากลังเลครู่หนึ่ง เขาก็ปล่อยมือจากปืน
เป็นการตัดสินใจที่ฉลาด แม้จะมีพลังทำลายล้างสูงกว่าปืนทั่วไป แต่มันก็ยังเป็นแค่ปืนเลเซอร์
ลูกน้องของเขาทุกคนมีปืนพกเลเซอร์และเพิ่งล้มเหลวไป ในเมื่อเขาเห็นแล้วว่าผมไม่เป็นไรจากการปะทะเมื่อครู่ จึงสมเหตุสมผลที่จะสรุปว่าอาวุธเลเซอร์ใช้กับผมไม่ได้ผล
เขาเสยผมแผงคออย่างหยาบๆ เผยให้เห็นสวิตช์ที่คอด้านขวา
"สวิตช์บ้าคลั่ง" (Berserk Switch)
ดูเหมือนเขาจะเลือกเชื่อมั่นในกำปั้นตัวเองมากกว่าพึ่งพาอาวุธ นิ้วขนาดเกือบเท่ากระป๋องเบียร์หยุดชะงักก่อนจะกดสวิตช์
"เฮ้ย แกเข้าใจที่ฉันพูดไหม?"
ผิดคาดแฮะ จนถึงตอนนี้ นอกจากหมายเลข 26 แล้ว ไม่เคยมีใครพยายามสื่อสารกับผมเลย มีแต่ทิ้งข้อความว่าไม่อยากตาย หรือไม่ก็ร้องขอชีวิต ผมไม่แน่ใจเจตนาของเขา แต่มันกระตุ้นความสนใจผมได้ ผมลดหางที่ตั้งท่าขู่ลงเล็กน้อย เขาเห็นดังนั้นจึงยกมุมปากขึ้นคล้ายจะยิ้ม
"ฉันวางระเบิดไว้ที่เตาปฏิกรณ์ ตัวควบคุมเชื่อมต่อกับหัวใจของฉัน ถ้าแกฆ่าฉัน ยานลำนี้จะระเบิด และทุกคนจะตายหมด"
'ระเบิด?'
ผมเหลือบมองเจ้าหน้าที่แพทย์ด้านหลังบอส หน้าซีดๆ และท่าทางที่ใช้แขนเสื้อเช็ดเหงื่อบอกให้รู้ว่าบอสไม่ได้โกหก การติดตั้งระเบิดเป็นเรื่องจริง แต่ประเด็นคือบอสจะกล้ากดระเบิดหรือเปล่า
'ดูท่าทางจะรักตัวกลัวตายอยู่เหมือนกัน'
ด้วยสติปัญญาที่สูงส่ง ร่างกายเหนือมนุษย์ และความเย่อหยิ่ง ไม่มีปัจจัยไหนเลยที่จะลดทอนความอยากมีชีวิตรอดของเขา
"...!"
โดยไม่อธิบายหัวข้อที่ยกขึ้นมา เขากดสวิตช์เงียบๆ
สัญญาณแห่งการเปลี่ยนแปลงเฉพาะตัวของฮัลค์มิวแทนท์เริ่มต้นขึ้น
การจัดเรียงยีนภายในเซลล์เปลี่ยนไป ร่างกายบิดเบี้ยว กระดูกที่ควรอยู่ข้างในแทงทะลุเนื้อออกมา เลือดที่ควรไหลเวียนในเส้นเลือดพุ่งกระฉูด ผิวหนังระเหยเป็นไอจากพลังงานภายในที่ปั่นป่วน กล้ามเนื้อขยายตัวจนเสื้อผ้าฉีกขาด
'ความรู้สึกนี้... ในเกมไม่เคยรู้สึกแบบนี้มาก่อน'
แม้ในสภาพปกติ เขาก็ดูห่างไกลจากมนุษย์อยู่แล้ว แต่เมื่อเข้าสู่สถานะบ้าคลั่งสมบูรณ์ เขากลายเป็นสัตว์ประหลาดเต็มตัว แขนยาวขึ้นกว่าเดิมมาก กระดูกที่งอกออกมากลายเป็นเกราะหุ้มแขนคล้ายโล่เล็กๆ
เกราะกระดูกนี้ลามไปส่วนอื่นๆ เช่น หัวและขา หลังแปลงร่าง เขาดูเหมือนกอริลลาสวมเกราะมากกว่ามนุษย์ บริเวณหน้าอกมีโครงกระดูกภายนอกงอกออกมาคล้ายของผม คอยปกป้องจุดตาย
ข้อแตกต่างคือวัสดุที่หุ้มหน้าอกดูเหมือนโลหะผสม โครงกระดูกที่งอกออกมาจากด้านหลังและโอบรอบอกทำให้ดูเหมือนมีแมงมุมเหล็กเกาะอยู่ที่ลำตัว
กระดูกแทงทะลุผิวหนัง เลือดพุ่งกระฉูด แขนยาวผิดปกติ... จะว่าเขาดูเหมือนผลงานที่ล้อเลียนผู้สร้างก็คงไม่ผิดนัก
'หมอนี่ไม่ได้มั่วซั่วยีนสินะ'
เมื่อมองดูเจ้านี่ ซึ่งความจริงแล้วคืออามอร์ฟเวอร์ชันด้อยพัฒนา ผมก็พอเดาได้ว่ามียีนอะไรบ้างในตัวมัน
อย่างแรก เกราะกระดูกที่หุ้มแขน ซึ่งน่าจะเป็นอาวุธหลัก ผมพอจะเดาที่มาของลักษณะทางชีวภาพนี้ได้
'น่าจะมาจากเมาท์เทน ครอว์เลอร์ (Mountain Crawler)'
เมาท์เทน ครอว์เลอร์ เป็นนักล่าที่อาศัยอยู่ร่วมกับร็อควอล์คเกอร์ (RockWalker) หน้าตาเหมือนสกั๊งค์หุ้มเกราะขยายส่วน ขนาดตัวประมาณ 10 เมตร เปลือกนอกที่แข็งแกร่งทำให้พวกมันได้รับฉายาว่า "มังกรหิน" และมีชื่อเสียในเกมพอสมควร
บอสดูเหมือนจะคัดสรรเฉพาะยีนที่ดีที่สุดจากมังกรหินพวกนี้มาใส่ตัว เขาฉีกเสื้อผ้าที่ขาดรุ่งริ่งทิ้งไป
ฮัลค์มิวแทนท์ยืนอยู่บนเส้นแบ่งระหว่างความป่าเถื่อนและสติสัมปชัญญะ ทุบอกคำรามลั่น
"กว๊ากกกก!"
ครืน! ครืน!
เสียงกรีดร้องที่ขับเคลื่อนด้วยสัญชาตญาณแห่งการทำลายล้างดังก้อง ผสมผสานกับการสั่นพ้องของอามอร์ฟ ร่างกายของผมสั่นสะท้านเมื่อสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายของการนองเลือดและความรุนแรงที่คืบคลานเข้ามาใต้ผิวหนัง
'เข้ามาเลย'
ในความมืดมิดของอวกาศ สัตว์ประหลาดคำรามก้อง ประกาศเริ่มเปิดฉากการต่อสู้