- หน้าแรก
- เซียนคำนวณป่วนยุทธภพ
- บทที่ 499 ล่อลวง
บทที่ 499 ล่อลวง
บทที่ 499 ล่อลวง
"หึๆ สรรพคุณของดอกบัวดอกนี้คงไม่ได้มีเพียงแค่นั้นกระมัง มิฉะนั้นเปลวเพลิงวิญญาณของลั่วผู้นี้ คงไม่เกิดปฏิกิริยารุนแรงถึงเพียงนี้หรอก"
ลั่วหงหัวเราะเบาๆ พลางเอ่ยด้วยความมั่นใจเต็มเปี่ยม
"ภายในดอกบัวเขียวอัคคีปฐพี มีเศษเสี้ยวของกฎเกณฑ์ธาตุไฟซ่อนอยู่ เปลวเพลิงวิญญาณของสหายเต๋าลั่วมีความรู้แจ้งทะลุปรุโปร่งแล้ว การที่มันจะปรารถนาสิ่งนี้อย่างบ้าคลั่งก็ถือเป็นเรื่องปกติ และไม่ว่าจะเป็นเทพธิดาผู้นี้ หรือเปลวเพลิงวิญญาณของท่าน เมื่อต้องการใช้งานดอกบัวเขียวอัคคีปฐพี ก็เพียงแค่นำตัวเองไปวางไว้บนฝักบัว แล้วค่อยๆ ดูดซับและหลอมรวมพลังที่แผ่ออกมาจากดอกบัวดอกนี้ก็เพียงพอแล้ว ดังนั้น นี่จึงถือเป็นเรื่องที่ได้ประโยชน์ด้วยกันทั้งสองฝ่าย สหายเต๋าลั่วไม่ต้องกังวลว่าเทพธิดาผู้นี้จะฮุบดอกบัวดอกนี้ไว้คนเดียวหรอกนะ"
ความคิดของลั่วหงไม่ได้คาดเดายากอะไรเลย เทพธิดาอิ๋นจึงรีบอธิบายให้ฟังทันที เพื่อปัดเป่าความคลางแคลงใจของเขา
"เช่นนั้นก็ดีที่สุด! เมื่อครู่นี้ที่เทพธิดาห้ามไม่ให้ลั่วผู้นี้เข้าไปใกล้ดอกบัวดอกนี้ หรือว่าการเก็บเกี่ยวมันจะมีข้อห้ามอะไรอย่างนั้นหรือ?"
ลั่วหงพยักหน้าเบาๆ ก่อนจะเอ่ยถามด้วยความสงสัย
"ของวิเศษชั้นยอดที่แทบจะหาไม่ได้ในโลกหล้าอย่างดอกบัวเขียวอัคคีปฐพี ย่อมไม่ใช่สิ่งที่จะเก็บเกี่ยวกันได้ง่ายๆ อยู่แล้ว ดอกบัวดอกนี้ดูภายนอกอาจจะดูทึ่มๆ ซื่อบื้อ แต่ความจริงแล้วมันฉลาดแกมโกงมาก หากเมื่อครู่นี้สหายเต๋าลั่วไม่ได้ใช้เปลวเพลิงวิญญาณคุ้มครองร่างกายเอาไว้ได้ทันท่วงที ป่านนี้มันคงจะสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายของท่าน แล้วก็คงจะเผ่นหนีหายเข้ากลีบเมฆไปตั้งนานแล้ว ในโลกแห่งหินหลอมเหลวนี้ ความเร็วในการหลบหนีของดอกบัวดอกนี้แทบจะเทียบเท่ากับการเคลื่อนย้ายพริบตา และเมื่อมันถูกกระตุ้นจนต้องหลบหนี มันก็จะหุบกลีบดอกเข้าหากันทันที พร้อมทั้งหลอมรวมกลิ่นอายของมันให้กลืนไปกับสภาพแวดล้อมโดยรอบ ทำให้ยากที่จะค้นหามันพบได้อีก วิธีเดียวที่จะเก็บเกี่ยวมันมาได้ ก็คือต้องใช้วัสดุวิญญาณธาตุไฟระดับสุดยอดมาเป็นเหยื่อล่อ หลอกล่อให้มันเข้ามาในตาข่ายเปลวเพลิงวิญญาณของท่าน คิดว่าด้วยฐานะความมั่งคั่งของสหายเต๋าลั่ว วัสดุวิญญาณธาตุไฟระดับสุดยอดคงจะไม่ขาดแคลนกระมัง"
เนื่องจากเรื่องนี้เกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ของตัวเอง เทพธิดาอิ๋นจึงอธิบายรายละเอียดให้ฟังอย่างถี่ถ้วน
"ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้นี่เอง ไม่รู้ว่าเหล็กเทพอีกาทองก้อนนี้ จะถูกปากดอกบัวดอกนั้นหรือไม่นะ?"
ลั่วหงนิ่งคิดไปครู่หนึ่ง จู่ๆ เขาก็หยิบโลหะก้อนหนึ่งที่เปล่งแสงสีทองแดงสว่างจ้าบาดตาออกมาจากถุงหมื่นสมบัติ
นี่คือเหล็กเทพอีกาทองก้อนที่เหลือจากการหลอมกล่องกระบี่เทพเทียนหยางให้ฟานเมิ่งอีในตอนนั้น และในเวลาต่อมา ลั่วหงก็ได้นำมันไปผ่านการเพิ่มระดับวิญญาณอีกครั้ง ดังนั้นมันจึงถือเป็นวัสดุวิญญาณระดับสุดยอดของโลกมนุษย์ในปัจจุบันอย่างไม่ต้องสงสัย
"เหล็กเทพอีกาทองก้อนนี้ถึงกับมีคุณภาพยอดเยี่ยมถึงเพียงนี้ สหายเต๋าลั่ว ท่านยังจะกล้าพูดอีกหรือว่าตัวเองไม่ได้บำเพ็ญเพียรในวิถีแห่งโชคลาภ?!"
ในความทรงจำของเทพธิดาอิ๋น แม้เหล็กเทพอีกาทองจะสามารถเปล่งแสงสีทองแดงออกมาได้ แต่โดยปกติแล้วแสงนั้นจะสว่างวาบๆ ดับๆ นางไม่เคยเห็นเหล็กเทพอีกาทองก้อนไหนที่มีแสงสว่างคงที่และบาดตาถึงเพียงนี้มาก่อนเลย
ไม่ต้องสงสัยเลยว่า เหล็กก้อนนี้ในมือของลั่วหง คือของล้ำค่าระดับสุดยอดในหมู่เหล็กเทพอีกาทองอย่างแน่นอน
"สหายเต๋าลั่ว ดอกบัวเขียวอัคคีปฐพีกินวัสดุวิญญาณธาตุไฟระดับสุดยอดเป็นอาหาร หากท่านนำเหล็กเทพอีกาทองก้อนนี้ไปเป็นเหยื่อล่อ เกรงว่ามันคงจะถูกกินจนไม่เหลือซากแน่ ท่านจะตัดใจได้จริงๆ หรือ?"
เทพธิดาอิ๋นเดาะลิ้นด้วยความเสียดายเล็กน้อย
"หึๆ ไม่มีอะไรให้ต้องเสียดายหรอก ในเมื่อตอนนี้มีเหยื่อล่อแล้ว ขั้นตอนต่อไปต้องทำอย่างไรต่อล่ะ?"
กับแค่เหล็กเทพอีกาทอง หากลั่วหงไปถล่มเกาะวิญญาณในทะเลดาวโกลาหลสักสองเกาะ อยากได้เท่าไหร่ก็ย่อมได้
"ในเมื่อเป็นเช่นนี้ เทพธิดาผู้นี้จะถ่ายทอดเคล็ดวิชาควบคุมเปลวเพลิงให้ท่าน เพื่อให้กลิ่นอายเปลวเพลิงวิญญาณของท่านสามารถเปลี่ยนแปลงได้ในระดับหนึ่งก็แล้วกัน"
พูดจบ เทพธิดาอิ๋นก็ใช้วิชาส่งกระแสจิตทางจิตวิญญาณ ถ่ายทอดเนื้อหาของเคล็ดวิชาส่งตรงไปยังจิตวิญญาณดั้งเดิมของลั่วหงทันที
หลังจากตรวจสอบจนแน่ใจแล้วว่ามันเป็นเพียงกระแสจิตที่มีแต่ข้อมูล ลั่วหงจึงยอมเปิดรับมันเข้ามาแต่โดยดี
เคล็ดวิชาควบคุมเปลวเพลิงบทนี้มีความลึกล้ำพิสดารยิ่งนัก แต่กลับฝึกฝนได้ไม่ยาก ลั่วหงเพียงแค่หลับตาทำความเข้าใจอยู่ครู่เดียว เขาก็โยนเหล็กเทพอีกาทองในมือออกไปทันที
เมื่อเหล็กเทพอีกาทองเข้าไปใกล้โพรงที่พ่นหินหลอมเหลวออกมาบริเวณก้นทะเลสาบ จู่ๆ เพลิงแท้อีกาทมิฬที่ห่อหุ้มมันอยู่ก็เปลี่ยนสี กลายเป็นเปลวเพลิงวิญญาณสีทองแดง
เมื่อพิจารณาจากกลิ่นอายแล้ว เปลวเพลิงวิญญาณสายนี้ดูราวกับว่ามันแผ่ออกมาจากเหล็กเทพอีกาทองเองเลยทีเดียว
และในสัมผัสรับรู้ของดอกบัวเขียวอัคคีปฐพี มันก็สัมผัสได้ว่ามีวัสดุวิญญาณที่มีความเป็นธาตุไฟเข้มข้นสุดขีดชิ้นหนึ่ง กำลังถูกกระแสหินหลอมเหลวพัดพาขึ้นมาจากใต้ดินลึก
ดอกบัวดอกนี้มีสติปัญญาไม่สูงนัก มันหลงกลเข้าอย่างจัง หลังจากขยับกลีบดอกไปมาอย่างลิงโลดสองที เปลวเพลิงสีเขียวทั้งหมดก็หดตัวมารวมกันที่จุดศูนย์กลางอย่างกะทันหัน จากนั้นท่ามกลางแสงวิญญาณสีเขียวสว่างจ้า มันก็จำแลงร่างกลายเป็นลูกจิ้งจอกขนเขียวขนาดหนึ่งฉื่อ
บางทีอาจจะเป็นเพราะมันใช้ชีวิตอย่างสงบสุขอยู่ก้นทะเลสาบอัคคีมานานนับหมื่นปี ความระแวดระวังของลูกจิ้งจอกเขียวตัวนี้จึงต่ำมาก มันไม่ทันได้คิดอะไรให้ถี่ถ้วน ร่างของมันก็วูบไหว พุ่งไปโผล่ที่ข้างๆ เหล็กเทพอีกาทองทันที
เห็นเพียงมันแลบลิ้นเลียเหล็กเทพอีกาทองด้วยใบหน้าหิวโหย จากนั้นก็ทำตัวงุ่มง่ามราวกับคนทึ่ม อ้าปากกว้างเตรียมจะกัดลงไป
แต่ในวินาทีนั้นเอง เปลวเพลิงสีทองแดงที่ห่อหุ้มเหล็กเทพอีกาทองอยู่ก็เกิดการเปลี่ยนแปลงกะทันหัน มันกลับกลายเป็นเปลวเพลิงวิญญาณสีดำแดงที่ดูแปลกตาไปในพริบตา
และในชั่วพริบตานั้น มันก็กลายสภาพเป็นตาข่ายเปลวเพลิง ครอบทับร่างของลูกจิ้งจอกเขียวเอาไว้จนมิด
แม้จะถูกเพลิงแท้อีกาทมิฬกักขังเอาไว้แล้ว แต่ลูกจิ้งจอกเขียวก็ยังไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น ในดวงตาของมันยังคงเต็มไปด้วยความงุนงง
จนกระทั่งลั่วหงมาปรากฏตัวอยู่ตรงหน้า มันถึงเพิ่งจะสัมผัสได้ถึงอันตราย และเริ่มกัดทึ้งตาข่ายเปลวเพลิงสีดำแดงอย่างบ้าคลั่ง แต่นั่นก็เห็นได้ชัดว่าเป็นการดิ้นรนที่เปล่าประโยชน์
ลั่วหงกางมือขวาออก พริบตาเดียวลูกจิ้งจอกเขียวก็ถูกดึงเข้ามาอยู่ในมือของเขา
ราวกับจะรู้ตัวว่าหายนะกำลังมาเยือน ลูกจิ้งจอกเขียวก็ส่งเสียงร้อง "อิ๋งๆ" ออกมาอย่างน่าสงสาร หางตาของมันยังมีหยาดน้ำตาไหลรินออกมาด้วย
ให้ตายเถอะ ทำไมข้าถึงรู้สึกเหมือนกำลังล่อลวงเด็กน้อยอยู่เลยเนี่ย
ลั่วหงลอบบ่นในใจ ก่อนจะทำหน้าตาย ใช้เพลิงแท้อีกาทมิฬห่อหุ้มร่างของมันเอาไว้หลายชั้นจนมิดชิด จากนั้นก็เก็บมันเข้าไปในตันเถียน
"เหยาเอ๋อร์ เจ้าตัวเล็กนี่อันตรายมากนะ เจ้าอย่าเข้าไปใกล้มันเชียวล่ะ"
"น่าเสียดายจัง ทั้งที่ออกจะน่ารักขนาดนั้นแท้ๆ แต่กลับลูบคลำไม่ได้"
หยวนเหยาถอนหายใจด้วยความเสียดาย
"สหายเต๋าลั่ว ก่อนไปก็พยายามเก็บรวบรวมผลึกอัคคีที่อยู่ก้นทะเลสาบกลับไปให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้นะ หากดอกบัวเขียวอัคคีปฐพีไม่ได้กินวัสดุวิญญาณธาตุไฟในปริมาณมากๆ เป็นเวลานาน ระดับการบำเพ็ญเพียรของมันจะถดถอยลงได้"
น้ำเสียงของเทพธิดาอิ๋นเจือปนไปด้วยความปีติยินดี นางเอ่ยเตือนขึ้นมาอีกครั้ง
แม้ว่าผลึกอัคคีจะไม่ใช่วัสดุวิญญาณระดับสูง แต่เนื่องจากการเก็บเกี่ยวเป็นไปอย่างยากลำบาก และยากต่อการเก็บรักษา ดังนั้นจำนวนของมันในตลาดจึงมีไม่มากนัก
ในเมื่อดอกบัวเขียวอัคคีปฐพีกินสิ่งนี้เป็นอาหารหลัก เขาก็จำเป็นต้องนำมันกลับไปให้มากหน่อย
โชคดีที่ในเวลานี้ มีสายแร่ผลึกอัคคีขนาดใหญ่ทอดยาวอยู่ก้นทะเลสาบอัคคีพอดี ลั่วหงเรียกหัตถ์หลัวซาออกมา แล้วขุดตะกุยเข้าไปในบริเวณที่มีแร่หนาแน่นเพียงไม่กี่ครั้ง เขาก็สามารถขุดเอาแร่ดิบออกมาได้เป็นจำนวนมหาศาล และเก็บพวกมันทั้งหมดเข้าไปในถุงหมื่นสมบัติ
มาถึงตอนนี้ ลั่วหงก็ใช้เวลาอยู่ข้างล่างนี้นานพอสมควรแล้ว เขาเกรงว่าทางฝั่งฮั่นเหล่าม๋ออาจจะเกิดเรื่องไม่คาดฝันขึ้นได้ จึงไม่รั้งอยู่อีกต่อไป เขาเร่งความเร็วมุ่งหน้ากลับขึ้นสู่ผิวทะเลสาบอัคคีทันที
ในขณะเดียวกัน ที่ริมฝั่งทะเลสาบอัคคี ฮั่นลี่และพวกอีกสองคนได้แบ่งของในถุงสมบัติกันเสร็จเรียบร้อยแล้ว
เนื่องจากอายุขัยที่เหลืออยู่ไม่มากนัก โหวหนานหลงและหลู่วุ่ยอิงจึงให้ความสนใจเป็นพิเศษกับสมุนไพรโอสถวิญญาณโบราณ ส่วนพัดเจ็ดอัคคีที่ดูแล้วไม่มีทางหลอมได้สำเร็จนั้น พวกเขาไม่ได้มีความสนใจเลยแม้แต่น้อย
ผลลัพธ์ก็เป็นไปตามที่ลั่วหงคาดการณ์ไว้ ฮั่นลี่ได้รับวิธีหลอมพัดเจ็ดอัคคีและวัสดุวิญญาณอีกหลายชนิดไปครอบครอง นอกจากนี้เขายังใช้สิทธิ์ในการเลือกสมบัติโบราณ เพื่อแลกเปลี่ยนกับศิลาวิญญาณระดับกลางจำนวนมหาศาลจากคนทั้งสอง
แต่จนถึงตอนนี้ลั่วหงก็ยังไม่กลับมา ฮั่นลี่จึงได้แต่ยืนรออยู่ที่ริมฝั่ง ทันใดนั้นเขาก็สังเกตเห็นว่า โหวหนานหลงและหลู่วุ่ยอิงก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะจากไปเช่นกัน ในใจของเขาจึงเริ่มเกิดความสงสัยขึ้นมา
"สหายเต๋าทั้งสองไม่ได้บอกว่าจะเดินทางกลับไปตามเส้นทางเดิมพร้อมกับฮั่นผู้นี้และศิษย์พี่ลั่วหรอกหรือ? แล้วพวกท่านจะมารออยู่ที่นี่ทำไมกัน?"
"โหวผู้นี้กับสหายเต๋าหลู่ก็เป็นห่วงความปลอดภัยของสหายเต๋าลั่วเช่นกัน! ท้ายที่สุดแล้ว ในโลกแห่งการบำเพ็ญเพียร ผู้ฝึกตนที่รักษาคำพูดดุจทองคำและมีคุณธรรมสูงส่งอย่างสหายเต๋าลั่วนั้น หาได้ยากยิ่งกว่าขนหงส์เขากิเลนเสียอีก!"
โหวหนานหลงจ้องมองไปที่ผิวทะเลสาบอัคคีเขม็ง พลางเอ่ยด้วยสีหน้าจริงใจ
มีหรือที่ฮั่นลี่จะเชื่อคำแก้ตัวพรรค์นี้ของเขา เขาตวัดสายตามองไปเพียงแวบเดียว ก็หันไปจับจ้องที่ซากศพของผู้ฝึกตนโบราณร่างนั้น ซึ่งเป็นสิ่งเดียวในสถานที่แห่งนี้ที่ยังไม่ถูกแบ่งปันทันที
----------