- หน้าแรก
- แค่เลิกเข้าสังคม ฉันก็งดงามสะท้านภพ
- บทที่ 11 ตัวปัญหา
บทที่ 11 ตัวปัญหา
บทที่ 11 ตัวปัญหา
บทที่ 11 ตัวปัญหา
"ตึก ตึก ตึก"
เสียงรองเท้าหนังกระทบขั้นบันไดไม้ดังก้องกังวาน
ซูไป๋เยว่เงยหน้าขึ้นและสบเข้ากับฟางโหย่วเซิง
ชายหนุ่มอาบไล้ไปด้วยแสงไฟสีเหลืองนวล เขาสวมชุดสูทสีแดงเข้มเข้ารูปที่ตัดเย็บมาอย่างประณีตไร้ที่ติ ขับเน้นรูปร่างให้ดูสูงโปร่งและสง่างาม
ด้านในสูทตัวนั้นปราศจากเสื้อเชิ้ตใดๆ
เผยให้เห็นร่องรอยของกล้ามเนื้อหน้าอกสุดเซ็กซี่และลอนกล้ามท้องจางๆ
ด้วยการออกกำลังกายมานานหลายปี ชายหนุ่มจึงไม่มีไขมันส่วนเกิน รูปร่างทรงสามเหลี่ยมคว่ำของเขาสมบูรณ์แบบจนน่าหลงใหล
นัยน์ตาสีเขียวของเขาเปรียบดั่งหมาป่าที่หิวโหยมาเนิ่นนาน จ้องมองเหยื่ออันโอชะตาไม่กะพริบ
เหล่าหญิงสาวที่หลงใหลในตัวฟางโหย่วเซิง ไม่เพียงแต่ถูกดึงดูดด้วยอำนาจของเขา แต่ยังรวมถึงรูปลักษณ์ภายนอกนี้ด้วย
กลิ่นอายความดิบเถื่อนและไม่ยอมสยบต่อผู้ใด ยิ่งเพิ่มเสน่ห์อันร้ายกาจให้เขาดูน่าดึงดูด
ใบหน้าหล่อเหลาร้ายกาจนั้น เพียงปรายตามองก็ทำให้ผู้คนใจเต้นรัวและใบหน้าเห่อร้อนขึ้นมาได้
ทว่าในสายตาของซูไป๋เยว่ผู้ไร้ซึ่งรสนิยมทางสุนทรียภาพ ชายในชุดสูทสีแดงคนนี้ช่าง...
ยั่วยวนเกินไปแล้ว
น้ำเสียงแหบพร่าสุดเซ็กซี่เอ่ยขึ้น
"ในฐานะผู้นำตระกูลฟาง ผมมีหน้าที่ต้องต้อนรับคุณหนูซู สวัสดีครับ ผมฟางโหย่วเซิง"
เขายกยิ้มอย่างถือดี สายตาจ้องมองอย่างพิจารณา
"ฉันซูไป๋เยว่ค่ะ ฉันอยากกลับห้องแล้ว ได้ไหมคะ?"
ตอนนี้ซูไป๋เยว่แค่อยากกลับห้องของตัวเอง โดยไม่มีความคิดอื่นใดอยู่ในหัวเลย
รอยยิ้มบนมุมปากของฟางโหย่วเซิงแข็งค้าง การปรากฏตัวที่เขาวางแผนมาอย่างดิบดีกลับจบลงอย่างกะทันหัน เขาช่างไม่สบอารมณ์เอาเสียเลย
แต่ซูไป๋เยว่กลับหลบสายตาเขา เธอเอาแต่ก้มหน้ามองพื้น
สวรรค์เท่านั้นที่รู้ว่าตอนนี้ซูไป๋เยว่อยากจะใช้นิ้วเท้าขุดพื้นไม้ให้เป็นอพาร์ตเมนต์สามห้องนอนหนึ่งห้องนั่งเล่นแล้วมุดหนีเข้าไปซะ!
ทั้งสามคนยืนเงียบงัน
บรรยากาศที่น่าอึดอัดขึ้นเรื่อยๆ ทำให้ซูไป๋เยว่แทบจะจิกมือตัวเองจนเลือดซิบ
เมื่อเห็นหมัดน้อยๆ ที่กำแน่นของหญิงสาวสั่นสะท้านเล็กน้อย และแพขนตาที่สั่นระริกอย่างกังวลใจ
มันกลับยิ่งทำให้ฟางโหย่วเซิงรู้สึกว่าเธอน่ากินมากยิ่งขึ้น
แต่ไม่ต้องรีบร้อน เขาไม่ชอบบังคับใคร ในเมื่ออาการป่วยของเธอยังรุนแรงขนาดนี้ เขาคงต้องค่อยเป็นค่อยไป
เขามีความอดทนมากพอ
"งั้นผมจะไปส่งคุณที่ห้อง"
ในขณะที่ซูไป๋เยว่ถอนหายใจด้วยความโล่งอกและกลับเข้าห้องของเธอไป ชายหนุ่มอีกคนอีกฟากหนึ่งของเมืองกำลังพลิกเมืองเอเพื่อตามหาตัวเธอ
"ลูกพี่ฮุย โทรไม่ติดเลยเหรอ?"
หวงจวิ้นเจี๋ยเกาหัวพลางมองเขา
เซียวอิงฮุยมองดูสายที่ไม่ได้รับเป็นหางว่าวบนโทรศัพท์ด้วยใบหน้าดำทะมึน
"ยัยนั่นบล็อกฉัน ฉันลองใช้เบอร์อื่นโทรไปหลายเบอร์แล้ว แต่เธอก็ไม่ยอมรับสายเลย"
ในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา เขาโทรไปเป็นร้อยสาย และเมื่อเขาโทรไปอีก ฝ่ายนั้นก็เมินเฉยเขาอย่างสมบูรณ์
ซูไป๋เยว่รู้ตัวดีว่าเธอไม่มีเพื่อนและไม่อยากติดต่อสื่อสารกับใคร
เมื่อคนที่เป็นโรควิตกกังวลทางสังคมเห็นสายเรียกเข้า หัวใจของพวกเขาจะบีบรัด และจะรีบคว่ำหน้าจอโทรศัพท์ลงทันที แสร้งทำเป็นมองไม่เห็น
นับครั้งไม่ถ้วนที่เธอรู้สึกว่าคนที่โทรเข้าโทรออกนั้นน่ากลัวเหลือเกิน
การต้องเผชิญหน้ากับโทรศัพท์ ต้องคอยรับฟังอารมณ์และน้ำเสียงของอีกฝ่าย อารมณ์ทั้งหมดที่ไม่สามารถคาดเดาได้เหมือนการพบปะแบบตัวต่อตัวจะถูกขยายให้ใหญ่ขึ้น ทำให้ยิ่งรู้สึกประหม่า
ดังนั้นเธอจึงเมินเฉยต่อสายเรียกเข้าทั้งหมด ปิดเสียงโทรศัพท์ และฝังตัวดูรายการวาไรตี้
"ถ้างั้นทำไมเราไม่ไปหาเธอโดยตรงเลยล่ะ?"
หวงจวิ้นเจี๋ยกลอกตาไปมา เสนอแนะ
"ชิ คิดว่าตัวเองเป็นนางฟ้านางสวรรค์มาจากไหนกัน! กล้ามาเล่นตัวกับฉัน!"
"ปัง!"
เขาสบถเสียงต่ำด้วยใบหน้าบึ้งตึง พร้อมเตะโต๊ะตรงหน้าอย่างแรง
ไม่เคยมีใครกล้าทำกับเขาแบบนี้มาก่อน!
ซูไป๋เยว่คนนี้น่าสนใจจริงๆ!
"คือว่า..."
หวงจวิ้นเจี๋ยอ้ำอึ้งไปเล็กน้อย
เธอไม่รู้จักลูกพี่ แล้วการที่เธอไม่รับสายมันไม่ใช่เรื่องปกติหรอกเหรอ?
แต่เขาก็ไม่กล้าพูดออกไป
เซียวอิงฮุยนึกถึงใบหน้าที่ยังคงเจ็บปวดของตนเองก็ไม่อาจข่มกลืนความโกรธลงไปได้!
"ฉันจะต้องแย่งยัยนี่มา ควงไปเย้ยต่อหน้าเซวียจื่อข่าย แล้วก็เขี่ยผู้หญิงคนนี้ทิ้งอย่างไม่ไยดี!"
เขาคิดอย่างร้ายกาจ
เซวียจื่อข่ายกล้าดีมาตีเขา!
ถ้าไม่เห็นแก่หน้าฟางโหย่วเซิงละก็ เขาคงเล่นสกปรกกับไอ้เด็กนั่นไปแล้ว
เดิมทีเขากะจะเอาถุงกระสอบคลุมหัวแล้วซ้อมมันให้หนำใจ
แต่พี่ชายของเขากลับมองเจตนาออก และเอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นชาว่า
"ถ้าแกกล้าเล่นสกปรก แล้วฟางโหย่วเซิงมาหาเรื่อง ฉันจะไม่ยื่นมือเข้าไปยุ่งเด็ดขาด"
ประโยคเรียบง่ายนั้นทำเอาเซียวอิงฮุยเสียวสันหลังวาบ
เขารู้ซึ้งถึงความเจ้าเล่ห์และโหดเหี้ยมของฟางโหย่วเซิงเป็นอย่างดี
หากอีกฝ่ายคิดจะล้างแค้นขึ้นมาจริงๆ เขาคงจบไม่สวยแน่
เขาไม่สามารถแก้แค้นแบบโจ่งแจ้งเช่นนั้นได้
เหมาะเจาะพอดี ในเมื่อเซวียจื่อข่ายชอบซูไป๋เยว่ เขาก็จะยิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัว!
"ไปกันเถอะ!"
เขาเตะโต๊ะอีกครั้ง ยืนขึ้นพร้อมกับรอยยิ้มชั่วร้าย
"ไปไหนลูกพี่?"
หวงจวิ้นเจี๋ยรู้สึกสังหรณ์ใจไม่ดี
"ไปตระกูลซู ไปเยี่ยมแฟนในอนาคตของฉันไง"
เมื่อนึกถึงท่าทางเย็นชาสง่างามและใบหน้าอันงดงามของซูไป๋เยว่ เขาก็รู้สึกถึงแรงปรารถนาที่พุ่งพล่าน
ถ้าได้เธอมาเมื่อไหร่ เขาจะเล่นสนุกด้วยสักพักแล้วค่อยเฉดหัวทิ้ง!
มีแต่ได้กับได้!
"ได้ครับๆ"
หวงจวิ้นเจี๋ยรีบไปสตาร์ทรถทันที
ไม่นาน รถมาเซราติสีแดงทองสุดสปอร์ตก็แล่นฉิวผ่านไป เรียกเสียงฮือฮาจากผู้คนที่สัญจรไปมา
"รถคันนั้นเท่ชะมัด!"
"รุ่นลิมิตเต็ดระดับโลกเลยนะเนี่ย สงสัยทายาทเศรษฐีตระกูลไหนออกมาขับรถเล่นแน่เลย"
"อยากลองนั่งดูสักครั้งจังว่าจะรู้สึกยังไง"
...รถหรูคันงามส่งเสียงคำรามกระหึ่มขณะมุ่งหน้าไปทางคฤหาสน์ตระกูลซู
ครึ่งชั่วโมงต่อมา รถก็จอดสนิทหน้าวิลล่าตระกูลซู
"นายมาทำไม?"
วันนี้ซูชิงชิงไม่ได้ไปโรงเรียน เธอลาหยุดเพื่อมาจัดการธุระบางอย่าง
"สวัสดี รุ่นน้อง!"
ความสัมพันธ์ระหว่างเซียวอิงฮุยและซูชิงชิงนั้นค่อนข้างเฉยชา ปีนี้เธอสอบเข้าห้อง 1 คณะการเงินของมหาวิทยาลัยเป่ยฮวาได้ กลายเป็นรุ่นน้องของเซียวอิงฮุย
เธอขมวดคิ้ว มองเขาเดินลงจากรถด้วยท่าทีสบายๆ
แม้ว่าเซียวอิงฮุยจะอายุรุ่นราวคราวเดียวกับเธอ แต่เธอไม่เคยเห็นเขาอยู่ในสายตาเลย
ทายาทรุ่นสองที่ไม่เอาไหนจะเอาอะไรมาสู้กับผู้สืบทอดตระกูลหนุ่มไฟแรงที่มีอนาคตไกลได้ล่ะ?
ดังนั้นความสัมพันธ์ของทั้งคู่จึงเป็นเพียงแค่คนรู้จักกันเท่านั้น
"นายไม่ไปเรียนเหรอ?"
"เรื่องที่โรงเรียนฉันไม่เห็นจะเข้าใจเลย อีกอย่าง ฉันมีธุระจะคุยกับพี่สาวเธอหน่อย"
ซูชิงชิงมึนงงเล็กน้อย
"พี่สาวฉัน? ซูไป๋เยว่น่ะเหรอ?"
ใบหน้าที่สวยหมดจดของซูไป๋เยว่ผุดขึ้นมาในหัว
ลางสังหรณ์ใจไม่ดีพุ่งปรี๊ดขึ้นมา
หรือว่าซูไป๋เยว่จะดังไปแล้วโดยที่เธอไม่รู้ตัว?
ถึงขนาดที่ตัวปัญหาอย่างเซียวอิงฮุยยังต้องมาตามหาเธอถึงที่นี่?
"ใช่ เธอคงยังไม่รู้สินะว่าคราวก่อน ไอ้ซื่อบื้อเซวียมีเรื่องชกต่อยกับฉันก็เพราะพี่สาวเธอนี่แหละ ฉันต้องไปคุยกับเธอให้รู้เรื่อง พาฉันเข้าไปสิ"
เซียวอิงฮุยปิดประตูรถ พลางเป็นฝ่ายอธิบายต้นสายปลายเหตุให้ฟัง
"เดี๋ยวนะ..."
สมองของเธออื้ออึงไปหมด
ที่แท้ ความขัดแย้งในวันนั้นก็เกิดจากซูไป๋เยว่งั้นสิ!
หล่อนดันเอาตัวเองเข้ามาพัวพันในแวดวงที่เธอพยายามอย่างหนักเพื่อจะแทรกซึมเข้าไปมาตลอดห้าปี ด้วยวิธีที่คาดไม่ถึงเสียอย่างนั้น!
ทำไมกัน!
ไม่ ไม่สิ ใจเย็นไว้ นี่แค่เซียวอิงฮุยที่สนใจหล่อน คนอื่นอาจจะไม่ได้สนใจก็ได้... จู่ๆ เธอก็นึกขึ้นได้ว่าวันนั้นฟางโหย่วเซิงบอกว่าเขาจะสืบเรื่องของซูไป๋เยว่
ไม่สิ สู้ผลักซูไป๋เยว่ไปให้เซียวอิงฮุยเลยจะดีกว่า!
เธอรู้ซึ้งถึงนิสัยเจ้าอารมณ์และเอาแน่เอานอนไม่ได้ของเซียวอิงฮุยดีตลอดห้าปีที่ผ่านมา
นาทีนี้ยังหัวเราะหยอกล้อกันอยู่ดีๆ นาทีต่อมาอาจจะพลิกหน้ามือเป็นหลังมือกลายเป็นศัตรูเลยก็ได้!
ถ้าสองคนนั้นคบกัน ยัยบ้านนอกชนชั้นล่างอย่างซูไป๋เยว่ต้องเจ็บปวดเจียนตายแน่ๆ!
เพียงแค่ครึ่งนาที ความคิดของเธอก็แล่นปรู้ดปร๊าด
ซูชิงชิงไม่เคยคิดเผื่อเลยว่าเซียวอิงฮุยอาจจะไม่ได้ชอบซูไป๋เยว่
วินาทีแรกที่เธอเห็นใบหน้าของซูไป๋เยว่ เธอก็รู้ทันทีว่าไม่มีผู้ชายคนไหนต้านทานเสน่ห์ของหล่อนได้
เว้นแต่จะเป็นคนที่มีความยับยั้งชั่งใจสูงลิ่วเท่านั้น ซึ่งคนประเภทนั้นก็หายากยิ่งกว่าอะไร
อย่างไรก็ตาม เสิ่นจ้าวอัน ฟางโหย่วเซิง ซ่งอี้ และเซียวอิงฮวย ในฐานะทายาทของตระกูล ล้วนแต่เป็นคนประเภทนั้นทั้งสิ้น
สถานะของพวกเขาลิขิตให้ต้องพบเจอกับหญิงงามนับไม่ถ้วนที่พากันมาทอดสะพานให้ตั้งแต่เด็ก
มีทุกรูปแบบ ทั้งลูกครึ่ง สาวใหญ่ โลลิ สาวเปรี้ยว... มีทุกอย่างที่จินตนาการได้
เธอยิ้มบางๆ ตัดสินใจที่จะให้ความร่วมมือกับเซียวอิงฮุย
"สองสามวันมานี้ซูไป๋เยว่ไปรักษาตัว ฉันเองก็ไม่รู้ว่าตอนนี้เธออยู่ที่ไหน นายลองไปสืบดูเอาเองแล้วกัน"
เซียวอิงฮุยขมวดคิ้วแน่น อารมณ์เสียขึ้นมาทันที
"นี่เธอไม่รู้เลยเหรอว่ายัยนั่นไปรักษาตัวที่ไหน?"
เธอส่ายหน้า รู้สึกเสียดายอยู่ลึกๆ
การที่ซูไป๋เยว่อยู่ในอาณาเขตของเธอ นั่นหมายความว่าเธอสามารถควบคุมหล่อนได้
แต่ตอนนี้หล่อนไม่อยู่แล้ว มันกลับทำให้เธอรู้สึกกระวนกระวายใจอย่างบอกไม่ถูก
คุณพ่อซูบอกว่าหล่อนไปรักษาตัว และซูชิงชิงก็เค้นเอาคำตอบอะไรไม่ได้อีกเมื่อถามย้ำ จึงทำได้เพียงยอมแพ้ไปอย่างไม่เต็มใจนัก
ในเมื่อตอนนี้มีอาวุธมาประเคนให้ถึงที่ ไม่มีเหตุผลอะไรที่จะไม่ใช้มัน
"เออๆ งั้นเดี๋ยวฉันไปสืบเอง ไปล่ะ"
เขาเลิกคิ้วขึ้น หมุนตัวกลับไปขึ้นรถ
"มีอะไรเหรอลูกพี่?"
"เธอไม่อยู่ ไปรักษาตัว ไปสืบมาว่าเธอไปที่ไหน"
"ครับๆ"
"เวรเอ๊ย"
เซียวอิงฮุยรู้สึกคันยุบยิบในใจ ราวกับว่ามีเพียงการได้เห็นหน้าซูไป๋เยว่เท่านั้นที่จะหยุดความงุ่นง่านนี้ได้
น่าหงุดหงิดชะมัด ทำไมมันถึงบังเอิญขนาดนี้ที่จู่ๆ ยัยนั่นก็หนีไปรักษาตัวพอดี!