- หน้าแรก
- ผมพกเอไอไปสอบขุนนาง ขอย้อนเวลามาสร้างตำนาน
- บทที่ 37 พวกเจ้าเข้ามาพร้อมกันเลยเถอะ ข้ากำลังรีบ ข้าจะเล่นพร้อมกันสิบกระดาน!
บทที่ 37 พวกเจ้าเข้ามาพร้อมกันเลยเถอะ ข้ากำลังรีบ ข้าจะเล่นพร้อมกันสิบกระดาน!
บทที่ 37 พวกเจ้าเข้ามาพร้อมกันเลยเถอะ ข้ากำลังรีบ ข้าจะเล่นพร้อมกันสิบกระดาน!
"โอ้โห! ข้าก็นึกว่าใคร ที่แท้ก็ลูกศิษย์คนเก่งของท่านอาจารย์เฉินผู้มีความรู้ความสามารถล้ำเลิศนี่เอง" พอเจิ้งฉี่ซานได้ยินเสียงคนเรียก สายตาก็ตวัดมามองทันที
ตอนแรกก็นึกว่าตัวตึงที่ไหนมา เพราะท่าทางการเปิดตัวเมื่อกี้มันดูมีรังสีอำมหิตจริงๆ แต่พอเห็นชัดๆ ว่าเป็นใคร เขาก็หลุดหัวเราะเยาะออกมาทันที!
"ทำไมล่ะ เล่นหมากล้อมสู้ไม่ได้ ก็เลยกะจะมาใช้กำลังงั้นสิ ข้าจะบอกอะไรให้นะ พวกข้าก็มีคนไม่ใช่น้อยๆ ในเมื่อต่างก็เป็นบัณฑิตด้วยกัน ข้าขอเตือนให้พวกเจ้ารู้จักรักษาหน้าตาตัวเองไว้บ้างจะดีกว่า"
"หึ! อย่าคิดว่าคนอื่นเขาจะเจ้าเล่ห์และต่ำช้าเหมือนพวกเจ้าสิ!" อู๋ตี๋ยังไม่ทันได้อ้าปาก เจ้าอ้วนน้อยก็ชิงพูดขึ้นมาก่อน ด้วยความโกรธจนไขมันบนหน้าสั่นดิกๆ
"ใช่แล้ว บัณฑิตอย่างพวกเรา จะไปทำเรื่องป่าเถื่อนแบบนั้นได้อย่างไร" จางฮ่าวก็สะบัดแขนเสื้อ ยืดหลังตรง
ที่จริงแล้วตอนที่เดินมา อู๋ตี๋ก็อธิบายให้พวกเขาฟังชัดเจนแล้ว ว่ามาครั้งนี้เพื่อมาเล่นหมากล้อม ไม่ได้มาหาเรื่องชกต่อย สั่งกำชับนักหนาว่าอย่าใจร้อนวู่วาม แถมยังย้ำแล้วย้ำอีกว่า ตอนที่เล่นหมากล้อมกับพวกหวังเซิ่งเมื่อก่อนน่ะ แค่เล่นขำๆ ความจริงแล้วตัวเขาเองเป็นยอดฝีมือหมากล้อมที่ซ่อนคมเอาไว้ต่างหาก
ทุกคนเห็นเขาพูดเป็นจริงเป็นจัง บวกกับอู๋ตี๋เป็นคนใจเย็นและไม่เคยทำอะไรที่ไม่มีความมั่นใจ ก็เลยเชื่อไปแล้วสามส่วน
แต่ใครจะไปคิด ว่าพอสองคนนั้นพูดจบ อู๋ตี๋ที่ปกติทนต่อการยั่วยุไม่ได้มากที่สุด กลับหัวเราะเยาะออกมาตรงนั้นเลย
"พวกเขาโกหกเจ้าน่ะ ความจริงถ้าใช้กำลัง พวกเจ้าก็สู้ไม่ได้หรอก!"
"เจ้า..." เพื่อนร่วมเรียนคนหนึ่งของเจิ้งฉี่ซาน พอโดนพูดใส่แบบนี้ ก็หน้าแดงก่ำไปถึงคอ ถลกแขนเสื้อเตรียมจะเข้าไปเอาเรื่องทันที
แต่ก็ถูกเจิ้งฉี่ซานดึงเอาไว้ เขาแอบส่ายหน้า แล้วกระซิบว่า "อย่าใจร้อน ใกล้จะสอบระดับอำเภอแล้ว ถ้าเกิดมีเรื่องเสื่อมเสียขึ้นมา อาจจะถูกตัดสิทธิ์สอบได้ พวกเรามีคนเยอะกว่า ไม่คุ้มที่จะไปแลกกับพวกมันหรอก"
เจิ้งฉี่ซานเป็นคนหัวไว คิดถึงผลเสียที่จะตามมาได้ทันที ทางฝั่งพวกเขาเป็นลูกศิษย์ของท่านอาจารย์ลู่สิบกว่าคน มากกว่าพวกของอู๋ตี๋ตั้งสองเท่ากว่า ถ้าเรื่องนี้ถึงหูทางการ แล้วโดนตัดสิทธิ์สอบระดับอำเภอด้วยความโกรธ พวกเขาจะไม่ขาดทุนย่อยยับหรอกหรือ
ดังนั้นเขาจึงรีบห้ามเพื่อนร่วมเรียนที่กำลังเลือดร้อน แล้วยังแอบชำเลืองมองอู๋ตี๋อย่างเงียบๆ นึกในใจว่าหมอนี่ช่างใจคอเหี้ยมโหดกว่าตนเสียอีก ถึงกับคิดแผนการทำร้ายศัตรูพันส่วนแต่ตัวเองก็บาดเจ็บแปดร้อยส่วนแบบนี้ออกมาได้
แต่เห็นได้ชัดว่าเขาคิดวิเคราะห์มากเกินไปแล้ว... ที่อู๋ตี๋พูดน่ะ คือความจริงล้วนๆ
ก็ไอ้พวกลูกกระจ๊อกตรงหน้านี้ เป็นแค่บัณฑิตอ่อนแอปวกเปียกกลุ่มหนึ่ง อย่าว่าแต่งัดเอาไม้ตายก้นหีบออกมาใช้เลย แค่เขาใช้งัดเอาหมัดเหวี่ยงแบบรัสเซียที่ฝึกมาจนชำนาญออกมาใช้ ก็สามารถล้มพวกมันเรียงตัวได้สบายๆ ก็แหม ฝึกฝนมาตั้งหลายปี ขอแค่กะจังหวะเล็งไปที่จุดอ่อนตรงปลายคาง หมัดเดียวสลบเหมือดไปทีละคน มันไม่ใช่เรื่องยากอะไรเลย
"สหาย วันนี้เรื่องที่ข้ากับเพื่อนร่วมเรียนของเจ้าเล่นพนันหมากล้อมกัน มันเป็นเรื่องที่ตกลงกันไว้ก่อนแล้ว ถ้าเจ้าอยากจะมากู้หน้าล่ะก็ ข้าก็พร้อมจะเล่นหมากล้อมด้วยจนถึงที่สุด แต่ถ้าจะมาใช้กำลังป่าเถื่อนชกต่อยกันล่ะก็ ขอบายเถอะ" เจิ้งฉี่ซานยืนขึ้น สบตากับกลุ่มของอู๋ตี๋ทั้งห้าคนอย่างไม่สะทกสะท้าน "เพื่อนร่วมเรียนของข้าพวกนี้ล้วนเป็นบัณฑิตที่มีการศึกษา ไม่ลดตัวลงไปมีเรื่องชกต่อยกับเจ้าหรอก"
"อืม! ที่เจ้าพูดมาก็มีเหตุผลนะ!" อู๋ตี๋ลูบคาง พยักหน้าอย่างใจเย็น "จริงๆ แล้ว ข้าก็อยากจะอัดเจ้าสักทีเหมือนกัน ต่อให้ต้องแลกกับการหมดสิทธิ์สอบ ข้าก็ไม่เสียใจเลยแม้แต่น้อย"
"เพราะข้าได้ยินจากเพื่อนร่วมเรียนว่า พวกเจ้าน่ะอยู่ดีๆ ก็มาดูถูกท่านอาจารย์ของข้าก่อน จงใจเอาเรื่องนี้มายั่วยุ แล้วก็วางแผนหลอกล่อให้เขาติดกับดัก พูดตรงๆ นะ วิธีการของพวกเจ้ามันช่างต่ำช้า ไม่คู่ควรให้คนเขายกย่องเลยจริงๆ!"
พูดถึงตรงนี้ อู๋ตี๋ก็หยุดไปครู่หนึ่ง สายตากลับกลายเป็นแหลมคมดุจมีดสองเล่มที่เพิ่งชักออกจากฝัก ทิ่มแทงไปที่เจิ้งฉี่ซาน "แต่ในเมื่อได้ยินมาว่าเจ้าเล่นหมากล้อมเก่งมาก งั้นข้าก็จะเหยียบย่ำเจ้าให้จมดิน ในสิ่งที่เจ้าคิดว่าตัวเองเก่งที่สุดนั่นแหละ... นี่ต่างหากล่ะ ถึงจะเป็นการแก้แค้นที่สะใจที่สุด ไม่ใช่หรือ"
พอสิ้นเสียง ทั่วทั้งหอหมากล้อมก็ตกอยู่ในความเงียบกริบ แม้แต่เข็มตกก็ยังได้ยิน ขนาดเหลยหลิงอวิ๋นและหลี่จี้ไห่ที่นั่งจิบชาอยู่บนห้องรับรองชั้นสอง ก็ยังชะงักมือที่กำลังถือถ้วยชา แววตาฉายความตกตะลึงออกมาแวบหนึ่ง
โอหัง โอหังเกินไปแล้ว!
ต้องยอมรับเลยว่า คำพูดของอู๋ตี๋นี่มันช่างโอ้อวดไร้ขอบเขตจริงๆ ต้องรู้ไว้นะว่า สิ่งที่ทำให้คนเรารู้สึกพ่ายแพ้มากที่สุดในโลกนี้ ก็คือการถูกบดขยี้อย่างย่อยยับในสิ่งที่ตัวเองถนัดที่สุดนี่แหละ ความพ่ายแพ้แบบนี้ ความอัปยศแบบนี้ มันเป็นความทรมานที่แสนสาหัสยิ่งกว่าความเจ็บปวดทางร่างกายเป็นร้อยเท่า มันคือความอับอายที่จะฝังใจไปชั่วชีวิต คือคมมีดที่จะกรีดแทงทำลายความภาคภูมิใจในตัวคนให้แหลกสลายจากข้างใน...
ดังนั้น การที่อู๋ตี๋ประกาศกร้าวว่าจะเอาชนะเจิ้งฉี่ซานในการเล่นหมากล้อมที่เขาภูมิใจนักหนาให้ได้อย่างขาวสะอาด... นี่มันจะไม่ใช่คำพูดที่โอหังที่สุดได้อย่างไร
"ช่างไม่เจียมตัวเอาเสียเลย ถึงกับกล้าพูดว่าจะแข่งหมากล้อมกับพี่ฉี่ซาน เจ้าไม่รู้หรือไงว่าพี่ฉี่ซานเป็นนักหมากล้อมระดับเจ็ด อย่าว่าแต่ในอำเภอมู่ชวนนี่เลย อายุขนาดเขา ต่อให้อยู่ในเมืองฮั่นอัน ก็ยังถือว่าเป็นอัจฉริยะผู้โดดเด่นเลยนะ"
"ใช่แล้ว กล้าดีปากดีบอกว่าจะเหยียบย่ำพี่ฉี่ซานให้จมดิน ข้าว่าเจ้าคงจะอ่านหนังสือจนสมองเพี้ยนไปแล้วล่ะมั้ง ก็เหมือนเพื่อนร่วมเรียนของเจ้าแหละ สมองไม่ค่อยดีเท่าไหร่นะ"
"ฮ่าๆๆๆ... สหายท่านนี้ คงจะมาสร้างเสียงหัวเราะล่ะสิ ข้าว่าไม่ต้องถึงมือพี่ฉี่ซานหรอก แค่ข้าออกโรงเอง พวกเจ้าก็น่าจะรับมือไม่ไหวแล้วล่ะ"
พวกลูกศิษย์ของเจิ้งฉี่ซานพอตั้งสติได้ ก็พากันหัวเราะเยาะจนท้องแข็ง นี่คงเป็นเรื่องตลกที่ขำที่สุดเท่าที่พวกเขาเคยได้ยินมาในช่วงหลายปีมานี้เลยล่ะ!
"เจ้า..." พอจางฮ่าวได้ยินอีกฝ่ายดูถูกอู๋ตี๋ แล้วยังหัวเราะเยาะสารพัด ก็โกรธจนลมออกหูทันที
แต่อู๋ตี๋กลับโบกมือห้ามไว้ "จะเอาคืน ก็ต้องปล่อยให้ได้ใจไปก่อน จะยกย่อง ก็ต้องกดให้จมดินไปก่อน ใครกันแน่ที่เป็นตัวตลก ตอนนี้ยังบอกไม่ได้หรอก ปล่อยให้พวกมันหัวเราะไปก่อนเถอะ"
สำหรับปฏิกิริยาของทุกคน อู๋ตี๋ก็พอจะเดาไว้แล้วแหละ
พูดตามตรง ถ้าจะให้สู้ด้วยฝีมือจริงๆ เขาก็คงสู้ไม่ได้หรอก ก็แหม ตัวเองมีน้ำยาแค่ไหน เขาย่อมรู้ดีที่สุด แต่วันนี้ที่มา เขาก็ไม่ได้คิดจะเอาชนะด้วยตัวเองอยู่แล้ว เพราะงั้นก็เลยไม่กลัวอะไรทั้งนั้น
AI น่ะเป็นถึงผลึกแห่งภูมิปัญญาของมนุษย์ยุคปัจจุบันเลยนะ ขนาดเคอเจี๋ย แชมป์โลกหมากล้อมจีน ยังพ่ายแพ้ให้กับ AI เลย นับประสาอะไรกับไอ้พวกกระจอกตรงหน้านี้ ไม่คณามือหรอก
อู๋ตี๋ก็เริ่มนิสัยเดิมๆ ได้คืบจะเอาศอกทันที "ได้สิ ไม่มีปัญหา! ในเมื่อเจ้าปากเก่งนัก งั้นก็นับเจ้าเข้าไปด้วยอีกคน!"
เขากางแขนออกทั้งสองข้าง ท่าทางเหมือนจะบอกว่า พวกเจ้าเต็มที่เลย ข้าน่ะไร้เทียมทานอยู่แล้ว!
"หา เจ้าหมายความว่ายังไง อะไรคือนับข้าเข้าไปด้วยอีกคน" คนที่พูดจาเยาะเย้ยเป็นคนสุดท้าย ถึงกับยืนอึ้งไปเลยชั่วขณะ
อู๋ตี๋ส่ายหน้า "ไม่รู้จริงๆ ว่าตกลงใครกันแน่ที่อ่านหนังสือจนสมองเพี้ยน พูดชัดเจนขนาดนี้แล้ว ยังฟังภาษาคนไม่ออกอีก"
ด้วยความจำใจ เขาจึงต้องเน้นย้ำอย่างจริงจังอีกครั้ง
"เจ้า เจ้า แล้วก็เจ้า รวมไปถึงพวกเจ้าทุกคนนั่นแหละ! ข้ากำลังรีบ พวกเจ้าเข้ามาพร้อมกันเลยเถอะ ข้าจะเล่นพร้อมกันสิบกระดาน!"
พอสิ้นเสียง ก็เหมือนกับมีระเบิดลูกใหญ่ตกลงไปในทะเลสาบที่เงียบสงบ เสียงฮือฮาดังขึ้นทั่วทั้งบริเวณทันที!
แค่ประโยคเดียว ทำเอาคนทั้งหอหมากล้อมถึงกับช็อกไปตามๆ กัน! ทุกคนต่างก็รู้สึกว่าหูตัวเองต้องเพี้ยนไปแล้วแน่ๆ ในเวลาเดียวกัน
"ล... เล่นสิบกระดาน ข... เขา เขา เขา... คงไม่ได้คิดจะ..."
"ใช่แล้ว สหายท่านนี้ถามได้ดีมาก!" คนผ่านทางคนหนึ่งเพิ่งจะอุทานออกมาอย่างตะกุกตะกัก อู๋ตี๋ก็รีบรับมุกทันที
"เถ้าแก่ เคลียร์โต๊ะหมากล้อมให้ข้าสิบโต๊ะ ข้าจะเล่นพร้อมกันสิบกระดานรวดเดียวเลย!"
ตู้ม!
คราวนี้ บรรยากาศระเบิดของจริง! ทุกคนได้ยินชัดเจนแจ่มแจ้งแล้วว่าอู๋ตี๋ต้องการจะทำอะไร
การเล่นแบบพบทุกคน หรือที่เรียกกันว่าการแข่งแบบรับมือทุกคน! นี่ถือเป็นวิธีการประลองหมากล้อมที่โอ้อวดที่สุดในวงการหมากล้อมเลยก็ว่าได้ ความหมายก็คือ คนคนเดียวเล่นหมากล้อมพร้อมกันกับคนหลายคน
การประลองแบบนี้ ความยากมันไม่ใช่ระดับธรรมดาเลยนะ ปริมาณการคำนวณหมากมันมหาศาลจนแทบจะหลุดโลกไปเลย ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน คนที่กล้าทำแบบนี้มีแทบนับหัวได้!
คนที่เคยทำเรื่องแบบนี้คนล่าสุด ก็คือคนล่าสุดนั่นแหละ!
อย่าเพิ่งเข้าใจผิด นี่ไม่ใช่ประโยคกำปั้นทุบดินนะ แต่หมายถึงคนที่อยู่ชั้นบนนั่นต่างหากล่ะ
หลี่จี้ไห่อุทานด้วยความตกใจ "ท่านเหลย ไอ้... ไอ้... ไอ้เด็กคนนี้..."
เขาพูดจาติดขัด หลักๆ ก็เพราะอู๋ตี๋กล้ามาโชว์ลวดลายแบบนี้ต่อหน้าปรมาจารย์หมากล้อมคนปัจจุบัน มันช่างไม่รู้จักที่ต่ำที่สูงเอาเสียเลย!
"ไม่เป็นไร!" เหลยหลิงอวิ๋นโบกมือ "ข้าดูจากท่าทางสง่าผ่าเผยของเด็กหนุ่มคนนี้แล้ว คิดว่าน่าจะมีฝีมืออยู่บ้าง ถอยมาหมื่นก้าว ต่อให้วันนี้เขามาทำเรื่องตลกให้ดู แต่มันก็ตลกดีไม่ใช่หรือ"