- หน้าแรก
- มหาเศรษฐี จากดาวรุ่งวอลล์สตรีทสู่ผู้ทรงอิทธิพลแห่งอเมริกา
- บทที่ 5 พบฮิลลารีอีกครั้ง
บทที่ 5 พบฮิลลารีอีกครั้ง
บทที่ 5 พบฮิลลารีอีกครั้ง
บทที่ 5 พบฮิลลารีอีกครั้ง
วอชิงตัน ดี.ซี.
ดินแดนขนาดเท่าฝ่ามือที่ถูกโอบล้อมด้วยรัฐแมริแลนด์และรัฐเวอร์จิเนียอย่างแน่นหนา
หากพูดถึงพื้นที่ก็มีเพียง 177 ตารางกิโลเมตร พื้นที่ทางบกยิ่งมีแค่ 159 ตารางกิโลเมตร และมีประชากรอาศัยอยู่ถาวรเพียง 500,000 กว่าคนเท่านั้น
แต่กลับเป็นศูนย์กลางอำนาจที่กระจุกตัวมากที่สุดในอเมริกา
สถานที่ที่เล็กเท่าฝ่ามือแห่งนี้แหละ ที่เป็นแหล่งซ่องสุมระบบข้าราชการที่ใหญ่โตที่สุดของอเมริกา
ในจำนวนประชากรไม่ถึง 600,000 คน มีเจ้าหน้าที่รัฐที่ได้รับการว่าจ้างจากรัฐบาลกลางโดยตรงมากกว่า 100,000 คน
นี่ยังไม่นับรวมบรรดาสมาชิกรัฐสภาที่มาจากการเลือกตั้ง ซึ่งต้องเดินทางไปมาระหว่างเขตเลือกตั้งกับเขตปกครองพิเศษ ในช่วงสุดสัปดาห์
บวกกับเหล่านายหน้าทางการเมือง ที่ปรึกษา และทนายความระดับหัวกะทิที่มารวมตัวกันอยู่ที่นี่
พูดได้เต็มปากเลยว่า ในทุกๆ 3 คนในเมืองนี้ จะมี 1 คนที่ทำงานรับใช้หน่วยงานรัฐบาลกลางทั้งทางตรงและทางอ้อม
แต่ที่น่าขันก็คือ แม้จะรายล้อมไปด้วยเครือข่ายความปลอดภัยหลายชั้น ทั้งตำรวจนครบาล ตำรวจรัฐบาลกลาง และ FBI
แถมยังมีกำลังตำรวจจากเขตข้างเคียงอย่างมอนต์โกเมอรี พรินซ์จอร์จส และอาร์ลิงตันคอยสนับสนุน แต่ความปลอดภัยของวอชิงตันกลับย่ำแย่จนดูไม่จืด
ที่นี่คือเมืองคู่ขนานที่มีทั้งนางฟ้าและปีศาจอาศัยอยู่ร่วมกัน
ย่านธุรกิจใจกลางเมืองที่มีอาคารรัฐสภาและทำเนียบขาวเป็นศูนย์กลาง รวมไปถึงย่านคนรวยในเขตตะวันตกเฉียงเหนือ คือมุมที่ปลอดภัยที่สุดในโลก
ที่นี่ โอกาสที่คุณจะเจอคดีฆาตกรรมนั้น ริบหรี่เสียยิ่งกว่าการถูกรางวัลที่หนึ่งลอตเตอรี่มูลค่า 200,000,000 ดอลลาร์เสียอีก
ในฤดูใบไม้ผลิ ดอกซากุระจะปลิวว่อน กลีบดอกไม้ร่วงหล่นปกคลุมถนนที่สะอาดสะอ้าน นี่แหละคือความหมายที่แท้จริงของฉายา เมืองแห่งซากุระ ของวอชิงตัน
แต่ขอเพียงแค่ก้าวเท้าออกจากเขตแดนอันหรูหรานี้ ต่อให้เดินออกจากทำเนียบขาวไปทางทิศตะวันออกแค่ 300 เมตร ภาพของนรกก็จะปรากฏอยู่ตรงหน้า
ตามตรอกซอกซอยเต็มไปด้วยพวกขี้ยาที่เดินเตร็ดเตร่ด้วยสายตาเลื่อนลอย พวกเขามองผู้คนที่เดินผ่านไปมาด้วยสายตาดุร้าย ในใจคอยประเมินความเสี่ยงและผลตอบแทนจากการปล้นฆ่า
คดีฆาตกรรมสะเทือนขวัญหลายร้อยคดีเกิดขึ้นที่นี่ทุกปี การปล้นจี้และลักทรัพย์กลายเป็นเรื่องปกติธรรมดา ฉายาอันเลวร้ายอย่าง "เมืองหลวงแห่งการฆาตกรรม" หรือ "เมืองหลวงแห่งอาชญากรรม" กลายเป็นตราบาปที่ลบไม่ออกของพื้นที่นี้ไปแล้ว
นี่แหละคือวอชิงตัน ครึ่งหนึ่งคือสวรรค์ อีกครึ่งหนึ่งคือนรก
แต่สำหรับสกอตต์แล้ว เรื่องพวกนี้ไม่ได้สำคัญอะไรเลย เขาคือ 0.1% ที่ยืนอยู่บนยอดพีระมิด ไม่จำเป็นต้องไปสัมผัสความหนาวเหน็บและโหดร้ายของนรกด้วยตัวเอง
เครื่องบินโบอิ้ง 727 บินขึ้นจากลอสแองเจลิส
หลังจากบินมา 5 ชั่วโมง ก็เริ่มเตรียมตัวลงจอดที่สนามบินโรนัลด์ เรแกน ในวอชิงตัน
สนามบินโรนัลด์ เรแกน เป็นสนามบินที่อยู่ใกล้ตัวเมืองวอชิงตันมากที่สุด ห่างจากทำเนียบขาวเพียง 5 กิโลเมตร
เมื่อเทียบกับสนามบินนานาชาติดัลเลสที่อยู่ห่างไกลและพลุกพล่านกว่า ที่นี่ดูเหมือนจะเป็น "จุดจอดส่วนตัว" สำหรับแวดวงผู้มีอำนาจในวอชิงตันมากกว่า
ตามห้องรับรองวีไอพีมากมาย จะเห็นบรรดาทีมงานสมาชิกรัฐสภาในชุดสูท และเจ้าหน้าที่รัฐบาลกลางที่ถือกระเป๋าเอกสารเดินกันขวักไขว่
กระทั่งเสียงคำรามของเครื่องบินขณะขึ้นและลงจอด ยังแฝงไปด้วยคลื่นใต้น้ำของการชิงไหวชิงพริบทางการเมือง
ที่นี่มีอาคารผู้โดยสารเพียงแห่งเดียว ขนาดจะลงจอดยังต้องต่อคิว
สกอตต์ที่อยู่ในห้องนอนได้รับแจ้งจากพนักงานต้อนรับ เขาจัดการธุระส่วนตัวลวกๆ จากนั้นก็สวมเสื้อผ้าแล้วเดินออกจากห้อง
ส่วนเจนนิเฟอร์นั้นออกไปตั้งนานแล้ว ท้ายที่สุดนั่นก็เป็นแค่ของหวานหลังอาหารเพื่อแก้เลี่ยน ใครจะไปกินของหวานแบบไม่รู้จักพอเล่า
แน่นอนว่าราคามันค่อนข้างสูง เช็คเงินสด 10,000 ดอลลาร์เชียวนะ
เงินจำนวนนี้สามารถจ้างนางแบบชื่อดังมาอยู่ร่วมหลับนอนได้สบายๆ เลย
ครึ่งชั่วโมงต่อมา สกอตต์พร้อมบอดี้การ์ด 2 คน ก็เดินออกจากสนามบินผ่านประตูขึ้นเครื่องวีไอพี
ด้านนอกสนามบิน
ทรัมป์แอร์ได้เตรียมรถและคนขับไว้ให้เขาอย่างใส่ใจเรียบร้อยแล้ว
การกลับมาของสกอตต์ในครั้งนี้ ไม่ได้แจ้งเวลาที่แน่นอนให้ฮิลลารีทราบ
จึงไม่มีใครมารับเขา
จากสนามบินกลับไปที่ทาวน์โฮมในจอร์จทาวน์นั้นใกล้มาก ระยะทางเพียง 6 ไมล์เท่านั้น
ถ้ารถไม่ติด 10 นาทีก็ถึงแล้ว
ทรัมป์แอร์เตรียมรถลินคอล์นและคนขับ 2 คนไว้ให้เขา
สกอตต์รับรถไว้ด้วยความยินดี แต่ไม่ใช้งานคนขับ
บอดี้การ์ดสองคนที่ติดตามเขามา 1 ปีแล้ว ล้วนเป็นคนขับรถฝีมือเยี่ยมทั้งคู่
บอดี้การ์ดสองคนนี้ คนหนึ่งชื่อไมเคิล ไมเคิล โจนส์ เป็นอดีตหน่วยรบพิเศษจากซีล ทีมซิกซ์ เคยผ่านปฏิบัติการในต่างประเทศมาแล้ว ถือเป็นยอดฝีมือตัวจริง
อีกคนชื่อมาร์ค วิลเลียมส์ เป็นเจ้าหน้าที่อาวุโสของ FBI ซึ่งฮิลลารีใช้เส้นสายหามาเพื่อปกป้องเขาโดยเฉพาะ
หน้าที่หลักคือคอยตรวจสอบว่าที่พักอาศัยถูกแอบติดตั้งเครื่องดักฟังหรือมีใครคอยจับตาดูอยู่หรือไม่
แน่นอนว่าค่าตัวของทั้งสองคนไม่ธรรมดา ไมเคิลได้เงินเดือน 200,000 ดอลลาร์ ส่วนมาร์คนั้น รัฐบาลกลางเป็นคนจ่ายเงินเดือนส่วนหนึ่ง แต่ทางสกอตต์ก็จ่ายเงินอุดหนุนให้อีกเดือนละ 100,000 ดอลลาร์ด้วย
แน่นอนว่าเงินก้อนนี้ของมาร์คไม่สามารถจ่ายให้ตรงๆ ได้ เขาจึงตั้งบริษัทที่ปรึกษาขึ้นมาในชื่อของภรรยา และตอนนี้สกอตต์ก็เป็นลูกค้าเพียงคนเดียวของบริษัทที่ปรึกษาแห่งนั้น
ทั้งสามคนออกเดินทางออกจากสนามบิน
ตอนที่ขึ้นเครื่องที่ลอสแองเจลิสคือเวลา 9 โมงเช้า หลังจากบินมา 5 ชั่วโมงครึ่ง ตอนนี้ก็ใกล้จะบ่าย 3 โมงแล้ว
ส่วนมื้อเที่ยงก็ทานบนเครื่องเรียบร้อยแล้ว แถมยังเป็นมื้อที่ยอดเยี่ยมมากด้วย
สมกับที่เป็นเครื่องบินส่วนตัวจริงๆ
ดังนั้นพอขึ้นรถ สกอตต์ก็สั่งไมเคิลซึ่งเป็นคนขับทันที
"กลับจอร์จทาวน์เลย"
"รับทราบ!" สำหรับไมเคิล แค่ทำตามคำสั่งก็พอแล้ว
จอร์จทาวน์ตั้งอยู่ห่างจากทำเนียบขาวไปทางตะวันตกเฉียงเหนือ 1 ไมล์ ก่อตั้งขึ้นในรัฐแมริแลนด์เมื่อปี 1751
ก่อตั้งก่อนวอชิงตัน ดี.ซี. ถึง 40 ปี ก่อนปี 1871 ที่นี่เคยเป็นเขตปกครองตนเองอิสระ ก่อนจะถูกผนวกเข้าเป็นส่วนหนึ่งของวอชิงตัน ดี.ซี.
และยังเป็นหนึ่งในชุมชนที่เก่าแก่ที่สุดของอเมริกาอีกด้วย
แน่นอนว่าเป็นหนึ่งในชุมชนที่รวยที่สุดด้วย
และตอนนี้ก็กำลังจะกลายเป็นหนึ่งในชุมชนที่มีอำนาจมากที่สุดเช่นกัน
ท้ายที่สุดแล้ว ตอนนี้ก็มีเจ้าหน้าที่ระดับสูงของรัฐบาลกลาง และผู้บริหารระดับสูงของบริษัทที่ปรึกษาที่รับใช้รัฐบาลกลางมาเช่าบ้านอยู่ที่นี่มากขึ้นเรื่อยๆ
แน่นอนว่า บ้านของสกอตต์ไม่ใช่บ้านเช่า แต่เขาควักเงินเกือบ 1,000,000 ดอลลาร์ซื้อมา
นั่นก็เพื่อให้ฮิลลารีเห็นถึงความจริงใจ ไม่อย่างนั้นสกอตต์ก็คงไม่ซื้อหรอก
ไม่ต้องพูดถึงเรื่องบ้านเก่าที่ต้องเสียค่าบำรุงรักษาราคาแพงทุกปีหรอก แค่คิดว่าถ้าเลือกได้ ใครจะอยากมาลงหลักปักฐานอยู่ในวอชิงตันกันล่ะ
สถานบันเทิงก็ไม่ครบครันเท่านิวยอร์กหรือแคลิฟอร์เนีย วิวทิวทัศน์นอกจากซากุระในฤดูใบไม้ผลิแล้ว ก็ธรรมดามาก สภาพอากาศยิ่งไม่ต้องพูดถึง อีสต์โคสต์นอกจากทางใต้แล้ว ไม่มีที่ไหนอากาศดีเลย
แถมการคบค้าสมาคมยังต้องระมัดระวังให้มาก ใครจะรู้ว่าคนที่คุยกันอย่างสนุกสนานในวันนี้ พรุ่งนี้จะหันมาแทงข้างหลังคุณหรือเปล่า
และต่อให้ความสัมพันธ์ดีแค่ไหน ก็อยู่ได้ไม่นานหรอก ไม่มีใครทำงานในวอชิงตันได้ยาวนาน ทุกคนล้วนแต่คิดจะเข้ามากอบโกยแล้วก็จากไปทั้งนั้น
นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ไมเคิลพาสกอตต์มาที่บ้านในวอชิงตัน เขาขับรถไปตามทางอย่างคุ้นเคย
ไม่ถึง 10 นาที รถลินคอล์นสีดำก็มาจอดเทียบหน้าคฤหาสน์สไตล์บาโรกสีแดงที่ตั้งอยู่ริมถนน
สกอตต์นั่งนิ่งอยู่ในรถ
มาร์คที่นั่งอยู่เบาะหน้าข้างคนขับลงจากรถไปแล้ว หลังจากกวาดตามองซ้ายขวา เขาก็เดินมาที่ด้านหลัง กางร่มสีดำออก แล้วเปิดประตูรถฝั่งที่สกอตต์นั่งอยู่
ที่นี่คือวอชิงตัน ผู้คนรอบข้างล้วนเป็นลูกจ้างรัฐบาล
แม้ว่าความสัมพันธ์ระหว่างเขากับฮิลลารีจะเป็นเรื่องปกติในแวดวงนี้ ซึ่งถือเป็นข้อตกลงที่รู้กันดีของทั้งสองฝ่าย ตราบใดที่เขาไม่ออกมาป่าวประกาศ ต่อให้เป็นคนของฝ่ายตรงข้าม ก็จะไม่เป็นฝ่ายออกมาแฉเรื่องนี้ก่อน
แต่ถึงจะพูดอย่างนั้น ก็ยังต้องระวังตัวอยู่ดี หลังจากสหภาพโซเวียตล่มสลาย การต่อสู้ระหว่างสองพรรคก็เริ่มไร้ขีดจำกัดมากขึ้นเรื่อยๆ เขาไม่อยากให้ฮิลลารีกลายเป็นเหยื่อรายแรก
"พวกนายเอารถไปคืนเถอะ หลังจากนั้นก็ไม่ต้องมาที่นี่แล้ว ถ้ามีอะไรฉันจะโทรเรียกเอง"
สกอตต์มองบอดี้การ์ดทั้งสองคนแล้วเอ่ยขึ้น
สถานที่แบบนี้ พวกเขาอยู่ด้วยคงไม่เหมาะ
"ครับ บอส!"
สั่งการเสร็จ สกอตต์ก็เร่งฝีเท้าไปที่หน้าประตูคฤหาสน์แล้วกดกริ่ง
เขามีกุญแจ แต่ตอนนี้เป็นเวลากลางวัน เขาต้องแกล้งทำเป็นแขกที่มาเยี่ยมเยียน เพราะตามหน้าฉาก ที่นี่คือบ้านที่ฮิลลารีเช่าอยู่
ไม่นานนัก คุณป้าผิวดำวัยกลางคนก็เดินออกมา
"คุณผู้ชาย! คุณกลับมาแล้ว"
คุณป้าผิวดำเอ่ยด้วยความประหลาดใจ ก่อนจะเบี่ยงตัวเปิดทางให้สกอตต์เดินเข้าไป
คุณป้าผิวดำคนนี้คือแม่บ้านที่ฮิลลารีจ้างมา ชื่อว่าเคชา
ตามที่ฮิลลารีบอก การจ้างแม่บ้านผิวดำจะช่วยแสดงให้เห็นถึงจุดยืนเรื่องความเท่าเทียมของพวกเธอ และช่วยเรียกคะแนนเสียงจากชาวผิวดำได้ส่วนหนึ่ง
แน่นอนว่าจุดประสงค์หลักก็คือเพื่อจัดการกับสกอตต์ ฮิลลารีเคยบอกไว้ว่า เขาเหมือนสุนัขพุดเดิ้ล ขอแค่เป็นคนสวย ก็อยากจะกระโจนเข้าใส่ตลอด
ข้างนอกเธอไม่สน แต่ห้ามมาทำตัวรุ่มร่ามในบ้านเด็ดขาด
สกอตต์เพิ่งจะก้าวพ้นโถงทางเดิน
ผู้หญิงผมบลอนด์สวมรองเท้าส้นสูงก็เดินมาดูที่ประตู
พอสกอตต์เงยหน้าขึ้นมอง ใบหน้าก็เต็มไปด้วยรอยยิ้ม
"ไม่เจอกันนานเลยนะ"