เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 660 ดิ้นรนหลุดพ้น!

บทที่ 660 ดิ้นรนหลุดพ้น!

บทที่ 660 ดิ้นรนหลุดพ้น!


กลิ่นอายอันน่าอกสั่นขวัญแขวนชนิดนี้ ปะทุขึ้นมาจากใจกลางเมืองโบราณ แผ่ซ่านไปทั่วทุกซอกทุกมุมของเมืองโบราณ และปกคลุมลงบนร่างของผู้ฝึกเทพยุทธ์ทุกคน!

บนกำแพงเมืองทางทิศใต้ ผู้ฝึกเทพยุทธ์จำนวนมากกำลังเตรียมจะพุ่งทะยานเข้าไปข้างหน้า เพื่อบดขยี้สังหารพยัคฆ์วิญญาณและวานรวิเศษให้สิ้นซาก ทว่ากลับต้องหยุดชะงักฝีเท้าลงอย่างกะทันหัน

บนกำแพงเมืองทางทิศตะวันออก หญิงสาววัยแรกรุ่นที่จิ้งจอกน้อยจำแลงกายออกมา กำลังหอบหายใจรวยริน

ร่างอันใหญ่โตของราชสีห์ทองคำร่วงหล่นลงบนกำแพงเมือง มันไอเป็นเลือดคำโตออกมาอย่างต่อเนื่อง สีหน้าดูอิดโรยไร้เรี่ยวแรง

แม้ว่าเขาจะเป็นสัตว์ดุร้ายสายเลือดบริสุทธิ์ ทว่ากลับไม่อาจต้านทานการร่วมมือของผู้ฝึกเทพยุทธ์แห่งวังแก้วผลึกหลายสิบคนได้เลย เพียงแค่ปะทะกันในชั่วพริบตา เขาก็ได้รับบาดเจ็บสาหัส!

ทว่าผู้ฝึกเทพยุทธ์ทั้งหลายสิบคนนี้ ก็ไม่ได้ไล่ล่าสังหารต่อไปเช่นเดียวกัน

ผู้ฝึกเทพยุทธ์ทุกคนภายในเมืองโบราณ ล้วนสัมผัสได้ถึงความหนาวเหน็บลึกถึงกระดูก พวกเขาหันขวับกลับไปมองโดยสัญชาตญาณ

ไม่มีผู้ใดล่วงรู้เลยว่า การคว่ำกระจกส่องอสูรลงไปถึงสองบาน ท้ายที่สุดแล้วจะส่งผลลัพธ์เช่นไร

ผู้ฝึกเทพยุทธ์ทุกคนล้วนอยากรู้ว่า มหาค่ายกลสี่ทิศสยบอสูรที่เหลือกระจกส่องอสูรค้ำยันอยู่เพียงสองบาน จะยังสามารถตรึงร่างของปีศาจร้ายตนนั้นเอาไว้กับที่ได้หรือไม่!

กระทั่งหัวใจของผู้ถูกผนึกอย่างผู้อาวุโสซิวที่อยู่กลางสเวหา ก็ยังกระตุกวูบขึ้นมาคราหนึ่ง

ในเวลานี้ เวลาดูราวกับจะหยุดนิ่งไป

หนึ่งลมหายใจ สองลมหายใจ...

ซูจื่อโม่ยังคงยืนนิ่งสนิทอยู่กับที่ ไม่ไหวติง

แม้ว่าจะขาดกระจกส่องอสูรไปสองบาน ทว่าลวดลายอักขระของมหาค่ายกลสี่ทิศสยบอสูรก็ยังคงอยู่ มันกดทับลงบนศีรษะของซูจื่อโม่อย่างแน่นหนา!

ผู้อาวุโสซิวตอบสนองกลับมาเป็นคนแรก เขาแผดเสียงคำรามลั่น

"ทุกท่านไม่ต้องตื่นตระหนกไป ลวดลายอักขระของมหาค่ายกลยังคงอยู่ ไอ้เดรัจฉานตัวนี้ดิ้นรนหลุดพ้นไปไม่ได้หรอก! คนที่เหลืออยู่ทั้งหมด จงไปปกป้องกระจกส่องอสูรบนกำแพงเมืองทางทิศตะวันตกและทิศเหนือเอาไว้!"

"กระจกส่องอสูรสองบานนี้ จะเกิดข้อผิดพลาดใดๆ ขึ้นไม่ได้เด็ดขาด!"

ระหว่างที่กล่าว ผู้อาวุโสซิวก็ขยับร่าง พุ่งทะยานมุ่งหน้าไปยังกำแพงเมืองทางทิศตะวันตกอย่างรวดเร็ว

"หึ หึ หึ หึ"

ณ ใจกลางเมืองโบราณ ภายในมหาค่ายกล ซูจื่อโม่พลันเปล่งเสียงหัวเราะออกมาเป็นระลอก ฟังดูแล้วชวนให้ผู้คนรู้สึกหนาวสั่นสะท้านขึ้นมา

ผู้อาวุโสซิวกล่าวได้ไม่ผิดนัก

เพียงแค่คว่ำกระจกส่องอสูรลงไปสองบาน ซูจื่อโม่ก็ยังไม่อาจดิ้นรนหลุดพ้นออกไปได้

ทว่าเมื่อลำแสงสองสายเลือนหายไป อานุภาพของมหาค่ายกลสี่ทิศสยบอสูร ย่อมต้องลดทอนลงไปเป็นธรรมดา นี่คือหลักเหตุผลที่แสนจะเรียบง่ายที่สุด

ภายใต้สถานการณ์ที่อานุภาพของมหาค่ายกลลดฮวบลง พลังอีกสายหนึ่งภายในร่างของซูจื่อโม่ ก็ได้ทะลวงผ่านการผนึกออกมาแล้ว!

ซูจื่อโม่หันศีรษะกลับไป สีหน้าของเขาเย็นเยียบ เขาทอดสายตามองแผ่นหลังของผู้อาวุโสซิว

กลางเวหา ผู้อาวุโสซิวพลันขมวดคิ้วแน่น

เขาสัมผัสได้อย่างเลือนลางว่า ราวกับมีผู้ใดกำลังจ้องมองเขาอยู่เบื้องหลัง รู้สึกราวกับมีหนามแหลมทิ่มแทง

บนแผ่นหลัง

ในเวลาต่อมา ภายในก้นบึ้งของหัวใจเขา กลับปรากฏความรู้สึกราวกับว่าภัยพิบัติครั้งใหญ่กำลังจะมาเยือน!

ความรู้สึกเช่นนี้ ทำให้เขารู้สึกอึดอัดใจยิ่งนัก

ผู้อาวุโสซิวหันขวับกลับไปมอง

ในชั่วพริบตาต่อมา เขาก็เบิกตาโพลง ภายในแววตาเต็มไปด้วยความตื่นตระหนกตกใจ ราวกับได้เห็นภาพฉากที่น่าสะพรึงกลัวและน่าตื่นตะลึงเป็นที่สุด!

เห็นเพียงว่า ณ ใจกลางเมืองโบราณ ภายในตาขวาของซูจื่อโม่ กำลังมีกลุ่มแสงสีขาวเต้นเร่าอยู่ มันทวีความสว่างไสว และทวีความร้อนแรงมากยิ่งขึ้น!

"วิชาเนตร?"

ผู้อาวุโสซิวตกตะลึง เขายังไม่ทันได้ตอบสนองกลับมา

ตาขวาของซูจื่อโม่ ก็สาดประกายแสงอันเจิดจ้าบาดตาออกมา ราวกับเป็นดวงอาทิตย์อันร้อนแรง

มันสาดส่องไปทั่วฟ้าดินจนสว่างไสวราวกับเป็นช่วงเวลากลางวัน!

เนตรสุริยา!

คว่ำกระจกส่องอสูรไปสองบาน พลังที่ดิ้นรนหลุดพ้นจากการผนึกออกมาได้เป็นอย่างแรก ก็คือเนตรสุริยา!

เนตรสุริยา เป็นวิชาที่ฝึกฝนจนสำเร็จได้ด้วยการเฝ้ามองดวงตะวันอันร้อนแรง

อันที่จริง สิ่งนี้ได้หลุดพ้นจากขอบเขตของพลังแก่นในไปแล้ว และสัมผัสได้ถึงระดับของพลังแห่งฟ้าดิน

กล่าวคือ พลังที่อยู่ภายในเนตรสุริยา ก็คือพลังเวทชนิดหนึ่ง!

ตูม!

ลำแสงอันร้อนแรงไร้ผู้ต่อต้านสายหนึ่งพวยพุ่งออกมา มันพุ่งทะลวงตัดผ่านความว่างเปล่า ข้ามผ่านระยะทางเกือบครึ่งหนึ่งของเมืองโบราณ และแทงทะลุช่องท้องของผู้อาวุโสซิวไปโดยตรง!

ฟ้าดินดูราวกับหยุดนิ่งไป

เพียงชั่วพริบตา ความมืดมิดทั้งหมดภายในเมืองโบราณ ล้วนถูกลำแสงสายนี้ขจัดปัดเป่าไปจนหมดสิ้น

ร่างกายของผู้อาวุโสซิว แทบจะถูกหักสะบั้นกลางลำตัว บริเวณช่องท้องปรากฏบาดแผลรูปวงกลมขนาดใหญ่ขึ้นมา

บริเวณรอบๆ บาดแผลนี้ กระทั่งหยดเลือดสักหยดก็ยังไม่มี ล้วนถูกพลังของเนตรสุริยาแผดเผาจนกลายเป็นเถ้าถ่านตอตะโก ช่างดูน่าสยดสยองยิ่งนัก!

แม้ว่าลำแสงอันร้อนแรงสายนี้ จะไม่ได้โจมตีโดนจุดตายของผู้อาวุโสซิว

ทว่าในยามนี้ ภายในร่างกายของผู้อาวุโสซิว พลังชีวิตได้ถูกตัดขาดไปจนหมดสิ้นแล้ว

เนตรสุริยา ได้แผดเผาพลังชีวิตทั้งหมดของอวัยวะภายในทั้งห้าและหกของเขาจนหมดสิ้น!

อันที่จริง ร่างกายนี้ ก็คือซากศพไปแล้ว!

การที่เขาไม่สิ้นชีพในทันที เหตุผลเพียงประการเดียวก็คือ จิตแรกกำเนิดของเขายังคงอยู่

ช่างน่าเสียดายนัก เดิมทีเขาก็มีอายุขัยใกล้จะสิ้นสุดเต็มที จิตแรกกำเนิดอ่อนแอจนถึงขีดสุดแล้ว ต่อให้สามารถละทิ้งร่างกายเนื้อและหลุดพ้นออกมาได้ ก็คงมีชีวิตอยู่ได้ไม่เกินสามลมหายใจ!

เพียงแค่รังสีอำมหิตและกลิ่นคาวเลือดที่ตลบอบอวลอยู่ภายในเมืองโบราณแห่งนี้ ก็เพียงพอที่จะบดขยี้สังหารจิตแรกกำเนิดอันเปราะบางของเขาได้แล้ว!

แววตาของผู้อาวุโสซิวหม่นหมองลง เขาหมดสิ้นความหวังใดๆ แล้ว

การสิ้นชีพของเขาเป็นสิ่งที่ถูกกำหนดเอาไว้แล้ว เขาไม่มีสิ่งใดให้ต้องเสียใจอีก

สิ่งที่เขาเป็นกังวลอย่างแท้จริงก็คือ เกรงว่ามหาค่ายกลสี่ทิศสยบอสูรคงจะไม่อาจตรึงร่างของปีศาจร้ายตนนี้เอาไว้ได้อีกต่อไปแล้ว!

เป้าหมายที่แท้จริงของวิชาเนตรนี้ ไม่ใช่เขา ทว่ากลับเป็นกระจกส่องอสูรบนกำแพงเมืองทางทิศตะวันตกที่อยู่เบื้องหลังเขาต่างหาก!

ลำแสงอันร้อนแรงสายนี้ แทงทะลุร่างกายของเขา และร่วงหล่นลงบนกำแพงเมืองทางทิศตะวันตกโดยตรง

ท่ามกลางผู้ฝึกเทพยุทธ์ที่คอยพิทักษ์อยู่เบื้องหน้ากระจกส่องอสูร มีสี่ห้าคนที่ถูกลำแสงสายนี้เจาะทะลวงจนร่างทะลุ ตายคาที่

ผู้ฝึกเทพยุทธ์ผู้หนึ่งถูกลำแสงสายนี้ทำลายร่างซีกซ้ายไปทั้งแถบ

ส่วนศีรษะของผู้ฝึกเทพยุทธ์อีกผู้หนึ่ง ก็ถูกทะลวงหายไปกึ่งหนึ่ง!

ตูม!

ในท้ายที่สุด ลำแสงของเนตรสุริยาก็พุ่งชนเข้ากับกระจกส่องอสูร และคว่ำกระจกส่องอสูรให้ล้มกลิ้งลงไปกองกับพื้นโดยตรง

บนร่างของซูจื่อโม่ ลำแสงของกระจกส่องอสูรก็หายไปอีกหนึ่งสาย

ความมืดมิดแห่งรัตติกาลปกคลุมลงมาอีกครา

ภายในจิตใจของฝูงชน ก็ถูกปกคลุมไปด้วยเมฆหมอกอันมืดครึ้ม มันหนักอึ้งเหลือคณา

แม้มหาค่ายกลสี่ทิศสยบอสูรจะยังคงอยู่ ทว่าลวดลายอักขระรอบๆ กลับหม่นแสงลงไปมากแล้ว

"ผู้ฝึกเทพยุทธ์แห่งวังแก้วผลึกจงฟังคำสั่ง พวกเจ้าจงรีบหนีไปจากที่นี่โดยเร็วที่สุด หนีไปให้ไกลที่สุดเท่าที่จะทำได้!"

ผู้อาวุโสซิวใช้เรี่ยวแรงเฮือกสุดท้าย แผดเสียงคำรามลั่นออกมา

ในเวลาต่อมา หว่างคิ้วของผู้อาวุโสซิวก็สาดประกายแสง กลางเวหาพลันปรากฏยอดเขาสีดำขนาดเท่าหัวแม่มือลูกหนึ่งลอยเด่นขึ้นมา

ตามมาด้วยความผันผวนของพลังเวท

ยอดเขาสีดำลูกนี้ขยายตัวใหญ่ขึ้นตามสายลม มันขยายตัวอย่างรวดเร็ว ก่อนจะปกคลุมอยู่เหนือศีรษะของซูจื่อโม่ ก่อตัวเป็นเงามืดขนาดใหญ่ และกดทับลงไปยังเบื้องล่าง!

ผู้อาวุโสซิวรู้ดีว่าตนเองต้องตายอย่างแน่นอน นี่คือสิ่งสุดท้ายที่เขาสามารถทำได้

หากสามารถกดทับซูจื่อโม่จนตายตกไปได้โดยตรง ย่อมประเสริฐที่สุด

หากไม่สำเร็จ ก็พยายามถ่วงเวลาเขาเอาไว้ให้มากที่สุด เพื่อยื้อเวลาให้ผู้ฝึกเทพยุทธ์แห่งวังแก้วผลึกที่เหลืออยู่หลบหนีไปได้ การตายของเขาก็นับว่าคุ้มค่าแล้ว

"อ๊าก!"

นับตั้งแต่ที่ล่วงรู้ว่าวานรวิเศษและพยัคฆ์วิญญาณบุกโจมตีเมือง ภายในใจของซูจื่อโม่ ก็อัดอั้นไปด้วยเพลิงโทสะขุมหนึ่ง

ในยามนี้ กระจกส่องอสูรสามบานร่วงหล่นลงมาจากกำแพงเมือง แรงกดดันบนร่างของเขาลดทอนลงไปอย่างมาก เขาอดไม่ได้ที่จะแหงนหน้าแผดเสียงคำรามลั่น มันเป็นเสียงคำรามที่สั่นสะเทือนเลื่อนลั่นฟ้าดินและเปี่ยมล้นไปด้วยรังสีแห่งการเข่นฆ่า!

เหลือเพียงกระจกส่องอสูรบานเดียว มหาค่ายกลสี่ทิศสยบอสูรที่ควบแน่นขึ้นมา ย่อมไม่อาจผนึกแก่นในของเขาเอาไว้ได้อีกต่อไป!

ซูจื่อโม่เบิกตากว้าง นัยน์ตาดำขลับดั่งน้ำหมึก เส้นผมสีดำสยายปลิวไสวโดยไร้ซึ่งสายลมพัดผ่าน

พลังปราณโลหิตภายในร่างกายพลุ่งพล่าน แก่นในที่อยู่ภายในทรวงอกกำลังหมุนวนอย่างบ้าคลั่ง มันแผ่กลิ่นอายอสูรสีแดงชาดออกมา ทั่วทั้งร่างกายขยายขนาดขึ้นอย่างรวดเร็วจนสามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า!

กร็อบ แกร็บ!

ปึง ปึง ปึง!

เส้นเอ็นและกระดูกภายในร่างของซูจื่อโม่ดังก้องกังวาน เลือดเนื้อขยายตัวพองโต

ภายใต้สายตาจับจ้องของฝูงชน ร่างกายที่สูงไม่ถึงเจ็ดฉื่อนั้น กลับสูงตระหง่านขึ้นไปถึงสิบจั้งในชั่วพริบตา ราวกับเป็นเทพมารบรรพกาลที่ยืนหยัดค้ำฟ้าดิน กลิ่นอายความดุร้ายพุ่งทะยานเทียมฟ้า!

ผู้ฝึกเทพยุทธ์จำนวนมากที่ยืนอยู่บนกำแพงเมือง ต่างก็ตกตะลึงจนทำอะไรไม่ถูกแล้ว

พวกเขามองดูเงาร่างอันใหญ่โตมโหฬารเช่นนี้หยัดยืนขึ้นมาจากพื้นดินด้วยตาของตนเอง มันกระทั่งสูงกว่ากำแพงเมืองโบราณถึงหนึ่งช่วงศีรษะเต็มๆ!

ภาพฉากนี้ช่างน่าตื่นตะลึงจนเกินไปแล้ว!

เงาร่างนี้ดูราวกับจอมมาร ดูราวกับเทพยดา มันดูราวกับสามารถบดขยี้สยบทุกสรรพสิ่ง และสามารถทำลายล้างได้ทุกสิ่งอย่าง!

-สองสิงห์:ผู้แปล-

จบบทที่ บทที่ 660 ดิ้นรนหลุดพ้น!

คัดลอกลิงก์แล้ว