- หน้าแรก
- คัมภีร์อสูรพิชิตฟ้า
- บทที่ 660 ดิ้นรนหลุดพ้น!
บทที่ 660 ดิ้นรนหลุดพ้น!
บทที่ 660 ดิ้นรนหลุดพ้น!
กลิ่นอายอันน่าอกสั่นขวัญแขวนชนิดนี้ ปะทุขึ้นมาจากใจกลางเมืองโบราณ แผ่ซ่านไปทั่วทุกซอกทุกมุมของเมืองโบราณ และปกคลุมลงบนร่างของผู้ฝึกเทพยุทธ์ทุกคน!
บนกำแพงเมืองทางทิศใต้ ผู้ฝึกเทพยุทธ์จำนวนมากกำลังเตรียมจะพุ่งทะยานเข้าไปข้างหน้า เพื่อบดขยี้สังหารพยัคฆ์วิญญาณและวานรวิเศษให้สิ้นซาก ทว่ากลับต้องหยุดชะงักฝีเท้าลงอย่างกะทันหัน
บนกำแพงเมืองทางทิศตะวันออก หญิงสาววัยแรกรุ่นที่จิ้งจอกน้อยจำแลงกายออกมา กำลังหอบหายใจรวยริน
ร่างอันใหญ่โตของราชสีห์ทองคำร่วงหล่นลงบนกำแพงเมือง มันไอเป็นเลือดคำโตออกมาอย่างต่อเนื่อง สีหน้าดูอิดโรยไร้เรี่ยวแรง
แม้ว่าเขาจะเป็นสัตว์ดุร้ายสายเลือดบริสุทธิ์ ทว่ากลับไม่อาจต้านทานการร่วมมือของผู้ฝึกเทพยุทธ์แห่งวังแก้วผลึกหลายสิบคนได้เลย เพียงแค่ปะทะกันในชั่วพริบตา เขาก็ได้รับบาดเจ็บสาหัส!
ทว่าผู้ฝึกเทพยุทธ์ทั้งหลายสิบคนนี้ ก็ไม่ได้ไล่ล่าสังหารต่อไปเช่นเดียวกัน
ผู้ฝึกเทพยุทธ์ทุกคนภายในเมืองโบราณ ล้วนสัมผัสได้ถึงความหนาวเหน็บลึกถึงกระดูก พวกเขาหันขวับกลับไปมองโดยสัญชาตญาณ
ไม่มีผู้ใดล่วงรู้เลยว่า การคว่ำกระจกส่องอสูรลงไปถึงสองบาน ท้ายที่สุดแล้วจะส่งผลลัพธ์เช่นไร
ผู้ฝึกเทพยุทธ์ทุกคนล้วนอยากรู้ว่า มหาค่ายกลสี่ทิศสยบอสูรที่เหลือกระจกส่องอสูรค้ำยันอยู่เพียงสองบาน จะยังสามารถตรึงร่างของปีศาจร้ายตนนั้นเอาไว้กับที่ได้หรือไม่!
กระทั่งหัวใจของผู้ถูกผนึกอย่างผู้อาวุโสซิวที่อยู่กลางสเวหา ก็ยังกระตุกวูบขึ้นมาคราหนึ่ง
ในเวลานี้ เวลาดูราวกับจะหยุดนิ่งไป
หนึ่งลมหายใจ สองลมหายใจ...
ซูจื่อโม่ยังคงยืนนิ่งสนิทอยู่กับที่ ไม่ไหวติง
แม้ว่าจะขาดกระจกส่องอสูรไปสองบาน ทว่าลวดลายอักขระของมหาค่ายกลสี่ทิศสยบอสูรก็ยังคงอยู่ มันกดทับลงบนศีรษะของซูจื่อโม่อย่างแน่นหนา!
ผู้อาวุโสซิวตอบสนองกลับมาเป็นคนแรก เขาแผดเสียงคำรามลั่น
"ทุกท่านไม่ต้องตื่นตระหนกไป ลวดลายอักขระของมหาค่ายกลยังคงอยู่ ไอ้เดรัจฉานตัวนี้ดิ้นรนหลุดพ้นไปไม่ได้หรอก! คนที่เหลืออยู่ทั้งหมด จงไปปกป้องกระจกส่องอสูรบนกำแพงเมืองทางทิศตะวันตกและทิศเหนือเอาไว้!"
"กระจกส่องอสูรสองบานนี้ จะเกิดข้อผิดพลาดใดๆ ขึ้นไม่ได้เด็ดขาด!"
ระหว่างที่กล่าว ผู้อาวุโสซิวก็ขยับร่าง พุ่งทะยานมุ่งหน้าไปยังกำแพงเมืองทางทิศตะวันตกอย่างรวดเร็ว
"หึ หึ หึ หึ"
ณ ใจกลางเมืองโบราณ ภายในมหาค่ายกล ซูจื่อโม่พลันเปล่งเสียงหัวเราะออกมาเป็นระลอก ฟังดูแล้วชวนให้ผู้คนรู้สึกหนาวสั่นสะท้านขึ้นมา
ผู้อาวุโสซิวกล่าวได้ไม่ผิดนัก
เพียงแค่คว่ำกระจกส่องอสูรลงไปสองบาน ซูจื่อโม่ก็ยังไม่อาจดิ้นรนหลุดพ้นออกไปได้
ทว่าเมื่อลำแสงสองสายเลือนหายไป อานุภาพของมหาค่ายกลสี่ทิศสยบอสูร ย่อมต้องลดทอนลงไปเป็นธรรมดา นี่คือหลักเหตุผลที่แสนจะเรียบง่ายที่สุด
ภายใต้สถานการณ์ที่อานุภาพของมหาค่ายกลลดฮวบลง พลังอีกสายหนึ่งภายในร่างของซูจื่อโม่ ก็ได้ทะลวงผ่านการผนึกออกมาแล้ว!
ซูจื่อโม่หันศีรษะกลับไป สีหน้าของเขาเย็นเยียบ เขาทอดสายตามองแผ่นหลังของผู้อาวุโสซิว
กลางเวหา ผู้อาวุโสซิวพลันขมวดคิ้วแน่น
เขาสัมผัสได้อย่างเลือนลางว่า ราวกับมีผู้ใดกำลังจ้องมองเขาอยู่เบื้องหลัง รู้สึกราวกับมีหนามแหลมทิ่มแทง
บนแผ่นหลัง
ในเวลาต่อมา ภายในก้นบึ้งของหัวใจเขา กลับปรากฏความรู้สึกราวกับว่าภัยพิบัติครั้งใหญ่กำลังจะมาเยือน!
ความรู้สึกเช่นนี้ ทำให้เขารู้สึกอึดอัดใจยิ่งนัก
ผู้อาวุโสซิวหันขวับกลับไปมอง
ในชั่วพริบตาต่อมา เขาก็เบิกตาโพลง ภายในแววตาเต็มไปด้วยความตื่นตระหนกตกใจ ราวกับได้เห็นภาพฉากที่น่าสะพรึงกลัวและน่าตื่นตะลึงเป็นที่สุด!
เห็นเพียงว่า ณ ใจกลางเมืองโบราณ ภายในตาขวาของซูจื่อโม่ กำลังมีกลุ่มแสงสีขาวเต้นเร่าอยู่ มันทวีความสว่างไสว และทวีความร้อนแรงมากยิ่งขึ้น!
"วิชาเนตร?"
ผู้อาวุโสซิวตกตะลึง เขายังไม่ทันได้ตอบสนองกลับมา
ตาขวาของซูจื่อโม่ ก็สาดประกายแสงอันเจิดจ้าบาดตาออกมา ราวกับเป็นดวงอาทิตย์อันร้อนแรง
มันสาดส่องไปทั่วฟ้าดินจนสว่างไสวราวกับเป็นช่วงเวลากลางวัน!
เนตรสุริยา!
คว่ำกระจกส่องอสูรไปสองบาน พลังที่ดิ้นรนหลุดพ้นจากการผนึกออกมาได้เป็นอย่างแรก ก็คือเนตรสุริยา!
เนตรสุริยา เป็นวิชาที่ฝึกฝนจนสำเร็จได้ด้วยการเฝ้ามองดวงตะวันอันร้อนแรง
อันที่จริง สิ่งนี้ได้หลุดพ้นจากขอบเขตของพลังแก่นในไปแล้ว และสัมผัสได้ถึงระดับของพลังแห่งฟ้าดิน
กล่าวคือ พลังที่อยู่ภายในเนตรสุริยา ก็คือพลังเวทชนิดหนึ่ง!
ตูม!
ลำแสงอันร้อนแรงไร้ผู้ต่อต้านสายหนึ่งพวยพุ่งออกมา มันพุ่งทะลวงตัดผ่านความว่างเปล่า ข้ามผ่านระยะทางเกือบครึ่งหนึ่งของเมืองโบราณ และแทงทะลุช่องท้องของผู้อาวุโสซิวไปโดยตรง!
ฟ้าดินดูราวกับหยุดนิ่งไป
เพียงชั่วพริบตา ความมืดมิดทั้งหมดภายในเมืองโบราณ ล้วนถูกลำแสงสายนี้ขจัดปัดเป่าไปจนหมดสิ้น
ร่างกายของผู้อาวุโสซิว แทบจะถูกหักสะบั้นกลางลำตัว บริเวณช่องท้องปรากฏบาดแผลรูปวงกลมขนาดใหญ่ขึ้นมา
บริเวณรอบๆ บาดแผลนี้ กระทั่งหยดเลือดสักหยดก็ยังไม่มี ล้วนถูกพลังของเนตรสุริยาแผดเผาจนกลายเป็นเถ้าถ่านตอตะโก ช่างดูน่าสยดสยองยิ่งนัก!
แม้ว่าลำแสงอันร้อนแรงสายนี้ จะไม่ได้โจมตีโดนจุดตายของผู้อาวุโสซิว
ทว่าในยามนี้ ภายในร่างกายของผู้อาวุโสซิว พลังชีวิตได้ถูกตัดขาดไปจนหมดสิ้นแล้ว
เนตรสุริยา ได้แผดเผาพลังชีวิตทั้งหมดของอวัยวะภายในทั้งห้าและหกของเขาจนหมดสิ้น!
อันที่จริง ร่างกายนี้ ก็คือซากศพไปแล้ว!
การที่เขาไม่สิ้นชีพในทันที เหตุผลเพียงประการเดียวก็คือ จิตแรกกำเนิดของเขายังคงอยู่
ช่างน่าเสียดายนัก เดิมทีเขาก็มีอายุขัยใกล้จะสิ้นสุดเต็มที จิตแรกกำเนิดอ่อนแอจนถึงขีดสุดแล้ว ต่อให้สามารถละทิ้งร่างกายเนื้อและหลุดพ้นออกมาได้ ก็คงมีชีวิตอยู่ได้ไม่เกินสามลมหายใจ!
เพียงแค่รังสีอำมหิตและกลิ่นคาวเลือดที่ตลบอบอวลอยู่ภายในเมืองโบราณแห่งนี้ ก็เพียงพอที่จะบดขยี้สังหารจิตแรกกำเนิดอันเปราะบางของเขาได้แล้ว!
แววตาของผู้อาวุโสซิวหม่นหมองลง เขาหมดสิ้นความหวังใดๆ แล้ว
การสิ้นชีพของเขาเป็นสิ่งที่ถูกกำหนดเอาไว้แล้ว เขาไม่มีสิ่งใดให้ต้องเสียใจอีก
สิ่งที่เขาเป็นกังวลอย่างแท้จริงก็คือ เกรงว่ามหาค่ายกลสี่ทิศสยบอสูรคงจะไม่อาจตรึงร่างของปีศาจร้ายตนนี้เอาไว้ได้อีกต่อไปแล้ว!
เป้าหมายที่แท้จริงของวิชาเนตรนี้ ไม่ใช่เขา ทว่ากลับเป็นกระจกส่องอสูรบนกำแพงเมืองทางทิศตะวันตกที่อยู่เบื้องหลังเขาต่างหาก!
ลำแสงอันร้อนแรงสายนี้ แทงทะลุร่างกายของเขา และร่วงหล่นลงบนกำแพงเมืองทางทิศตะวันตกโดยตรง
ท่ามกลางผู้ฝึกเทพยุทธ์ที่คอยพิทักษ์อยู่เบื้องหน้ากระจกส่องอสูร มีสี่ห้าคนที่ถูกลำแสงสายนี้เจาะทะลวงจนร่างทะลุ ตายคาที่
ผู้ฝึกเทพยุทธ์ผู้หนึ่งถูกลำแสงสายนี้ทำลายร่างซีกซ้ายไปทั้งแถบ
ส่วนศีรษะของผู้ฝึกเทพยุทธ์อีกผู้หนึ่ง ก็ถูกทะลวงหายไปกึ่งหนึ่ง!
ตูม!
ในท้ายที่สุด ลำแสงของเนตรสุริยาก็พุ่งชนเข้ากับกระจกส่องอสูร และคว่ำกระจกส่องอสูรให้ล้มกลิ้งลงไปกองกับพื้นโดยตรง
บนร่างของซูจื่อโม่ ลำแสงของกระจกส่องอสูรก็หายไปอีกหนึ่งสาย
ความมืดมิดแห่งรัตติกาลปกคลุมลงมาอีกครา
ภายในจิตใจของฝูงชน ก็ถูกปกคลุมไปด้วยเมฆหมอกอันมืดครึ้ม มันหนักอึ้งเหลือคณา
แม้มหาค่ายกลสี่ทิศสยบอสูรจะยังคงอยู่ ทว่าลวดลายอักขระรอบๆ กลับหม่นแสงลงไปมากแล้ว
"ผู้ฝึกเทพยุทธ์แห่งวังแก้วผลึกจงฟังคำสั่ง พวกเจ้าจงรีบหนีไปจากที่นี่โดยเร็วที่สุด หนีไปให้ไกลที่สุดเท่าที่จะทำได้!"
ผู้อาวุโสซิวใช้เรี่ยวแรงเฮือกสุดท้าย แผดเสียงคำรามลั่นออกมา
ในเวลาต่อมา หว่างคิ้วของผู้อาวุโสซิวก็สาดประกายแสง กลางเวหาพลันปรากฏยอดเขาสีดำขนาดเท่าหัวแม่มือลูกหนึ่งลอยเด่นขึ้นมา
ตามมาด้วยความผันผวนของพลังเวท
ยอดเขาสีดำลูกนี้ขยายตัวใหญ่ขึ้นตามสายลม มันขยายตัวอย่างรวดเร็ว ก่อนจะปกคลุมอยู่เหนือศีรษะของซูจื่อโม่ ก่อตัวเป็นเงามืดขนาดใหญ่ และกดทับลงไปยังเบื้องล่าง!
ผู้อาวุโสซิวรู้ดีว่าตนเองต้องตายอย่างแน่นอน นี่คือสิ่งสุดท้ายที่เขาสามารถทำได้
หากสามารถกดทับซูจื่อโม่จนตายตกไปได้โดยตรง ย่อมประเสริฐที่สุด
หากไม่สำเร็จ ก็พยายามถ่วงเวลาเขาเอาไว้ให้มากที่สุด เพื่อยื้อเวลาให้ผู้ฝึกเทพยุทธ์แห่งวังแก้วผลึกที่เหลืออยู่หลบหนีไปได้ การตายของเขาก็นับว่าคุ้มค่าแล้ว
"อ๊าก!"
นับตั้งแต่ที่ล่วงรู้ว่าวานรวิเศษและพยัคฆ์วิญญาณบุกโจมตีเมือง ภายในใจของซูจื่อโม่ ก็อัดอั้นไปด้วยเพลิงโทสะขุมหนึ่ง
ในยามนี้ กระจกส่องอสูรสามบานร่วงหล่นลงมาจากกำแพงเมือง แรงกดดันบนร่างของเขาลดทอนลงไปอย่างมาก เขาอดไม่ได้ที่จะแหงนหน้าแผดเสียงคำรามลั่น มันเป็นเสียงคำรามที่สั่นสะเทือนเลื่อนลั่นฟ้าดินและเปี่ยมล้นไปด้วยรังสีแห่งการเข่นฆ่า!
เหลือเพียงกระจกส่องอสูรบานเดียว มหาค่ายกลสี่ทิศสยบอสูรที่ควบแน่นขึ้นมา ย่อมไม่อาจผนึกแก่นในของเขาเอาไว้ได้อีกต่อไป!
ซูจื่อโม่เบิกตากว้าง นัยน์ตาดำขลับดั่งน้ำหมึก เส้นผมสีดำสยายปลิวไสวโดยไร้ซึ่งสายลมพัดผ่าน
พลังปราณโลหิตภายในร่างกายพลุ่งพล่าน แก่นในที่อยู่ภายในทรวงอกกำลังหมุนวนอย่างบ้าคลั่ง มันแผ่กลิ่นอายอสูรสีแดงชาดออกมา ทั่วทั้งร่างกายขยายขนาดขึ้นอย่างรวดเร็วจนสามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า!
กร็อบ แกร็บ!
ปึง ปึง ปึง!
เส้นเอ็นและกระดูกภายในร่างของซูจื่อโม่ดังก้องกังวาน เลือดเนื้อขยายตัวพองโต
ภายใต้สายตาจับจ้องของฝูงชน ร่างกายที่สูงไม่ถึงเจ็ดฉื่อนั้น กลับสูงตระหง่านขึ้นไปถึงสิบจั้งในชั่วพริบตา ราวกับเป็นเทพมารบรรพกาลที่ยืนหยัดค้ำฟ้าดิน กลิ่นอายความดุร้ายพุ่งทะยานเทียมฟ้า!
ผู้ฝึกเทพยุทธ์จำนวนมากที่ยืนอยู่บนกำแพงเมือง ต่างก็ตกตะลึงจนทำอะไรไม่ถูกแล้ว
พวกเขามองดูเงาร่างอันใหญ่โตมโหฬารเช่นนี้หยัดยืนขึ้นมาจากพื้นดินด้วยตาของตนเอง มันกระทั่งสูงกว่ากำแพงเมืองโบราณถึงหนึ่งช่วงศีรษะเต็มๆ!
ภาพฉากนี้ช่างน่าตื่นตะลึงจนเกินไปแล้ว!
เงาร่างนี้ดูราวกับจอมมาร ดูราวกับเทพยดา มันดูราวกับสามารถบดขยี้สยบทุกสรรพสิ่ง และสามารถทำลายล้างได้ทุกสิ่งอย่าง!
-สองสิงห์:ผู้แปล-