- หน้าแรก
- คัมภีร์อสูรพิชิตฟ้า
- บทที่ 659 งามล่มเมืองล่มแคว้น
บทที่ 659 งามล่มเมืองล่มแคว้น
บทที่ 659 งามล่มเมืองล่มแคว้น
การต่อสู้ครั้งใหญ่นี้สนามรบที่ปะทะกันอย่างดุเดือดรุนแรงที่สุดก็คือทิศตะวันออก
บนกำแพงเมืองทางทิศใต้มีผู้ฝึกเทพยุทธ์แห่งวังแก้วผลึกเพียงหลายสิบคนคอยพิทักษ์กระจกส่องอสูรเอาไว้
ในยามนี้ความสนใจของผู้ฝึกเทพยุทธ์ทั้งหลายสิบคนนี้ล้วนถูกดึงดูดไปยังทิศตะวันออกตรงมุมกำแพงเมืองทางทิศใต้พลันมีแสงสีแดงสายหนึ่งพุ่งพรวดออกมามันพุ่งตรงไปยังกระจกส่องอสูรที่อยู่ไม่ไกลออกไป!
แสงสีแดงสายนี้ช่างเล็กจ้อยยิ่งนักมันดูราวกับควันสายหนึ่งที่ลอดผ่านปลายเท้าของผู้ฝึกเทพยุทธ์แห่งวังแก้วผลึกจำนวนมากไปความเร็วช่างรวดเร็วเหลือคณา!
"หืม?"
"ตัวอะไรน่ะ!"
ผู้ฝึกเทพยุทธ์แห่งวังแก้วผลึกหลายสิบคนเพียงแค่ชะงักงันไปชั่วครู่ ก็ตอบสนองกลับมาพวกเขาต่างพากันตวาดเสียงกร้าว
แสงสีแดงสายนี้แท้จริงแล้วก็คือจิ้งจอกน้อย
เมื่อมองเห็นจิ้งจอกน้อยปลอดภัยไร้รอยขีดข่วนภายในใจของซูจื่อโม่ก็ทั้งตระหนกและปีติยินดี
ทว่าในชั่วพริบตาต่อมาเมื่อตระหนักได้ว่าจิ้งจอกน้อยกำลังจะทำสิ่งใดจิตใจของซูจื่อโม่ก็พลันเต้นระทึกขึ้นมาอีกครา
การที่กระจกส่องอสูรบนกำแพงเมืองทางทิศตะวันออกร่วงหล่นลงไปนับเป็นช่วงเวลาที่ผู้ฝึกเทพยุทธ์ทางฝั่งนี้มีจิตใจหละหลวมมากที่สุดจิ้งจอกน้อยรวบรวมความกล้านางกัดฟันกรอดพร้อมกับควบทะยานมุ่งหน้าไปยังกระจกส่องอสูร!
ทว่านางเพิ่งจะลอดผ่านร่างไปได้เพียงสองสามคนฝูงชนก็ตอบสนองกลับมาได้แล้ว
จิ้งจอกน้อยกำลังควบทะยานอย่างสุดกำลังทว่านางกลับรู้สึกได้ว่าหางของตนเองถูกคนกำเอาไว้แน่นทั่วทั้งร่างลอยเคว้งอยู่กลางอากาศ
คนที่อยู่เบื้องหลังออกแรงดึงอย่างแรง!
"อ๊ะ!"
จิ้งจอกน้อยร้องอุทานออกมา นางถูกคนหิ้วหางและยกตัวขึ้นมาอย่างง่ายดาย
นางวิ่งเร็วเกินไปซ้ำยังถูกคนกำหางเอาไว้ ช่วงล่างจึงส่งผ่านความเจ็บปวดราวกับถูกฉีกทึ้ง ประกอบกับความหวาดกลัวที่ฝังลึกอยู่ภายในใจร่างของจิ้งจอกน้อยจึงสั่นสะท้านอย่างไม่อาจควบคุมได้
"หึหึที่แท้ก็เป็นสุนัขจิ้งจอกตัวหนึ่ง"
"สุนัขจิ้งจอกตัวนี้ฆ่าไม่ได้"
"ได้ยินมาว่าหลังจากที่เผ่าจิ้งจอกจำแลงกายเป็นมนุษย์แล้วล้วนเป็นหญิงงามที่มีรูปร่างหน้าตางดงามดั่งเทพธิดาร่างกายอ้อนแอ้นบอบบางมีเสน่ห์เย้ายวนมาแต่กำเนิดปรนนิบัตินายท่านได้เก่งกาจที่สุด"
"จิ๊จิ๊จิ๊ไม่เลวเลยจริงๆ!"
ผู้ฝึกเทพยุทธ์แห่งวังแก้วผลึกกลุ่มหนึ่งล้อมรอบจิ้งจอกน้อยเอาไว้พวกเขาเปล่งเสียงหัวเราะอย่างลามกจกเปรตออกมา
จิ้งจอกน้อยมีสีหน้าอับอายและโกรธแค้นนางกำกรงเล็บเล็กๆเอาไว้แน่นหางแกว่งไกวไปมาเบาๆช่วงล่างพลันแผ่กลิ่นหอมอบอวลสายหนึ่งกระจายตัวออกไป
ผู้ที่รับเคราะห์เป็นคนแรกก็คือผู้ฝึกเทพยุทธ์ที่กำหางของจิ้งจอกน้อยเอาไว้
ผู้ฝึกเทพยุทธ์แห่งวังแก้วผลึกผู้นี้มีสีหน้าเคลิบเคลิ้มหลงใหลเขาอ้าปากกว้างไม่ทราบว่ากำลังคิดถึงสิ่งใดมุมปากมีน้ำลายไหลย้อยฝ่ามือคลายออกจิ้งจอกน้อยจึงดิ้นรนหลุดพ้นไปได้!
ผู้ฝึกเทพยุทธ์ที่อยู่โดยรอบเมื่อได้กลิ่นหอมอบอวลนี้ต่างก็ดูราวกับว่าสูญเสียจิตวิญญาณไปแววตาเคลิบเคลิ้มหลงใหลพวกเขาล้วนชะงักงันอยู่กับที่
กลิ่นหอมอบอวลที่ล่อลวงผู้คนเช่นนี้นับว่าเป็นวิธีการอันเป็นเอกลักษณ์ของเผ่าจิ้งจอก
สำหรับผู้ที่มีจิตใจดีงามและมีจิตใจกว้างขวางกลิ่นหอมอบอวลนี้ไม่เพียงแต่จะไม่มีอันตรายทว่ากลับช่วยส่งเสริมการฝึกฝนสามารถบ่มเพาะจิตใจและหล่อเลี้ยงอุปนิสัยได้
สำหรับผู้ที่มีอุปนิสัยดุร้ายอำมหิตและมีจิตใจลามกชั่วร้ายกลิ่นหอมอบอวลนี้จะทำให้พวกเขาหลงทางกระทั่งสูญเสียความเป็นตัวของตัวเองไปอย่างสิ้นเชิงและตกอยู่ภายใต้การควบคุมของเผ่าจิ้งจอก!
จิ้งจอกน้อยเล็ดลอดผ่านร่างของผู้ฝึกเทพยุทธ์หลายสิบคนไปนางมุ่งหน้าไปยังกระจกส่องอสูรที่อยู่เบื้องหน้าอย่างสุดกำลัง!
จะต้องรวดเร็ว!
ด้วยความแข็งแกร่งของผู้ฝึกเทพยุทธ์แห่งวังแก้วผลึกเหล่านี้อีกไม่นานพวกเขากก็จะฟื้นคืนสติกลับมา
เมื่อถึงเวลานั้นรอให้คนเหล่านี้ตอบสนองกลับมานางก็จะไม่มีโอกาสแม้แต่นิดเดียว!
เมื่อมองเห็นกระจกส่องอสูรอยู่ตรงเบื้องหน้านี้แล้ว
เบื้องหน้าของจิ้งจอกน้อยพลันปรากฏรองเท้าเหยียบเมฆาคู่หนึ่งเพิ่มขึ้นมา!
เงามืดสายหนึ่งปกคลุมลงมา
ไม่ทันรอนางตอบสนองนางก็รู้สึกหายใจติดขัดลำคอกลับถูกฝ่ามืออันหยาบกร้านข้างหนึ่งบีบเอาไว้!
ผู้ฝึกเทพยุทธ์แห่งวังแก้วผลึกผู้หนึ่งมีสีหน้าเย็นชามุมปากโค้งขึ้นเล็กน้อยภายในแววตาสาดประกายเย้ยหยันฝ่ามือของเขาบีบลำคอของจิ้งจอกน้อยเอาไว้ก่อนจะหิ้วตัวนางขึ้นมา
คนผู้นี้คือผู้บัญชาการของผู้ฝึกเทพยุทธ์หลายสิบคนนี้ มีนามว่า เจียงฮุย ระดับการฝึกฝนและความแข็งแกร่งสูงส่งที่สุด เขายืนอยู่เบื้องหน้ากระจกส่องอสูรไม่ได้เข้าไปร่วมวงด้วย ย่อมไม่ถูกเล่นงานอย่างแน่นอน
"หึ หึ!" เจียงฮุยจ้องมองจิ้งจอกน้อยเขาแค่นเสียงหัวเราะเย็นชาและกล่าวเยาะเย้ย
"ตัวแค่นี้ลำพังแค่เจ้ายังคิดจะมาก่อกวนอีกงั้นหรือ?"
จิ้งจอกน้อยดิ้นรนด้วยร่างกายอันบอบบาง
ทว่าฝ่ามือของเจียงฮุยกลับราวกับคีมเหล็กนางจะดิ้นรนอย่างไรก็ไม่สามารถหลุดพ้นออกไปได้!
ทันใดนั้น!
ร่างของจิ้งจอกน้อยสั่นสะท้านขึ้นมาคราหนึ่ง ภายใต้การจับจ้องของเจียงฮุย นางกลับหมุนตัวเปลี่ยนร่างจำแลงกายกลายเป็นหญิงสาววัยแรกรุ่นผู้หนึ่ง
บนร่างของหญิงสาวสวมกระโปรงยาวผ้าโปร่งบางสีแดงชาดชั้นหนึ่ง เผยให้เห็นทรวดทรงองค์เอวอันโค้งเว้าได้สัดส่วน เรียวขายาวถูกเปิดเผยออกมาเพียงครึ่งหนึ่งดูปกปิดซ่อนเร้น
เจียงฮุยสะบัดหนึ่งครั้งท้องน้อยพลันมีเปลวเพลิงแห่งความชั่วร้ายพวยพุ่งขึ้นมา
เมื่อหันไปมองดูใบหน้าของหญิงสาววัยแรกรุ่นผู้นี้อีกครา
ช่างคู่ควรกับคำว่า 'งดงามหาตัวจับยาก' อย่างแท้จริง
ในโลกหล้าการใช้ถ้อยคำที่งดงามที่สุดมาพรรณนาถึงใบหน้าของหญิงสาวผู้นี้ล้วนไม่นับว่าเกินจริงเลยแม้แต่น้อย
ดวงตาอันงดงามคู่นั้น ดูยั่วยวนชวนให้จิตใจล่องลอย ราวกับสามารถหยดน้ำออกมาได้
สีหน้าของหญิงสาว ดูราวกับโกรธเคือง ราวกับตัดพ้อ ดวงตาเย้ายวนเคลิบเคลิ้มจมูกโด่งเป็นสัน ริมฝีปากสีกุหลาบอ้าออกเล็กน้อยเผยให้เห็นฟันขาวสะอาดครึ่งหนึ่ง ทุกจังหวะการหายใจล้วนแผ่กลิ่นหอมอบอวลจางๆออกมา
ภายในหัวของเจียงฮุยอื้ออึงไปชั่วขณะ สายตาของเขาจ้องเขม็ง ฝ่ามือคลายออกโดยสัญชาตญาณ
ผู้ฝึกเทพยุทธ์ที่เร่งรุดมาจากที่อื่นเพื่อช่วยเหลือเมื่อได้เห็นใบหน้าของหญิงสาววัยแรกรุ่นผู้นี้ต่างก็หยุดฝีเท้าลง
ตามมาด้วยเสียงดังกริ๊งๆดังขึ้นเป็นระลอก
ศาสตราวุธในมือของผู้ฝึกเทพยุทธ์เหล่านี้ล้วนร่วงหล่นลงมาทีละชิ้น!
งามล่มเมืองล่มแคว้นก็คงเป็นเช่นนี้กระมัง
จิ้งจอกน้อยดิ้นรนหลุดพ้นจากเงื้อมมือของเจียงฮุยไป นางวิ่งมุ่งหน้าไปยังกระจกส่องอสูรที่อยู่ไม่ไกลออกไป
วิ่งไปได้สองสามก้าวเบื้องหลังก็แว่วเสียงคำรามต่ำๆดังขึ้น!
เจียงฮุยดูราวกับสัตว์ป่า เขากระโจนเข้าใส่จิ้งจอกน้อยโดยตรง ดวงตาทั้งสองข้างแดงก่ำ เขาหอบหายใจอย่างหนักหน่วงมือบีบลำคอของจิ้งจอกน้อยอย่างแรงพร้อมกับแผดเสียงคำรามลั่น
"นางมารร้าย นางมารร้ายอย่างเจ้าอย่าหวังว่าจะล่อลวงข้าได้!"
จิ้งจอกน้อยหายใจไม่ออกเลยแม้แต่น้อยขาทั้งสองข้างถีบสะเปะสะปะทว่าท่อนแขนกลับพยายามไขว่คว้าไปยังกระจกส่องอสูรที่อยู่ใกล้แค่เอื้อมอย่างสุดชีวิต
‘ต่อให้ต้องใช้เรี่ยวแรงเฮือกสุดท้ายก็จะต้องคว่ำกระจกส่องอสูรให้จงได้!’
นี่คือความคิดเดียวที่อยู่ภายในห้วงสมองของจิ้งจอกน้อย
เมื่อได้เห็นภาพฉากนี้ซูจื่อโม่ก็ขบกรามแน่นเขากระตุ้นพลังปราณโลหิตจนถึงขีดสุดขอบตาแดงก่ำลึกเข้าไปในลำคอแว่วเสียงคำรามที่ทำให้ผู้คนอกสั่นขวัญแขวนดังขึ้นมาเป็นระลอก!
บริเวณริมกำแพงเมืองไม่ไกลนักชายฉกรรจ์ผมเหลืองผู้หนึ่งก้าวเท้าออกไปนอกกำแพงเมืองครึ่งก้าวแล้วเขาตั้งใจจะอาศัยช่วงชุลมุนหลบหนีไป
ทว่าเมื่อได้เห็นภาพฉากนี้เขาก็อดไม่ได้ที่จะชะงักฝีเท้าลง
ไม่ทราบว่าเป็นเพราะเหตุใดเขาสัมผัสได้ถึงเลือดร้อนที่พวยพุ่งขึ้นมา!
"มารดามันเถอะไม่สนแล้ว บิดาจะสู้ตายล่ะ!"
ชายฉกรรจ์ผมเหลืองชักเท้ากลับมาเขาแผดเสียงคำรามลั่น ก่อนจะพุ่งเข้าหาเจียงฮุยที่อยู่ด้านข้าง
ร่างยังคงลอยเคว้งอยู่กลางอากาศก็พลันจำแลงกายกลายเป็นราชสีห์ทองคำที่ดูน่าเกรงขาม มันยื่นกรงเล็บอันแหลมคมออกไปอ้าปากกว้างจนสุด เผยให้เห็นเขี้ยวอันแหลมคม
จิตใจของเจียงฮุยสับสนวุ่นวายไปหมดแล้ว
อันที่จริงเขาได้ถูกจิ้งจอกน้อยล่อลวงไปแล้วทว่า 'คัมภีร์หัวใจแก้วผลึก' และเคล็ดวิชาลับอื่นๆที่เขาฝึกฝนกลับคอยเตือนสติเขาอยู่ตลอดเวลาว่านี่มันไม่ถูกต้อง!
ความคิดสองสายขัดแย้งกันภายในห้วงสมองของเขาจึงทำให้เกิดสถานการณ์เช่นนี้ขึ้น
ต่อให้ราชสีห์ทองคำจะกระโจนเข้ามาเขาก็ไม่ได้สังเกตเห็นเลยแม้แต่น้อย
ฉัวะ!
ราชสีห์ทองคำกัดศีรษะของเจียงฮุยขาดกระเด็นในคำเดียวมันขบเคี้ยวเสียงดังกร้วมๆจนแหลกละเอียดก่อนจะกลืนลงท้องไป!
และในเวลาเดียวกันนั้นผู้ฝึกเทพยุทธ์แห่งวังแก้วผลึกหลายสิบคนที่อยู่ด้านข้างก็พากันฟื้นคืนสติพวกเขาพุ่ง
"ข้าจะต้านทานพวกเขาเอาไว้เองเจ้าจงรีบหนีไป!"
ราชสีห์ทองคำไม่ทันได้หันไปมองจิ้งจอกน้อย มันเพียงแค่ทิ้งท้ายเอาไว้ประโยคหนึ่งก่อนจะพุ่งเข้าปะทะกับผู้ฝึกเทพยุทธ์แห่งวังแก้วผลึกหลายสิบคน
จิ้งจอกน้อยดิ้นรนหยัดกายลุกขึ้นยืนนางไม่ทันได้ผ่อนลมหายใจก็วิ่งตรงไปยังเบื้องหน้ากระจกส่องอสูรสองมือกุมขอบกระจกส่องอสูรเอาไว้ก่อนจะออกแรงงัดขึ้นมาอย่างแรง!
เสียงดังโครมคราม!
กระจกส่องอสูรถูกพลิกคว่ำในทันที
ลำแสงอีกสายหนึ่งเลือนหายไปจากร่างของซูจื่อโม่
ในชั่วพริบตานั้นราวกับฟ้าดินเงียบสงบลง
อากาศแข็งค้าง
ภายในเมืองโบราณอบอวลไปด้วยรังสีอำมหิต!
กลิ่นอายอันน่าสะพรึงกลัวถึงขีดสุดสายหนึ่งกำลังค่อยๆแผ่ซ่านออกมาจากใจกลางเมืองโบราณ
ดูราวกับมีตัวตนอันน่าสะพรึงกลัวอย่างยิ่งตนหนึ่งกำลังตื่นขึ้นมา!
-สองสิงห์:ผู้แปล-