- หน้าแรก
- มายฮีโร่ ฉันคือเดอะแฟลช
- ตอนที่4 ทดสอบพลังสปีดฟอร์ซ
ตอนที่4 ทดสอบพลังสปีดฟอร์ซ
ตอนที่4 ทดสอบพลังสปีดฟอร์ซ
หลังเลิกเรียนในตอนบ่ายเมื่อหลี่เทียนกลับถึงบ้านป้าของเขาอย่างทาเคยามะ ยูและนานาริ ฮวาอีก็ยังไม่กลับมา
ตารางการทำงานของโปรฮีโร่คงไม่เป็นเวลาเหมือนนักเรียนอย่างพวกเขา
หลี่เทียนหยิบโทรศัพท์มือถือออกมาสั่งอาหารเย็นสำหรับสามคนและก่อนที่ทาเคยามะ ยูกับนานาริ ฮวาอีจะกลับมาเขาก็กินมันหมดอย่างรวดเร็ว
หลังจากกินอิ่มแล้วในที่สุดหลี่เทียนก็เริ่มคิดถึงพลังลึกลับที่เขาได้รับมา"สปีดฟอร์ซ"
แม้ว่าในฐานะผู้ข้ามมิติเขาจะเคยเห็นผลงานแฟนตาซีที่มี“ตัวช่วยโกง”มากมายแต่หลี่เทียนก็ยังรู้สึกเข้าใจได้ยากแต่เมื่อเขาข้ามมายังโลกใบนี้ เขากลับได้พลังพิเศษชนิดหนึ่งติดตัวมาด้วยเหมือน
แต่ท้ายที่สุดแล้วในเมื่อเขาได้รับพลังนี้มาไม่ว่าจะเป็นการคำนวณของเทพเจ้าหรือแผนสมคบคิดของปีศาจก็ตามหลี่เทียนก็ไม่สามารถมัวแต่กังวลโน่นกังวลนี่ได้
ในเมื่อเขายังไม่มีพลังที่จะปกป้องตัวเองและคงจะปล่อยให้พลังที่ได้มาโดยไม่ใช้เลยก็จะใช่เรื่อง ต่อให้ในอนาคตจะมีแผนการร้ายจริงๆหากอยากต่อต้านสุดท้ายก็ต้องมีพลังให้มากพออยู่ดี
“พลังสปีดฟอร์ซ ฉันจำได้ว่า…”หลี่เทียนเอามือค้ำคางพลางครุ่นคิด
สำหรับเดอะ แฟลชหลี่เทียนยังพอมีความทรงจำอยู่บ้างแม้ว่าซีรีส์The Flashจะยังฉายไม่จบซีซันแรกก็ตามแต่ในชาติก่อนเขาเป็นพวกเนิร์ดสายเบาๆถึงแม้จะไม่ได้ดูหนังหรือซีรีส์ของเดอะ แฟลชทั้งหมด
แต่เขาก็ยังพอเข้าใจความสามารถของตัวละครนี้อยู่บ้างและเคยค้นหาข้อมูลเกี่ยวกับสปีดฟอร์ซในอินเทอร์เน็ตด้วย
สปีดฟอร์ซหรือพลังแห่งความเร็วตามการตั้งค่าในจักรวาลDCมันคือแหล่งกำเนิดของความเร็วทั้งหมดของผู้ที่มีพลังนี้จะเรียกว่าสปีดเตอร์และสามารถเคลื่อนที่ด้วยความเร็วเหนือมนุษย์
วิ่งบนผิวน้ำหรือบนกำแพงสูงโดยไม่สนแรงโน้มถ่วง สั่นร่างกายให้ทะลุผ่านสสารหรือเร่งความคิด,ฟื้นฟูร่างกายได้อย่างรวดเร็วและผู้ที่แข็งแกร่งที่สุดยังสามารถเดินทางข้ามมิติเวลาจนถึงขั้นรีสตาร์ทจักรวาลได้
หลี่เทียนนับความสามารถของเดอะ แฟลชที่เขาจำได้ซึ่งทั้งหมดนี้สามารถใช้เป็นแนวทางให้เขาพัฒนาท่าไม้ตายในอนาคตได้
“พูดเป็นพันเป็นหมื่นคำ ยังไงก็สู้ลองด้วยตัวเองไม่ได้”
หลี่เทียนลูบคาง มองออกไปนอกหน้าต่างและพึมพำกับตัวเอง
เนื่องจากระบบโรงเรียนของญี่ปุ่น ตอนนี้จริงๆก็ยังไม่ถือว่าดึกนักถึงแม้การทดลองใช้อัตลักษณ์ของตัวเองจะไม่ใช่เรื่องน่าอายอะไรแต่หลี่เทียนก็ยังรู้สึกกระอักกระอ่วนเล็กน้อยหากต้องทดลองมันกลางวันแสกๆ
“งั้นรอให้ถึงตอนเย็นก่อนดีกว่า…” หลี่เทียนพึมพำเบาๆ
―――――――――――――――――――――――――
บนถนนที่ค่อนข้างเงียบสงบไม่ไกลจากชุมชนของเหล่าโปรฮีโร่มากนักหลี่เทียนสวมชุดวอร์มกำลังขยับมือขยับเท้าอบอุ่นร่างกาย
การบอกว่าจะรอให้ฟ้ามืดก่อนแล้วค่อยออกมาทดสอบความสามารถนั้นก็เป็นแค่ข้ออ้างเท่านั้นนี่คือพลังเหนือมนุษย์ที่เขารอคอยมานานหลายสิบปี
ถ้าเขายังไม่ได้ลองใช้สปีดฟอร์ซหลี่เทียนคงจะรู้สึกเหมือนรถที่วิ่งโดยไม่มีเบรกเขาแทบจะทนไม่ไหวแล้ว
เมื่อยืนอยู่ตรงสี่แยกหลี่เทียนขยับมือขยับเท้าเพื่อเตรียมตัวนี่เป็นครั้งแรกในชีวิตที่เขาจะใช้พลังเหนือมนุษย์ดังนั้นเขาจึงตื่นเต้นอย่างมาก
“ฮู่ววว” หลังจากหลี่เทียนพ่นลมหายใจยาวๆออกมาเขาก็เตรียมตัวพร้อมเต็มที่สีหน้าจริงจังขึ้นมองไปยังถนนที่มีทั้งรถและผู้คนไม่มากนัก
ฟึ่บ!
หลี่เทียนก้าวออกไปทันที เริ่มเร่งฝีเท้าวิ่งอย่างรวดเร็ว
ในตอนแรกก็ยังปกติดีเพราะหลี่เทียนยังไม่คุ้นเคยกับการใช้สปีดฟอร์ซและไม่สามารถเร่งความเร็วได้สำเร็จทันที แต่เมื่อเขาวิ่งต่อไปพลังสปีดฟอร์ซในร่างกายก็เหมือนถูกกระตุ้นพร้อมที่จะปะทุออกมาทุกเมื่อ
เมื่อหลี่เทียนวิ่งไปได้ประมาณยี่สิบเมตร บนร่างกายของเขาก็เริ่มปรากฏประกายสายฟ้าสีทอง
จากนั้นขาของหลี่เทียนก็เคลื่อนไหวเร็วขึ้นและเร็วขึ้นเรื่อยๆจนในพริบตาเดียวก็พร่าเลือนจนมองไม่ออก ร่างกายทั้งร่างของเขาถูกห่อหุ้มด้วยสายฟ้าสีทองทั้งหมด
ความเร็วพุ่งทะยานขึ้นทันทีและเกิดภาพเงาหลายชั้นตามมาสายฟ้าสีแดงและสีเหลืองพาดผ่านด้านหลังของหลี่เทียนอย่างรวดเร็วเขาพุ่งทะยานไปบนถนนทิ้งเส้นสายฟ้าสีทองที่ดวงตาของคนธรรมดาแทบมองไม่เห็นเอาไว้
ในขณะนี้ ดวงตาของหลี่เทียนเบิกกว้างเพราะเขากำลังตกตะลึงกับโลกที่แตกต่างไปโดยสิ้นเชิงตรงหน้าเขา
สปีดฟอร์ซไม่ได้มีไว้แค่ทำให้สปีดเตอร์วิ่งเร็วเท่านั้นการเสริมพลังของสปีดฟอร์ซต่อสปีดเตอร์ไม่ได้เพิ่มเพียงความเร็วในการวิ่งแต่เป็นการเพิ่มความเร็วโดยรวมทั้งการเคลื่อนไหว,ความคิดและทุกด้านอย่างรอบด้าน
เหมือนกับตอนนี้คนเดินถนนที่กำลังพูดคุยหัวเราะอยู่ข้างทางรถที่วิ่งผ่านไปบนถนนรวมถึงดอกไม้และใบไม้ที่ร่วงหล่นอยู่สองข้างทางทั้งหมดนี้ในสายตาของหลี่เทียนที่กำลังพุ่งทะยานด้วยความเร็วกลับช้าเหมือนเต่า
ภายใต้การเสริมพลังของสปีดฟอร์ซการมองเห็นแบบไดนามิกของเขาได้พุ่งไปถึงระดับที่น่ากลัวในสายตาของหลี่เทียนโลกทั้งใบเหมือนถูกทำให้ช้าลงหลายสิบหรือแม้แต่หลายร้อยเท่า
“ความเร็วระดับนี้ต้องเกินความเร็วเสียงแน่นอน” ดวงตาของหลี่เทียนเต็มไปด้วยความตื่นเต้น
เขาวิ่งสุดกำลังแรงลมพัดคำรามทะลุผ่านชั้นพลังมากระแทกใบหน้าของเขา เส้นผมของหลี่เทียนปลิวสะบัดไปตามแรงลม
“เจ๋งจริงๆ” ความตื่นเต้นบนใบหน้าของหลี่เทียนปิดไม่มิดและก็ไม่มีเหตุผลต้องปิดบังด้วย
“ฟูววว” หลี่เทียนถอนหายใจเบาๆพลางมองไปยังป้ายรถเมล์ที่อยู่ไม่ไกลซึ่งมีผู้คนยืนรออยู่จำนวนมาก
สายตาของหลี่เทียนจับจ้องไปที่ชายคนหนึ่งซึ่งรูปร่างหน้าตาดูแปลกประหลาด
เห็นได้ชัดว่าเป็นคนที่กลายพันธุ์จากอัตลักษณ์ประเภทต่างเผ่าแม้ว่าสังคมจะยอมรับอัตลักษณ์ต่างเผ่าโดยทั่วไปแล้วก็ตาม
แต่ในสายตาของคนส่วนน้อยการกลายพันธุ์แบบนี้ก็ยังคงถูกมองว่าเป็นสัญลักษณ์ของ“สัตว์ประหลาด”
แน่นอนว่านั่นไม่ใช่ประเด็นและหลี่เทียนก็ไม่ได้ตั้งใจจะดูถูกพวกต่างเผ่า
ประเด็นคือมือของชายคนนั้นกำลังล้วงอยู่ในกระเป๋าของผู้หญิงที่ยืนอยู่ด้านหน้าเห็นได้ชัดว่าในมือเขาถือกระเป๋าสตางค์เอาไว้และกำลังจะดึงมันออกมา
“หัวขโมย…” หลี่เทียนหรี่ตาลง
พูดตามตรงตั้งแต่เขาโตมานอกจากจะเคยเห็นวิลเลินก่อเรื่องในความทรงจำของเจ้าของร่างเดิมแล้วนี่เป็นครั้งแรกที่เขาเห็นการลักเล็กขโมยน้อยแบบนี้กับตาตัวเอง
เพียงแค่ความคิดวูบหนึ่งผ่านเข้ามาในหัวหลี่เทียนก็เร่าความเร็วก่อนจะวิ่งตรงไปยังป้ายรถเมล์นั้น
ต่อหน้าหลี่เทียนที่อยู่ในโหมดสปีดฟอร์ซอีกฝ่ายย่อมไม่มีทางตรวจพบการมีอยู่ของเขาได้
เมื่อเข้าไปใกล้หลี่เทียนไม่ได้ตั้งใจจะจับตัวอีกฝ่ายหรือแอบเอากระเป๋าสตางค์กลับไปใส่คืนเงียบๆ แต่เขากลับก้มลงอย่างรวดเร็วแก้เชือกรองเท้าผ้าใบของหัวขโมยออกแล้วผูกเชือกทั้งสองข้างเข้าด้วยกัน
หลังจากนั้นก็ผลักเขาเบาๆหนึ่งทีบนป้ายรถเมล์ สึบาสะ อันโดเบียดตัวอยู่ท่ามกลางฝูงชน
มองตรงไปข้างหน้าเหมือนกำลังรอรถเมล์อยู่แต่ฝ่ามือที่ซ่อนอยู่ด้านล่างกำลังคลำดูความหนาของกระเป๋าสตางค์ในกระเป๋าของผู้หญิงที่ยืนอยู่ข้างหน้าเขาอยู่
ในฐานะหัวขโมยมืออาชีพเขามีทักษะพิเศษเพียงแค่ใช้มือแตะกระเป๋าสตางค์ก็สามารถรู้ได้ว่าข้างในมีเงินหรือไม่มีเงิน
แค่ดูจากความหนาของกระเป๋าสตางค์ถ้าไม่ได้ตั้งใจยัดกระดาษหนังสือพิมพ์ใส่ไว้เพื่อแกล้งอวดร่ำรวยเงินข้างในก็คงไม่ใช่น้อยแน่นอน
“นี่มันเหยื่ออ้วนตัวใหญ่ชัดๆ!” สึบาสะ อันโดเผยรอยยิ้มพอใจเล็กๆที่มุมปาก
อย่างไรก็ตามก่อนที่เขาจะได้ภูมิใจในขณะที่เขากำลังจะลงมือปิดเกมจู่ๆก็เหมือนมีเงาร่างนึงที่เลือนรางวาบผ่านสายตา จากนั้นเขาก็รู้สึกถึงแรงมหาศาลผลักเขาไปข้างหน้าอย่างกะทันหัน
“เกิดอะไรขึ้น?” สึบาสะ อันโดตกใจทันทีเขารีบจะถอยหลังสองก้าวเพื่อลดแรงนั้นแต่เท้าของเขากลับติดอยู่กับที่ขยับไปข้างหน้าไม่ได้เลย
“อ๊าก!”สึบาสะ อันโดร้องตะโกนด้วยความตื่นตระหนก ก่อนจะล้มหงายลงไปด้านหลังตรงๆและจากนั้นกระเป๋าสตางค์ในมือของเขาก็ลอยขึ้นไปบนอากาศ
“อะไรกันเนี่ย เกิดอะไรขึ้น?”
“ทุกคนหลบหน่อย มีคนล้ม!”
“เกิดอะไรขึ้นหรือว่ามีวิลเลิน?”
ในวินาทีที่สึบาสะ อันโดล้มลงผู้คนด้านหลังก็เริ่มส่งเสียงอื้ออึงทันทีเพราะกลัวว่าจะเป็นการโจมตีของวิลเลินพวกเขาจึงรีบถอยหลังกันอย่างรวดเร็วจนเกิดพื้นที่ว่างเป็นวงเล็กๆในพริบตา
แปะ!
กระเป๋าสตางค์ที่ลอยอยู่กลางอากาศไม่กี่วินาทีตกลงมาอย่างอิสระก่อนจะกระแทกเข้าที่หน้าของสึบาสะ อันโดซึ่งกำลังนอนอยู่บนพื้น
“เฮ้! นั้นกระเป๋าตังของฉัน” ผู้หญิงที่ยืนอยู่ด้านหน้าของสึบาสะ อันโดร้องขึ้นอย่างตกใจทันทีที่เห็นกระเป๋าตัง
เธอจำมันได้ทันทีจากนั้นก็รีบล้วงเข้าไปในกระเป๋าของตัวเองเพื่อตรวจดูและก็พบว่ากระเป๋าตังหายไปจริงๆ
“ขโมย! เขาเป็นขโมย!” ผู้หญิงคนนั้นตะโกนขึ้นทันที
“ขโมยงั้นเหรอ?”
“ไม่ใช่ วิลเลิน หรอกเหรอ?”
ผู้คนรอบข้างเริ่มซุบซิบกันทันทีพร้อมกับถอนหายใจโล่งอกเพราะเพิ่งเกิดเหตุโจมตีของวิลเลินครั้งใหญ่เมื่อไม่กี่วันก่อนเส้นประสาทของพวกเขายังตึงเครียดอยู่
ผู้หญิงที่กระเป๋าสตางค์ถูกขโมยรีบเดินเข้าไปข้างหน้าใช้อัตลักษณ์ของเธอฟาดกระเป๋าใส่หัวขโมยอย่างบ้าคลั่งพลางตะโกน“จับขโมย!” “จับขโมย!”อย่างตื่นตระหนกขณะถอยออกไปด้วย
ส่วนหัวขโมยอย่างสึบาสะ อันโดตอนนี้ทำได้เพียงกอดหัวกลิ้งไปมาบนพื้นอย่างบ้าคลั่ง
เขาไม่มีเวลาสนใจด้วยซ้ำว่าเชือกรองเท้าที่ถูกผูกเข้าด้วยกันใต้เท้าของเขานั่นแหละที่ทำให้เขาล้มและเมื่อได้ยินผู้หญิงยังคงตะโกนว่า“จับขโมย!”อยู่ไม่หยุดเขาก็แทบจะพังทลายทั้งคน
นี่แค่โดนผู้หญิงคนเดียวเล่นงานยังไม่พอหรือไง ต้องเรียกคนอื่นมารุมกระทืบเป็นศึกหมู่ด้วยหรือ?
“ถ้ายังโดนตีแบบนี้ต่อไป ไม่ดีแน่!”
“เราควรไปห้ามผู้หญิงคนนั้นไหม?” เมื่อมองภาพตรงหน้าผู้คนรอบๆ หลายคนเริ่มทนดูไม่ไหวแล้วมันดูน่าสงสารเกินไป
แน่นอนว่าสิ่งที่ควรพูดถึงก็คืออัตลักษณ์ของผู้หญิงคนนั้นถึงแม้จะไม่รู้ว่าเป็นอัตลักษณ์แบบไหนแต่ทุกคนก็เข้าใจได้อย่างชัดเจนว่ากระเป๋าที่มีมุมแข็งๆแบบนั้น
เมื่อเหวี่ยงด้วยแรงเต็มที่แล้วฟาดลงไปแต่ละครั้งมันสร้างรอยบุ๋มเป็นหลุมได้เลยเห็นได้ชัดว่าเป็นอัตลักษณ์ที่ทรงพลังไม่น้อย
แม้แต่หลี่เทียนที่ยืนดูเรื่องสนุกอยู่ข้างๆยังมองภาพตรงหน้าด้วยสีหน้าลำบากใจจนพูดไม่ออก
ดูเหมือนว่าสมัยนี้ การเป็นหัวขโมยจะเป็นอาชีพที่อันตรายเอามากๆ
หลังจากเหตุการณ์นั้นผ่านไปได้ไม่นาน โปรฮีโร่ ที่กำลังลาดตระเวนอยู่ก็รีบมาถึง และพาตัวหัวขโมย อันโด สึบาสะ พร้อมกับ…ผู้หญิงคนนั้น ไปยังสถานีตำรวจด้วยกัน
ส่วน หลี่เทียนหลังจากดูละครจบ เขาก็ฉวยจังหวะตอนที่ไม่มีใครสังเกตใช้สปีดฟอร์ซและหายวับไปจากที่เดิมในพริบตา
อย่างไรก็ตามสิ่งที่หลี่เทียนไม่ได้สังเกตก็คือในช่วงวินาทีที่เขาปรากฏตัวและหายไปนั้นท่ามกลางฝูงชนที่กำลังรอรถเมล์อยู่ที่ป้ายมีร่างผอมบางคนหนึ่งซึ่งดวงตาได้ส่องประกายแสงสีน้ำเงินวาบขึ้นมาเล็กน้อย