- หน้าแรก
- กลายเป็นฮั่วอวี่เห่าทั้งที แต่ระบบดันเข้าใจผิดคิดว่าผมเป็นแค่คนธรรมดาแห่งโต้วหลัว
- บทที่ 11: โจวอี้ถูกไล่ออก และอาจารย์ใหม่มาถึง
บทที่ 11: โจวอี้ถูกไล่ออก และอาจารย์ใหม่มาถึง
บทที่ 11: โจวอี้ถูกไล่ออก และอาจารย์ใหม่มาถึง
ประมาณห้านาทีหลังจากที่ตู้เหวยหลุนเดินจากไป เสียงเคาะประตูก็ดังขึ้นที่ห้องทำงานของคณบดี พร้อมกับเสียงของตู้เหวยหลุนที่ดังมาจากด้านนอก
"ท่านคณบดี ข้าพาโจวอี้กับฟานอวี่มาแล้วครับ..."
ทว่าก่อนที่ตู้เหวยหลุนจะพูดจบประโยค ก็มีเสียงทุบประตูอย่างรุนแรงแทรกขึ้นมา
"ตาเฒ่าเหยียน เปิดประตูเดี๋ยวนี้! เพื่อนเก่ามาหาทั้งที ยังจะมาทำวางมาดอยู่อีกเหรอ?"
น้ำเสียงนั้นทุ้มต่ำและทรงพลัง เพียงแค่ได้ยินก็จินตนาการถึงรูปลักษณ์ของผู้พูดได้ทันที
"รองคณบดีแผนกอุปกรณ์วิญญาณมาทำอะไรที่นี่?" เหยียนเส้าเจ๋อขมวดคิ้วมุ่น
รองคณบดีแผนกอุปกรณ์วิญญาณ (เฉียนโตวตัว) มักจะชอบทำตัวเป็นไม้เบื่อไม้เมากับเหยียนเส้าเจ๋อซึ่งเป็นคณบดีแผนกวิญญาณยุทธ์เสมอ ดังนั้นเมื่อรู้ว่าอีกฝ่ายมาถึง เขาจึงรู้สึกไม่สบอารมณ์นัก แม้คนผู้นี้จะแพ้เขาบ่อย ๆ แต่ก็ไม่ใช่คนที่จะรับมือได้ง่ายเลย
"ตาเฒ่าเฉียน เข้ามาสิ" เหยียนเส้าเจ๋อเรียก
สิ้นเสียงของเหยียนเส้าเจ๋อ ตู้เหวยหลุนก็เปิดประตูออก
คนแรกที่ก้าวเข้ามาในห้องคือชายร่างกำยำอายุประมาณห้าสิบปี ใบหน้าไร้ริ้วรอยแต่มีเส้นผมสีขาวดั่งเข็มเหล็กชี้ชัน ดูผ่านโลกมาไม่น้อย ร่างกายที่สูงใหญ่และทรงพลังของเขามีกล้ามเนื้อเป็นมัด ๆ ราวกับก้อนหินแกรนิตที่สลักไว้อย่างประณีต
ข้างกายของชายผู้นี้คือโจวอี้ที่มีใบหน้าเหี่ยวย่น และชายวัยกลางคนรูปร่างสูงใหญ่เกินคนปกติอีกคนหนึ่ง
"ตาเฒ่าเฉียน เจ้ามาทำอะไร?" เหยียนเส้าเจ๋อถามหยั่งเชิงโดยไม่ได้ให้การต้อนรับที่ดูเป็นมิตรนัก
เมื่อเห็นสีหน้ามืดครึ้มของเหยียนเส้าเจ๋อ เฉียนโตวตัวก็ไม่ได้โกรธเคือง เขาเจอความลำบากแบบนี้มานับไม่ถ้วนในการต่อสู้เพื่อพัฒนาอุปกรณ์วิญญาณ
"ฮ่าฮ่า ตาเฒ่าเหยียน ข้าจะมาคุยกับเจ้าไม่ได้เชียวหรือ? พวกเราเป็นเพื่อนเก่ากันมาตั้งหลายปี" เฉียนโตวตัวหัวเราะเสียงดัง
"หึหึ ข้าไม่มีเวลาว่างมาคุยกับรองคณบดีแผนกอุปกรณ์วิญญาณหรอก ตอนนี้แผนกวิญญาณยุทธ์ของข้ากำลังวุ่นวายไปหมด"
พูดจบ เหยียนเส้าเจ๋อก็จ้องมองไปที่โจวอี้ซึ่งยืนอยู่ข้างฟานอวี่
"โจวอี้ เจ้าไม่มีอะไรจะพูดหน่อยเหรอ?" น้ำเสียงของเขาดูไม่เป็นมิตรเอาเสียเลย
สีหน้าของโจวอี้ยังคงไม่เปลี่ยนแม้จะถูกคณบดีคาดคั้น เธอตอบกลับอย่างแข็งกร้าวว่า "ข้าไม่มีอะไรจะพูด ข้าไม่ได้ทำอะไรผิด เป็นนักเรียนพวกนั้นต่างหากที่ไม่ยอมรับการดัดนิสัย พวกนักเรียนขยะควรถูกไล่ออกให้หมด!"
คำพูดที่สวนกลับเหยียนเส้าเจ๋อทำเอาทุกคนในห้องสีหน้าเปลี่ยนไปทันที
ฟานอวี่ได้แต่ยิ้มขื่น เขาทำได้เพียงดึงตัวโจวอี้มาไว้ด้านหลัง เขาเจอกับนิสัยของโจวอี้มาจนชิน ก่อนมาเขากำชับแล้วว่าให้เธอขอโทษเหยียนเส้าเจ๋อดี ๆ แล้วที่เหลือเขาจะจัดการเอง แต่ไม่คิดเลยว่าโจวอี้จะยังหัวแข็งขนาดนี้ เขารู้อยู่เต็มอกว่าเธอผิด แต่ในฐานะสามีเขาก็ทิ้งเธอไม่ได้
"คณบดีเหยียน เสี่ยวอี้แค่ชั่ววูบที่ขาดสติจึงพูดจาไม่คิด โปรดท่านเมตตาด้วยครับ" ฟานอวี่รีบขออภัยแทน
"ใช่แล้วตาเฒ่าเหยียน อย่าไปถือสาเด็กสาวเลย" เฉียนโตวตัวช่วยเสริม
เฉียนโตวตัวเองก็รู้สึกว่าภรรยาของลูกน้องคนนี้ดูจะมีปัญหาทางจิตอยู่บ้าง แต่เพื่อเห็นแก่ฟานอวี่ซึ่งเป็นมือขวาที่อายุน้อยและมีอนาคตไกลที่สุด เขาจึงต้องยอมยื่นมือเข้าช่วย
"แน่นอนว่าข้าจะไม่ถือสาเรื่องหยุมหยิมพวกนั้น แต่เรื่องที่นางใช้กลิ่นอายจักรพรรดิวิญญาณข่มขู่นักเรียนและไล่นักเรียนออกตามอำเภอใจ เรื่องนี้จะไม่จบลงง่าย ๆ แน่"
เมื่อได้ยินดังนั้น ฟานอวี่ก็หน้าถอดสี ในขณะที่เหยียนเส้าเจ๋อยังคงพูดต่อด้วยใบหน้าจริงจังถึงขีดสุด:
"โจวอี้ แม้แต่ตอนที่เจ้าสอนชั้นปีที่สูงกว่า เจ้าก็ยังก่อเรื่องไล่นักเรียนออกมั่วซั่วจนถูกร้องเรียนอยู่บ่อยครั้ง หลังจากเตือนแล้วไม่ฟังจนต้องย้ายเจ้ามาสอนปีหนึ่ง เจ้าก็ยังทำตัวแบบเดิม"
"เจ้ารู้ไหมว่าโรงเรียนต้องสูญเสียอัจฉริยะไปกี่คนเพราะการกระทำของเจ้า? เจ้ารู้ไหมว่าการไล่นักเรียนออกตามใจชอบส่งผลกระทบต่อพวกเขาขนาดไหน?"
"ในฐานะคณบดีแผนกวิญญาณยุทธ์ของสื่อไหลเค่อ ข้าไม่มีทางปล่อยให้แกะดำอย่างเจ้าลอยนวล ข้าขอประกาศตรงนี้ว่า เจ้าถูกไล่ออก!"
พูดถึงตรงนี้ เหยียนเส้าเจ๋อก็ลุกขึ้นยืน พร้อมกับกลิ่นอายอันน่าสะพรึงกลัวที่แผ่ออกมา
"ไม่! ท่านจะไล่ข้าออกไม่ได้! อัตราการเลื่อนชั้นของข้าสูงที่สุดในสื่อไหลเค่อ ข้าส่งนักเรียนเข้าโรงเรียนส่วนในมาตั้งมากมาย!"
"วิธีการสอนของข้าถูกต้องแล้ว!"
เมื่อได้ยินคำว่า 'ไล่ออก' โจวอี้ก็เหมือนถูกกระตุ้นจนคลั่งและเริ่มกรีดร้องออกมา
"หึหึ อัตราการเลื่อนชั้นนั่นมันได้มายังไง เจ้าไม่รู้แก่ใจตัวเองบ้างเหรอ?" ตู้เหวยหลุนเอ่ยเย้ยหยันในจังหวะนั้น
โจวอี้หันขวับไปมองตู้เหวยหลุนด้วยดวงตาที่แดงก่ำ ราวกับจะฉีกกินเลือดเนื้อของเขา
ตู้เหวยหลุนไม่ได้สะทกสะท้าน เขาเป็นถึงพรหมยุทธ์วิญญาณ จะไปกลัวอะไรกับแค่จักรพรรดิวิญญาณ? อีกอย่าง เหยียนเส้าเจ๋อก็ยืนอยู่ข้างเขา
ฟานอวี่รีบดึงตัวโจวอี้ไว้เพราะกลัวว่าเธอจะวู่วามจนลงมือลงไม้
เฉียนโตวตัวเห็นสถานการณ์บานปลายมาถึงจุดนี้ก็ได้แต่พูดไม่ออก เดิมทีเรื่องของโจวอี้ยังพอมีช่องว่างให้เจรจา แต่ตอนนี้เธอกลับอาละวาดจนทำให้เหยียนเส้าเจ๋อโกรธจัด เรื่องนี้จึงกลายเป็นเรื่องยากที่จะคลี่คลาย
เขาขมวดคิ้วพลางครุ่นคิดว่าจะแทรกแซงเรื่องนี้ต่อไปอย่างไรดี
"ท่านคณบดี!" ฟานอวี่เอ่ยเรียกเฉียนโตวตัวด้วยสายตาวิงวอน
เฉียนโตวตัวเหลือบมองฟานอวี่พลางลอบถอนหายใจในใจ เขารู้ดีว่าเพื่อฟานอวี่ซึ่งเป็นวิศวกรวิญญาณระดับ 9 ที่อายุน้อยและเก่งกาจที่สุดของเขา เขาจำเป็นต้องยอมแลกอะไรบางอย่าง
"ฟานอวี่ เจ้าพาโจวอี้ออกไปก่อน ข้ามีเรื่องต้องคุยกับตาเฒ่าเหยียน"
พูดจบ เฉียนโตวตัวก็เหลือบมองตู้เหวยหลุน เป็นสัญญาณให้เขาออกไปก่อนเช่นกัน ตู้เหวยหลุนหันไปมองเหยียนเส้าเจ๋อ เมื่อเห็นคณบดีพยัคหน้าอนุญาต เขาจึงออกจากห้องไป
หลังจากโจวอี้ ฟานอวี่ และตู้เหวยหลุนออกไป การเจรจาที่แท้จริงก็เริ่มต้นขึ้น
คนที่อยู่ด้านนอกห้องได้ยินเสียงโต้เถียงกันอย่างรุนแรง หลังจากนั้นครู่ใหญ่ เฉียนโตวตัวก็เดินออกจากห้องมาด้วยสีหน้าเรียบเฉย
ต่อมามีข่าวแพร่ออกไปว่า โจวอี้ถูกพักงานชั่วคราวแต่ไม่ได้ถูกไล่ออก
...
"ฮั่วอวี่ห่าว เจ้าได้ยินข่าวหรือยัง? ยัยแม่มดโจวอี้แค่ถูกพักงานเองนะ ไม่ได้ถูกไล่ออก" หวังตงพูดกับฮั่วอวี่ห่าวด้วยท่าทางกระฟัดกระเฟียดหลังจากกลับมาจากด้านนอก
ฮั่วอวี่ห่าวที่เพิ่งฝึกฝนเสร็จได้ยินดังนั้นสีหน้าของเขาก็ยังคงเรียบเฉย เขาไม่ได้ประหลาดใจกับผลลัพธ์นี้เลย
โจวอี้มีฟานอวี่หนุนหลัง และฟานอวี่ในฐานะวิศวกรวิญญาณระดับ 8 เพียงคนเดียวในแผนกอุปกรณ์วิญญาณ ย่อมมีความสามารถพอที่จะขอความช่วยเหลือจากเฉียนโตวตัวได้
ถึงแม้สถานะของแผนกอุปกรณ์วิญญาณในสื่อไหลเค่อจะไม่สูงนัก แต่การจะปกป้องตำแหน่งอาจารย์โรงเรียนส่วนนอกคนเดียวถือเป็นเรื่องที่ง่ายดายมาก
โจวอี้แค่ถูกพักงานเพื่อรอให้พายุสงบลงก่อนจะกลับมาดำรงตำแหน่งเดิม นี่คือเรื่องภายในของโรงเรียนที่นักเรียนส่วนนอกเพียงไม่กี่คนไม่อาจสั่นคลอนได้
"แค่พักงานก็ดีแล้ว อย่างน้อยโรงเรียนก็ไม่ได้ทำโทษพวกเรา"
"แทนที่จะกังวลเรื่องนั้น นายควรกังวลว่าใครจะมาเป็นอาจารย์ประจำชั้นคนใหม่ของเรามากกว่า ถ้าเจอคนแบบโจวอี้อีกคงแย่แน่"
"ฉันจะไปกินข้าวแล้ว หวังตง นายจะไปไหม?" ฮั่วอวี่ห่าวถามพลางลุกขึ้นจากเตียง
หวังตงอึกอักเล็กน้อยเมื่อได้รับคำชวน เมื่อเห็นท่าทีลังเล ฮั่วอวี่ห่าวจึงเดินเข้าไปจูงแขนเธอแล้วพูดว่า "ไปเถอะ"
เมื่อถูกฮั่วอวี่ห่าวลากไปแบบนั้น หวังตงจึงเดินตามเขาไปที่โรงอาหารอย่างว่าง่าย ทั้งคู่พูดคุยกันมากขึ้นระหว่างมื้ออาหาร และอย่างน้อยตอนนี้หวังตงก็ได้รับรู้แล้วว่าวิญญาณยุทธ์ของฮั่วอวี่ห่าวคืออะไร