- หน้าแรก
- ให้ไปเป็นตัวประกอบ แต่ตันตอบกลับด้วยการสร้างหุ่นยนต์ระดับเทพเนี่ยนะ
- บทที่ 24 ยกระดับสวัสดิการครอบครัวเจียงเช่อ
บทที่ 24 ยกระดับสวัสดิการครอบครัวเจียงเช่อ
บทที่ 24 ยกระดับสวัสดิการครอบครัวเจียงเช่อ
ณ ศูนย์บัญชาการสูงสุด ประเทศมังกร
บรรยากาศในห้องประชุมฉุกเฉินเต็มไปด้วยความกดดัน
อวี๋อู่จ้องมองภาพเจียงเช่อที่นอนแน่นิ่งอยู่ในหน้าจอด้วยสีหน้าเคร่งขรึม พร้อมกับตัวอักษรที่กะพริบเตือนข้างๆ ว่า ‘สัญญาณชีพไม่คงที่’
นายทหารระดับสูงที่เคยคัดค้านการเสนอชื่อเจียงเช่อค่อยๆ ลุกขึ้นยืน
“ท่านผู้นำครับ ข้อเท็จจริงปรากฏชัดอยู่ตรงหน้าแล้ว”
“สหายเจียงเช่ออยู่ในสภาวะที่ไม่เสถียรอย่างยิ่ง พลังเทพคือโอกาสก็จริงแต่มันคือวิกฤตถึงชีวิตด้วย สภาพแบบนี้เขาไม่รอดแน่ การจะให้เขาเป็นผู้ทำลายกำแพง ก็เท่ากับเอาอนาคตของประเทศมังกรมาล้อเล่นนะครับ”
สิ้นคำพูดนั้น หลายคนในห้องก็เริ่มเอ่ยสมทบ
“ผู้ที่เคยสืบทอดพลังเทพสำเร็จในอดีต ล้วนแต่ปลุกพลังที่แข็งแกร่งมาตั้งแต่ก่อนจะพบเทพเจ้าแล้ว แต่เจียงเช่อเป็นเพียงช่างเครื่องที่ไม่เน้นการพัฒนาศักยภาพร่างกายตัวเอง เขาไม่รอดหรอกครับ”
“เห็นด้วยครับ”
คนที่เคยสนับสนุนเจียงเช่อก่อนหน้านี้ต่างพากันก้มหน้าเงียบ ไม่รู้จะพูดอะไร
ในเมื่อความจริงมันฟ้องอยู่ตรงหน้า พูดไปก็ไม่มีน้ำหนัก
เสิ่นซินอวี่ที่เข้าร่วมประชุมผ่านโฮโลแกรมจากมุมห้องหน้าซีดเผือด
เธออดไม่ได้ที่จะโพล่งออกมา “ท่านผู้นำคะ สหายเจียงเช่อคือผู้สำรวจเพียงคนเดียวในโลกที่ผ่านบททดสอบเทพได้ด้วยตัวคนเดียว ศักยภาพของเขาไร้ขีดจำกัดนะคะ เราควรจะเชื่อมั่นในตัวเขา...”
“เราแพ้ไม่ได้”
อวี๋อู่ยกมือขึ้น ตัดบทด้วยน้ำเสียงที่แฝงความเหนื่อยล้า
“การเสนอชื่อผู้ทำลายกำแพง จำเป็นต้องพิจารณาตัวเลือกอื่น”
เมื่อคำพูดนี้หลุดออกมา ทุกอย่างก็ถือเป็นอันยุติ
เสิ่นซินอวี่อ้าปากค้าง สุดท้ายคำพูดทั้งหมดก็จุกอยู่ที่ลำคอ
อวี๋อู่กวาดสายตามองไปรอบห้องแล้วเอ่ยช้าๆ “ไม่ว่าจะอย่างไร สหายเจียงเช่อก็ถือเป็นผู้ทำคุณประโยชน์อันใหญ่หลวงแก่ประเทศชาติ นับจากนี้ไป ให้ยกระดับสวัสดิการและการดูแลครอบครัวของเขาขึ้นอีกสองขั้น เป็นสวัสดิการระดับ 3 ทันที เพื่อรับประกันว่าชีวิตความเป็นอยู่ของพวกเขาในอนาคตจะไร้กังวล”
คำพูดนี้ฟังดูเหมือนการชดเชย
แต่มันกลับเหมือนการกล่าวคำอำลาแก่เจียงเช่อเสียมากกว่า
ในใจของอวี๋อู่เองก็คิดว่าเจียงเช่อคงไม่รอดแล้ว แม้จะเจ็บปวดแต่เขาไม่อาจแสดงออกมาได้
อวี๋อู่นิ่งไปครู่หนึ่งก่อนถามว่า “เสิ่นซินอวี่ รายงานสถานการณ์ของเฉินเหยียนและหลินเวยมาซิ”
เสิ่นซินอวี่พยายามปรับอารมณ์ แม้น้ำเสียงจะยังสั่นเครือ “เฉินเหยียนสังหารหมาป่าไปสามตัว และพบจุดทรัพยากรระดับ E ถือว่าตั้งหลักได้แล้วค่ะ ส่วนหลินเวยก็ถอนพิษในตัวได้สำเร็จ แถมยังได้รับร่างกายที่แข็งแกร่งขึ้นด้วย”
อวี๋อู่ครุ่นคิดครู่หนึ่ง ก่อนจะตัดสินใจเรื่องรายชื่อผู้ทำลายกำแพง “ให้ซูช่าง อันดับหนึ่งของประเทศมังกรและอันดับสองของโลก พร้อมด้วยเฉินเหยียนและหลินเวย เป็นผู้สมัครคัดเลือกผู้ทำลายกำแพง เริ่มการประเมินทันที”
การประชุมสิ้นสุดลงเพียงเท่านี้
ทันทีที่หน้าจอโฮโลแกรมปิดลง เสิ่นซินอวี่ก็นั่งพิงพนักเก้าอี้อย่างหมดแรง
เธอมองดูอู๋เมิ่งเมิ่งที่ยังคงร้องไห้ไม่หยุดแล้วถอนหายใจยาวโดยไม่พูดอะไร
ในขณะเดียวกัน ณ บ้านพักรับรองเขตทหารแถบชานเมืองปักกิ่ง
งานเลี้ยงสังสรรค์สำหรับครอบครัวผู้สำรวจกำลังจัดขึ้นบนสนามหญ้า
เซี่ยหลาน (แม่ของเจียงเช่อ) สวมชุดลำลองเรียบๆ นั่งอยู่ที่มุมหนึ่งด้วยท่าทางประหม่า
รอบตัวเธอคือเหล่าคุณหญิงคุณนายที่แต่งตัวหรูหรา ทำให้การแต่งกายของเธอเลื่อมล้ำกับคนอื่นอย่างชัดเจน
ผู้คนจับกลุ่มคุยกันสามสี่คน ถือแก้วแชมเปญและน้ำผลไม้ หัวเราะต่อกระซิก
ภายนอกดูเหมือนจะสุภาพกับเซี่ยหลาน มีการทักทายกันบ้าง แต่ความห่างเหินในน้ำเสียงและสายตานั้นชัดเจนยิ่งนัก
“ครอบครัวสวัสดิการระดับ 5 มีสิทธิ์อะไรมาอยู่กับพวกเรา? คนที่นี่ใครๆ ก็ระดับ 4 กันทั้งนั้น”
“ก็ลูกชายเขาได้เป็นเมล็ดพันธุ์ไม่ใช่เหรอ?”
“เมล็ดพันธุ์อะไรล่ะ? เหอะ ฉันว่าคงอยู่ได้อีกไม่นานหรอก”
เสียงซุบซิบแม้จะเบา แต่เซี่ยหลานก็ได้ยินเข้าหูตลอด
ไม่รู้ว่าคนพวกนี้ตั้งใจให้เธอได้ยินหรือเปล่า
ทันทีนั้น ผู้หญิงท่าทางภูมิฐานคนหนึ่งถือแก้วไวน์เดินเข้ามาหาเซี่ยหลาน
“คุณนายเจียง” เธอพูดพร้อมรอยยิ้มที่แฝงความเหนือกว่า “คุณนี่โชคดีจริงๆ นะคะ เจียงเช่อบ้านคุณนี่ ดวงดีสุดๆ ไปเลย”
เซี่ยหลานฝืนยิ้มตอบ “ไม่หรอกค่ะ เป็นเพราะเด็กเขาพยายามเองด้วย”
“เฮ้อ พูดแบบนั้นมันก็ถูกค่ะ” ผู้หญิงคนนั้นแกว่งแก้วไวน์เบาๆ
“แต่ก็นะ ในเขตต้องห้าม ลำพังแค่ดวงมันไปได้ไม่ไกลหรอกค่ะ ความมั่นคงสำคัญที่สุด พื้นฐานไม่แน่น ต่อให้สร้างตึกสูงแค่ไหน มันก็ถล่มลงมาง่ายๆ นะคะ”
เซี่ยหลานหน้าซีด รู้สึกขาแข้งอ่อนแรง
เธออยากจะเดินออกไปจากตรงนี้ใจจะขาด แต่ก็กลัวจะส่งผลกระทบต่อลูกชาย
เพราะเธอคิดว่าคนพวกนี้เป็นคนรวยคนมีอำนาจ อาจจะส่งผลต่อการตัดสินใจของระดับชาติได้
จริงๆ แล้วเธอคิดมากไปเอง การตัดสินใจของระดับชาติไม่ได้ขึ้นอยู่กับคนกลุ่มนี้
แต่ในฐานะแม่ ความเป็นห่วงทำให้เธอสับสนไปหมด
เธอทำได้เพียงฝืนทนอยู่ท่ามกลางสายตาที่มองมาอย่างซับซ้อน
ทันใดนั้น เจ้าหน้าที่ในชุดเครื่องแบบคนหนึ่งรีบเดินเข้ามาหาเซี่ยหลาน
“สหายเซี่ยหลานครับ เพิ่งได้รับแจ้งจากเบื้องบน เนื่องจากสหายเจียงเช่อทำคุณประโยชน์เป็นกรณีพิเศษ สวัสดิการและการดูแลครอบครัวของเขาจะถูกยกระดับจากระดับ 5 ขึ้นสู่ ระดับ 3 โดยมีผลตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไปครับ”
ทั้งสนามเงียบกริบทันที
สวัสดิการระดับ 3?
นั่นคือระดับที่มีเพียงครอบครัวของผู้สำรวจระดับแนวหน้าเพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่จะได้รับ!
สายตาที่เคยดูแคลนเมื่อครู่ เปลี่ยนเป็นความตกตะลึงและอิจฉาริษยาในพริบตา
คุณนายหลายคนรีบถือแก้วรี่เข้ามาหา พร้อมรอยยิ้มที่ปั้นแต่งขึ้นมาอย่างกระตือรือร้น
“ตายแล้ว คุณนายเจียง ยินดีด้วยนะคะ ยินดีด้วยจริงๆ”
“ฉันบอกแล้วไงคะว่าอาเช่อเนี่ย อนาคตไกลแน่นอน”
แต่ยังไม่ทันที่เซี่ยหลานจะตอบรับ ก็มีเสียงแค่นหัวเราะขัดขึ้น
ผู้หญิงคนที่ถือแก้วไวน์คนเดิมพูดขึ้นว่า “ฉันว่าพวกเราผู้หญิงก็ควรจะสนใจเรื่องระดับชาติบ้างนะคะ พวกคุณไม่รู้เหรอว่าเจียงเช่อกำลังจะตายแล้ว? ผู้เชี่ยวชาญฟันธงว่าเขาอยู่ได้ไม่เกินสามวันค่ะ”
บางคนไม่เชื่อ รีบเปิดไลฟ์ดู พบคลิปเจียงเช่อที่นอนราบอยู่กับพื้นก็เงียบกริบไปตามๆ กัน
ความกระตือรือร้นที่มีต่อเซี่ยหลานหายวับไปกับตา
สายตาที่มองเซี่ยหลานเปลี่ยนไปอีกครั้ง มันคือความเวทนาที่กรีดแทงใจยิ่งกว่าการดูถูกเสียอีก
เซี่ยหลานนั่งเหม่อลอยอยู่ที่นั่น เธอยังไม่ทันตั้งตัวกับข่าวที่ว่าลูกชายกำลังจะตายเลยด้วยซ้ำ...
อีกด้านหนึ่ง ที่โรงเรียนมัธยมชื่อดังซึ่ง เจียงชิง น้องสาวของเจียงเช่อเรียนอยู่
เสียงกริ่งเลิกเรียนดังขึ้น
กลุ่มเพื่อนนักเรียนที่ฐานะดีจับกลุ่มกัน และชี้ชวนกันมองแผ่นหลังของเจียงชิงโดยไม่ปิดบัง
“ดูสิ พี่ชายคนเก็บขยะของยัยนั่นน่ะ ดวงดีจนได้เรื่อง ตอนนี้กรรมตามสนองแล้ว”
“พ่อฉันมีเพื่อนอยู่ข้างบน บอกว่าเขาพละกำลังเทพจนร่างจะระเบิดตายแล้ว เขาเรียกว่า ‘วาสนาไม่คู่ควร ย่อมนำภัยมาสู่ตัว’ ไงล่ะ!”
“สมควรแล้ว ช่างเครื่องขยะๆ แบบนั้น จะไปเทียบกับรุ่นพี่ซูช่างได้ยังไง?”
เจียงชิงเม้มปากแน่น หมอบลงกับโต๊ะ ไหล่ที่ผอมบางสั่นเทาอย่างควบคุมไม่ได้
“พวกแกมันก็แค่พวกหมาที่ตาไม่มีแวว ไสหัวไปให้พ้นเดี๋ยวนี้เลยนะ!”
ทันใดนั้น เสียงตวาดด้วยความโกรธของผู้หญิงคนหนึ่งดังขึ้น
เสียงซุบซิบรอบข้างเงียบหายไปทันที
เจียงชิงรู้สึกว่ามีคนมานั่งข้างๆ จึงเงยหน้ามองอย่างงุนงง
เบื้องหน้าคือเด็กสาวผมสั้น หน้าตาสะสวย ดวงตาเป็นประกายสดใส
“สวัสดีจ้ะ ฉันชื่อหลี่หนาน ยินดีที่ได้รู้จักนะ” เด็กสาวคนนั้นยื่นมือมาให้
เจียงชิงยื่นมือไปจับโดยสัญชาตญาณ “ทำไมต้องช่วยฉันด้วยล่ะ?”
“คุณพ่อของฉันเป็นผู้สำรวจชุดแรก ท่านเสียสละชีวิตในเขตต้องห้าม”
“ฉันดูไลฟ์สดและวิดีโอย้อนหลังของพี่ชายเธอทุกอัน ตั้งแต่ตอนที่เขาสร้างแมงมุมตัวแรก จนถึงตอนบุกโบราณสถาน และบททดสอบเทพ ฉันดูละเอียดทุกวินาที”
“เขาคือไอดอลของฉัน”
หลี่หนานพูดไปดวงตาก็ยิ่งเป็นประกาย
เจียงชิงเช็ดน้ำตาที่หางตา มองเธอด้วยความตกใจ
ในวันที่คนทั้งโลกพากันแช่งพี่ชาย และบอกว่าเขาไม่คู่ควร กลับมีคนคนหนึ่งที่นับถือเขาเป็นไอดอล
ริมฝีปากของเจียงชิงสั่นระริก “เธอ... เธอคิดว่าพี่ชายฉันจะรอดไหม?”
หลี่หนานตอบโดยไม่ต้องคิด “ต้องรอดแน่นอนจ้ะ”
เจียงชิงอึ้งไป เธอมองดูท่าทางที่จริงจังของหลี่หนาน และรู้ว่าเพื่อนคนนี้ไม่ได้พูดโกหก
ในวันนี้...
คนทั้งโลกต่างพากันพูดถึงเรื่องเจียงเช่อ
90% ของผู้คนต่างคิดว่าเจียงเช่อไม่รอดแน่
เมื่อเวลาผ่านไปเรื่อยๆ ชื่อของเจียงเช่อก็ค่อยๆ ถูกลืมเลือนไป
ในเขตต้องห้ามสถานการณ์เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา มีผู้คนและเหตุการณ์ใหม่ๆ เกิดขึ้นมากมาย ไม่มีใครจะมานั่งคุยเรื่องคนที่ตายไปแล้วได้ตลอดเวลา
พอเข้าสู่คนที่สาม ห้องไลฟ์สดของเจียงเช่อเหลือเพียงแฟนคลับผู้ภักดีไม่กี่คนเท่านั้น
ชื่อเสียงและความนิยมในอดีตหายวับไปสิ้น
แม้แต่แฟนคลับไม่กี่คนนี้ คอมเมนต์ที่ส่งมาก็มีแต่คำว่า "ไปสู่สุคตินะ" อะไรทำนองนั้น
เห็นได้ชัดว่าพวกเขาเองก็คิดว่าเจียงเช่อคงไม่รอดแล้ว
และมันก็เป็นความจริง...
ตลอดสามวันที่ผ่านมา เจียงเช่อไม่ขยับตัวเลยแม้แต่นิดเดียว ไม่ต่างอะไรกับคนตาย
จนถึงวันนี้ แม้แต่ลมหายใจก็แทบจะมองไม่เห็นแล้ว
ทว่าในตอนนั้นเอง ดูเหมือนจะมีคนสังเกตเห็นอะไรบางอย่าง
“นิ้วของเจียงเช่อ... ขยับแล้ว!”
(จบตอน)