เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 16 - กงหยางอวี๋

บทที่ 16 - กงหยางอวี๋

บทที่ 16 - กงหยางอวี๋


บทที่ 16 - กงหยางอวี๋

"เชี่ยเอ๊ย!" เมื่อได้ยินเสียงพูด เฟิงเจวี๋ยก็รู้สึกชาหนึบไปทั้งหนังหัว สะดุ้งโหยงราวกับถูกไฟช็อต "บัดซบเอ๊ย มีผีด้วยเรอะ?"

"แม่แกสิที่เป็นผี" เสียงนั้นสวนกลับมาทันควัน

ตามทิศทางของเสียงนั้น ชายชราร่างเตี้ยแคระแกร็นในชุดเสื้อเกราะผ้าป่านขาดๆ ตัวหนึ่งเดินออกมา ในมือของเขาหิ้วตะเกียงน้ำมันเก่าๆ ไว้ดวงหนึ่ง

อี้จวงเป็นสถานที่ที่ไม่ค่อยมีใครย่างกรายเข้ามาอยู่แล้ว ประกอบกับเป็นเวลาดึกสงัด แสงสลัวๆ จู่ๆ ก็มีคนหิ้วตะเกียงโผล่มา สาดส่องให้เห็นใบหน้าสีเขียวคล้ำดูน่าสยดสยองราวกับภูตผี จะไม่ให้ตกใจกลัวได้อย่างไร?

โชคดีที่ชาติก่อนเฟิงเจวี๋ยทำงานเป็นนักฆ่า เคยเห็นศพมามากมายนับไม่ถ้วน ไม่อย่างนั้นคงถูกหลอกจนหัวใจวายตายไปแล้ว

เขาทำใจดีสู้เสือ ชะเง้อคอมองฝ่าแสงไฟสลัวไปยังทิศทางที่เสียงนั้นดังขึ้น "แม่งเอ๊ย ผีจริงๆ ด้วย"

เบื้องล่างรูปปั้นในโถงศาลเจ้าบรรพบุรุษ ใบหน้าที่ดูไม่เหมือนคนของชายชราเผยให้เห็น ชายแก่คนนี้หน้าตาอัปลักษณ์ผิดมนุษย์มนา บนคอที่เรียวเล็กราวกับก้านไม้ขีดมีหัวขนาดใหญ่ตั้งอยู่ บนหัวมีเส้นผมหรอมแหรมเหลืออยู่แค่หนึ่ง สอง สาม สี่... รวมทั้งหมดหกเส้น แถมยังมีผมหงอกปนอยู่สองเส้น

ดวงตาเล็กหยีราวกับเมล็ดถั่วสีเขียวปัดสาดประกายเย็นเยียบ จมูกเล็ก ปากกว้าง ที่ใต้คางฝั่งซ้ายยังมีไฝดำขนาดเท่ากำปั้นเด็กทารก บนไฝมีขนสีดำดกดำงอกขึ้นมาเป็นกระจุก

หน้าตาแบบนี้ ใครจะเชื่อล่ะว่าไม่ใช่ผี

มิน่าล่ะ ยอดนักฆ่าเฟิงผู้เจนโลกถึงได้ตกใจจนร้องเสียงหลง

แต่เฟิงเจวี๋ยมั่นใจว่าคนตรงหน้าไม่ใช่ผี แต่เป็นคนจริงๆ เพียงแต่หน้าตานี่มัน... ไม่กล้ามองเลยจริงๆ

พอรู้ว่าเป็นคนก็ไม่น่ากลัวแล้ว เฟิงเจวี๋ยตบหน้าอกตัวเองเบาๆ ถอนหายใจอย่างโล่งอก ก่อนจะเท้าสะเอวชี้หน้าด่าชายชรา "นี่ตาเฒ่า เล่นหลอกกันแบบนี้ได้ไง ไม่รู้หรือไงว่าคนหลอกคน มันทำให้คนตายได้น่ะ?"

ชายชรายังไม่ทันได้พูดอะไรก็โดนเฟิงเจวี๋ยชี้หน้าด่าฉอดๆ ถึงกับอึ้งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะด่าสวนกลับไป "ไอ้ลูกเต่าชาติหมา เอ็งวิ่งเข้ามาในถิ่นของข้า ข้ายังไม่ได้ด่าเอ็งเลย เอ็งกลับมาด่าข้าก่อนงั้นเรอะ? บอกมา เอ็งเป็นใคร ดึกดื่นป่านนี้วิ่งมาทำอะไรที่นี่?"

"กงการอะไรของแก?" ยอดนักฆ่าเฟิงถลึงตาใส่ "แล้วแกล่ะเป็นใคร ดึกดื่นป่านนี้มาซ่อนตัวอยู่ที่นี่ทำไม?"

"ฮึ่ม?" ชายชราหน้าเขียวได้ยินดังนั้นก็ชะงักไป โกรธจนสบถด่า "ข้าเป็นใครน่ะรึ? ข้าก็เป็นคนดูแลที่นี่ เป็นคนเฝ้าศพน่ะสิวะ แล้วเอ็งล่ะเป็นใคร? รีบบอกมา ถ้าไม่บอกข้าจะไปแจ้งทางการ จับเอ็งไปโยนเข้าคุกซะ"

"ข้า..." ยอดนักฆ่าเฟิงชะงักไปชั่วครู่ เหงื่อเย็นเยียบผุดพราย ดูเหมือนว่าเขาจะวิ่งเข้ามาในถิ่นของคนอื่นจริงๆ ด้วยสิ

แอบรู้สึกละอายใจขึ้นมานิดๆ

แต่พอลองคิดดูอีกที คุณชายอย่างข้าไม่ได้มาขโมยไม่ได้มาปล้น จะไปละอายใจหาพระแสงอะไรล่ะ

คิดได้ดังนั้น เขาก็ยืดอกขึ้น ตอบกลับไปว่า "ข้ามาขอยืมของต่างหากล่ะ"

ชายชราหิ้วตะเกียงน้ำมันหัวเราะร่วนด้วยความโมโห "มารดามันเถอะ ข้ามีชีวิตมาจนป่านนี้ เพิ่งจะเคยได้ยินว่ามีคนวิ่งมาขอยืมของในสถานที่ของคนตาย เอ็งจะมายืมหรือมาขโมยกันแน่? มาๆๆ มาบอกข้าสิ ว่าเอ็งอยากจะยืมอะไร?"

พูดจบ ชายชราก็หิ้วตะเกียงเดินตรงดิ่งมาหาเฟิงเจวี๋ยอย่างไม่ช้าไม่เร็ว

"เรื่องของข้า" เฟิงเจวี๋ยเบ้ปาก ไม่อยากจะอยู่ที่นี่ต่อแล้ว หันหลังเตรียมจะเดินจากไป

ทว่าในจังหวะที่เขาหันหลังกลับนั่นเอง สายลมเย็นยะเยือกก็พัดวูบมาทางด้านหลัง พริบตาเดียวก็ทะลวงผ่านแผ่นหลังเข้ามาปะทะผิวหนังจนหนาวสะท้านไปทั้งตัว

ภาพเบื้องหน้าพร่ามัว ชายชราก็มาปรากฏตัวขวางทางเฟิงเจวี๋ยไว้ราวกับภูตผี

"ยอดฝีมือ?" ในใจเฟิงเจวี๋ยหล่นวูบลงไปที่ตาตุ่มโดยสัญชาตญาณ แม่งเอ๊ย นี่มันเรื่องบ้าอะไรกันวะเนี่ย? แค่คนเฝ้าศพยังก้าวเท้าไวขนาดนี้เลยเรอะ?

เฟิงเจวี๋ยที่คลุกคลีอยู่บนปลายมีดมานานปี มีหรือจะดูไม่ออกว่าชายชราผู้นี้มีวรยุทธ์ติดตัว ไม่ต้องพูดถึงแสงสีขาวจางๆ ที่ค่อยๆ สว่างขึ้นบนร่างของชายชรา ลำพังแค่วิชาตัวเบาก็ไม่ใช่สิ่งที่คนธรรมดาจะทำได้แล้ว มองแค่แวบเดียว เฟิงเจวี๋ยก็อดไม่ได้ที่จะเดาะลิ้น

"คิดไม่ถึงว่าจะเป็นผู้ฝึกยุทธ์ด้วย" เฟิงเจวี๋ยแค่นเสียงเย็นชา

วิถียุทธ์ทั้งเจ็ดระดับ ม่วง ขาว ทอง ฟ้า ส้ม น้ำเงิน เขียว... แสงสีขาวเป็นตัวแทนของระดับสัจจะยุทธ์

แม้ว่าตอนนี้เฟิงเจวี๋ยจะมีฝีมืออยู่แค่ระดับนภายุทธ์ แต่ประสบการณ์การต่อสู้ของเขานั้นโชกโชนมาก ความทรงจำจากชาติก่อนเต็มเปี่ยมไปด้วยประสบการณ์การลอบสังหารกว่าสิบปี หากพูดถึงเรื่องการต่อสู้ จักรพรรดิปีศาจเฟิงเจวี๋ยมีหรือจะหวาดกลัว

มาได้สวย

เขาส่งเสียงคำรามต่ำ ไม่ถอยแต่กลับพุ่งสวนเข้าไป เท้าขวากระทืบลงบนพื้นอย่างแรงจนเกิดเสียงดังสนั่น

ปัง!

เร็วเท่าความคิด ในเสี้ยววินาทีที่เท้าขวากระทืบพื้นและเสียงดังขึ้น เฟิงเจวี๋ยก็ยื่นมือซ้ายออกไป ฟาดฝ่ามือออกไปตรงๆ ฝ่ามือนี้รวดเร็วปานสายฟ้า ทิศทางการโจมตีพลิกแพลงหลากหลาย ดูเผินๆ เหมือนจะพุ่งเป้าไปที่ใบหน้าของชายชรา แต่ระหว่างทางกลับงอนิ้วกลายเป็นกรงเล็บ กดต่ำลงเล็กน้อย ล็อกเป้าหมายไปที่ลำคอ

เอ๊ะ?

ชายชราไม่คาดคิดเลยว่าเฟิงเจวี๋ยจะมีวิชายุทธ์ติดตัว กรงเล็บนี้ดูเรียบง่าย แต่แท้จริงแล้วแฝงไปด้วยความอำมหิตและเจ้าเล่ห์ พลิกแพลงอย่างคาดไม่ถึง กระบวนท่าที่ใช้พุ่งเป้าไปที่จุดตายตรงลำคอของเขาโดยตรง หากโดนกรงเล็บนี้เข้าไป อย่างเบาที่สุดก็คือถูกควบคุมตัว หรือบางทีเฟิงเจวี๋ยอาจจะออกแรงอีกนิดเดียวก็สามารถหักคอเขาได้เลย

ชายชราขมวดคิ้ว ก้าวไปข้างหน้าสองก้าวแทนที่จะถอย ยกมือขวาขึ้นปัดกรงเล็บอันดุดันนั้นออกไป แขนออกแรงเล็กน้อยใช้วิชากลมกลืนแห่งไท่เก๊ก ใช้ความนุ่มนวลสยบความแข็งกร้าว กดมือขวาของเฟิงเจวี๋ยเอาไว้...

เพิ่งจะเตรียมตัวตอบโต้ จู่ๆ ก็มีเสียงลมแหวกอากาศดังแสบแก้วหูพัดมาทางด้านซ้าย มือซ้ายของยอดนักฆ่าเฟิงก็ตะปบเข้ามาอีกครั้ง การประสานงานของทั้งสองกระบวนท่านี้ช่างแยบยลยิ่งนัก ไม่เปิดโอกาสให้ชายชราได้ตอบโต้เลย กรงเล็บกดต่ำลง หมายจะตะปบไปที่กลางกระหม่อมของชายชรา

"หืม?" ในที่สุดชายชราก็เพิ่มความระมัดระวังมากขึ้น ในความคิดของเขา สองกระบวนท่านี้มันคือการต่อสู้แบบอันธพาลข้างถนนชัดๆ ไม่มีใครเขาออกกระบวนท่าแบบนี้กันหรอก แต่มันกลับแฝงไปด้วยหลักปรัชญาอันลึกล้ำ ดูเป็นธรรมชาติอย่างยิ่ง

แม้ว่าเด็กหนุ่มตรงหน้าจะให้ความรู้สึกว่าพลังฝีมือไม่แข็งแกร่งเท่าไหร่นัก แต่กระบวนท่า ความเร็ว ไปจนถึงไหวพริบในการพลิกแพลงและการควบคุมสถานการณ์ ล้วนเป็นสิ่งที่ยอดฝีมือทั่วไปยากจะทำได้ ทำให้เขาอดไม่ได้ที่จะประหลาดใจเล็กน้อย

"เหยื่อรายนี้รับมือยากแฮะ" ดวงตาขุ่นมัวของชายชราสาดประกายดุดันวาบขึ้นมา เขารู้ตัวแล้วว่าวันนี้เจอของแข็งเข้าให้แล้ว ร่างกายเขายังมีอาการบาดเจ็บ ฝีมือลดทอนลงไปมาก ไม่สามารถทุ่มสุดตัวได้ คงต้องรับมืออย่างระมัดระวังเสียแล้ว

"ฟึ่บ!"

ในจังหวะที่มือทั้งสองข้างของชายชราปัดป้องกรงเล็บคู่ของเฟิงเจวี๋ยเอาไว้ได้ เขากลับไม่ทันสังเกตเห็นกระแสลมเย็นยะเยือกที่พุ่งเสยขึ้นมาจากด้านล่าง

เป้ากางเกง จุดยุทธศาสตร์

ไม่ต้องมองก็รู้ว่ากำลังจะเกิดอะไรขึ้น ไอ้เด็กนี่มันหน้าไม่อาย โจมตีจุดยุทธศาสตร์เบื้องล่างของเขา บัดซบเอ๊ย มิน่าล่ะไอ้สองกระบวนท่าแรกถึงได้ปัดป้องง่ายดายขนาดนั้น ไม่มีเรี่ยวแรงเลยสักนิด ที่แท้ก็เพื่อปูทางมาสู่ท่านี้เองเรอะ!

"ถุย ไอ้เด็กเมื่อวานซืน หน้าไม่อาย" ชายชราโกรธจัด

แต่เฟิงเจวี๋ยมีเวลาไปสนใจคำด่าทอของอีกฝ่ายซะที่ไหน สิ่งที่เห็นได้ชัดเจนที่สุดในตอนนี้คือ พลังฝีมือของเขาสู้ศัตรูไม่ได้ ต่อให้เขาจะฝึกคัมภีร์สวรรค์หงหยวน แต่ก็ยังเป็นแค่ผู้เริ่มต้น ดินแดนแห่งนี้ยังมีอะไรอีกหลายอย่างที่เขายังไม่เข้าใจ

ดังนั้นเขาจึงไม่สนหรอกว่าจะอำมหิตหรือเหี้ยมโหดแค่ไหน ข้าคือนักฆ่า การใช้แรงให้น้อยที่สุดเพื่อจบการต่อสู้ต่างหากคือสัจธรรมที่แท้จริง

"กงการอะไรของแก ทางแคบคนกล้าเท่านั้นที่ชนะ แกจะไปรู้อะไรวะ" เฟิงเจวี๋ยด่าสวนกลับ ลูกเตะผ่าหมากยิ่งทวีความรุนแรง เสียงแหวกอากาศดังก้อง ราวกับท่อลมขนาดใหญ่ถูกฉีกเป็นรอยยาวนับฟุต นำพาความเย็นยะเยือกพุ่งตรงไปยังเป้ากางเกงของชายชรา

มารดามันเถอะ ข้าท่องยุทธภพมาทั้งชีวิต เพิ่งจะเคยเจอคนหน้าด้านแบบแกเป็นครั้งแรกนี่แหละ วันนี้ถ้าข้าไม่จัดการแก ข้าจะไม่ขอใช้แซ่กงหยางอีกเลย

ชายชราสบถด่า กระโดดลอยตัวขึ้นไปในอากาศ สองมือไขว้กันแล้วกดลงไปสุดแรงเกิด ในขณะเดียวกันก็กางขาทั้งสองข้างออก กระโดดขึ้นไปสูงกว่าหนึ่งเมตรในท่าเหยียดขา...

"ปัง!"

ฝ่ามือและท่อนขาปะทะกัน เสียงทึบหนักดังสนั่น การปะทะกันของพลังลมปราณปรากฏให้เห็นในวินาทีนี้

แสงสีขาวบนร่างของชายชราสว่างวาบราวกับหลอดไฟฟลูออเรสเซนต์ พลังจากฝ่ามือยิ่งแข็งแกร่งรุนแรง กระแทกจนเท้าขวาของเฟิงเจวี๋ยชาดิก

ในจังหวะเดียวกันนั้นเอง พลังเกิดและตายจากส่วนลึกของเส้นลมปราณก็ไหลเวียนสลับสับเปลี่ยนกัน พุ่งเข้าปะทะกับเส้นลมปราณที่ปลายเท้าอย่างรวดเร็ว ทำให้เขากลับมาเป็นปกติ

เฟิงเจวี๋ยถอยกรูดไปหลายก้าว ในใจลอบตื่นตระหนก ใครๆ ก็บอกว่าโลกใบนี้ตัดสินกันด้วยกำลัง ดูท่าจะจริงแฮะ คนเฝ้าศพคนเดียวยังมีฝีมือขนาดนี้ ไม่ธรรมดาเลยจริงๆ บัดซบเอ๊ย ยอดฝีมือระดับนี้ถ้าไปอยู่บนโลกแล้วทำงานเป็นนักฆ่า อย่างน้อยๆ ก็ต้องติดอันดับท็อปเท็นแน่ๆ ดันมาเฝ้าศพอยู่ที่นี่เนี่ยนะ ผีหลอกกลางวันแสกๆ ชัดๆ

หลังจากถอยห่างออกมา เฟิงเจวี๋ยก็ไม่ได้บุกเข้าไปโจมตีต่อ เขารู้ดีว่าแม้ตนเองจะมีพลังเกิดตายไม่จีรังคอยช่วยเหลือ และอาศัยประสบการณ์การฆ่าคนมานานหลายปี ย่อมไม่ใช่เรื่องยากที่จะเอาชนะชายชราคนนี้ได้ แต่นั่นก็ไม่ได้ทำให้เขามีสภาพที่ดีขึ้นเท่าไหร่นัก คงต้องเจ็บตัวไม่ใช่น้อย ดีไม่ดีอาจจะบาดเจ็บหนักกันทั้งคู่ ซึ่งนั่นได้ไม่คุ้มเสียเลย

ดังนั้น เฟิงเจวี๋ยจึงตะโกนขึ้น "นี่ตาเฒ่า ข้ายังไม่ได้ทำอะไรแกเลยนะ อย่ามาบีบบังคับกันให้มาก ข้าน่ะเป็นคนเคารพคนแก่รักเด็กนะเว้ย มาตกลงกันดีกว่า ข้าจะไปเดี๋ยวนี้แหละ ถือซะว่าเรื่องนี้ไม่เคยเกิดขึ้น ตกลงไหม?"

ชายชราถูกกระบวนท่าสังหารของเฟิงเจวี๋ยยั่วโมโหจนสติแตกไปนานแล้ว ถึงจะอายุมากแล้ว แต่น้องชายของเขาก็ยังคงผงาดง้ำค้ำโลกอยู่ทุกเช้า จะยอมให้แกมารังแกฟรีๆ ได้ยังไงล่ะวะ

ชายชราด่าทอเสียงหลง พุ่งทะยานเข้ามาฝุ่นตลบ รองเท้าผ้าป่านขาดๆ ที่โผล่ให้เห็นนิ้วโป้งเท้าเหยียบลงบนพื้นจนสั่นสะเทือนไปถึงสามครั้ง พุ่งเข้ามาดุดันราวกับวัวบ้า "ตกลงพ่องสิ วันนี้แกอย่าหวังว่าจะหนีรอดเงื้อมมือข้า กงหยางอวี๋ ผู้นี้ไปได้เลย"

ฟุ่บ ฟุ่บ ฟุ่บ!

พูดจบ ความเร็วของชายชราก็เพิ่มขึ้นกว่าเท่าตัว

จะไม่ให้กลัวก็คงจะเป็นการโกหก ในเมื่อชายชราเป็นถึงยอดฝีมือระดับสัจจะยุทธ์ แต่เฟิงเจวี๋ยก็ไม่ใช่พวกกินเจ พลังเกิดตายไม่จีรังโคจรอย่างรวดเร็ว พลังฝีมือพุ่งปรี๊ดขึ้นมาทันที การต่อสู้ครั้งแรกหลังจากมาถึงไท่เสวียน จะยอมเสียหน้าเพื่อนร่วมโลกได้ยังไงล่ะวะ

"บัดซบ ข้าไม่สนหรอกว่าแกจะเป็นกงหยางอวี๋ (ปลาแกะตัวผู้) หรือลาตัวเมีย ถ้าแกไม่หลีกทางให้ ข้าจะทุบแกให้กลายเป็นปลาเค็มตากแห้งเหม็นๆ ไปเลย"

เฟิงเจวี๋ยตะโกนอย่างเคียดแค้น ม้วนตัวพุ่งเข้าปะทะกับชายชราพร้อมกับกระแสลมชั่วร้าย

ถึงแม้ว่ายอดนักฆ่าเฟิงจะไม่ค่อยได้ต่อสู้ซึ่งๆ หน้าบ่อยนัก แต่เขาก็ไม่ยอมอยู่เฉยๆ ให้โดนเชือดหรอก ยิ่งไปกว่านั้น ตั้งแต่เด็กตอนที่เขารับการฝึกฝนจากอาจารย์ เขาก็ได้รับการฝึกฝนมาอย่างเฉพาะเจาะจง การลอบสังหาร ซุ่มโจมตี เขาเชี่ยวชาญทุกรูปแบบ การต่อสู้แบบตัวต่อตัวก็ไม่ได้ด้อยไปกว่ากันเลย

การพุ่งตัวออกไปครั้งนี้ ทั้งท่าก้าวเดินแบบมังกรพยัคฆ์ วิชาปากว้า เพลงเตะถานถุ่ยสิงอี้ หมัดหย่งชุนหงฉวน... เฟิงเจวี๋ยงัดเอาวิชาทั้งหมดที่เขามีออกมาใช้ กระบวนท่าแล้วกระบวนท่าเล่ารุกไล่อย่างหนักหน่วง ไม่ปรานีปราศรัยเลยสักนิด...

ไม่ว่าจะเป็นลำคอ กลางกระหม่อม ขมับ ใต้รักแร้ ท้องน้อย เป้ากางเกง จุดซื่ออู่ หรือแม้แต่จุดทะลวงทวาร ล้วนถูกล็อกเป้าไว้ในสายตาสังหารของเฟิงเจวี๋ย

เรียกได้ว่าจุดบอดที่คนทั่วไปมองข้าม ล้วนกลายเป็นจุดตายที่เขามุ่งเป้าโจมตีทั้งสิ้น

(จบแล้ว)

จบบทที่ บทที่ 16 - กงหยางอวี๋

คัดลอกลิงก์แล้ว