- หน้าแรก
- ทะลุนิยายมาเป็นภรรยาเก่าตัวประกอบของตัวร้าย
- บทที่ 13 ความจริงที่ถูกเปิดเผย
บทที่ 13 ความจริงที่ถูกเปิดเผย
บทที่ 13 ความจริงที่ถูกเปิดเผย
หลินซูยังยืนอยู่ตรงนี้ แต่หันจื่อเฉินกลับพูดโดยไม่คิดปิดบังแม้แต่น้อย ใจของนางสะดุดวูบ คนที่ไม่ต้องกังวลเรื่องความลับรั่วไหล มีเพียงคนตายเท่านั้น นางในสายตาของหันจื่อเฉิน คงเป็นคนตายไปแล้ว หลินซูลอบมองเยี่ยนหมิงเกอ พบว่าเขากลับมีสีหน้าสงบนิ่ง ราวกับคาดการณ์วันเช่นนี้ไว้แล้ว หันจื่อเฉินยืนนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะกล่าวว่า
“เจ้ากับข้าเคยเป็นพี่น้องกัน ข้าจะให้เจ้าจบลงอย่างสมเกียรติ”
เยี่ยนหมิงเกอเงยหน้าขึ้น ดวงตาของเขาดำสนิทราวหยก ทว่าลึกเย็นจับใจ ผู้ใดถูกสายตานั้นจ้องมอง ราวกับตกอยู่ท่ามกลางลมหนาวในยามราตรี
“เจ้าสวามิภักดิ์ต่อองค์ชายรองแล้ว” เยี่ยนหมิงเกอกล่าวอย่างเรียบเฉย
หันจื่อเฉินเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเงยหน้ามองเขา “อาเหิง ตระกูลหัน...ไม่อาจล่มสลายลงได้”
เยี่ยนเหิง คือชื่อแท้จริงของเยี่ยนหมิงเกอ เพียงแต่ชื่อนั้นได้ถูกกลบฝังไปพร้อมกับการล่มสลายของจวนหย่งอันโหว
เวลาผ่านไปห้าปี ได้ยินชื่อนี้อีกครั้ง บนใบหน้าของเยี่ยนหมิงเกอมีเพียงรอยเย้ยหยัน
“ตระกูลหันกับตระกูลเยี่ยนเคยเป็นสหายกัน ฆ่าข้า ก็สามารถแสดงความภักดีต่อนายของเจ้าได้” เยี่ยนหมิงเกอยิ้มเยาะเล็กน้อย กล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย หันจื่อเฉินหลับตาลง คล้ายกดกลั้นความเจ็บปวดในใจ
“อาเหิง ท้ายที่สุดแล้ว ตระกูลหันก็ผิดต่อ ตระกูลเยี่ยน...”
คราวนี้เยี่ยนหมิงเกอหัวเราะเยาะออกมาโดยตรง “ต่างรับใช้เจ้านายของตนเท่านั้นเอง เพียงแต่จื่อเฉิน...เมื่อใดเจ้าถึงใช้ทุกวิถีทางแม้กับสตรีของตนได้แล้ว”
คำพูดนี้ทำให้สีหน้าของหันจื่อเฉินหม่นลงหลายส่วน สายตาของเยี่ยนหมิงเกอเคลื่อนจากตัวหันจื่อเฉินไปยังหันจวินเยี่ย
“เพียงเพราะสกุลเจียงเป็นญาติห่างๆของตระกูลเยี่ยน เจ้ากลัวว่านางจะขัดขวางเส้นทางขุนนางของเจ้า จึงหลอกให้แม่ลูกคู่นี้มาถึงชายแดน หวังให้พวกเขาตายอยู่ต่างแดนหรือ เพื่อรับใช้ องค์ชายรอง ถึงกับฆ่าเมียฆ่าลูกก็ยังทำได้ หันจื่อเฉิน เจ้าช่างเป็นบุรุษเสียจริง”
คำพูดนี้ทำให้หลินซูฟังแล้วใจเต้นแรง เมื่อมองหันจื่อเฉินอีกครั้ง นางรู้สึกว่าเขาเต็มไปด้วยความน่ารังเกียจ
“เยี่ยนเหิง ตัวเจ้ายังเอาตัวไม่รอด อย่าไปยุ่งเรื่องผู้อื่นเลย” คำพูดของเยี่ยนหมิงเกอเหมือนฉีกหน้ากากของหันจื่อเฉินออกโดยตรง สีหน้าของเขามืดหม่นลง
มือที่อุ้มหันจวินเยี่ยอยู่เผลอออกแรงแน่น เด็กน้อยแม้ยังเล็ก แต่ถูกเจียงหว่านเสวี่ยสอนให้รู้จักเอาใจผู้ใหญ่ เด็กที่ขาดความรักมักโตเกินวัย บทสนทนาของผู้ใหญ่เขาอาจฟังไม่เข้าใจทั้งหมด แต่ก็พอรู้ว่ามันเกี่ยวกับชะตาของตน เมื่อเห็นสีหน้าของหันจื่อเฉินที่น่ากลัว เขาก็ร้องไห้เสียงดังขึ้นทันที
หันจื่อเฉินมองเด็กที่คล้ายตนเอง แต่ในสายตาไม่มีความอ่อนโยนแม้แต่น้อย ดังที่เยี่ยนหมิงเกอกล่าวไว้ ตั้งแต่เขาตัดสินใจให้เจียงหว่านเสวี่ยพาลูกมาที่ชายแดน เขาก็เตรียมใจไว้แล้วว่าจะปล่อยให้แม่ลูกคู่นี้ตายที่นี่ ดังนั้นคำแรกที่เอ่ยจึงเย็นชา
“จะร้องไห้อะไร” เสียงร้องของหันจวินเยี่ยช่างน่าสงสาร จนหลินซูอดอยากเข้าไปอุ้มเขาไม่ได้ ทว่าขณะนั้นประตูถูกผลักเปิดอย่างแรง เจียงหว่านเสวี่ยที่เต็มไปด้วยคราบน้ำตาวิ่งเข้ามาอย่างโซเซ แย่งเด็กจากอ้อมแขนหันจื่อเฉิน แล้วมองเขาด้วยทั้งความระแวงและความแค้น
ดูท่า นางจะยืนแอบฟังอยู่นานแล้ว
แผนยุแยง! หลินซูอดมองเยี่ยนหมิงเกอไม่ได้ คำพูดเมื่อครู่ เขาจงใจให้เจียงหว่านเสวี่ยได้ยิน!
หันจื่อเฉินเห็นเจียงหว่านเสวี่ยปรากฏตัว สีหน้าขมวดเล็กน้อย
“ข้าให้เจ้ารออยู่ข้างนอกมิใช่หรือ” หันจวินเยี่ยอยู่ในอ้อมกอดมารดา ความหวาดกลัวจึงลดลงบ้าง เสียงร้องเบาลง เหลือเพียงสะอื้น ร่างของเจียงหว่านเสวี่ยสั่นเทา นางมองหันจื่อเฉิน ยังไม่ทันพูด น้ำตาก็ไหลลงมา
“ท่านพี่หัน บอกข้ามาเถิด ที่พี่เยี่ยนพูดเป็นความจริงหรือไม่”
หันจื่อเฉินย่อมรู้แล้วว่านี่คือแผนยุแยง เขามองเยี่ยนหมิงเกอ แววตาอำมหิต ความเงียบเท่ากับยอมรับ เจียงหว่านเสวี่ยทรุดร้องไห้
“ท่านบอกว่า หากข้าวางยาพี่เยี่ยน ช่วยให้ท่านสร้างความดีความชอบ ท่านจะตั้งเยี่ยเอ๋อร์เป็นทายาท ข้าติดตามท่านมาตลอดชีวิต เคยเรียกร้องสิ่งใดหรือ ถูกแม่สามีดุด่า ถูกนายหญิงกดขี่...ข้าทนได้หมด ข้าเพียงหวังให้เยี่ยเอ๋อร์มีชีวิตที่ดี...สิ่งที่ท่านเคยรับปากข้า ท่านลืมแล้วหรือ”
หันจวินเยี่ยเพิ่งหยุดร้องไห้ได้ไม่นาน เห็นมารดาร้องไห้เช่นนี้ ก็ร้องไห้ตามอีก หันจื่อเฉินถูกรบกวนจนปวดหัว ในเมื่อเป็นคนที่ตัดใจจะทิ้งแล้ว เขาก็ไม่คิดอาลัยอีก คนของเขาอยู่ด้านนอก เพียงสั่งให้ยิงธนูแล้วเผาเสียก็จบ เขาก้าวเท้าจะออกไป เจียงหว่านเสวี่ยกลับไม่ปล่อย นางคุกเข่าลง ดึงชายเสื้อของเขาไว้
“ท่านพี่หัน ข้ามีใจให้ท่านเพียงผู้เดียว ติดตามท่านมาห้าปี ยังให้กำเนิดเยี่ยเอ๋อร์ ข้าเป็นบุตรสาวเอกของตระกูลเจียง แต่กลับเข้าจวนหันมาเป็นอนุของท่าน...ท่านจะทอดทิ้งข้าไม่ได้”
หันจื่อเฉินได้ยินเช่นนี้กลับหัวเราะเยาะ เขานั่งยองลง ลูบใบหน้าที่เต็มไปด้วยคราบน้ำตาของเจียงหว่านเสวี่ย เจียงหว่านเสวี่ยคิดว่าเขาใจอ่อน จึงมองเขาด้วยความหวัง
“ท่านพี่หัน...”
“เจียงหว่านเสวี่ย ทุกสิ่งในวันนี้ เจ้าล้วนเลือกเอง” น้ำเสียงของเขาเย็นชา “อย่าทำเหมือนเจ้ามีใจให้ข้าอย่างแท้จริง หากตระกูลเยี่ยนไม่ล่ม เจ้าจะติดตามข้าหรือ ก็ไม่ใช่หรือตอนนี้เจ้ายังเรียกพี่เยี่ยนไม่หยุด เจ้าลืมท่าทางที่ถอนหมั้นในวันนั้นไปแล้วหรือ”
เจียงหว่านเสวี่ยมองใบหน้าหล่อเหลาเบื้องหน้าอย่างเหม่อลอย ไม่อยากเชื่อว่านี่คือบุรุษที่อยู่ร่วมเตียงกันมาห้าปี
“ตระกูลเยี่ยนล่ม ตระกูลเจียงก็ไร้ที่พึ่ง มิใช่เหมือนสุนัขไร้เจ้าหรอกหรือ หากข้าไม่รับเจ้าเป็นอนุ เจ้าคิดว่าตนจะมีจุดจบใด จะไม่เหมือนพี่น้องตระกูลเจียงที่ต้องไปอยู่ใต้ชายคาผู้มีอำนาจกระนั้นหรือ”
“หันจื่อเฉิน เจ้าช่างไร้มนุษยธรรม!” เจียงหว่านเสวี่ยยกมือจะตบ แต่ถูกเขาจับข้อมือไว้
“อย่าคิดว่าแค่ร้องไห้ไม่กี่ครั้ง เจ้าจะเป็นผู้บริสุทธิ์” หันจื่อเฉินแค่นเสียง “ผู้ที่ขอถอนหมั้นกับเยี่ยนเหิงคือเจ้า ผู้ที่ยินยอมวางยาก็เป็นเจ้า ข้าไม่เคยบังคับเจ้าเลย”
เขาปล่อยข้อมือนาง กำลังจะลุกขึ้น ทันใดนั้นด้านหลังศีรษะก็ถูกของแข็งกระแทกอย่างแรง
ร่างของเขาโอนเอนไปเล็กน้อย หันกลับมาก็เห็นสตรีของเยี่ยนหมิงเกอถือไม้ท่อนหนึ่งอยู่ในมือ
หลินซูฟาดลงไปหนึ่งครั้ง เห็นเขายังไม่ล้ม หัวใจแทบกระเด็นออกจากอก เหตุใดหัวคนโบราณจึงแข็งนัก นางกำลังจะฟาดอีกครั้ง หันจื่อเฉินก็ล้มลงไปทั้งตัว หลินซูจึงถอนหายใจโล่งอก
ไม้ท่อนนี้นางเก็บไว้กันจ้าวหยวนมาก่อเรื่องอีก ไม่คิดว่าจะได้ใช้ แม้เคยมีประสบการณ์ตีคนจากด้านหลังมาแล้ว หลินซูก็ยังเหงื่อแตกเต็มตัว
เจียงหว่านเสวี่ยกับหันจวินเยี่ยหยุดร้องไห้ หันจวินเยี่ยเหมือนตกใจจนพูดไม่ออก ส่วนเจียงหว่านเสวี่ยก็ตะลึงงัน หลินซูไม่มีเวลาสนใจทั้งสอง รีบไปหยิบเสื้อหนามาคลุมให้เยี่ยนหมิงเกอ
“ท่านคุ้นเคยภูมิประเทศเมืองเฉียงมากกว่า รู้หรือไม่ว่าที่ใดปลอดภัย ข้าจะพาท่านหนีไป”
ตั้งแต่หลินซูยกไม้ฟาดหันจื่อเฉิน สายตาของเยี่ยนหมิงเกอก็จับจ้องนางไม่วาง แม้น้ำเสียงของนางจะฟังดูสงบ แต่ขณะผูกเชือกเสื้อให้เขา มือกลับสั่นไม่หยุด
เยี่ยนหมิงเกอมองใบหน้าที่พยายามนิ่งของนางอยู่นาน ก่อนจะยื่นมือมากุมมือที่สั่นนั้นไว้
“กลัวหรือ”
นางส่ายหน้าอย่างลวก ๆ เผยรอยยิ้มราวไม่ใส่ใจ “จะไปกลัวอะไร อย่างมากก็แค่ตาย”
เสียงยังคงสั่น นางเพียงกำลังปลอบใจตนเอง เยี่ยนหมิงเกอมองด้านข้างใบหน้าของนางอย่างครุ่นคิด “หนีออกทางประตูเมืองทิศเหนือเข้าไปด้านในก็จะปลอดภัย ตอนนี้ยังห่างจากประตูเมืองราวครึ่งชั่วยาม หากเจ้าหนีเพียงลำพัง โอกาสรอดย่อมมากกว่าพาข้าไปด้วย”
หากหันจื่อเฉินสมคบกับแม่ทัพเมืองเฉียง ตราบใดที่ยังอยู่ในเมืองเฉียง เมื่อถึงเวลาปิดประตูเมือง ค้นหาตามบ้านทีละหลัง ก็ย่อมพบตัวพวกเขาในไม่ช้า หลินซูยกแขนของเยี่ยนหมิงเกอมาพาดคอของตน ประคองให้เขาลุกขึ้น
“ท่านเป็นสามีของข้า ข้าจะทิ้งท่านไว้ได้อย่างไร” เพราะต้องออกแรงมาก นางจึงกัดฟันแน่น ทำให้ประโยคนี้ฟังหนักแน่นเป็นพิเศษ แต่ละคำตกกระทบลงในใจของเยี่ยนหมิงเกออย่างชัดเจน
หลินซูประคองเขาเดินไปข้างหน้าอย่างยากลำบาก ทว่าในขณะนั้น ดวงตาของนางกลับถูกมือใหญ่ปิดไว้ เสียงทุ้มเย็นของเยี่ยนหมิงเกอดังขึ้นข้างหู
“หลับตา” สัญชาตญาณนางบอกว่านี่ท่าจะไม่ดี หลินซูจึงหลับตาลงทันที ทันใดนั้นแรงกดบนไหล่ก็หายไป และตามมาด้วยเสียงกรีดร้องของเจียงหว่านเสวี่ยที่แทบสะเทือนหลังคา
มีของเหลวกระเด็นมาเปื้อนชายกระโปรงของนาง กลิ่นคาวเลือดเข้มข้นฟุ้งกระจายในอากาศ
เยี่ยนหมิงเกอสังหารหันจื่อเฉินแล้ว ชั่วขณะหนึ่ง หลินซูนิ่งงันไปทั้งตัว
เสียงกรีดร้องของเจียงหว่านเสวี่ยทำให้ทหารที่เฝ้าอยู่หน้าประตูตระหนักว่ามีสิ่งผิดปกติ แต่ไม่กล้าบุกเข้ามา เพียงตะโกนถามจากด้านนอก “ใต้เท้าหัน”
“ใต้เท้าหัน” ในห้องไร้เสียงตอบ คนด้านนอกจึงหยุดเรียก
หลินซูไม่รู้ว่าเพราะตนตื่นตระหนกเกินไปหรือไม่ จึงรู้สึกว่าประสาทรับรู้ไวผิดปกติ นางเหมือนได้ยินเสียงประตูถูกเปิด และมีคนจำนวนมากค่อยๆเข้ามาใกล้เรือน
“อย่ากลัว” เสียงต่ำยังคงดังอยู่ข้างหู มือที่ปิดดวงตานางถูกยกออก หลินซูเห็นดาบใหญ่ในมือเยี่ยนหมิงเกอที่ยังมีเลือดหยดอยู่ นางรีบเบือนสายตา แต่กลับเห็นร่างของหันจื่อเฉินที่ล้มอยู่ในกองเลือด เขาสิ้นใจแล้ว ดวงตาเบิกกว้าง เต็มไปด้วยความตกตะลึงและไม่ยอมรับ
กลิ่นคาวเลือดและศพสดตรงหน้ากระตุ้นประสาทของหลินซู ท้องของนางปั่นป่วน จนทนไม่ไหวต้องวิ่งไปอาเจียน เมื่อไม่มีหลินซูคอยประคอง เยี่ยนหมิงเกอกลับยืนได้มั่นคง เขาเดินไปมุมห้อง ใช้ดาบที่เปื้อนเลือดงัดอิฐพื้นออกสองสามก้อน หยิบคันธนูเหล็กสีดำที่ซ่อนอยู่ด้านในออกมา เมื่อเห็นถุงเงินที่วางอยู่ข้างคันธนู เขาชะงักไปเล็กน้อย หลินซูที่อาเจียนจนแทบหมดแรงเงยหน้าขึ้น เห็นภาพนั้นจึงเอ่ยเสียงอ่อน
“สามี...นั่นคือเงินที่ข้าซ่อนไว้”