- หน้าแรก
- ทะลุนิยายมาเป็นภรรยาเก่าตัวประกอบของตัวร้าย
- บทที่ 12 ผู้มาไม่คาดคิด
บทที่ 12 ผู้มาไม่คาดคิด
บทที่ 12 ผู้มาไม่คาดคิด
ลมหายใจของหลินซูสะดุด นางหันกลับไปมองผู้มาใหม่ ใบหน้าธรรมดาไร้จุดเด่น ใบหน้าและเครื่องหน้าพอรวมกันแล้วนับว่าเรียบร้อยสะอาดตา เกล้าผมแบบสตรีมีสามี เสื้อผ้าที่สวมแม้เก่า แต่ยังดูเรียบร้อย ดีกว่าเสื้อผ้าป่านที่ปะชุนของหลินซู หลินซูพยายามค้นความทรงจำเกี่ยวกับสตรีตรงหน้าในหัว
เสาเย่า...เคยเป็นสาวใช้ร่วมกับเจ้าของร่างเดิมมาก่อน เพียงแต่รูปลักษณ์ธรรมดา อีกทั้งนิสัยเฉื่อยชาไม่คล่องแคล่ว จึงได้เป็นเพียงสาวใช้ชั้นสามที่คอยทำงานกวาดล้าง เจ้าของร่างเดิมแทบไม่มีความทรงจำเกี่ยวกับนางเลย นั่นย่อมแสดงว่าทั้งสองแทบไม่มีความเกี่ยวข้องกัน แล้วเสาเย่าเรียกนางไว้ทำไมกัน หรือว่านางจะเห็นว่าตนแอบตามหลานจือมา ความคิดนี้ทำให้หลินซูรู้สึกไม่มั่นคงขึ้นมาทันที แต่เมื่ออีกฝ่ายทักขึ้นมาก่อนแล้ว หลินซูจึงคิดว่าอย่างไรก็ควรตอบกลับ จึงเอ่ยว่า
“เจ้าก็มาที่นี่หรือ” เสาเย่าชูกล่องอาหารในมือขึ้นเล็กน้อย น้ำเสียงฟังไม่ออกว่าเป็นการบ่นหรือระบาย
“แม่สามีอยากกินสิงโตหัวตุ๋นของภัตตาคารนี้ จึงให้ข้ามาซื้อ” ถ้อยคำของนางดูไม่เหมือนจะรู้ว่าหลินซูแอบตามหลานจือมา หลินซูพยายามสังเกตสีหน้าของนาง แต่กลับพบว่าเสาเย่ามองตรงมุมหน้าผากของตนอยู่นาน ก่อนจะเผยสีหน้าเศร้าคล้ายเห็นอกเห็นใจ
“แต่ก่อนตอนพวกเราเป็นสาวใช้ด้วยกัน เจ้าเป็นคนที่นายชอบมากที่สุด มาถึงเมืองเฉียง...ไม่คิดว่าจะกลายเป็นเช่นนี้” นางกล่าวต่อราวกับไม่รู้ว่าคำพูดของตนไม่เหมาะสม “จะว่าไปแล้ว ในพวกเรา หลานจือชะตาดีที่สุด บัดนี้นางเป็นฮูหยินขุนนางโดยแท้แล้ว...”
หลินซูเริ่มเข้าใจว่าทำไมเจ้าของร่างเดิมถึงไม่ชอบเสาเย่า ด้วยความสัมพันธ์ระหว่างเจ้าของร่างเดิมกับหลานจือที่ไม่ลงรอยกันถึงขั้นนี้ คำพูดของเสาเย่าก็เท่ากับจี้ใจดำโดยตรง
โชคดีที่เจ้าของร่างนี้คือหลินซู เมื่อแน่ใจว่าอีกฝ่ายไม่ได้จับพิรุธอะไรได้ หลินซูจึงวางใจลง เอ่ยว่า “คนเรามีชะตาของตนเอง ความมั่งคั่งขึ้นอยู่กับฟ้า มิใช่ของของตนก็ย่อมไม่ใช่”
คำพูดนี้เหมือนเป็นการปิดประเด็นที่เสาเย่าเปิดขึ้น หลินซูกำลังจะกล่าวอำลา แต่เสาเย่ากลับเอ่ยขึ้นกะทันหัน “หากเจ้าปลงได้จริง เหตุใดยังตามหลานจือมาถึงที่นี่เล่า”
หัวใจของหลินซูพลันตึงขึ้น นางจ้องเสาเย่าอย่างระแวดระวัง
เมื่อเห็นปฏิกิริยาของหลินซู เสาเย่าดูพึงพอใจขึ้นเล็กน้อย ก่อนกล่าวต่อด้วยน้ำเสียงที่แยกไม่ออกว่าเป็นความเวทนาหรือปลอบโยน
“หลานจือแต่งกับเชียนฮู่ น้องสาวของเชียนฮู่เป็นอนุภรรยาคนโปรดของแม่ทัพ อาศัยความสัมพันธ์นี้ หลานจือจึงเข้าออกจวนแม่ทัพเป็นเรื่องปกติ ข้าเคยเห็นอนุภรรยาคนโปรดของแม่ทัพแล้ว นางหน้าตาไม่งดงามเท่าเจ้า แต่แม่ทัพกลับโปรดปรานนาง...ถานอวิ๋น นี่แหละคือชะตา พวกเราล้วนเป็นคนชะตาลำบาก”
ท้ายที่สุด เสาเย่าก็สรุปเช่นนั้น หลินซูแทบขมวดคิ้วเป็นปม นางรู้สึกว่าเสาเย่าจงใจขุดเรื่องที่ทำให้ผู้อื่นเจ็บใจขึ้นมา พอเห็นอีกฝ่ายไม่สบายใจก็พูดให้ยอมรับชะตา แล้วลงท้ายว่าล้วนเป็นคนชะตาลำบาก ความเงียบของหลินซู ในสายตาเสาเย่ากลายเป็นการถูกจี้ใจดำ นางตบไหล่หลินซูเบา ๆ
“หากทำใจได้จริง ก็จะไม่ทุกข์เช่นนี้ เวลาก็สายแล้ว ข้าต้องกลับ ไม่เช่นนั้นแม่สามีจะว่าข้า วันหน้าหากมีเวลาจะไปหาเจ้าที่บ้าน”
อย่ามาเลยจะดีกว่า หลินซูรู้สึกไม่สบายใจเล็กน้อย เสาเย่าดูคล้ายคนที่ชอบพร่ำบ่นไม่หยุด
เมื่อกลับถึงบ้าน เวลาก็สายแล้ว เจียงหว่านเสวี่ยไม่อยู่ หันจวินเยี่ยอุ้มสุนัขสีเทานั่งอยู่ในลาน ได้ยินเสียงเปิดประตูตาก็สว่างขึ้น แต่พอเห็นว่าเป็นหลินซู แววตานั้นก็ดับลง
“ท่านแม่ของเจ้าเล่า” หลินซูแสร้งถามราวกับไม่รู้
“ออกไปแล้ว” หันจวินเยี่ยเม้มปาก สีหน้าปิดบังความผิดหวังไม่มิด ท้ายที่สุดก็ยังเป็นเพียงเด็ก หลินซูอดสงสารไม่ได้ จึงชวนคุย
“ข้าซื้อเป็ดมา วันนี้กลางวันพวกเราจะกินน้ำแกงเป็ดตุ๋นหัวไชเท้าเปรี้ยว”
หันจวินเยี่ยมองหลินซู เม้มปากแน่น ราวกับลังเลว่าจะคุยกับนางดีหรือไม่ ครั้นถูกระแวงเช่นนี้ตลอด อีกทั้งหลินซูเองก็ไม่ใช่คนอดทนมาก เมื่ออีกฝ่ายไม่ตอบ นางก็ไม่ใส่ใจ เดินเข้าห้องหลัก เอ่ยถามเยี่ยนหมิงเกออย่างเป็นพิธีว่าต้องการกินอะไร จากนั้นก็เข้าครัว
คำตอบของเยี่ยนหมิงเกอคงมีเพียง “เนื้อ” เท่านั้น หลินซูทำอาหารไปพลางคิดถึงเรื่องที่เกิดขึ้นตอนเช้า หมอบอกว่าขวดของเจียงหว่านเสวี่ยมีแต่แป้ง
นางคิดว่าตนเข้าใจเจียงหว่านเสวี่ยผิด แต่กลับเห็นหลานจือพานางเข้าไปในจวนแม่ทัพ อีกทั้งท่าทีของหลานจือยังนอบน้อมเป็นพิเศษ เรื่องราวดูซับซ้อนกว่าที่คิด หลินซูรู้สึกว่าสมองของตนไม่อาจคิดทะลุได้เลย นางกำลังจัดการเป็ดที่ซื้อมา ไม่ทันสังเกตว่ามีร่างเล็กเข้ามาในครัว
หันจวินเยี่ยตัวเตี้ย ยังไม่สูงเท่าเตา มองไม่เห็นเป็ดในอ่าง เขายืนเม้มปากอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะรวบรวมความกล้าดึงชายเสื้อของหลินซู หลินซูก้มลงมองเด็กน้อยหน้าตาน่ารัก รู้สึกแปลกใจเล็กน้อย
“เป็ดอยู่ไหน” ในแววตาของหันจวินเยี่ยมีทั้งความกังวลและความอยากรู้อยากเห็นแบบเด็ก
“อยู่ในอ่าง” หลินซูยังคงสับเครื่องปรุงต่อ เห็นอีกฝ่ายเงียบไปนาน นางจึงนึกขึ้นได้ว่ามาเพื่ออะไร นางเช็ดมือกับผ้าสะอาด แล้วนั่งยองลงให้ระดับสายตาเท่ากัน
“อยากดูหรือ”
หันจวินเยี่ยพยักหน้าแรงๆ หลินซูจึงยกเป็ดที่ทาเครื่องปรุงดับคาวแล้วลงมาให้ดู เพอเห็นสภาพนั้น หันจวินเยี่ยก็ทำหน้ารังเกียจทันที
“น่าเกลียดจริง”
“อร่อยก็พอแล้ว” หลินซูกลับไปทำงานต่อ
“ลูกไก่ดูดีกว่าเป็ด” หันจวินเยี่ยเหมือนเบื่อข้างนอก จึงเข้ามาคุยกับคนที่ตนไม่ชอบ
“ลูกเป็ดก็ดูน่ารัก”
“ไม่ใช่ เป็ดน่าเกลียดจะตาย ไม่มีขนเลย”
“เพราะต้องเอามาตุ๋นจึงเป็นเช่นนี้ ลูกเป็ดที่ยังมีชีวิตก็เหมือนลูกไก่ มีขนสีเหลืองอ่อน และจะงอยปากแบนสีอ่อน”
“ยิ่งน่าเกลียดกว่าเดิม...”
....................................................................................
อาหารมื้อนี้เสร็จสิ้นลงท่ามกลางการพูดคุยกับหันจวินเยี่ย สิ่งที่ทำให้หลินซูแปลกใจคือ ถึงเวลาอาหารแล้ว เจียงหว่านเสวี่ยกลับยังไม่กลับมา ด้วยนิสัยระมัดระวังของนาง ไม่น่าจะเป็นเช่นนี้
หันจวินเยี่ยรอแล้วรออีก ไม่เห็นมารดากลับมา จึงไปนั่งรอที่หน้าประตู สีหน้ารอคอยอย่างแรงกล้า หลินซูมองไปยังเยี่ยนหมิงเกอที่นั่งนิ่งในห้องหลัก ก่อนจะอดถามไม่ได้
“ก่อนออกไป ฮูหยินหันไม่ได้บอกอะไรเจ้าหรือ”
เยี่ยนหมิงเกอเลิกคิ้วเล็กน้อย “นางไม่ใช่เจ้า”
คำพูดนี้หมายความว่าอย่างไร หลินซูคิดวนไปมาในใจอย่างไรก็ยังรู้สึกไม่เข้าที
หลินซูหยิบเข็มด้ายขึ้นมา ตั้งใจจะปะเสื้อผ้าของเยี่ยนหมิงเกอที่ขาดอยู่สองสามชิ้น แต่เพิ่งเย็บไปได้ไม่กี่เข็ม นางก็เหลือบมองฝีเข็มที่บิดเบี้ยวของตนเอง แล้วรู้สึกว่าอย่าให้ขายหน้าจะดีกว่า
นอกจากความทรงจำของเจ้าของร่างเดิมแล้ว นางไม่ได้สืบทอดความสามารถอื่นใดมาเลย
แม้จนถึงตอนนี้ นางก็ยังไม่พบว่าเจ้าของร่างเดิมมีความสามารถพิเศษใดอยู่ดี
หลินซูเก็บเข็มด้าย นวดคอที่เมื่อยนิดๆจากการนั่งนาน พลางพึมพำเบาๆ
“นั่งแค่ครู่เดียวก็คอเมื่อยแล้ว”
พอพูดจบ นางก็นึกขึ้นได้ว่า เยี่ยนหมิงเกอนอนอยู่บนเตียงมาตั้งแต่บาดเจ็บ จะมีอาการปวดเมื่อยหรือไม่ นางจึงเปลี่ยนเป็นถามอย่างอ้อม ๆ
“สามี ท่านนอนอยู่บนเตียงนานๆ จะรู้สึกปวดเอวหรือหลังหรือไม่”
เยี่ยนหมิงเกอมองหลินซูด้วยดวงตาดำลึกล้ำอยู่นาน ก่อนจะกล่าวเรียบ ๆ
“เจ้าคิดจะนวดให้ข้าหรือ”
หลินซูนิ่งไป บุรุษผู้นี้มักทำให้นางจนคำพูดอยู่เสมอ
“เวลาก็ไม่เช้าแล้ว พวกเรากินข้าวกันก่อนเถิด” หลินซูรีบเปลี่ยนเรื่อง
ระหว่างรอเจียงหว่านเสวี่ยกลับมา น้ำแกงเป็ดก็เคี่ยวอยู่ในหม้อดินนานยิ่งขึ้น หลินซูตักออกมากลิ่นหอมยิ่งกว่าเดิม นางลองชิมดู รสเปรี้ยวเล็กน้อย กินแล้วสดชื่นเจริญอาหาร หลินซูตักให้เยี่ยนหมิงเกอและหันจวินเยี่ยคนละชาม
เพราะหัวไชเท้าเปรี้ยวช่วยเรียกน้ำย่อย วันนี้หลินซูพบว่าทั้งสองกินข้าวมากกว่าปกติครึ่งชาม
จากนั้น...ข้าวในลังนึ่งก็หมดลง หันจวินเยี่ยกอดท้องกลมของตน นั่งเอนอยู่บนเก้าอี้ เรอด้วยความอิ่ม หลินซูยังไม่ทันเก็บชาม เสียงเคาะประตูก็ดังขึ้น
เจียงหว่านเสวี่ยกลับมาแล้วหรือ จังหวะนี้ไม่เหมาะเลย เพราะไม่มีข้าวเหลือแล้ว หลินซูกำลังจะไปเปิดประตู แต่หันจวินเยี่ยที่ท้องกลมกลับวิ่งไปเร็วกว่านาง เปิดประตูแล้วร้องด้วยความดีใจ
“ท่านแม่” แต่ไม่นานก็ยืนนิ่งอยู่กับที่ หลินซูรู้สึกแปลกใจ กำลังจะออกไปดู ประตูลานก็ถูกเปิดออกกว้าง
บุรุษรูปร่างผอมสูงอุ้มหันจวินเยี่ยที่ยืนอยู่หน้าประตูขึ้นมา เขาสวมชุดขาวคลุมด้วยผ้าคลุมสีขาว ทั้งร่างมีเพียงรองเท้าที่เป็นสีเข้ม ใบหน้าของเขาคล้ายหันจวินเยี่ยอยู่หลายส่วน ไม่ยากที่จะเดาฐานะ ทายาทจวนกั๋วกงแห่งตระกูลหัน หันจื่อเฉิน
เขางดงามจริง แต่ก็เพียงงดงามเท่านั้น หลินซูมองบุรุษผู้สง่างามในลาน รู้สึกสะเทือนใจน้อยกว่าตอนเห็นเยี่ยนหมิงเกอในสภาพเปื้อนเลือดครั้งแรกเสียอีก ดวงตาของหันจื่อเฉินลึกเกินไป เมื่อเขามองใครนิ่ง ๆ มักทำให้ผู้คนเผลอหลงเข้าไป หลินซูมองหันจื่อเฉินที่มองเข้าไปในห้อง แล้วมองเยี่ยนหมิงเกอที่มองออกมา นางรู้สึกราวกับทั้งสองกำลังจ้องมองกันอย่างลึกซึ้ง
หลินซูขยับไปด้านข้าง เปิดทางให้ หันจื่อเฉินอุ้มหันจวินเยี่ยเข้าไปในห้อง กลิ่นยาสมุนไพรอบอวลอยู่ข้างเตียง หันจื่อเฉินมองผ้าพันแผลบนตัวเยี่ยนหมิงเกอ สายตาของทั้งสองสบกัน ทุกอย่างไม่จำเป็นต้องเอ่ยออกมา ท้ายที่สุดเขาพูดเพียงประโยคเดียว
“พี่เยี่ยน หลายปีมานี้ ท่านลำบากอยู่ชายแดน”
“ยังมีชีวิตอยู่ก็นับเป็นโชคใหญ่แล้ว” เยี่ยนหมิงเกอมองหันจื่อเฉินด้วยสายตาเย็นชาและลึกซึ้ง
หันจื่อเฉินหลบสายตานั้น กล่าวอย่างช้าๆ
“ทางเมืองหลวงทุกอย่างเรียบร้อย หลังฮองเฮาล้มป่วยครั้งใหญ่ ก็มุ่งสวดมนต์ ไม่ข้องเกี่ยวกิจการวังอีก ผู้ที่ควบคุมการประหารตระกูลหย่งอันโหวในครั้งนั้น ข้าก็ให้เขาถูกคุมขังแล้ว...เพียงแต่ต้นเหมยที่ท่านปลูกไว้หน้าจวน ตายไปตั้งแต่ก่อนปีใหม่”
หลินซูยืนอยู่ข้างๆ รู้สึกใจเต้นแรง คำพูดของหันจื่อเฉินเหมือนกำลังบอกว่า เยี่ยนหมิงเกอไม่มีสิ่งใดให้เสียดาย หรือยึดติดอีกแล้ว ดังนั้น...สาเหตุแท้จริงที่เยี่ยนหมิงเกอสังหารสามีภรรยาคู่นั้น ก็คือพวกเขาต้องการให้เขาตายหรือ