- หน้าแรก
- ทะลุนิยายมาเป็นภรรยาเก่าตัวประกอบของตัวร้าย
- บทที่ 3 จ้าวหยวน
บทที่ 3 จ้าวหยวน
บทที่ 3 จ้าวหยวน
ทหารทั้งห้าคนต่างทำหน้าเคร่งขรึม จ้องมองนายทหารผู้นั้น ทหารหน้ามีแผลเป็นเอ่ยขึ้นว่า
“จ้าวหยวน พูดจบแล้วก็ไสหัวไปได้แล้ว!”
“เจ้าพูดกับใต้เท้าเช่นนี้ได้อย่างไร?” ทหารที่ยืนข้างนายทหารผลักเขาไปทีหนึ่ง แต่กลับขยับเขาไม่ได้เลย ทหารคนนั้นรู้สึกเสียหน้า จึงออกแรงผลักอีกครั้งเต็มกำลัง ทว่าเขายังคงขยับไม่ได้แม้แต่น้อย กลับเป็นทหารหน้ามีแผลเป็นที่คำรามต่ำอยู่ในลำคอ กล้ามเนื้อบนแขนเหมือนจะพองขึ้นในทันที จนทหารผู้นั้นตกใจล้มก้นกระแทกพื้น
จ้าวหยวนกับพวกถอยหลังไปหลายก้าว เห็นได้ชัดว่าพวกเขากลัวชายฉกรรจ์กลุ่มนี้อยู่บ้าง แต่ปากยังแข็งกล่าวว่า “หยวน…หยวนซาน เจ้า…เจ้าคิดจะล่วงเกินผู้บังคับบัญชาหรือ?”
“ให้ตายเถอะ ก็แค่น้องสาวของเจ้ากลายเป็นอนุภรรยาของแม่ทัพคนหนึ่งเท่านั้น อาศัยผู้หญิงจนได้ตำแหน่งทหารมา ยังกล้าอวดดีอีกหรือ! พี่ใหญ่ของเจ้า จ้าวต้าจื้อ จะได้นั่งตำแหน่งเชียนฮู่ ก็เพราะแย่งความดีความชอบของพี่ใหญ่พวกเราไปไม่ใช่หรือ! ตอนนี้กลับทำตัวราวกับเป็นบุคคลสำคัญเสียแล้ว!”
หวังหู่เดือดดาลจนแทบจะพุ่งเข้าไปคิดบัญชีกับนายทหารผู้นั้น ทหารหน้ามีแผลเป็นที่ชื่อหยวนซานยื่นมือข้างหนึ่งห้ามเขาไว้ แล้วกล่าวกับจ้าวหยวนว่า
“เจ้าจะเดินออกไปเอง หรือให้ข้าโยนเจ้าออกไป?” หยวนซานสูงกว่าจ้าวหยวนอยู่ศีรษะหนึ่ง ยืนมองลงมาจากที่สูง ทั้งรูปร่างใหญ่โตและแรงกดดันจากท่าทีของเขา ทำให้จ้าวหยวนดูเหมือนไก่อ่อนตัวหนึ่งอยู่ตรงหน้า
“พวกเราไป!” จ้าวหยวนไม่กล้ามองหลินซูอีก เขาโยนถุงเงินลงบนโต๊ะ แล้วพาพวกทหารอ่อนแอที่ติดตามมาหนีออกไปแทบจะทันที
เมื่อพวกนั้นออกไปแล้ว ทหารหลายคนจึงหันมามองหลินซู เดิมทีพวกเขายังมีความโกรธอยู่บ้าง คิดว่านางเป็นต้นเหตุของเรื่องวุ่นวาย แต่กลับเห็นไหล่ของนางสั่นเล็กน้อย เห็นได้ชัดว่านางกำลังร้องไห้อยู่
หมอหูอยู่ที่ด่านชายแดนมาหลายปี ผ่านเรื่องราวมามาก ก่อนหน้านี้ชื่อเสียงของหลินซูย่ำแย่ เขาเองก็เคยดูแคลนอยู่บ้าง แต่เมื่อได้สัมผัสวันนี้ กลับพบว่านางไม่ได้เลวร้ายอย่างข่าวลือ คงเป็นเพราะคำพูดของผู้คนที่ทำให้เรื่องบานปลาย
สตรีผู้หนึ่ง หากมีความงามโดดเด่น แต่กลับไม่มีภูมิหลังตระกูลที่แข็งแกร่ง ชะตาชีวิตก็มักน่าเวทนา หมอหูจึงเอ่ยด้วยความเมตตา
“เยี่ยนเหนียงจื่อวางใจเถิด เยี่ยนหมิงเกอเด็กคนนี้จะต้องดีขึ้น” เขากำลังบอกหลินซูว่า ไม่ต้องหวาดกลัวคนเหล่านั้น
“ขะ…ขอบคุณหมอทหาร ขอบคุณพี่น้องทุกท่าน!” หลินซูกล่าวด้วยเสียงสะอื้น
“พี่สะใภ้กล่าวเกรงใจเกินไปแล้ว พี่ใหญ่เยี่ยนปฏิบัติกับพวกเราราวพี่น้องแท้ ๆ สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นสิ่งที่พวกเราควรทำ หากภายหน้าพี่สะใภ้มีเรื่องลำบากใด ๆ ก็ให้มาหาพวกพี่น้องพวกเราได้เสมอ!” หยวนซานกล่าว
หลังจากส่งหมอทหารกับหยวนซานและพวกกลับไปแล้ว หลินซูจึงเช็ดน้ำตาที่บีบออกมาสองหยดตรงหางตา แล้วสบถเบาๆว่า ชีวิตช่างน่าหงุดหงิดเสียจริง สถานการณ์ของนางตอนนี้ก็ลำบากมากพออยู่แล้ว เจ้าคนแซ่จ้าวผู้นั้นยังเหมือนกลัวว่านางจะมีชีวิตยืนยาวเกินไปเสียอีก ถึงได้แอบชี้นำให้นางไปอยู่กับเขา นางจะต้องสมองมีปัญหาแน่ หากคิดจะสวมหมวกเขียวให้ตัวร้ายในอนาคต!
คิดฟุ้งซ่านไปมากมาย หลินซูถอนหายใจ ไม่ว่าจะอย่างไร ชีวิตก็ยังต้องดำเนินต่อไป นางหยิบถุงเงินที่นายทหารโยนทิ้งไว้บนโต๊ะขึ้นมา เปิดดูภายใน ก็พบว่ามีเหรียญทองแดงเต็มถุง และยังมีเศษเงินอยู่ไม่กี่ก้อน
หลินซูไม่ค่อยเข้าใจเรื่องค่าเงินในยุคโบราณนัก แต่คิดว่ามีเงินย่อมดีกว่าไม่มี จึงเริ่มคิดหาที่ซ่อนถุงเงินไว้ให้ดี หลินซูค้นบ้านหลังนี้แทบทั่วแล้ว ที่จะซ่อนของได้จริงๆแทบไม่มีเลย
ด่านชายแดนแห่งนี้วุ่นวายสับสน วันนี้นายทหารนำของมาที่บ้าน ย่อมมีคนจำนวนไม่น้อยเห็นเข้า อีกทั้งสามีตัวร้ายยังบาดเจ็บสาหัสและหมดสติอยู่ หากมีพวกสิ้นหวังแอบเข้ามาขโมยเงินกลางดึกเล่า?
ยิ่งคิดหลินซูก็ยิ่งหวาดหวั่น นางเหลือบเห็นมุมห้องที่ปูอิฐสีเขียวไว้หลายก้อน จึงไปหยิบจอบจากลานบ้านเข้ามาในห้อง งัดอิฐออกหลายก้อนเตรียมจะขุดหลุมเล็ก ๆ ซ่อนเงิน แต่เมื่อแงะอิฐออกแล้วกลับเห็นว่าด้านล่างมีคันธนูวางอยู่หนึ่งคัน
แม้จะโผล่ออกมาเพียงเล็กน้อย แต่สีดำเป็นมันนั้นทำให้แม้หลินซูซึ่งไม่รู้เรื่องอาวุธ ก็ยังมองออกว่าคันธนูนี้ทำขึ้นอย่างประณีตยิ่ง หลินซูมุมปากกระตุก ไม่เข้าใจว่าทำไมต้องซ่อนคันธนูไว้ใต้พื้นเช่นนี้ ในนิยายต้นฉบับแม้จะกำหนดให้เยี่ยนหมิงเกอมีฝีมือการต่อสู้สูงส่ง แต่กลับไม่ได้บอกไว้ละเอียดว่าเขาใช้อาวุธอะไร เช่นนั้นคันธนูนี้สามีตัวร้ายซ่อนไว้เอง หรือมีอยู่ตั้งแต่เดิม?
หลินซูรู้สึกว่าความเป็นไปได้อย่างแรกมีมากกว่า ในเมื่อสามีตัวร้ายยังซ่อนอาวุธล้ำค่าไว้ที่นี่ ก็แสดงว่าที่ตรงนี้น่าจะปลอดภัยจริง หลินซูนับเหรียญทองแดงออกมาหนึ่งร้อยเหรียญ แล้วจึงวางถุงเงินไว้ข้างคันธนูอย่างสบายใจ ก่อนจะเลื่อนอิฐกลับเข้าที่เดิม
นางไม่ได้กังวลว่าสามีตัวร้ายจะหยิบถุงเงินไป เพราะเงินพวกนี้เดิมก็เป็นของเขาอยู่แล้ว ที่นางหยิบเหรียญออกมาหนึ่งร้อย ก็เพียงคิดจะเก็บไว้ใช้ยามจำเป็นเท่านั้น
จัดการทุกอย่างเสร็จ หลินซูก็มองใบหน้าของเยี่ยนหมิงเกอที่เต็มไปด้วยคราบเลือด แล้วคิดจะไปต้มน้ำร้อนมาเช็ดตัวให้เขา พร้อมกันนั้นก็นำยาที่หมอหูวางไว้บนโต๊ะไปต้มด้วย
คิดได้ก็ลงมือทันที หลินซูตักน้ำใส่อ่างไม้ แล้วหาผ้าฝ้ายสะอาดผืนหนึ่งชุบน้ำร้อน ก่อนจะวางลงบนใบหน้าของเยี่ยนหมิงเกอ เลือดบนใบหน้าของเขาแห้งติดอยู่แล้ว ต้องทำให้ชุ่มก่อนจึงจะเช็ดออกได้ เมื่อเช็ดใบหน้าของเยี่ยนหมิงเกอจนสะอาดแล้ว หลินซูก็มองใบหน้าที่งดงามราวกับสลักจากหยกอย่างสงสัย คนที่หน้าตาดีขนาดนี้ เหตุใดภายหลังจึงกลายเป็นปีศาจฆ่าคนไปได้เล่า? แม้ความจริงแล้ว การที่เขากลายเป็นตัวร้ายใหญ่ ดูเหมือนจะไม่ได้เกี่ยวอะไรกับใบหน้านี้นักก็ตาม
หลินซูสะบัดความคิดฟุ้งซ่านออกจากหัว แล้วเช็ดตัวให้เยี่ยนหมิงเกอต่อ ตามร่างกายของเขายังมีคราบเลือดอยู่ไม่น้อย ชุดเกราะที่ฉีกขาดถูกถอดออกไปตอนพันแผลแล้ว ตอนนี้จึงมีเพียง ผ้าพันแผลหลายชั้นพันอยู่ และมีผ้าห่มคลุมร่างไว้ หลินซูใช้ผ้าชุบน้ำเช็ดคราบเลือดตามตัวของเขาไปทั่ว พลันสายตาไปสะดุดที่กล้ามท้องแปดส่วนซึ่งเห็นเป็นแนวชัดเจน นางเผลอยื่นมือไปแตะทีหนึ่ง เฮ้อ! รูปร่างไม่เลวเลย!
นางกำลังจะชักมือกลับ ทว่ากลับรู้สึกว่าหลังของตนเย็นวาบ เมื่อหันกลับไปดู ก็พบว่าสามีตัวร้ายตื่นขึ้นแล้ว และกำลังมองนางด้วยสายตาที่ทั้งสับสนและแปลกประหลาด สวรรค์ช่วย!
หลินซูตกใจจนแทบวิญญาณหลุด มือที่กำลังแตะกล้ามท้องของเขารีบชักกลับทันที น้ำตาก็ไหลออกมาอย่างรวดเร็ว “สามี…ท่านตื่นแล้วเสียที!”
สีหน้าของเยี่ยนหมิงเกอดูตกตะลึงขึ้นมาทันที หรือว่าจะแสดงเกินไปหน่อย? หลินซูที่กำลังแกล้งร้องไห้เริ่มทบทวนตัวเอง พลางสะอื้นกล่าวว่า
“หมอทหารจ่ายยาไว้แล้ว ตอนนี้กำลังต้มอยู่ที่เตา ข้าคิดว่าได้เวลาแล้ว เดี๋ยวจะไปยกมาให้ท่าน”
พูดจบ นางก็ถืออ่างไม้หนีออกไปแทบจะทันที จนกระทั่งถึงครัว หลินซูจึงพิงเตาแล้วสูดหายใจลึก เหตุใดต้องมาตื่นตอนนางกำลังลวนลามเขาพอดีด้วยนะ? หลินซูถูใบหน้าของตนอย่างหมดอาลัยตายอยาก
แต่สิ่งที่ต้องเผชิญก็ยังต้องเผชิญ นางถือชามยาสีน้ำตาลเข้ม เดินกลับเข้าไปในห้องด้วยสีหน้ากังวลราวกับเป็นห่วงอย่างยิ่ง
“สามี ข้าป้อนให้ท่านดีหรือไม่?” หลินซูยังคงแสดงบทบาทดอกไม้ขาวผู้แสนอ่อนโยน
เยี่ยนหมิงเกอขมวดคิ้ว สายตาที่มองนางก็เย็นเยียบอย่างน่าขนลุก มือที่ถือชามยาของหลินซูสั่นเล็กน้อย เกือบทำยาหก หัวใจก็เต้นระรัว พี่ใหญ่! สายตาของท่านจะเย็นกว่านี้อีกได้หรือไม่?
ข้าก็เป็นดอกไม้บอบบางนะ! หรือว่าเขากลัวว่านางจะวางยาพิษในยา?
หลินซูขมวดคิ้วมองน้ำยาสีน้ำตาลในชาม จึงยกขึ้นจิบเล็กน้อย แล้วจึงยิ้มพลางยื่นชามยาไปให้
“ตอนนี้ไม่ร้อนแล้ว…”
“ช่วยพยุงข้าขึ้น” เยี่ยนหมิงเกอในที่สุดก็ถอนสายตาเย็นเยียบที่กดดันออกไป เสียงของเขาแหบเล็กน้อย แต่ฟังดูดีไม่น้อย หลินซูราวกับได้รับอภัยโทษ รีบวางชามยา แล้วเข้าไปช่วยพยุงเขานั่งขึ้น
ชายผู้นี้มองดูผอม แต่แท้จริงหนักเอาเรื่อง แขนก็แข็งราวกับก้อนอิฐ หลินซูต้องออกแรงมากจึงช่วยให้เขานั่งขึ้นได้ แล้วจึงสอดหมอนอีกใบไว้ด้านหลังให้พิง หลินซูยื่นชามยาให้ เขารับไปแล้วดื่มรวดเดียวหมด ก่อนจะส่งชามคืนให้นาง หลินซูเพียงมองก็รู้สึกขมคอแทน แต่เขากลับไม่ขมวดคิ้วแม้แต่น้อย
“มีอะไรให้กินหรือไม่?” เขาถาม
“ข้าจะไปต้มเดี๋ยวนี้!” หลินซูหยิบถุงข้าวสารที่นายทหารนำมาให้ แล้วไปยังครัว เมื่อคิดถึงบาดแผลของเยี่ยนหมิงเกอ นางจึงตัดสินใจต้มโจ๊กเนื้อหมูไม่ติดมันก่อน ในเตายังมีไฟจากการต้มยาอยู่ หลินซูจึงรีบหุงข้าวหนึ่งชาม เตรียมเนื้อหมูไม่ติดมันแล้วสับเป็นชิ้นเล็กๆ จากนั้นหั่นผักเขียวครึ่งชาม ใส่ลงไปในหม้อแล้วเคี่ยวช้าๆ เมื่อใกล้เสร็จ นางก็ใส่เกลือครึ่งช้อนแล้วคนให้เข้ากัน กลิ่นหอมของเนื้อทำให้ท้องของหลินซูร้องโครกคราก
นางเองก็ยังไม่ได้กินอะไรทั้งวัน ต้องถอนหายใจเบาๆ แล้วคิดว่า อดทนอีกหน่อยก่อน ต้องรับใช้ท่านผู้ยิ่งใหญ่ในห้องนั้นให้เสร็จก่อน หลินซูหยิบชามใบใหญ่ ตักโจ๊กเต็มชาม แล้วจึงยกเข้าไปในห้อง เยี่ยนหมิงเกอพิงหมอนอยู่ครึ่งตัว คงเพราะได้กลิ่นโจ๊กเนื้อหมู จึงหันมองไปทางประตู หลินซูวางชามลงบนโต๊ะข้างเตียง แล้วตักขึ้นมาหนึ่งช้อนลองชิม โจ๊กที่เพิ่งยกลงจากเตาเย็นช้า หลินซูถูกลวกจนแลบลิ้น ก่อนจะทำหน้าหงอยแล้วกล่าวว่า
“มันร้อน ต้องรอให้เย็นก่อนจึงจะกินได้”
เขาเบนสายตาที่อ่านไม่ออกออกไป ราวกับไม่อยากมองภาพนั้น หลินซูรู้สึกน้อยใจอย่างยิ่ง นางรับใช้ท่านผู้นี้ง่ายเสียที่ไหนกัน! แต่เยี่ยนหมิงเกอกลับหลับตาลงพักผ่อนแล้ว
เวลาผ่านไปประมาณสิบกว่านาที หลินซูคิดจะเตือนว่าโจ๊กกินได้แล้ว แต่ลมหายใจของเขายาวสม่ำเสมอ ราวกับหลับไปแล้ว หลินซูจึงได้แต่แตะตัวเขาเบา ๆ
“สามี…เอ่อ…” คำว่า “โจ๊กเย็นแล้ว” ยังไม่ทันพูดออกมา ลำคอของนางก็ถูกมือของเขาบีบเอาไว้แล้ว
หัวใจของหลินซูแทบกระเด็นออกมาถึงลำคอ ความรู้สึกขาดอากาศรุนแรงจนแทบรับไม่ไหว
สายตาของเขามืดหม่น ดุร้าย โหดเหี้ยม ราวกับชีวิตคนหนึ่งในมือของเขาไม่ใช่เรื่องสำคัญอะไรเลย หรือว่านางจะต้องมาตายเป็นตัวประกอบไร้ค่าอยู่ที่นี่จริง ๆ?
หลินซูไม่รู้ว่าตนไปทำอะไรให้เขาไม่พอใจ ตั้งแต่เขาตื่นขึ้นมา นางก็ระมัดระวังทุกฝีก้าว พยายามเอาอกเอาใจแล้วแท้ๆ แต่ตอนนี้เขากลับจะฆ่านาง! ในดวงตาของนางมีทั้งความหวาดกลัวต่อความตาย ความไม่ยอมรับและความโกรธ รวมถึงความวิงวอนขอชีวิต
ขณะที่หลินซูคิดว่าตนเองคงต้องตายแน่แล้ว เขากลับปล่อยมือออกอย่างกะทันหัน อากาศไหลเข้าสู่ลำคออีกครั้ง หลินซูเอามือกุมคอที่ถูกบีบจนเป็นรอยแดง แล้วไอไม่หยุด น้ำตาทางร่างกายก็เอ่อออกมาตรงหางตา
เขาแค่นหัวเราะเบาๆจากนั้นจึงยกชามโจ๊กขึ้นมากินจนหมด คราวนี้หลินซูไม่แม้แต่จะอยากแสร้งทำต่อ นางเซออกจากห้อง วิ่งไปหลบอยู่ในครัว ท้องของนางก็หิวจนแทบทนไม่ไหว กลิ่นโจ๊กเนื้อในครัวทำให้ท้องร้องไม่หยุด ต่อให้ต้องตาย อย่างน้อยก็ต้องตายแบบท้องอิ่ม!
หลินซูปาดน้ำตา แล้วตักโจ๊กใส่ชามให้ตนเองหนึ่งชาม ตอนนี้แม้แต่การกลืนก็ยังเจ็บคอมาก โจ๊กชามนี้หลินซูกินอย่างลำบาก แต่ถึงอย่างนั้นนางก็ยังกินไปพลางร้องไห้ไปพลาง ตอนเพิ่งเข้ามาอยู่ในร่างนี้ และรู้ถึงชะตาของเจ้าของร่างเดิม นางยังไม่คิดจะร้องไห้ แต่ตอนนี้น้ำตากลับหยุดไม่ได้เลย
ห้องนั้นหลินซูไม่กล้ากลับไปแล้ว ใครจะรู้ว่าคนที่อารมณ์แปรปรวนผู้นั้นจะมาตัดคอนางกลางดึกอีกหรือไม่ กลางดึก หลินซูกำลังขดตัวอยู่ในกองฟางในครัว จู่ๆก็ได้ยินเสียงฝีเท้าดังมาจากในลานบ้าน…
หลินซูตื่นตัวขึ้นทันที หรือว่าเยี่ยนหมิงเกอมาหานาง? ไม่สิ! เยี่ยนหมิงเกอบาดเจ็บหนักขนาดนั้น จะลุกจากเตียงได้อย่างไร หรือว่าจะเป็นขโมยที่มาขโมยเงิน?