- หน้าแรก
- โต้วหลัว ราชันมังกรเทพราชันโดยกำเนิด
- บทที่ 21 มหาคุรุวิญญาณผู้ครอบครองสองวงแหวนวิญญาณพันปี
บทที่ 21 มหาคุรุวิญญาณผู้ครอบครองสองวงแหวนวิญญาณพันปี
บทที่ 21 มหาคุรุวิญญาณผู้ครอบครองสองวงแหวนวิญญาณพันปี
บทที่ 21 มหาคุรุวิญญาณผู้ครอบครองสองวงแหวนวิญญาณพันปี
จิ่งเส้าอวี่ปั่นจักรยานมายังหอวิญญาณเมืองตงไห่ ที่บริเวณทางเข้ามีชายหนึ่งคนและหญิงสองคนกำลังยืนรอเขาอยู่
"ขอโทษทุกคนด้วยที่ข้ามาสาย" จิ่งเส้าอวี่จอดจักรยานแล้วรีบวิ่งเหยาะๆ เข้าไปหาทั้งสามคน
"ฮิฮิ ไม่เป็นไรหรอก พวกเราเองก็เพิ่งมาถึงเหมือนกันใช่ไหมท่านพี่" สวีเสี่ยวเยี่ยนยิ้มหวานพลางเอื้อมมือไปสะกิดแขนชายหนุ่มหน้าตายที่ยืนอยู่ข้างกาย
เวลาล่วงเลยผ่านไปสามปี สวีเสี่ยวเยี่ยนเติบโตขึ้นจนงดงามยิ่งกว่าเดิม เส้นผมสีฟ้าอ่อนของนางถูกมัดเป็นทรงแกละสองข้าง ดวงตาสีเข้มคู่นั้นดูน่ารักน่าเอ็นดู ทว่าส่วนสูงของนางกลับไม่เพิ่มขึ้นมากนัก ยังคงสูงเพียงระดับหน้าอกของจิ่งเส้าอวี่เท่านั้น แน่นอนว่าส่วนหนึ่งเป็นเพราะจิ่งเส้าอวี่เติบโตเร็วเกินไป ปัจจุบันเขาสูงเกินหนึ่งร้อยห้าสิบเซนติเมตร ซึ่งนำหน้าเพื่อนวัยเดียวกันไปไกลมาก
"อืม" ชายหนุ่มที่ถูกสวีเสี่ยวเยี่ยนสะกิดเอวคือสวีเสี่ยวอวี่ พี่ชายของนาง เขาอายุสิบสี่ปี เป็นนักเรียนชั้นปีที่หนึ่งภาควิชาขั้นสูงของโรงเรียนตงไห่ และยังเป็นนายน้อยคนโตแห่งตระกูลสวี เขาเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงกึ่งระอา ใครจะไปคิดว่าน้องสาวที่เคยเป็นดั่งเสื้อนวมตัวน้อยแสนอบอุ่นเมื่อสามปีก่อน พอผ่านไปสามปีกลับเริ่มทำตัวเป็นรูรั่วให้พี่ชายปวดหัวเสียแล้ว
"พี่เสี่ยวอวี่ พี่จื่อซิน" จิ่งเส้าอวี่เอ่ยทักทายสวีเสี่ยวอวี่และหญิงสาวร่างสูงโปร่งหน้าตาสะสวยอีกคนอย่างสุภาพ
"ฮ่าๆๆ เอาล่ะ ในเมื่ออาอวี่มาถึงแล้ว พวกเราก็รีบเข้าไปข้างในกันเถอะ" หญิงสาวที่จิ่งเส้าอวี่เรียกว่าพี่จื่อซินหัวเราะร่าอย่างร่าเริง นางคือโอวหยางจื่อซิน หลานสาวของโอวหยางเจี้ยน และจะเป็นคนที่ถังอู่หลินแอบชอบในอนาคต แต่น่าเสียดายที่ฝ่ายชายมีใจทว่าฝ่ายหญิงกลับไร้เยื่อใย ดูเหมือนโอวหยางจื่อซินจะไม่ค่อยชอบเด็กหนุ่มรุ่นน้องเท่าไหร่นัก มิเช่นนั้นจิ่งเส้าอวี่เองก็คงไม่รอดพ้นเงื้อมมือนางไปได้แน่
ทั้งสี่คนเดินนำทางอย่างคุ้นเคยจนมาถึงห้องควบคุมของแท่นเลื่อนระดับวิญญาณขั้นต้น เจ้าหน้าที่ที่นี่ต่างคุ้นหน้าคุ้นตากับพวกเขาทั้งสี่เป็นอย่างดี จึงไม่มีการพูดพร่ำทำเพลงและรีบจัดเตรียมอุปกรณ์ทุกอย่างให้พร้อมสรรพ
จิ่งเส้าอวี่เอนกายลงในแคปซูลโลหะที่เขาเคยใช้งานมานับครั้งไม่ถ้วน รวบรวมสมาธิและผ่อนคลายร่างกาย สำหรับเขาแล้ว ขั้นตอนนี้เป็นสิ่งที่พบเจอมาบ่อยครั้ง โดยเฉพาะหลังจากที่เขาทะลวงเข้าสู่ระดับมหาคุรุวิญญาณ เขาก็แทบจะมาที่นี่สัปดาห์ละครั้งเลยทีเดียว
เรื่องนี้ต้องขยายความเพิ่ม หลังจากที่จิ่งเส้าอวี่กลายเป็นมหาคุรุวิญญาณ เจ้าหอจี้ฉางหมิงอนุญาตให้เขาเข้าสู่แท่นเลื่อนระดับวิญญาณได้สัปดาห์ละครั้ง นั่นหมายความว่าเขาได้เข้าถึงสี่ครั้งต่อเดือน โดยหนึ่งในนั้นทางโรงเรียนเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่าย ส่วนอีกสามครั้งที่เหลือนั้น เจ้าหอจี้ฉางหมิงกล่าวว่าเป็นความร่วมมือระหว่างกองบัญชาการบริหารเมืองตงไห่และหอวิญญาณเมืองตงไห่ที่ช่วยกันสนับสนุน ถือเป็นการลงทุนในตัวเขานั่นเอง
แน่นอนว่าจิ่งเส้าอวี่ไม่ปฏิเสธโอกาสนี้
ท่ามกลางผืนป่าอันมืดสลัว ร่างของจิ่งเส้าอวี่ปรากฏขึ้นจากความว่างเปล่า และในจุดที่ห่างออกไปไม่ไกลนัก สวีเสี่ยวเยี่ยนก็ร่อนลงสู่พื้นดินเช่นกัน
"เยี่ยมไปเลยพี่เส้าอวี่" เมื่อเห็นจิ่งเส้าอวี่ สวีเสี่ยวเยี่ยนก็เผยรอยยิ้มตื่นเต้นทันที นางวิ่งเข้าไปกอดแขนของจิ่งเส้าอวี่แล้วเอ่ยว่า "ครั้งนี้ข้าไม่ต้องอยู่ตัวคนเดียวแล้ว"
"วางใจเถอะ" จิ่งเส้าอวี่ลูบหัวสวีเสี่ยวเยี่ยนเบาๆ เพื่อปลอบโยน ก่อนจะเอ่ยว่า "ปลดปล่อยวิญญาณยุทธ์ของเจ้าออกมาเถอะ ไปกันได้แล้ว อยู่ใกล้ๆ พี่ไว้นะ"
"อื้อ" สวีเสี่ยวเยี่ยนพยักหน้าหงึกหงัก วิญญาณยุทธ์คฑาน้ำแข็งวงล้อดาราปรากฏขึ้นในมือขวา ส่วนมือซ้ายกำชายเสื้อของจิ่งเส้าอวี่ไว้แน่น เดินตามหลังเขาไปติดๆ
จิ่งเส้าอวี่ปลดปล่อยวิญญาณยุทธ์ของตนออกมาเช่นกัน มงกุฎแห่งพฤกษาปรากฏขึ้นด้านหลังศีรษะก่อนเป็นอันดับแรก บนวงแหวนหยกสีมรกตนั้นมีอัญมณีสีขาวบริสุทธิ์ฝังอยู่สองเม็ด ตามด้วยลวดลายเมฆาไหลพริ้วสีม่วงปรากฏขึ้นระหว่างคิ้ว จากนั้นปีกแห่งต้นกำเนิดก็สยายออก ท้ายที่สุดคือวงแหวนวิญญาณสีม่วงสองวงที่ลอยเด่นอยู่ด้านหลัง พร้อมกับนกหยกสีแดงชาดตัวน้อยที่บินออกมาเกาะบนไหล่ของเขา
ในเวลาสามปี ภูตวิญญาณหยกโลหิตของจิ่งเส้าอวี่ได้วิวัฒนาการกลายเป็นภูตวิญญาณระดับพันปีสีม่วงตามความคาดหมาย
ด้วยเหตุนี้ เขาจึงกลายเป็นมหาคุรุวิญญาณผู้ครอบครองสองวงแหวนวิญญาณสีม่วง นี่เป็นปรากฏการณ์ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในประวัติศาสตร์พันปีของเมืองตงไห่ จึงไม่แปลกที่โอวหยางเจี้ยนและเจ้าหอจี้ฉางหมิงจะให้ความสำคัญกับเขาถึงเพียงนี้
"หยกโลหิต ไปสำรวจทางข้างหน้าที" จิ่งเส้าอวี่ตบไหล่เจ้านกตัวน้อยเบาๆ
"จิ๊บ จิ๊บ จิ๊บ" หยกโลหิตขยับปีกบินทะยานออกไปข้างหน้า
หลังจากวิวัฒนาการเป็นภูตวิญญาณสีม่วง รูปลักษณ์ของหยกโลหิตก็เปลี่ยนแปลงไปจากเมื่อสามปีก่อนอย่างมาก แม้ทั้งตัวจะยังคงเป็นสีแดงชาด แต่กลับมีความใสกระจ่างราวกับหยกล้ำค่ายิ่งกว่าเดิม บนหน้าผากที่มีอัญมณีทรงสี่เหลี่ยมขนมเปียกปูนมีขนยาวสีทองงอกออกมาหนึ่งเส้น และขนหางก็ยาวขึ้น กว้างขึ้น และฟูขึ้น ดูราวกับเปลวเพลิงที่กำลังเริงระบำ
"เสี่ยวเยี่ยน ตอนนี้ไป๋เสวี่ยของเจ้าอายุเท่าไหร่แล้ว" จิ่งเส้าอวี่เอ่ยถามในขณะที่เดินไปข้างหน้า
ไป๋เสวี่ย คือภูตวิญญาณแมวเหมันต์ของสวีเสี่ยวเยี่ยน
"ขอข้าคิดก่อนนะคะ น่าจะประมาณเจ็ดร้อยห้าสิบปีมั้งคะ ฮิฮิ ข้าจำไม่ค่อยได้แล้วล่ะ" เด็กสาวถูกถามกะทันหันจนทำตัวไม่ถูก นางส่งยิ้มแห้งๆ พลางตอบออกมา
"เจ้านี่นะ" จิ่งเส้าอวี่มองนางด้วยสายตาละเหี่ยใจพลางบีบจมูกนางเบาๆ แล้วดุว่า "หัดตั้งใจฝึกฝนบ้างได้ไหม"
แม้จิ่งเส้าอวี่จะพยายามกระตุ้นนางซ้ำแล้วซ้ำเล่า แต่เด็กสาวคนนี้ก็ยังเหมือนในต้นฉบับไม่มีผิด คือไม่ค่อยจริงจังกับการฝึกฝนเท่าใดนัก จัดอยู่ในประเภททำสามวันหยุดสองวัน มิเช่นนั้นด้วยพรสวรรค์พลังวิญญาณสมบูรณ์แต่กำเนิด นางคงไม่หยุดอยู่ที่ระดับยี่สิบสองเช่นนี้ นี่ถือเป็นการเสียของโดยแท้
"ฮิฮิ ข้าจะพยายามค่ะ จะพยายาม" สวีเสี่ยวเยี่ยนชอบการกระทำของจิ่งเส้าอวี่มาก นางถึงกับจงใจเอียงหัวไปถูไถกับไหล่ของเขาพลางหัวเราะคิกคัก
"ร่างกายของเจ้าตอนนี้ควรจะรับวงแหวนวิญญาณได้ประมาณเก้าร้อยปีนะ" จิ่งเส้าอวี่เอ่ยด้วยความมั่นใจพลางตบไหล่เด็กสาวอย่างเอ็นดู "เอาล่ะ เป้าหมายของวันนี้คือพยายามยกระดับตบะของไป๋เสวี่ยให้เกินแปดร้อยปีให้ได้"
"เย้" สวีเสี่ยวเยี่ยนปรบมือดีใจ "เป้าหมายคือแปดร้อยปี"
ทั้งสองคนเคลื่อนที่ผ่านป่ารกชัฏ หยกโลหิตทำหน้าที่สำรวจทางข้างหน้า เมื่อใดที่มันพบสัตว์วิญญาณ มันจะรายงานกลับมายังจิ่งเส้าอวี่ จากนั้นจิ่งเส้าอวี่จะพาสวีเสี่ยวเยี่ยนรุดหน้าไปจัดการกับสัตว์วิญญาณที่พบ
ด้วยวิธีนี้ ทั้งสองจึงสังหารสัตว์วิญญาณไปหลายสิบตัวอย่างรวดเร็ว ซึ่งรวมถึงสัตว์วิญญาณอายุร้อยปีหลายตัว พลังวิญญาณรวมของสัตว์วิญญาณเหล่านี้เกินหนึ่งร้อยปี และจิ่งเส้าอวี่ยกให้สวีเสี่ยวเยี่ยนเป็นผู้ดูดซับทั้งหมด
หลังจากดูดซับพลังวิญญาณหนึ่งร้อยปีนี้แล้ว อายุของภูตวิญญาณของสวีเสี่ยวเยี่ยนก็เพิ่มขึ้นห้าสิบปี จนถึงระดับแปดร้อยปี
จิ่งเส้าอวี่ตั้งใจจะลุยต่อเพื่อยกระดับตบะของไป๋เสวี่ยให้ถึงเก้าร้อยปีโดยตรง แต่ดูเหมือนสวีเสี่ยวเยี่ยนจะถึงขีดจำกัดแล้ว ใบหน้าเล็กๆ ของนางแดงระื่อ ดวงตาเริ่มพร่ามลนเล็กน้อย เห็นได้ชัดว่านางรับมือกับการเพิ่มขึ้นอย่างกะทันหันของอายุวงแหวนวิญญาณไม่ไหว
"พี่เส้าอวี่ ข้า..." สวีเสี่ยวเยี่ยนมองจิ่งเส้าอวี่อย่างทำอะไรไม่ถูก แววตาฉายร่องรอยแห่งความตระหนก นางเอ่ยเรียกเขา
"ไม่เป็นไร เจ้าออกไปก่อนเถอะ" จิ่งเส้าอวี่เอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนพลางลูบผมสลวยของนางเพื่อปลอบประโลม "นี่เป็นเรื่องดี ไม่ต้องกังวล พอออกจากแท่นเลื่อนระดับวิญญาณแล้วให้รีบนั่งสมาธิทันทีนะ"
"อื้อ" เมื่อได้รับการปลอบโยนจากจิ่งเส้าอวี่ สวีเสี่ยวเยี่ยนก็สงบลงมาก นางมองเขาแล้วเอ่ยด้วยเสียงอ้อนๆ ว่า "พี่เส้าอวี่ ข้าจะรอท่านอยู่ข้างนอกนะคะ"
สวีเสี่ยวเยี่ยนจากไปแล้ว ยามนี้จิ่งเส้าอวี่จึงต้องมุ่งหน้าต่อไปเพียงลำพัง เขารู้สึกผ่อนคลายขึ้นมากทีเดียว
เหยี่ยวลมกรดตัวหนึ่งโฉบลงมาหาเขาจากกลางอากาศ จิ่งเส้าอวี่ไม่ได้ออมมือให้สัตว์วิญญาณที่รนหาที่ตายตัวนี้ เขาเหยียดนิ้วกระบี่ออก กิ่งไม้ที่ตรงและเรียวยาวหลายกิ่งซึ่งมีปลายแหลมคมราวกับคมดาบก็พุ่งออกมาจากด้านหลังของเขาทันที กิ่งไม้เหล่านั้นเปรียบเสมือนหอก พุ่งทะลุผ่านร่างและปีกของเหยี่ยวลมกรดอย่างรุนแรง เหยี่ยวลมกรดตายสนิทในทันทีโดยไม่ทันได้รับความเจ็บปวดใดๆ
เมื่อระดับการฝึกฝนของจิ่งเส้าอวี่สูงขึ้นและพละกำลังเพิ่มพูนขึ้น เขาก็เชี่ยวชาญในการใช้การควบคุมพฤกษามากขึ้น ในสภาพแวดล้อมที่เป็นป่าอย่างในแท่นเลื่อนระดับวิญญาณนี้ ต้นไม้เกือบทุกต้นและหญ้าเกือบทุกใบสามารถกลายเป็นอาวุธของเขาได้ ตัวอย่างเช่น กิ่งไม้ที่แหลมคมที่ทิ่มแทงเหยี่ยวลมกรดนั้น ก็มาจากพุ่มไม้หนามป่าที่อยู่ข้างเท้าของเขานั่นเอง
อย่างไรเสีย การควบคุมพฤกษาก็เป็นหนึ่งในความสามารถในการต่อสู้เพียงไม่กี่อย่างของวิญญาณยุทธ์เอลฟ์ต้นกำเนิด จิ่งเส้าอวี่จะมองข้ามการพัฒนาเชิงลึกไปได้อย่างไร
"จิ๊บ จิ๊บ" หยกโลหิตรีบพุ่งเข้าไปกลืนกินพลังวิญญาณของเหยี่ยวลมกรดในคำเดียว ก่อนจะส่งเสียงร้องอย่างรื่นเริง เหยี่ยวลมกรดอายุประมาณห้าสิบปีช่วยเพิ่มระดับตบะให้กับหยกโลหิตได้อีกสองปี
"เอาล่ะ พี่รู้ว่าเจ้าดีใจ พวกเราไปกันต่อเถอะ" จิ่งเส้าอวี่ยิ้มบอกหยกโลหิตแล้วมุ่งหน้าต่อไป
ในขณะเดียวกัน ภายในห้องทำงานของเจ้าหอบนชั้นสูงสุดของหอวิญญาณ หญิงสาวผมแดงที่เคยปรากฏตัวเมื่อสามปีก่อนกลับมาอยู่ที่นี่อีกครั้ง ดวงตาคู่งามของนางจับจ้องไปที่ภาพของจิ่งเส้าอวี่อย่างไม่ลดละ ริมฝีปากที่เย้ายวนขยับเล็กน้อยราวกับกำลังกระซิบแผ่วเบา
ในดวงตาของนางมีประกายแสงที่ยากจะหยั่งถึงพาดผ่าน
ที่ด้านนอกห้องทำงาน เจ้าหอจี้ฉางหมิงยืนรออยู่อย่างนอบน้อมโดยไม่แสดงสีหน้าใดๆ ทว่าความสับสนลึกๆ ในดวงตานั้นเห็นได้ชัด เขาไม่เข้าใจจริงๆ ว่าในใจของท่านผู้นั้นที่อยู่ข้างในกำลังคิดสิ่งใดอยู่กันแน่