เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 133 สังหารกงผีหลัว

บทที่ 133 สังหารกงผีหลัว

บทที่ 133 สังหารกงผีหลัว


กงผีหลัวไม่มีความรู้สึกดีๆ อันใดต่อโม่ซิวหลัวซึ่งเป็นหนึ่งในสิบสองขุนพลทองคำแม้แต่น้อย ยิ่งไม่ต้องพูดถึงว่าในระดับหนึ่ง ทั้งสองฝ่ายยังเป็นคู่แข่ง เมื่อเทียบกับการช่วยเหลือคนผู้นี้ กงผีหลัวกลับคิดหาวิธี ‘กำจัดทิ้งให้สิ้นซาก’ เสียมากกว่า

‘การโจมตีเพียงครั้งเดียวของกระบอกกัมปนาทเก้าอัคคี ต่อให้โม่ซิวหลัวจะมีมุกหอยทองกำเนิดควันคุ้มกาย ก็ต้องถูกระเบิดแหลกเป็นชิ้นๆ ในทันที ชนิดที่แม้แต่เศษกระดูกก็ไม่เหลือสักชิ้น... ทว่า ด้านข้างยังมีชือซินจื่ออยู่ด้วย ข้าไม่มีความมั่นใจมากนักว่าจะกำจัดคนผู้นี้ไปพร้อมกันได้ ดูเหมือนว่าวันนี้จะไม่ใช่เวลาที่ดีในการสังหารเขา’

กองปราบมารมีคลังอาวุธลับที่รวบรวมช่างฝีมือชั้นยอดไว้มากมายเพื่อสร้างอาวุธดินปืนโดยเฉพาะ ในจำนวนนั้นมีกลุ่มคนที่รับผิดชอบการวิจัยศาสตร์กัมปนาทอัคคี หนึ่งในผลงานก็คือกระบอกกัมปนาทเก้าอัคคี ซึ่งของวิเศษชิ้นนี้ต้องใช้เวลาถึงสามปีจึงจะสร้างสำเร็จได้สักกระบอก

ของสิ่งนี้ล้ำลึกพิสดารยิ่งนัก เพียงแค่กดกลไก มันก็จะพ่นลูกปืนเหล็กทมิฬออกมาหลายสิบลูก กลายเป็นแสงสีแดงฉานระเบิดออก ภายในรัศมีสิบจั้ง หากสัมผัสโดนย่อมแหลกละเอียด ต่อให้เป็นหินผาขนาดยักษ์ก็ยังถูกสั่นสะเทือนจนกลายเป็นผุยผง แม้แต่ยอดฝีมือวิชาเต๋าที่ใช้แสงวิญญาณคุ้มกายก็มิอาจต้านทานได้

มุกหอยทองกำเนิดควันของโม่ซิวหลัว พ่นได้เพียงควันเหลืองที่ควบแน่นจากปราณธาตุทองและน้ำ ซึ่งควันเหลืองนี้กลัวไฟที่ลุกโชนที่สุด เดิมทีกงผีหลัวตั้งใจจะใช้ของสิ่งนี้หาโอกาสสังหารโม่ซิวหลัว แล้วค่อยโยนความผิดไปให้กองปราบมาร ใครจะคาดคิดว่ากลับถูกเปิดโปงตัวตนเสียก่อน

นางไม่รู้แน่ชัดว่าโม่ซิวหลัวรู้ได้อย่างไรว่าตนเองซ่อนตัวอยู่ในเงามืด แต่คำพูดนี้ชือซินจื่อได้ยินไปแล้ว หากลงมือฆ่าคนแล้วชือซินจื่อนำเรื่องนี้ไปแพร่งพราย การที่นางลงมืออำมหิตสังหารโม่ซิวหลัว ย่อมต้องรู้ไปถึงหูเบื้องบนของนิกายลับบูรพาอย่างแน่นอน

‘เดิมทีฝีมือของโม่ซิวหลัวก็ไม่ได้เรื่อง ที่เขาสามารถเข้าร่วมเป็นสิบสองขุนพลทองคำได้ มันก็ล้วนพึ่งพาการสนับสนุนอย่างเต็มที่จากใต้เท้าอินต๋าหลัวที่อยู่เบื้องหลัง หากข้าสังหารโม่ซิวหลัว อินต๋าหลัวจะเป็นคนแรกที่ไม่ปล่อยข้าไป…’

…แต่คนผู้นี้ ไม่ช้าก็เร็วต้องถูกฆ่าอยู่ดี การมีอยู่ของโม่ซิวหลัว ได้ทำลายแผนการที่ทางนิกายมอบหมายให้นางพอดี

สายลับของนิกายลับบูรพาในมณฑลจินเหอในด่าน หรือก็คือผู้ดูแลในเขตนี้ แท้จริงแล้วตอนนี้ก็มีเพียงนางและโม่ซิวหลัวสองคนเท่านั้น อินต๋าหลัวไม่อาจละทิ้งเมืองนครหยกขาวไปได้ง่ายๆ อย่างมากก็แค่ช่วยดูแลสถานการณ์โดยรวม

นั่นหมายความว่า ขอเพียงกำจัดโม่ซิวหลัวไปได้ ตัวนางก็จะเป็นผู้ดูแลเพียงหนึ่งเดียวของทั่วทั้งมณฑลจินเหออย่างแท้จริง

‘หากได้ฐานะนี้มา ไม่ว่าจะขโมยข้อมูลข่าวสารจากองค์กรนิกายลับบูรพา หรือทำเรื่องอื่นๆ ก็ย่อมสะดวกสบายขึ้นมาก…’

กงผีหลัวไม่ใช่คนของนิกายลับบูรพาตั้งแต่แรก นางเป็นคนที่นิกายลับบูรพาซื้อตัวมา และโดยเนื้อแท้แล้วนางก็มีตัวตนหลายสถานะ กงผีหลัวหนึ่งในสิบสองขุนพลทองคำของนิกายลับบูรพาเป็นเพียงสถานะหนึ่งเท่านั้น นางยังมีสถานะอื่นๆ อีกหลายตัวตน ซึ่งล้วนต้องอาศัยอิทธิพลของนิกายลับบูรพาทั้งสิ้น...

เมื่อความคิดหลากหลายแล่นผ่านเข้ามาในหัว กงผีหลัวก็ถอนหายใจยาวออกมา

‘ช่างเถอะ วันนี้จะไว้ชีวิตหมาๆ ของมันไปสักวันก็แล้วกัน!’

นางสะบัดมือทั้งสองข้าง ดึงหนามพิษกระดูกขาวที่ส่องประกายแวววาวคู่ออกมาจากแขนเสื้อ รูปร่างอันงดงามราวกับหยาดน้ำค้างกลายเป็นภาพติดตา หมุนวนวูบหนึ่งก็ขว้างหนามคู่ออกไปกลางอากาศ เรียกใช้หนามมายาคู่นี้ออกมา

ในชั่วพริบตา หนามกระดูกก็แยกออกกลางอากาศ กลายเป็นแสงสีดำแหลมคมนับสิบสาย พุ่งทะยานดั่งลูกศร โค้งตวัดดั่งดาวตก ปลายหนามสั่นสะเทือนส่งเสียงหึ่งๆ พุ่งตรงเข้าหาชือซินจื่อ

“ที่แท้ยังมีผู้ช่วยซ่อนอยู่อีกคน น่าเสียดายที่ต่อให้พวกเจ้าสองคนเข้ามาพร้อมกันก็ไม่มีประโยชน์อันใด!”

ชือซินจื่อในชุดคลุมสีเขียวเห็นดังนั้นก็หัวเราะร่า เขายกมือทั้งสองขึ้น จากแขนเสื้อที่พองลมก็มีประกายดาวสีทองปลิวว่อนออกมาเป็นสาย บินว่อนร่ายรำไปทั่ว รวมตัวกันเป็นกลุ่มๆ ส่งเสียงหึ่งๆ ดังสนั่น พุ่งเข้าปะทะกับหนามมายาพร้อมกัน

ชือซินจื่อปล่อย ‘ผึ้งทมิฬทองคำ’ นับร้อยตัวที่หลอมสร้างไว้ในอดีตออกมาพร้อมกัน ผึ้งทมิฬทองคำเหล่านี้ก็นับเป็นหุ่นเชิดขนาดเล็กชนิดหนึ่ง ตัวเท่าหัวแม่มือ บินโฉบเข้ามาพร้อมกัน ปีกสั่นระรัว ประกายแสงสีทองวิบวับ อาศัยความได้เปรียบด้านจำนวน พวกมันไม่เกรงกลัวแสงสีดำของหนามกระดูก พุ่งเข้าใส่อย่างบ้าคลั่งจากทุกสารทิศ พยายามเอาตัวเข้าขวางหนามมายาเอาไว้

เสียงโลหะกระทบกันดังกังวาน ปีกและลำตัวของผึ้งทมิฬทองคำถูกแทงทะลุ ร่วงหล่นลงมาทีละตัว ทว่าตัวที่เหลือกลับรู้จังหวะรุกรับ พวกมันกระจายตัวออกอย่างกะทันหัน ส่งเสียงหึ่งๆ ด้วยความเร็วสุดขีด ตัดสินใจละทิ้งหนามพิษมายา แล้วเปลี่ยนเป็นฝ่ายพุ่งเข้าโจมตีกงผีหลัวที่อยู่ด้านหลังแทน

“เจ้าถอนผึ้งประหลาดพวกนี้ออกไป ตัวเจ้าเองก็ไร้การป้องกันไม่ใช่รึ ตายซะ!”

หนามมายาแยกตัวอีกครั้ง ร่วงหล่นลงมาดั่งห่าฝน ทว่ากลับถูกกลุ่มแสงสีทองที่ลอยฟ่องอยู่สกัดกั้นเอาไว้

“ต่อให้ชายชราอย่างข้ายืนนิ่งไม่ไหวติงอยู่ที่นี่ อาศัยแค่ลูกไม้ตื้นๆ ของเจ้าก็อย่าหวังว่าจะทำลายการป้องกันของข้าได้…”

เหนือศีรษะของชือซินจื่อปรากฏ ‘ร่มฉัตร’ ที่ประกอบขึ้นจากแขนเทียมหุ่นเชิดนับร้อยข้าง หนามกระดูกมายาที่แยกตัวออกมา ล้วนถูกแขนเทียมหุ่นเชิดเหล่านั้นคว้าจับไว้ในฝ่ามือ

“แย่แล้ว!”

กงผีหลัวมองเห็นความร้ายกาจของมันแล้ว เกรงว่าหัตถ์ผีแยกส่วนอันแปลกประหลาดนี้ จะเป็นแขนเทียมหุ่นเชิดประเภทที่ออกแบบมาเพื่อใช้จับยึดของวิเศษจำพวกกระบี่บินโดยเฉพาะ

“โม่ซิวหลัว เจ้ามัวยืนโง่ทำอะไรอยู่ตรงนั้น ยังไม่รีบมาช่วยข้าจัดการคนผู้นี้อีก!”

เห็นผึ้งทมิฬทองคำเหล่านั้นพุ่งเข้ามาอย่างบ้าคลั่งจากทุกทิศทาง นางก็กรีดร้องออกมาดั่งคนเสียสติ พร้อมกับหยิบของวิเศษป้องกันตัวออกมาหนึ่งชิ้น

สิ้นเสียงตวาดอันสดใส บนพื้นผิวร่างกายของนางก็ปรากฏม่านแสงสีเหลืองจางๆ มันคือเกราะปราณปฐพีเหลืองชั้นหนึ่ง

ปุปุปุ ราวกับสายฝนกระทบใบกล้วย เกราะปราณปฐพีเหลืองเพิ่งจะก่อตัวขึ้น ผึ้งทมิฬทองคำก็เข้ามาใกล้ แล้วยิงเข็มบินออกจากส่วนหาง เข็มบินเหล่านั้นพุ่งออกมาอย่างหนาแน่น เสียงดังทึบๆ ราวกับหยาดฝนตกกระทบไม่ขาดสาย จนเกราะปราณเองก็เริ่มสั่นคลอน

“คิดว่าเข้ามาพร้อมกันแล้วจะจัดการชายชราอย่างข้าได้รึไง?”

ชือซินจื่อยิ้มกว้าง เผยให้เห็นฟันขาวสะอาด

“นังหนู เจ้าลงมือโดยไม่เจียมตัว ชายชราคนนี้จะสังหารเจ้าก่อน”

ชายชราเพียงแค่กวักมือ หัตถ์ผีแยกส่วนอีกชุดหนึ่งก็บินเข้ามา หัตถ์ผีแยกส่วนชุดนี้ถูกดัดแปลงเป็นรูปทรงสว่าน แฝงพลังทะลวงแบบหมุนเกลียว พุ่งเข้าไปหมายจะทะลวงร่างกงผีหลัว

“กงผีหลัว ข้ามาช่วยเจ้าแล้ว”

เหอผิงประคองต้นไม้ใหญ่ข้างกาย ลุกขึ้นยืนอย่างกะทันหัน เขาแสร้งทำเป็นว่าพักผ่อนจนฟื้นคืนกำลัง แล้ว ยื่นมือเรียกเอากายทิพย์เทพสิงโตเขียวออกมา

โฮก! โฮก! โฮก! ท่ามกลางเสียงคำรามประหลาด ร่างเงาดุจยักษ์ปักหลั่นสีดำขลับนั้นก็พลิ้วไหว ร่อนลงไปที่ด้านหลังของกงผีหลัว สัตว์ประหลาดหัวสิงโตแสยะยิ้มที่มุมปาก ก่อนจะเงื้อหมัดขึ้นทุบลงไป

ปัง!

หมัดกระแทกเข้ากับเกราะปราณปฐพีเหลืองอย่างแรงจนเสียงดัง ‘ตูม’ สนั่นหวั่นไหว ฝุ่นตลบอบอวล เศษหญ้าปลิวว่อน ในระยะประชิดถึงเพียงนี้ เกราะปราณแตกสลายไปในทันที กงผีหลัวครางทุ้มในลำคอ เลือดไหลซึมที่มุมปาก นางเองก็คาดไม่ถึงเช่นกันว่าโม่ซิวหลัวจะลอบโจมตีจากด้านหลัง

ในขณะที่เกราะปราณปฐพีเหลืองแตกสลาย ผึ้งทมิฬทองคำก็ยิงเข็มพิษออกมานับไม่ถ้วน ท่ามกลางความฉุกละหุก กงผีหลัวยังสามารถเรียกใช้ผ้าไหมขาวผืนยาวและบางเฉียบออกมาได้ ผ้าไหมขาวม้วนตัวอยู่ในอากาศหลายรอบ สกัดกั้นเข็มพิษที่พุ่งมาเต็มฟ้าเอาไว้ได้จำนวนหนึ่ง ใบหน้าของนางพลันซีดเผือดลงทันที

‘ถึงกับบีบให้ข้าต้องใช้ไพ่ตายใบนี้เชียวหรือ!’

ในใจของกงผีหลัวมีเพียงความโกรธเกรี้ยว

‘เจ้าพวกสารเลว ข้าจะใช้กระบอกกัมปนาทเก้าอัคคีระเบิดพวกเจ้าให้ตายทั้งคู่!’

มือขวาของนางคว้ากระบอกกัมปนาทเก้าอัคคีไว้ พลางครุ่นคิดหาโอกาสพ่นลูกไฟออกมา ฉับพลันจิตสังหรณ์ของนางก็ขยับ ทันใดนั้นผ้าไหมขาวผืนนี้ก็แผ่ไอเย็นเยือกอันน่าตระหนกกวาดผ่านกลางอากาศออกมา หัตถ์ผีแยกส่วนที่พุ่งเข้ามาก็ถูกกระแทกปลิวออกไปดั่งลูกข่าง ผึ้งทมิฬทองคำและเข็มพิษที่เข้ามาใกล้ในระยะหลายจั้งถูกแช่แข็งกลางอากาศทันที ร่วงหล่นลงพื้นเสียงดังติงๆ

กายทิพย์เทพสิงโตเขียวคำรามลั่น หมัดยังไม่ทันเหวี่ยงออกไป ขาทั้งสองข้างก็ถูกแช่แข็ง จากนั้นผ้าไหมขาวสีหิมะนั่นก็หมุนวนกลางอากาศ พลันมีไอเย็นจัดแผ่ซ่านออกไปรอบทิศทาง อุณหภูมิโดยรอบลดฮวบลงอย่างรวดเร็ว บนพื้นดินก็จับตัวเป็นชั้นน้ำค้างแข็งสีเขียวอย่างฉับพลัน บีบคั้นเข้าหาชือซินจื่อและกายทิพย์เทพสิงโตเขียวที่อยู่ด้านหลัง

“โอ้ นี่นับเป็นของวิเศษที่ร้ายกาจชิ้นหนึ่งเลยทีเดียว!”

ชือซินจื่อมองเห็นเงื่อนงำ เขาหัวเราะหึหึ ถอยร่นไปด้านหลัง พลางใช้มือทั้งสองข้างกวัดแกว่งดาบตาข่ายเร้นลับ ประกายดาบนับไม่ถ้วนฟาดฟันฝ่าอากาศ เข้าปะทะกับผ้าไหมขาวที่ปลิวไสวจนเกิดเสียงดังสนั่น ชั้นน้ำแข็งแตกละเอียด เศษละอองสีเงินสาดกระเซ็น

ทันใดนั้นเอง มันก็มีเสียงหนึ่งที่ทั้งคุ้นเคยและแปลกหูอย่างน่าประหลาด ดังขึ้นที่ข้างหูของนางอย่างแผ่วเบา “กงผีหลัว กงผีหลัว กงผีหลัว!”

สติของนางพร่ามัวไปวูบหนึ่ง เงาใต้เท้าก็ถูกดึงออกไปอย่างรวดเร็ว เพียงพริบตา มันก็ลอยไปอยู่ในตุ๊กตาผ้าในมือของเหอผิงที่ยืนอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่

นี่คือวิชาเรียกวิญญาณตรึงเงา เขาหยิบหุ่นมนตราเก้าเงาออกมา ขโมยเงาของกงผีหลัวไป และยังใช้วิชาย้ายวิญญาณ ย้ายเงาของนางเข้าไปในหุ่นฟางตัวเล็กๆ อีกตัวหนึ่ง

“ตายซะ!”

เขาออกแรงบีบคอหุ่นฟางจนหัก กงผีหลัวที่อยู่ไกลออกไปพลันได้สติ ส่ายหน้าไปมา ทันใดนั้นคอของนางก็ส่งเสียง ‘กร๊อบ’ กระดูกคอที่เปราะบางถูกพลังไร้รูปบิดหมุน

“ไม่ดีแล้ว!”

นางตระหนักถึงบางสิ่ง สัมผัสวิญญาณพยายามพยุงกระดูกคอไว้ เพื่อป้องกันไม่ให้คอถูกพลังประหลาดหักสะบั้น

“กงผีหลัว... กงผีหลัว... กงผีหลัว…”

เสียงที่คุ้นเคยและเป็นมิตรดังขึ้นอีกครั้ง ในใจของกงผีหลัววูบไหวเบาๆ จากนั้นก็มีเสียงดังกร๊อบ กระดูกคอของนางหักสะบั้น

ในเวลาเดียวกัน กายทิพย์เทพสิงโตเขียวก็ฉีกขาทั้งสองข้างของตัวเองจนขาด ร่างทั้งร่างถูกลมดำสายหนึ่งพยุงลอยขึ้นฟ้า ก่อนจะออกแรงทุบกระแทกเข้าไปที่กลางหลังของนาง

ปึก!

ลมหมัดพัดพรู ปราณพลังดุดันกรรโชก กวาดผ่านอากาศจนเกิดเสียงดังกึกก้อง

เวลานี้กงผีหลัวยังเหลือลมหายใจรวยริน พลังชีวิตของผู้บำเพ็ญเพียรนั้นแข็งแกร่งกว่าคนธรรมดามากนัก แต่น่าเสียดายที่ต่อให้นางจะพยายามขยับเขยื้อนเรือนร่าง นางก็ไม่อาจหลบพ้นหมัดที่พุ่งเข้ามาจากด้านหลังอีกครั้งได้…

ตุบ! ท่ามกลางเสียงทึบหนัก แผ่นหลังโดนโจมตีอย่างหนักหน่วง เลือดลมตีกลับพุ่งทะลักขึ้นมาที่คอหอย กระดูกสันหลังมังกรแตกสลาย นางกระอักเลือดออกมาคำโตทันที

สติสัมปชัญญะของนางกลับตาลปัตร ทัศนวิสัยพลิกคว่ำ

ที่แท้ ร่างทั้งร่างของนางถูกแรงอัดกระแทกอย่างรุนแรงจนปลิวไปไกลกว่าสิบจั้ง กระดูกและกล้ามเนื้อทั่วร่างส่งเสียงลั่นเปรี๊ยะ ทวารทั้งเจ็ดก็มีเลือดพ่นออกมา ฝืนทนได้ไม่ถึงครู่ก็ขาดใจตาย

“นางตายแล้ว!”

เหอผิงมองดูศพที่อ่อนปวกเปียกของกงผีหลัว เมื่อรู้ว่าดวงไฟแห่งจิตวิญญาณของอีกฝ่ายมอดดับลงแล้ว มันก็ถือเป็นซากศพที่ตายสนิทอย่างแท้จริง

“สตรีผู้นี้รับมือยากทีเดียว หากไม่ใช่เพราะลอบโจมตี ข้าอยากจะสังหารนางซึ่งๆ หน้าก็คงไม่ง่ายนัก!”

แน่นอนว่าข้อแม้คือต้องไม่ใช้พลังมหาภัยสามตะวัน ไม่เช่นนั้นด้วยพลังต่อสู้ที่ใกล้เคียงขอบเขตบรรลุมรรคา หากต้องเผชิญหน้ากับศัตรูที่อยู่ต่ำกว่าขอบเขตบรรลุมรรคาทุกคน ตัวเขาก็สามารถระเบิดพลังสังหารคู่ต่อสู้ได้ภายในไม่กี่สิบลมหายใจ

‘เรื่องศพเดี๋ยวข้าจัดการเอง…’

ชือซินจื่อสื่อสารกับเหอผิงด้วยกระแสจิต ในห้วงทะเลจิตวิญญาณของเหอผิงก็มีเสียงที่เย็นชาและไร้ความรู้สึกของเขาดังขึ้น

‘คนผู้นี้เป็นคนของนิกายลับบูรพา ตายแล้วต้องกลบรอย ศิษย์น้องเจ้าล่วงหน้าไปก่อนเถิด ทางนี้ปล่อยให้ข้าจัดการเก็บกวาดเอง!’

เหอผิงย่อมไม่ต้องเกรงใจหุ่นเชิดมนุษย์ของตัวเอง หลังจากกงผีหลัวตายไป ขอแค่โยนความผิดไปให้ชือซินจื่อ ตัวเขาก็จะปลอดภัยไร้กังวล

เขาไม่ตอบคำ สีหน้าเย็นชาไร้ความรู้สึก ปลายเท้าแตะพื้นเบาๆ บินถอยหลังกลับไปพร้อมกับกายทิพย์เทพสิงโตเขียว เพียงพริบตาก็หายลับไปในป่าทึบอันมืดมิดและเงียบสงัด

จบบทที่ บทที่ 133 สังหารกงผีหลัว

คัดลอกลิงก์แล้ว