- หน้าแรก
- ผู้บำเพ็ญยุคสิ้นธรรม
- บทที่ 289~290 ไล่ตามพันลี้ เคล็ดกระบี่เหวินเทียน
บทที่ 289~290 ไล่ตามพันลี้ เคล็ดกระบี่เหวินเทียน
บทที่ 289~290 ไล่ตามพันลี้ เคล็ดกระบี่เหวินเทียน
บทที่ 289~290: ไล่ตามพันลี้ สลายจินตานทำลายอักขระ เคล็ดกระบี่เหวินเทียน
ในพริบตาที่จ้าวมูจี๋บุกทะลวงการปิดกั้นสัมผัสวิญญาณออกมา หวั่งอู๋เจียงก็สัมผัสได้ในทันที เนตรซ้อนมีวงพระจันทร์สีเลือดสว่างจ้าขึ้นมา สะท้อนภาพใบหน้าอันหมองคล้ำและซูบผอมของ “หวังโซ่วอวิ๋น”
เมื่อเห็นใบหน้านั้นอย่างชัดเจน เขาก็สีหน้าเปลี่ยนไป สัมผัสวิญญาณคำรามประดุจเสียงอสนีบาต: “เจ้าเดรัจฉาน เป็นเจ้านี่เองหรือ?!”
สัมผัสวิญญาณสีเลือดแปรสภาพเป็นเข็มแหลมนับหมื่นเล่มทิ่มแทงเข้ามา ทว่าเมื่อเข้าใกล้ร่างของจ้าวมูจี๋ในรัศมีสามจ้าง กลับพากันแตกสลายไปจนหมดสิ้น
หินสร่างเมาสามก้อนที่ไม่รู้ว่าลอยเด่นอยู่กลางอากาศตั้งแต่เมื่อใด ลายสุราสว่างจ้าประดุจดาราสีชาด ก่อตัวเป็นม่านป้องกันรูปสามเหลี่ยม
จ้าวมูจี๋ใช้นิ้วทั้งสองประสานเป็นกระบี่วาดผ่านหว่างคิ้ว กระบี่บินฮั่นพั่วพุ่งทะยานออกมา บดขยี้สัมผัสวิญญาณที่เหลือจนกลายเป็นหมอกสีแดงฟุ้งกระจายไปทั่วท้องฟ้า
“ไม่ถูกต้อง!”
หวั่งอู๋เจียงพลันหยุดชะงัก ผมสีขาวนิ่งสนิทท่ามกลางสายลมแรง สัญชาตญาณระดับจินตานสมบูรณ์ส่งสัญญาณเตือนอย่างบ้าคลั่ง
กระบวนท่าของ “หวังโซ่วอวิ๋น” ผู้นี้สูงส่งเกินไป ความเข้มข้นของสัมผัสวิญญาณเหนือกว่าหวังโซ่วอวิ๋นไปไกลมาก ถึงขั้นบรรลุระดับจินตานขั้นปลายแล้ว!
“จินตานขั้นปลาย...... วางแผนมานาน......”
ดวงตาของหวั่งอู๋เจียงมีแสงสีเลือดวับแวม สัมผัสวิญญาณกวาดเสาะหาไปทั่วรัศมีร้อยลี้
เขาเป็นคนเฒ่าเจ้าเล่ห์เพียงใด ย่อมตระหนักได้ทันทีว่าเรื่องนี้มีพิรุธ
การที่จะสามารถพาคนไปจากต่อหน้าต่อตาเขาได้นั้น ย่อมต้องมีการวางแผนมาอย่างยาวนาน
หวังโซ่วอวิ๋นผู้นี้ ย่อมต้องมีผู้อื่นจำแลงกายมาเป็นแน่!
จ้าวมูจี๋เห็นหวั่งอู๋เจียงเพียงใช้สัมผัสวิญญาณไล่ตาม ทว่าร่างกายยังคงวนเวียนอยู่ที่เขาป้าหลง ในใจก็พลันเคร่งขรึมขึ้น: “ตาเฒ่าผู้นี้...... ช่างรอบคอบและใจเย็นจริงๆ...... ถึงขั้นนี้แล้วยังมิยอมติดกับอีกหรือ? ดูเหมือนว่าจะต้องกระตุ้นให้มากกว่านี้เสียแล้ว”
ดวงตาของเขามีประกายแสงวาบขึ้นมา พลันหัวเราะร่าออกมาเสียงหนึ่ง แขนเสื้อสะบัดพริ้วมิติจำแลงจากวิชาหูกว่างพลันปรากฏออกมา
“หวั่งอู๋เจียง ดูซิว่านี่คือใคร!”
เมื่อแสงวิญญาณจางหายไป เงาร่างอันเย็นเยียบและงดงามยิ่งของฮวาชิงซวงก็ถูกเขาโอบไว้ในอ้อมกอด ชุดคลุมสีขาวราวหิมะพริ้วไสวไปตามลม
“ความหวังในอนาคตของตระกูลหวัง ถูกข้าพาตัวไปแล้ว”
เขาเอ่ยพลัน ในขณะที่ฮวาชิงซวงยังไม่ทันได้ตั้งตัว เขาก็พลันก้มลงจุมพิตที่หน้าผากของนางเข้าอย่างจัง
“เจ้าสุนัขเฒ่าเฝ้าบ้านคนนี้ ก็ได้แต่มองตาปริบๆ ไปเถิด!”
“ชิงซวง!!”
หวั่งอู๋เจียงดวงตาแทบจะฉีกขาด สัมผัสวิญญาณประดุจภูเขาไฟระเบิด
อักขระโลหิตที่เคยพันธนาการจินตานของฮวาชิงซวงไว้กลับิมีความเคลื่อนไหวใดๆ ยิ่งทำให้เขา ทั้งตกใจและโกรธแค้นทวีคูณ
ทว่าในชั่วพริบตา ร่างกายของเขากลับชะงักกะทันหัน: “ไม่ถูกต้อง...... เด็กนี่จงใจจะล่อข้าออกจากเขา!”
ในขณะที่หวั่งอู๋เจียงกำลังลังเล จ้าวมูจี๋ก็ยกยิ้มที่มุมปาก สะบัดมืออีกครั้ง
ฮวาเฟิ่งหญิงชราผมสีเงินก็ถูกเขาแบกขึ้นบ่า ทั้งย่าทั้งหลานถูกเขาพาเหาะทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้าไปพร้อมกัน
“หวั่งอู๋เจียง! เจ้าเฒ่ามิรักดีแม้แต่ของวิเศษประจำตระกูลยังรักษาไว้ไม่ได้ ยังมีหน้ามาโอ้อวดตนเองอยู่อีกหรือ?! เจ้ามิเอาสองย่าหลานตระกูลฮวานี้ ข้าก็จะเอาไปเอง ข้าแบกไปหมดนี่แหละ”
จ้าวมูจี๋หัวเราะร่า แสงกระบี่วับแวม ร่างกายประดุจสายฟ้าพุ่งทะยานไปไกล
“ไอ้เด็กเมื่อวานซืน เจ้ากล้าหรือ!!”
หวั่งอู๋เจียงพลันระเบิดโทสะออกมาในที่สุด
มิคิดเลยว่าแม้แต่ฮวาเฟิ่งก็ยังถูกไอ้คนคลั่งผู้นี้แบกไปได้ นี่มันคือการเหยียดหยามกันชัดๆ
“โฮก!”
เศียรของเซี่ยงอ๋องที่ใต้เท้าของเขาแผดร้องคำรามสะท้านฟ้า โซ่เหล็กสามสิบหกเส้นสั่นสะเทือนดังเคร้งคร้าง
เขาิมอาจสะกดกลั้นอารมณ์ได้อีกต่อไป ผมสีขาวพริ้วสยายประดุจงูร้าย โอบล้อมด้วยเจตจำนงสังหารอันมหาศาลพุ่งทะยานไล่ตามไป
“หากวันนี้ข้าิมอาจสับเจ้าเป็นหมื่นๆ ชิ้นได้ ข้าหวั่งอู๋เจียงสาบานว่าจะมิขอเป็นคน!”
ความกดดันระดับจินตานสมบูรณ์ระเบิดออกมาอย่างเต็มที่ ภูเขาป้าหลงทั้งลูกสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง
หวั่งอู๋เจียงในยามนี้ิมอาจสนใจแผนลวงใดๆ ได้อีก ในใจหลงเหลือเพียงความคิดเดียว
ย่อมต้องบดขยี้ไอ้คนที่บังอาจโอหังผู้นี้ให้กลายเป็นผุยผงให้จงได้!
ฟู่ว ฟู่ว ฟู่ว!!
หวั่งอู๋เจียงผมสีขาวพริ้วไสว เท้าย่ำไปบนความว่างเปล่า ใต้เท้ามีวงคลื่นสีเลือดระเบิดออกมา ร่างกายประดุจดาวตกสีเลือดที่ฉีกกระชากผืนนภา
บนใบหน้ามีเงาร่างเศียรของเซี่ยงอ๋องปรากฏออกมาอย่างดุร้าย เนตรซ้อนมีแสงสีเลือดโชติช่วง สั่นพ้อกับเศียรที่แท้จริงในเขาป้าหลงที่อยู่เบื้องหลัง ทำให้ความเร็วในการเหาะทะยานเพิ่มขึ้นไปอีกสามส่วน!
“เร็วมาก!”
ในใจของจ้าวมูจี๋เคร่งขรึมขึ้น สัมผัสได้เพียงกลิ่นอายอันชั่วร้ายเบื้องหลังที่ประดุจหนอนติดกระดูก รุกคืบเข้ามาอย่างรวดเร็ว
แม้เขาจะควบแน่นจินตานคู่ได้แล้ว และใช้วิชาควบคุมลมเหาะทะยานอย่างเต็มกำลัง ทว่าอย่างไรเสียหวั่งอู๋เจียงก็คือขอบเขตจินตานสมบูรณ์ อีกทั้งยังมีเศียรของเซี่ยงอ๋องคอยสนับสนุน ความเร็วในการเหาะทะยานจึงข่มเขาอยู่เล็กน้อย!
“ตาเฒ่าประหลาดผู้นี้...... ช่างรับมือยากจริงๆ!”
แววตาของเขาเข้มขึ้นิยอมออมมืออีกต่อไป พลันประสานอินบริกรรมคาถา คำรามเสียงต่ำ: “แยกปราณกระบี่ ทะยาน!”
“เคร้ง!!”
เสียงกระบี่กรีดร้องดังกังวานไปถึงชั้นเมฆ
ร่างกายของจ้าวมูจี๋พลันเลือนลาง รอบกายมีปราณกระบี่อันเจิดจรัสระเบิดออกมา ทั้งร่างประดุจแสงเลือนลางที่ฉีกกระชากฟ้าดิน ความเร็วพุ่งทะยานขึ้นอย่างบ้าคลั่ง!
“ไอ้เด็กน้อย อย่าคิดหนี!”
หวั่งอู๋เจียงถลันดวงตาจ้องเขม็ง แผดร้องคำรามสนั่นฟ้า
เขาจะยอมให้จ้าวมูจี๋หนีไปเช่นนี้ได้อย่างไร?
ฮวาชิงซวงมีความเกี่ยวข้องกับแผนการใหญ่ในการควบคุมเศียรของเซี่ยงอ๋อง ส่วนฮวาเฟิ่งก็คือตัวประกันสำคัญที่ตระกูลหวังใช้ควบคุมตระกูลฮวา!
หากสูญเสียทั้งสองคนนี้ไป แผนการนับพันปีของตระกูลหวังย่อมต้องพังทลายลงในพริบตา!
“วันนี้ต่อให้ต้องไล่ล่าไปจนสุดหล้าฟ้าเขียว ข้าก็จะสับเจ้าเป็นหมื่นๆ ชิ้นให้ได้!”
เขาขบฟันเร่งพลังเวทอย่างสุดกำลัง เปลวเพลิงสีเลือดรอบกายลุกโชนิยอมสูญเสียพลังจินตาน เร่งความเร็วขึ้นไปอีก กัดมิปล่อยเบื้องหลังร่างของจ้าวมูจี๋
ฟึ่บ ฟึ่บ!!
คนทั้งสองคนหนึ่งนำคนหนึ่งตาม ประดุจดาวตกสองดวงที่พุ่งผ่านผืนนภา มุ่งหน้าออกไปไกลนับพันลี้!
หวั่งอู๋เจียงยิ่งไล่ตามก็ยิ่งตระหนก ในใจมีเพลิงโทสะลุกโชน ทว่าก็มีความสงสัยแฝงอยู่เล็กน้อย
คนผู้นี้มองดูแล้วมีพลังเพียงระดับจินตานขั้นต้น ทว่าความเร็วในการเหาะทะยานกลับสามารถประชันกับเขาได้ ถึงขั้นมีทีท่าว่าจะสลัดหลุดเสียด้วยซ้ำ ไปมุดหัวมาจากซอกหินที่ไหนกันแน่?!
“ฆ่า! ไม่อาจเหลือไว้ได้!”
เขาพลิกมือหยิบยันต์ส่งสารออกมา สื่อสารด้วยจิตวิญญาณ คำรามเสียงกร้าว: “โซ่วเจิน! เสวียนอิน! รีบมาช่วยข้า!”
ยันต์มอดไหม้ไปจนสิ้น แปรสภาพเป็นแสงวิญญาณสองสายหายลับไป
ในยามนี้ เขาิมอาจมัวมานั่งคิดทบทวนว่าเบื้องหลังจ้าวมูจี๋จะมีกับดักใดรออยู่หรือไม่
การที่ฮวาชิงซวงและฮวาเฟิ่งถูกชิงตัวไปนั้น ก็คือการตัดรากแก้วของตระกูลหวัง ชิงเอาอนาคตและความหวังของตระกูลหวังไปเสียแล้ว!
วันนี้ ต่อให้อยู่ท่ามกลางภูเขาดาบทะเลเพลิง เขาก็จะย่อมต้องสั่งหารเด็กนี่เพื่อชิงตัวคนทั้งสองกลับมาให้ได้!
...
ในเวลาเดียวกัน ท่ามกลางป่าร้างที่อยู่ห่างออกไปห้าร้อยลี้
“ล่อออกมาได้จริงๆ หรือ!?”
ผู้อาวุโสสี่แห่งสำนักกระบี่กิเลน ผมและหนวดเคราถูกความกดดันวิญญาณที่ถาโถมเข้ามาจนตั้งชัน
ผู้อาวุโสห้าที่อยู่ข้างกายเขายิ่งหน้าถอดสี มองเห็นดวงตะวันที่เจิดจรัสไกลๆ โอบล้อมด้วยพลังวิญญาณอันมหาศาลบดขยี้ผ่านผืนนภามา
ทุกที่ที่ผ่านไปภูเขาต่างสั่นสะเทือน ต้นไม้โบราณหักสะบั้น
ท่ามกลางแสงสีทอง มองเห็นเงาร่างผมสีขาวพริ้วไสวของหวั่งอู๋เจียงได้อย่างเลือนลาง
“จ้าวมูจี๋ผู้นั้นถึงขั้นล่อหวั่งอู๋เจียงออกมาได้จริงๆ!”
ผู้อาวุโสห้าลำคอแห้งผาก จ้องเขม็งไปยังแสงกระบี่ที่พุ่งผ่านไปประดุจสายฟ้าฟาดท่ามกลางการไล่ล่าของแสงสีทอง “รีบไปเชิญท่านประมุขเหวินเทียน!”
“เริ่มค่ายกล!”
คนทั้งสองคำรามขึ้นพร้อมกัน ผลึกวิญญาณเจ็ดสิบสองก้อนสว่างจ้าขึ้นมาทันที
ค่ายกลเคลื่อนย้ายที่จารึกไว้บนพื้นพลันปรากฏแสงสีเงินเจิดจรัสออกมา
หินวิญญาณยุคโบราณสิบกว่าก้อนรวมถึงหินความว่างเปล่าที่ฝังอยู่ในเส้นอาคมพากันระเบิดออกทิ้งละก้อน
พายุหมุนพลังวิญญาณประดุจวาฬยักษ์ที่สูดกลืนพลังวิญญาณจนหมดสิ้น
ค่ายกลนี้เดิมทีถูกวางไว้ตามมาตรฐานระดับจินตานสมบูรณ์ ทว่าบัดนี้กลับส่งเสียง “เอี๊ยดอ๊าด” ราวกับรับน้ำหนักมิไหวเนื่องจากพลังควบคุมไม่เพียงพอ
ห่างออกไปนับพันลี้ ณ เขตต้องห้ามของสำนักกระบี่กิเลน
“วูบ!!”
กระบี่หยกที่แขวนอยู่ที่เอวของโม่เวิ่นเจี้ยนพลันหลุดออกจากฝักมาสามนิ้ว เสียงกระบี่แผดร้องประดุจมังกรคำราม
“มาแล้วหรือ!?”
เขาเงยหน้าขึ้นในทันที เห็นเพียงค่ายกลเคลื่อนย้ายนอกหุบเขาสว่างจ้าประดุจดวงจันทร์กระจ่าง ความว่างเปล่าภายในค่ายกลบิดเบี้ยวพังทลาย ปรากฏอักษรคำว่า “เร็ว” ที่ผู้อาวุโสสี่เขียนไว้ด้วยโลหิตลอยเด่นออกมาเอง!
“เจี้ยนจวิน!” โม่เวิ่นเจี้ยนคำรามเรียกอย่างร้อนรน สิ้นเสียงคำราม......
“วูบ!”
แสงกระบี่สว่างจ้าสายหนึ่งพุ่งทะยานออกมาจากส่วนลึกของหุบเขาเร้นลับ ทุกที่ที่ผ่านไปเมฆาพลันมลายม่านหมอกพลันแยกออก
เงาร่างของเจี้ยนจวินเหวินเทียนยังอยู่ห่างออกไปนับสิบจ้าง ทว่าเจตจำนงกระบี่ที่หนาวเหน็บกลับทำให้คิ้วและขนตาของโม่เวิ่นเจี้ยนปกคลุมไปด้วยเกล็ดน้ำแข็ง
“ไอ้เด็กนี่...... ถึงขั้นทำงานใหญ่ได้สำเร็จจริงๆ!”
นักบำเพ็ญกระบี่ชุดขาวอิไพร่หลังยืนอยู่เบื้องหน้าค่ายกล ใบหน้าที่เลือนลางส่งเสียงหัวเราะเบาๆ ออกมา
ในพริบตาต่อมา เขาก็ย่ำเท้าลงบนจุดศูนย์กลางค่ายกลเบาๆ
“ตูม!”
หุบเขาทั้งลูกสั่นสะเทือนปฐพีไหวเอน พื้นดินรอบค่ายกลเคลื่อนย้ายรัศมีสามจ้างทรุดฮวบลงไปทันที
หินความว่างเปล่าที่คอยรองรับค่ายกลพังทลายกลายเป็นผุยผงพร้อมๆ กัน
ทว่าเงาร่างของเจี้ยนจวินเหวินเทียนกลับแปรสภาพเป็นสายรุ้งกระบี่สายหนึ่งที่ฉีกกระชากฟ้าดินท่ามกลางผงธุลีของหินวิญญาณ พุ่งหายเข้าไปในค่ายกลในชั่วพริบตา!
...
ฟึ่บ!!
เหนือทุ่งร้างอันกว้างใหญ่ กระบี่บินฮั่นพั่วประดุจดาวตกสีน้ำเงินครามสายหนึ่งฉีกกระชากฟ้าดิน จ้าวมูจี๋พาคนทั้งสองเหาะทะยานหนี กระบี่บินฮั่นพั่วแทบจะเสียดสีกับอากาศจนควันขึ้น
ระหว่างทางเขาใช้โอสถพฤกษานภาไปสองเม็ดติดต่อกันเพื่อฟื้นฟูสัมผัสวิญญาณ อีกทั้งยังอาศัยมิติวิชาหูกว่างคอยเติมพลังวิญญาณ เรียกได้ว่าทุ่มเทสุดกำลัง จนสามารถรักษาระยะห่างไว้ได้ที่สามร้อยลี้มาโดยตลอด
เบื้องหลังห่างออกไปสามร้อยลี้
“ไอ้เด็กน้อย!!”
เสียงคำรามของหวั่งอู๋เจียงสั่นสะเทือนม่านเมฆจนพังทลาย ผมสีขาวพริ้วสยายประดุจงูร้ายที่คลุ้มคลั่ง
นิ้วมือที่เหี่ยวแห้งทั้งห้ากำแน่นเข้าหากัน หอกยาวสีแดงฉานทั้งเล่มพุ่งทะยานออกจากแขนเสื้อ
ไออหังการแห่งโลหิตที่พันธนาการอยู่รอบตัวหอกพลันจุดชนวนอากาศจนลุกโชน แปรสภาพเป็นอสนีบาตสีเลือดสายหนึ่งพาดผ่านผืนนภา!
“ตูม!”
ทุกที่ที่หอกยาวพุ่งผ่าน ม่านเมฆรัศมีร้อยลี้ประดุจผ้าที่ถูกฉีกขาด
คลื่นความร้อนที่เกิดจากการเสียดสีด้วยความเร็วสูงหลอมละลายอากาศตามทางจนกลายเป็นหางพายุเพลิง เมฆาคลื่นเสียงที่พุ่งออกมาจากปลายหอกประดุจดอกบัวที่เบ่งบาน สั่นสะเทือนผืนป่าเบื้องล่างจนราบพณาสูรประดุจคลื่นยักษ์
พุ่งมาถึงในพริบตา!
“ฉึก!!”
ปลายหอกสีเลือดยังไม่ทันถึงตัว เจตจำนงสังหารอันเยือกเย็นก็ฉีกกระชากฟ้าดินเสียก่อน ประดุจหนามแหลมที่มองมิเห็นซึ่งควบแน่นมาจากเปลวเพลิง ทิ่มแทงลงบนแผ่นหลังของจ้าวมูจี๋เข้าอย่างจัง
ร่างกายของเขาพลันทรุดฮวบลง ชุดคลุมยาวที่ปกป้องร่างกายแผ่รังสีออกมาจากแผ่นหลังก่อนจะระเบิดออกจนขาดวิ่น
“เหิม!”
จ้าวมูจี๋พ่นลมหายใจสีขาวออกมาสองสาย พลังวิญญาณโลหิตอหังการภายในกายโคจรซ่อนเร้น กล้ามเนื้อภายใต้ชุดคลุมบางๆ ประดุจมังกรและงูยักษ์ที่บิดตัว กระดูกสันหลังประดุจมังกรยักษ์แผดร้องลั่น อาศัยร่างกายนักบำเพ็ญบู๊ฝืนต้านรับพลังอันเฉียบคมนี้ไว้
ถึงขั้นสามารถรักษาระยะห่างไว้ได้อีกครั้งในจังหวะวิกฤต
“ตูม!!”
เบื้องหลังมีเสียงระเบิดดังสนั่นสั่นประสาท
หอกยาวสีเลือดนั่นสุดท้ายก็ยังช้าไปก้าวหนึ่ง คลื่นอากาศอันบ้าคลั่งที่พุ่งออกมาจากปลายหอกประดุจมังกรที่ดุร้ายพุ่งเข้าใส่ ทว่าเมื่อสัมผัสถูกร่างของจ้าวมูจี๋ในรัศมีสามจ้าง กลับถูกม่านป้องกันลมปราณสีเขียวจางๆ นับสิบชั้นที่เกิดจากวิชาควบคุมลมขวางกั้นไว้
“เพล้ง เพล้ง!”
ม่านป้องกันลมปราณแตกกระจายประดุจแก้วผลึก พลังทำลายล้างที่หลงเหลืออยู่กระแทกลงบนชุดคลุมยาว ทว่ากลับทำให้เกิดเพียงระลอกคลื่นน้ำกระเพื่อมเท่านั้น
ร่างกายอันแข็งแกร่งในระดับขอบเขตขวัญบู๊ขั้นปลาย จะถูกพลังที่หลงเหลือเพียงเล็กน้อยเช่นนี้สั่นคลอนได้อย่างไร?
“เจ้าสุนัขเฒ่า มีความสามารถเพียงเท่านี้หรือ?”
จ้าวมูจี๋หันไปเย้ยหยัน พลันวาดนิ้วประสานอินโดยิมหันกลับไปมอง
“เคร้ง!”
กระบี่ฮั่นพั่วพุ่งทะยานออกจากแขนเสื้อ ตัวกระบี่โอบล้อมด้วยไอเย็นยะเยือก จารึกกำแพงน้ำแข็งสีน้ำเงินครามไว้เป็นทางเบื้องหลัง
ในเวลาเกือบจะพร้อมกันนั้นเอง
“ตูม ตูม ตูม!”
เสาอากาศสีแดงฉานประดุจโลหิตสามสายระเบิดออกมาจากหอกยาว ประดุจมังกรพิษที่พุ่งเข้าใส่
กำแพงน้ำแข็งนับสิบชั้นระเบิดออกในพริบตา
ในจังหวะที่ของวิเศษทั้งสองปะทะกัน กระบี่ฮั่นพั่วก็สั่นสะเทือนพลันพุ่งย้อนกลับมา
พลังทำลายล้างจากการปะทะกันนั้นกดทับลงมาประดุจสวรรค์ถล่ม
ยอดเขาที่สูงร้อยจ้างเบื้องล่างส่งเสียง “ครืน” ยอดเขาถูกสับจนแหว่งหายไปถึงสามจ้าง!
ท่ามกลางเศษหินที่พวยพุ่งพรางหมู่เมฆ ร่างของจ้าวมูจี๋พลันชะงักไปเล็กน้อย ความเร็วก็ลดลงไปหลายส่วน
“มูจี๋ ให้ข้าสลายจินตานเถิด!”
ฮวาชิงซวงเฝ้าดูการต่อสู้อย่างร้อนรน หัวใจเต้นแรงิรู้ว่าเป็นเพราะถูกจ้าวมูจี๋จุมพิตไปก่อนหน้านี้ หรือว่าเป็นเพราะตื่นเต้นเกินไปกันแน่ ในยามนี้ชุดคลุมสีขาวราวหิมะสะบัดพริ้วโดยไร้ลม พลันเอ่ยปากเตือนขึ้น
“ิได้ ยังไม่ถึงเวลา!”
จ้าวมูจี๋พลันประสานอินกระบี่ สะบัดแขนเสื้อเก็บฮวาชิงซวงและฮวาเฟิ่งเข้าไปในมิติวิชาหูกว่างอีกครั้ง
เงาร่างแปรสภาพเป็นแสงกระบี่ เร่งความเร็วขึ้นอีกสามส่วน ทะยานหนีไปยังจุดหมายต่อไป
“จะหนีไปที่ใด!!”
หวั่งอู๋เจียงผมสีขาวพริ้วสยาย ย่ำไปบนเศียรของเซี่ยงอ๋องพุ่งทะยานผ่านฟ้ามา
เพียงแค่จังหวะที่ชะงักไปครู่เดียวนั้น ระยะห่างของทั้งสองฝ่ายก็ร่นเข้ามาเหลือเพียงสองร้อยลี้แล้ว!
“ตูม!”
สัมผัสวิญญาณระดับจินตานสมบูรณ์ประดุจคลื่นสึนามิถาโถมเข้ามา จนความว่างเปล่าถึงขั้นบิดเบี้ยว
จ้าวมูจี๋เส้นเลือดที่ลำคอปูดโปน เงาร่างเศียรของเซี่ยงอ๋องบนใบหน้าพลันควบแน่นจนแข็งแกร่งขึ้นมาทันที: “มา!”
เนตรซ้อนมีวงพระจันทร์สีเลือดหมุนวน แกนกลางสัมผัสวิญญาณทั้งสี่ระเบิดพลังออกมาพร้อมกัน
สัมผัสวิญญาณแปรสภาพเป็นกระบี่ พุ่งเข้าปะทะอย่างองอาจ!
“ตูม!!”
ในพริบตาที่สัมผัสวิญญาณทั้งสองสายปะทะกัน ความว่างเปล่าพลันระเบิดออกเป็นวงคลื่นที่มองิมเห็น
ร่างกายของจ้าวมูจี๋สั่นสะเทือนอย่างรุนแรง ทวารทั้งเจ็ดมีโลหิตสีทองไหลซึมออกมาพร้อมกัน
ภายในห้วงสมุทรสติ แกนกลางสัมผัสวิญญาณทั้งสี่ราวกับถูกอสนีบาตฟาดใส่ สั่นสะเทือนอย่างรุนแรงท่ามกลางการห่อหุ้มของเจตจำนงกระบี่นิพพานและเจตจำนงกระบี่โลหิตอหังการ จนเกือบจะแตกสลาย
ทว่าฝั่งตรงข้ามนั้น......
“หือ?!”
หวั่งอู๋เจียงผมสีขาวพริ้วสยาย วงพระจันทร์สีเลือดในเนตรซ้อนพลันปรากฏร่องรอยความมึนงงขึ้นมาชั่วครู่
สัมผัสวิญญาณอันสมบูรณ์ที่ถาโถมไปทั่วทั้งปฐพีประดุจกระแสน้ำที่ไหลย้อนกลับ ถูกฉีกทึ้งจนเกิดรอยแยกสายหนึ่ง
เจตจำนงกระบี่นิพพานประดุจหนามแหลมที่ทิ่มแทง เจตจำนงกระบี่อันประหลาดที่ผสมผสานระหว่างความสิ้นหวังและการเกิดใหม่ ทำให้ห้วงสมุทรสติระดับจินตานสมบูรณ์ของเขาเกิดระลอกคลื่นขึ้นมา
“ไอ้เด็กเมื่อวานซืน......”
หวั่งอู๋เจียงสีหน้าหมองคล้ำ มือที่เหี่ยวแห้งทาบลงบนหว่างคิ้ว
ในช่วงเวลาที่ล่าช้าไปนี้ ระยะห่างของทั้งสองฝ่ายร่นเข้ามาเหลือเพียงหนึ่งร้อยห้าสิบลี้แล้ว!
ในช่วงเวลาแห่งความเป็นความตายนี้นั้นเอง......
สัมผัสวิญญาณอันแข็งแกร่งของหวั่งอู๋เจียงก็ได้กวาดไปพบเห็นค่ายกลเคลื่อนย้ายบนพื้นดินที่กำลังมีพายุหมุนพลังวิญญาณสว่างจ้าขึ้นมาพอดี
“ค่ายกลเคลื่อนย้าย!?”
รูม่านตาของเขาหดเล็กลง ภายในแขนเสื้อพลันมีกระจกโบราณทองสัมฤทธิ์บานหนึ่งพุ่งออกมา
ผิวหน้ากระจกส่งเสียง “แคร่กๆ” ปรากฏรอยร้าวประดุจใยแมงมุม พลันสาดแสงสีเขียวอันน่าสะพรึงกลัวออกมา
ทว่าเงาร่างภายในพายุหมุนพลังวิญญาณของค่ายกลเคลื่อนย้ายกลับปรากฏออกมาให้เห็นแล้ว
“เคร้ง!”
เสียงกระบี่กรีดร้องอย่างแจ่มชัดดังมาจากสวรรค์เก้าชั้นฟ้า
สวรรค์ พลันแตกสลายแล้ว
“ตูม”
ผืนนภาพลันฉีกขาดจนเกิดเส้นสีเงินสายหนึ่ง พลันบดขยี้แสงสีเขียวจากกระจกโบราณจนมลายหายไป ในชั่วพริบตาแปรสภาพเป็นปราณกระบี่นับหมื่นสายสาดเทลงมา
เงาร่างของเจี้ยนจวินเหวินเทียนยังไม่ทันปรากฏ แสงกระบี่นั้นก็ประดุจดารานับหมื่นดวงในทางช้างเผือกทอดตัวลงมา แสงแต่ละสายล้วนแฝงไปด้วยเจตจำนงกระบี่อันเฉียบคมที่สามารถตัดขาดขุนเขาและลำน้ำได้
“การแยกปราณกระบี่?!”
หวั่งอู๋เจียงผมสีขาวพริ้วสยาย วงพระจันทร์สีเลือดในเนตรซ้อนหมุนวนอย่างบ้าคลั่ง
เขาเหยียบลงบนความว่างเปล่าอย่างแรง เศียรของเซี่ยงอ๋องแผดร้องคำรามสะท้านฟ้า: “หลี่เหวินเทียน! เจ้ากล้าลงมือกับตระกูลหวังของข้าเชียวหรือ......”
ยังไม่ทันสิ้นเสียง เงากระบี่นับหมื่นก็พุ่งมาอยู่ตรงหน้าแล้ว
“เคร้ง! เคร้ง! เคร้ง!”
หวั่งอู๋เจียงมือทั้งสองข้างกำแน่น
โซ่อันโลหิตสามสิบหกเส้นพุ่งทะยานออกจากแขนเสื้อ ควบแน่นกลายเป็นหอกโลหิตอยู่กลางอากาศ
ปลายหอกสั่นสะเทือนพร่ามัวแปรสภาพเป็นเงาโลหิตนับหมื่นสาย
แต่ละสายล้วนโอบล้อมด้วยกลิ่นอายอหังการที่ฉีกกระชากความว่างเปล่า พุ่งเข้าปะทะกับแสงกระบี่ที่ถาโถมเข้ามาอย่างองอาจ
ในพริบตาที่กระบี่และหอกปะทะกัน ฟ้าดินทั้งใบก็พลันเงียบสงัดลง
“ตูม!!!”
ท่ามกลางเสียงระเบิดอันกึกก้องจนหูแทบดับ คลื่นทำลายล้างที่มองเห็นได้ด้วยตาเปล่ากระจายออกไปประดุจระลอกคลื่นน้ำ
ป่าเขาเบื้องล่างฉีกขาดออกจากกันในทันที ต้นไม้โบราณจำนวนมากถูกถอนรากถอนโคน และระเบิดออกจนกลายเป็นผุยผงกลางอากาศ กิ่งไม้และใบไม้ที่แหลกสลายปลิวกระจายไปทั่ว
เตรียมเปิดค่ายกลนี้ในช่วงเวลาแห่งความเป็นความตายนี้นั้นเอง......
“กัก!”
จ้าวมูจี๋พลันประสานอินคำรามกร้าว วิชากักปราณแปรสภาพเป็นพันธนาการที่มองมิเห็นพันธนาการไปทั่วร่างของหวั่งอู๋เจียง
ร่างของตาเฒ่าหวั่งพลันชะงักไปชั่วครู่ เงาหอกโลหิตนับหมื่นที่ลอยอยู่กลางอากาศพลันปรากฏช่องโหว่เล็กๆ ขึ้นมา
“ดี!”
น้ำเสียงของเจี้ยนจวินเหวินเทียนราวกับดังมาจากสวรรค์เก้าชั้นฟ้า
ิรู้ว่าเงาร่างนั้นทะยานขึ้นสู่ผืนนภาตั้งแต่เมื่อใด เห็นเพียงแสงกระบี่นับหมื่นสายพลันหดตัวกลับมารวมกันอยู่ที่เบื้องหน้าของเขา แปรสภาพเป็นมังกรเงินที่เจิดจรัสถึงขีดสุดสายหนึ่ง
ทุกที่ที่แสงกระบี่พุ่งผ่าน ความว่างเปล่าล้วนถูกเชือดเฉือนจนเกิดรอยร้าวสีดำทมิฬ พุ่งตรงไปยังลำคอของหวั่งอู๋เจียงด้วยความเร็วที่เหนือกว่าจินตนาการ!
“โฮก!!”
ในช่วงเวลาแห่งความเป็นตาย ใบหน้าของหวั่งอู๋เจียงพลันปรากฏเงาร่างเศียรของเซี่ยงอ๋องที่สมบูรณ์แบบออกมา
วงพระจันทร์สีเลือดในเนตรซ้อนสาดแสงสีแดงอันเจิดจรัสออกมา รอบกายพลันระเบิดหมอกโลหิตฟุ้งกระจายไปทั่วท้องฟ้าในทันที
หมอกนั้นราวกับมีชีวิตพวยพุ่งวนเวียนอยู่ ถึงขั้นทำให้ร่างกายกลายเป็นภาพลวงตาได้ในจังหวะวิกฤต
“ฉึก!”
แสงกระบี่มังกรเงินแทงทะลุหมอกโลหิตจนชะงักไปเล็กน้อย ทว่าสุดท้ายก็ยังคงตัดเอาแสงโค้งสีแดงสายนึงกระเด็นออกมาได้อยู่ดี
ฉึก!!
หวั่งอู๋เจียงแผดร้องออกมาด้วยความเจ็บปวด แขนซ้ายถูกตัดขาดจนถึงหัวไหล่!
“ฆ่า!”
ในเวลาเกือบจะพร้อมกันนั้นเอง ร่างของจ้าวมูจี๋ก็แปรสภาพเป็นสายรุ้งกระบี่สีทองผสมแดงสายหนึ่ง
เจตจำนงกระบี่นิพพานถูกกระตุ้นออกมาอย่างเต็มกำลัง คมกระบี่ยังไม่ทันถึงตัว เจตจำนงสังหารอันเฉียบคมนั้นก็ทำให้หมอกโลหิตพวยพุ่งอย่างบ้าคลั่ง
ประกายเย็นเยียบขาวโพลนประดุจดาวตกพุ่งลงสู่พื้นดิน ไล่ตามแสงกระบี่เหวินเทียนแทงทะลุเข้าไปในส่วนที่หนาแน่นที่สุดของหมอกโลหิต!
“ตูม!”
ภายในหมอกโลหิตมีเสียงระเบิดดังประดุจฟ้าร้อง
ราวกับมีคมดาบอันเยี่ยมยอดสองสายมาปะทะกันในพื้นที่อันน้อยนิด บดขยี้ความว่างเปล่าบริเวณนั้นจนแตกสลาย ทว่าสิ่งที่ถูกตัดขาดไปกลับเป็นเพียงเงาลวงตาเท่านั้น
จ้าวมูจี๋สีหน้าเปลี่ยนไป สัมผัสได้เพียงว่าภายในหมอกโลหิตรอบๆ กายนั้นราวกับมีเนตรซ้อนนับไม่ถ้วนจ้องมองอยู่ พลันตระหนักได้ทันทีว่า เมื่อครู่นี้เขาติดกับวิชาเนตรของหวั่งอู๋เจียงเข้าเสียแล้ว
“ไอ้เด็กน้อย ข้าคอยเจ้ามานานแล้ว!”
ท่ามกลางหมอกโลหิต หวั่งอู๋เจียงผมสีขาวพริ้วสยายแผดร้องคำราม ร่างกายที่แข็งแกร่งพลันขยายใหญ่ขึ้นอีกสามนิ้ว ประดุจเทพมารในยุคโบราณที่ตื่นขึ้นจากการหลับใหล
ความกดดันอันน่าหวาดกลัวระดับจินตานสมบูรณ์พวยพุ่งออกมาประดุจคลื่นยักษ์ในมหาสมุทรที่บ้าคลั่ง อากาศในรัศมีร้อยจ้างพลันแข็งตัวในพริบตา ทำให้ผู้คนรู้สึกอึดอัดจนแทบหายใจิออก
“เคร้ง!”
หอกยาวสีเลือดฉีกกระชากฟ้าดิน ปลายหอกสาดแสงสีเลือดเจิดจรัสออกมา ประดุจมังกรพิษที่พุ่งออกจากถ้ำแทงตรงไปยังลำคอของจ้าวมูจี๋
กระบวนท่านี้รวดเร็วประดุจสายฟ้า ไออหังการแห่งโลหิตที่พันธนาการอยู่รอบตัวหอก ถึงขั้นควบแน่นกลายเป็นเงาโซ่เหล็กสีเลือดสามสิบหกเส้นกลางอากาศ ปิดตายทางหนีทุกทิศทาง
จ้าวมูจี๋รีบประสานอินบริกรรมคาถา ปราณกระบี่วนเวียนปกป้องร่างกาย
ในพริบตาที่กระบี่บินฮั่นพั่วเข้าปะทะกับหอกโลหิต ตัวกระบี่ก็สั่นสะเทือนอย่างรุนแรง พลันกรีดร้องออกมาอย่างโศกเศร้า
ร่างของจ้าวมูจี๋ถูกบีบให้ปรากฏออกมาจากแสงกระบี่ มุมปากมีโลหิตไหลซึมออกมาสายหนึ่ง
“หากวันนี้ิสับเจ้ามาสกัดดวงวิญญาณแล้วล่ะก็ ย่อมยากจะระงับความแค้นในใจของข้าได้!”
หวั่งอู๋เจียงยกยิ้มอย่างดุร้ายพลันประสานอิน หมอกโลหิตทั่วท้องฟ้าพลันหดตัวกลับคืนมา
โซ่อันโลหิตสามสิบหกเส้นนั่นจากเงาลวงตากลายเป็นของจริง พวยพุ่งวนเวียนประดุจมีชีวิต โซ่แต่ละข้อล้วนปรากฏอักขระโบราณออกมา แผ่กลิ่นอายอันน่าหวาดกลัวที่สามารถพันธนาการดวงวิญญาณออกมา
“ไอ้เด็กนี่...... แม้จะบรรลุการแยกปราณกระบี่แล้ว ทว่ากลับิมทราบถึงความร้ายกาจของหวั่งอู๋เจียงผู้นี้เลย!”
นอกม่านหมอกโลหิต เจี้ยนจวินเหวินเทียนวาดนิ้วกระบี่ค้างไว้กลางอากาศ ขมวดคิ้วแน่น
แสงกระบี่อันยิ่งใหญ่ที่เตรียมการไว้นั้นสั่นสะเทือนเบาๆ
หากกระบี่นี้ฟาดฟันลงไป เกรงว่าแม้แต่จ้าวมูจี๋ก็คงจะถูกลูกหลงไปด้วย
ท่ามกลางหมอกโลหิต ในจังหวะแห่งความเป็นตายนั้นเอง วงพระจันทร์สีเลือดในเนตรซ้อนของจ้าวมูจี๋ก็สว่างวาบขึ้นมา!
“ตัดกระแส!”
เขาใช้นิ้วมือประสานเป็นกระบี่
เคล็ดวิชาอันลึกล้ำสายหนึ่งวาดผ่านความว่างเปล่า
แสงสีเขียวที่พุ่งออกจากปลายนิ้วประดุจมีดของพ่อครัวที่แร่เนื้อโคได้อย่างแม่นยำ เชือดเฉือนลงบนจุดเชื่อมต่อของอักขระบนโซ่เหล็กได้อย่างพอดิบพอดี
“ฉึก!!”
โซ่โลหิตที่ลอยอยู่เต็มท้องฟ้าพากันขาดสะบั้นลงตามเสียง แปรสภาพเป็นห่าฝนโลหิตที่มีกลิ่นเหม็นคาวสาดเทลงมา ร่างของจ้าวมูจี๋พลันแปรสภาพเป็นแสงกระบี่พุ่งออกจากขอบเขตของหมอกโลหิตในชั่วพริบตา
“อะไรกัน!?”
รูม่านตาของหวั่งอู๋เจียงหดเล็กลง เห็นได้ชัดว่าเขาคาดมิถึงว่าวิชาลับประจำตระกูลของตนจะถูกทำลายได้อย่างง่ายดายเพียงนี้
“ดี!!”
ประกายแสงในดวงตาของเจี้ยนจวินเหวินเทียนพุ่งสูงขึ้น นิ้วกระบี่ที่ค้างไว้พลันฟาดฟันลงมาอย่างเด็ดขาด
“ตูม!”
เหนือสวรรค์เก้าชั้นฟ้า แสงกระบี่อันเจิดจรัสประดุจทางช้างเผือกทอดตัวลงมา
แสงกระบี่นั้นพลันม้วนตัวแยกออกไปกลางอากาศ แปรสภาพเป็นปราณกระบี่อันละเอียดประดุจสายฟ้าฟาดนับหมื่นสายตกลงสู่หมอกโลหิต แสงแต่ละสายล้วนแฝงไปด้วยเจตจำนงกระบี่อันเฉียบคมที่สามารถตัดขาดขุนเขาและลำน้ำได้
ฉึก!!
หมอกโลหิตราวกับถูกสายฟ้าฟาดลงมาจนกลายเป็นรากไม้ พลันถูกชำระล้างจนสะอาดหมดจดในพริบตา!
“มิทำ!”
หวั่งอู๋เจียงคำรามพลางกางม่านป้องกันวิญญาณโลหิตอหังการขึ้นมา ทว่ากลับถูกท่ามกลางห่าฝนกระบี่ฟาดฟันจนเนื้อหนังมังสาปลิวกระจาย
บนร่างกายอันแข็งแกร่งที่ประดุจของวิเศษนั้นพลันปรากฏรอยกระบี่ลึกจนเห็นกระดูกนับไม่ถ้วน
“สับ!”
จ้าวมูจี๋รีบทะยานร่างย้อนกลับมา ร่างกายแปรสภาพเป็นสายลม เคล็ดกระบี่แปรเปลี่ยน กระบี่บินฮั่นพั่วระเบิดแสงเย็นเยียบอันเจิดจรัสออกมาอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
ตัวกระบี่วาดผ่านวิถีอันลึกล้ำกลางอากาศ ถึงขั้นแฝงไปด้วยกลิ่นอายของเจตจำนงกระบี่นิพพานอยู่หลายส่วน ประดุจสายรุ้งสีขาวที่พุ่งทะลวงดวงตะวันแทงตรงไปยังหัวใจของหวั่งอู๋เจียง!
“เคร้ง!!”
เสียงปะทะกันของโลหะดังกึกก้องไปถึงชั้นเมฆ
ในพริบตาที่คมกระบี่สัมผัสถูกร่างกาย จ้าวมูจี๋ก็สีหน้าเปลี่ยนไปอย่างมหาศาล
ร่างกายที่มองดูเหมือนจะแหลกสลายของหวั่งอู๋เจียงนั่น กลับแข็งแกร่งประดุจเหล็กกล้าเทพเจ้า ความเฉียบคมของของวิเศษกระบี่ฮั่นพั่วนั้น กลับแทงทะลุเข้าไปได้เพียงสามนิ้วก็ิมอาจคืบหน้าไปได้อีก
“ขอบเขตจินตานรูปกายแท้?!”
ในใจของเขาสั่นสะท้านอย่างรุนแรง เพิ่งจะตระหนักได้ในยามนี้ว่าระดับพลังของนักบำเพ็ญบู๊หวั่งอู๋เจียงนั้น ถึงขั้นบรรลุระดับขอบเขตจินตานรูปกายแท้อันน่าหวาดกลัวที่เทียบเท่ากับนักบำเพ็ญบู๊จินตานได้แล้ว
แสงสีทองที่ไหลเวียนอยู่ใต้ผิวหนังนั่น เห็นได้ชัดว่าเป็นการขัดเกลาร่างกายจนถึงขีดสุด ย่อมต้องเป็นเพราะอาศัยเศียรของเซี่ยงอ๋องในการบำเพ็ญเพียรมานานหลายปีแน่นอน
“แคร่ก!”
นิ้วมือที่เหี่ยวแห้งประดุจเหล็กกล้าทั้งห้าของหวั่งอู๋เจียงพลันหุบเข้าหากัน ถึงขั้นหนีบกระบี่บินฮั่นพั่วไว้ในอุ้งมือได้อย่างแน่นหนา
ตัวกระบี่สั่นสะเทือนอย่างรุนแรง แผดร้องออกมาอย่างโศกเศร้า แสงกระบี่สีน้ำเงินครามระเบิดออกมาในอุ้งมือของหวั่งอู๋เจียง ทว่ากลับไม่อาจหนีพ้นจากนิ้วมือที่แข็งแกร่งประดุจเหล็กกล้านั้นได้เลย
“เจี้ยนจวินเหวินเทียน!”
หวั่งอู๋เจียงผมสีขาวพริ้วสยาย เงาร่างเศียรของเซี่ยงอ๋องบนใบหน้าพลันควบแน่นจนแข็งแกร่งขึ้นมาทันที วงพระจันทร์สีเลือดในเนตรซ้อนหมุนวน หัวเราะอย่างดุร้ายว่า: “ยามนี้ยังคงเป็นยุคสิ้นอาคม เป็นโลกของนักบำเพ็ญบู๊! ลำพังเพียงเจ้ากับกระบี่ของไอ้เด็กนี่ สังหารข้าิมได้หรอก!”
ยังไม่ทันสิ้นเสียง เขาก็ลงแรงที่ฝ่ามือทันที ตัวกระบี่ฮั่นพั่วส่งเสียง “แคร่กๆ” ถึงขั้นถูกบีบจนเกิดรอยร้าวนับไม่ถ้วน
“อย่างนั้นหรือ!?”
ในยามนี้เอง เจี้ยนจวินเหวินเทียนที่มีใบหน้าประดุจหินสลักอันประณีต ดวงตาทั้งสองคู่สาดประกายแสงเจิดจรัส ชุดขาวพริ้วไสว ก้าวเดินออกมาก้าวหนึ่ง
ในอากาศพลันปรากฏคลื่นพลังวิญญาณอันน่าทึ่งกระจายออกไปเป็นวงกว้างในทันที
“ตูม!”
ฟ้าดินแปดทิศพลันเงียบสงัดลง จากนั้นหินภูเขาก็พังทลาย ต้นไม้โบราณหักสะบั้น แม้แต่สายลมที่คำรามอื้ออึงก็ยังแข็งตัวจนกลายเป็นของจริง
เศษหิน กิ่งไม้ และกระแสอากาศนับไม่ถ้วนพลันแปรสภาพเป็นเจตจำนงกระบี่อันเฉียบคมในชั่วพริบตา ไหลรวมกันประดุจร้อยลำน้ำสู่มหาสมุทรมาอยู่ที่ปลายนิ้วของเขา
ปราลาณกระบี่ขนาดสามนิ้วปรากฏออกมากลางอากาศ ตัวกระบี่โปร่งใสประดุจแก้วผลึก ทว่าภายในกลับมีทางช้างเผือกทอดตัวอยู่
“นี่มัน......”
รูม่านตาของจ้าวมูจี๋หดเล็กลง เนตรซ้อนสะท้อนภาพกระบี่อันสะท้านฟ้าเล่มนั้นออกมา
แสงกระบี่ยังไม่ทันออกไป ความว่างเปล่าก็ปรากฏรอยร้าวออกมาแล้ว!
“เคล็ดกระบี่เหวินเทียน·สรรพสิ่งเป็นกระบี่!?”
สีหน้าของหวั่งอู๋เจียงเปลี่ยนไปอย่างมหาศาล ร่างกายที่เหี่ยวแห้งพลันถอยร่นไปเบื้องหลังอย่างรวดเร็ว เงาร่างเซี่ยงอ๋องบนใบหน้าแผดร้องคำรามสะท้านฟ้า: “เซี่ยงอ๋อง!!”
น้ำเสียงประดุจสายฟ้าฟาด ภูเขาป้าหลงที่อยู่ไกลออกไปสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง โซ่เหล็กสามสิบหกเส้นส่งเสียง “เคร้งคร้าง” พลันตึงเปรี๊ยะออกมา
เศียรที่แท้จริงของเซี่ยงอ๋องที่ถูกพันธนาการไว้ ถึงขั้นสลัดโซ่เหล็กบางส่วนจนหลุดออก โอบล้อมด้วยโลหิตอหังการอันมหาศาลพุ่งฉีกกระชากฟ้าดินมา!
“เจ้าถ้ำ สลายจินตาน!”
สัมผัสวิญญาณของจ้าวมูจี๋ประดุจสายฟ้า ส่งสารผ่านจิตวิญญาณไปยังมิติวิชาหูกว่างในทันที
ภายในมิติวิชาหูกว่าง ฮวาชิงซวงที่เตรียมพร้อมอยู่แล้ว ชุดคลุมสีขาวราวหิมะสะบัดพริ้วโดยไร้ลม ประกายความเย็นเยียบในเนตรซ้อนพุ่งสูงขึ้น: “ทำลาย!”
“แคร่ก!”
จินตานเน่ยจิ่งที่อุตสาหะบำเพ็ญเพียรมาอย่างยากลำบากก็แตกสลายลงตามเสียง!
“พลั่ก!”
หวั่งอู๋เจียงร่างกายสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง ทวารทั้งเจ็ดมีโลหิตพุ่งกระฉูดออกมาพร้อมกัน
ห้วงสมุทรสติที่เชื่อมต่อกับอักขระโลหิตราวกับถูกอสนีบาตฟาดใส่ เงาร่างเซี่ยงอ๋องบนใบหน้าถึงขั้นเกิดร่องรอยการสลายตัวไปชั่วครู่
“ตาย!”
เจี้ยนจวินเหวินเทียนวาดนิ้วกระบี่ผ่านไปเบื้องหน้าเบาๆ ปราณกระบี่สามนิ้วประดุจสายรุ้งสีขาวที่พุ่งทะลวงดวงตะวัน
“ฉึก!”
ทุกที่ที่แสงกระบี่ผ่านไป ความว่างเปล่าราวกับถูกฉีกออกเป็นร่องลึก
ร่างกายนักบำเพ็ญบู๊ของหวั่งอู๋เจียงที่ประดุจของวิเศษนั้นถูกแทงทะลุประดุจกระดาษ หัวใจถูกเจตจำนงกระบี่อันป่าเถื่อนบดขยี้จนกลายเป็นหมอกโลหิต
ปราณกระบี่ที่ยังหลงเหลือพลังอยู่พุ่งลงสู่ผืนปฐพี ฉีกภูเขาและลำน้ำรัศมีสิบลี้ขาดออกเป็นสองส่วน!
“ตูม!!”
ในพริบตาที่ร่างอันแหลกสลายของหวั่งอู๋เจียงตกสู่พื้นดิน ก็พลันระเบิดแสงสีเลือดอันเจิดจรัสออกมา กระดูกที่หักสะบั้นได้รับการหล่อเลี้ยงจากโลหิตอหังการจนส่งเสียง “แคร่กๆ” กลับมาเกิดใหม่ เนื้อหนังมังสาประดุจงูสีแดงที่เลื้อยคลานเข้าหาและประสานกันอย่างรวดเร็ว
โลหิตอหังการที่ป่าเถื่อนภายในกายไหลเวียนอย่างรวดเร็ว แม้แต่ในโซ่โลหิตที่ลอยวนเวียนอยู่รอบกายก็ยังมีโลหิตที่แท้จริงถูกส่งมา ทำให้บาดแผลอันฉกรรจ์นั้นสมานกันได้อย่างรวดเร็วจนมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า
ไออหังการแห่งโลหิตที่พันธนาการอยู่รอบกายยิ่งมายิ่งรุนแรง ประดุจเทพมารก้าวออกมาจากทะเลโลหิต
หลี่เหวินเทียนเจี้ยนจวินเหวินเทียนรูม่านตาหดเล็กลง จ้องมองไปยังเศียรของเซี่ยงอ๋องที่ลอยมาจากที่ไกลๆ สีหน้าเคร่งขรึม
เรื่องที่เขากังวลที่สุด สุดท้ายก็เกิดขึ้นจนได้......
“ลำพังเพียงพวกเจ้า ในเขตแดนของตระกูลหวังแห่งนี้ คิดจะสังหารข้าเชียวหรือ!?”
เขาผมสยายด้วยความโกรธแค้น ผมสีขาวพริ้วสยายประดุจงูร้ายที่คลุ้มคลั่ง วงพระจันทร์สีเลือดในเนตรซ้อนหมุนวน
ไกลออกไป เศียรของเซี่ยงอ๋องที่ถูกพันธนาการด้วยโซ่เหล็กสามสิบหกเส้นแผดร้องคำรามสะท้านฟ้า โอบล้อมด้วยกลิ่นอายอันชั่วร้ายอันมหาศาลพุ่งฉีกกระชากฟ้าดินมา
ทุกที่ที่ผ่านไปความว่างเปล่าล้วนบิดเบี้ยว ถึงขั้นปรากฏเงาลวงตาของสมรภูมิรบที่มีไพร่พลและม้านับหมื่นให้เห็นได้อย่างเลือนลาง!
ในช่วงเวลาแห่งความเป็นตายนั้นเอง......
“เซี่ยงอ๋อง ช่วยข้าด้วย!”
จ้าวมูจี๋พลันแผดร้องคำรามขึ้นเสียงหนึ่ง เงาร่างเศียรของเซี่ยงอ๋องที่ลำคอพลันควบแน่นจนแข็งแกร่งขึ้นมาทันที
วงพระจันทร์สีเลือดในเนตรซ้อนสว่างโชติช่วง จ้องมองประสานสายตากับเศียรที่แท้จริงที่พุ่งเข้ามาจากไกลๆ!
“วูบ!”
ความว่างเปล่าสั่นสะเทือน!
เศียรของเซี่ยงอ๋องที่พุ่งทะยานมาด้วยความเร็วพลันชะงักกะทันหัน ผมสีดำประดุจน้ำตกพริ้วสยายอย่างบ้าคลั่ง
จ้าวมูจี๋มือทั้งสองข้างรีบประสานอินบริกรรมคาถา วิชาต่อเศียรที่ลอบวางพื้นฐานไว้ก่อนหน้านี้พลันระเบิดพลังออกมาอย่างเต็มที่
สายใยทางจิตวิญญาณสามสิบหกเส้นประดุจกอรากไม้ที่ชอนไชเข้าไปในเศียร กลั่นกรองเศษเสี้ยวจิตสำนึกสุดท้ายที่เหลืออยู่จนสะอาดหมดจด......