- หน้าแรก
- ผู้บำเพ็ญยุคสิ้นธรรม
- บทที่ 288 ล่ออู๋เจียงด้วยโทสะ จินตานแผดเผานภา
บทที่ 288 ล่ออู๋เจียงด้วยโทสะ จินตานแผดเผานภา
บทที่ 288 ล่ออู๋เจียงด้วยโทสะ จินตานแผดเผานภา
บทที่ 288: ล่ออู๋เจียงด้วยโทสะ จินตานแผดเผานภา
ภายในเรือนรับรองบนเขาอวิ๋นหลง แท่นศิลาอัคคีชาดมีม่านหมอกร้อนระอุพวยพุ่งออกมา
จ้าวมูจี๋บอกเล่าแผนการให้เอี๋ยนหลานฟังพลางฝังเข็มให้นางไปด้วย
“ฉึก!”
เมื่อเข็มสุดท้ายปักลงที่จุดชีพจร ร่างของเอี๋ยนหลานพลันโค้งงอ ชุดคลุมสีแดงเลื่อนหลุดจากไหล่ลงมากองอยู่ที่เอว นางกัดเส้นผมที่หลุดสยายพลางส่งเสียงครางเบาๆ ในลำคอ
ภายในตันเถียน จินตานเสมือนสีทองชาดขนาดเท่าเมล็ดถั่วหมุนวนอย่างบ้าคลั่ง กลืนกินพลังวิญญาณโบราณและแสงดาราเข้าไปจนสิ้น จนมันแข็งแกร่งขึ้นอีกเล็กน้อย
“เอาล่ะ ฝังเข็มเสร็จแล้ว แผนการของเจ้า ศิษย์ลุงเองก็ฟังจบแล้วเช่นกัน......”
นางยันกายขึ้นอย่างเกียจคร้าน ชุดคลุมสีแดงประดุจเมฆาคลุมทับลงบนไหล่ ผิวพรรณขาวเนียนประดุจหิมะเต็มไปด้วยหยาดเหงื่อ
จ้าวมูจี๋เก็บเข็มทองในเวลาที่เหมาะสมแล้วกล่าวว่า
“......ถึงยามนั้น ข้าจะพาเจ้าถ้ำและนายหญิงตระกูลฮวาออกจากตระกูลหวัง หากมีผู้อาวุโสตระกูลหวังหรือความช่วยเหลือที่ไม่คาดฝันปรากฏตัวขึ้น ก็ต้องรบกวนศิษย์ลุงลงมือควบคุมสถานการณ์ด้วย
ข้าจะให้หวังเจิงร่วมมือกับท่านด้วย!”
เอี๋ยนหลานผูกสายรัดเอวอย่างมิใส่ใจนัก เมื่อได้ฟังก็หัวเราะเบาๆ: “เจ้าจัดการจินตานของตระกูลหวังไปสองคนแล้ว กับไอ้พวกเฒ่าใกล้ตายในตระกูลหวังเพียงไม่กี่คน ศิษย์ลุงจะรับมือมิไหวเชียวหรือ?”
นางพลันโน้มตัวเข้าใกล้ สีหน้าเคร่งขรึม ดวงตางามจ้องมองจ้าวมูจี๋ “ทว่าเจ้ามั่นใจหรือว่า ตาเฒ่าประหลาดหวั่งอู๋เจียงจะติดกับ?
เขาคือนักบำเพ็ญระดับจินตานสมบูรณ์ ความห่างชั้นของความแข็งแกร่งระหว่างจินตานสมบูรณ์กับจินตานขั้นต้นนั้น มันกว้างเกินไปนัก...... หากเจี้ยนจวินเหวินเทียนมิปรากฏตัวขึ้นมา......”
“เขาต้องไล่ตามมาแน่นอน ส่วนหากท่านอาวุโสเจี้ยนจวินเหวินเทียนมิปรากฏตัว......”
เงาร่างเศียรจำแลงของเซี่ยงอ๋องที่ลำคอของจ้าวมูจี๋วับแวมวับแวม เนตรซ้อนมีวงพระจันทร์สีเลือดหมุนวน ดวงตาพลันแยกออกเป็นสี่ดวง สัมผัสวิญญาณอันหนักอึ้งประดุจขุนเขาพังทลายถาโถมลงมา!
“นี่มัน......”
รูม่านตาของเอี๋ยนหลานหดเล็กลง เงาร่างหงส์แดงภายในห้วงสมุทรสติถูกกดทับจนเกือบจะแตกสลาย ชุดคลุมสีแดงที่เพิ่งผูกไว้หลุดลุ่ยออกมา เผยให้เห็นร่องอกที่งดงาม
อาคมผนึกของเรือนรับรองทั้งหลังล้วนสั่นสะเทือนสั่นพ้อ กระดิ่งที่มุมหลังคาดังเหง่งหง่างโดยไร้ลม
“ความเข้มข้นของสัมผัสวิญญาณของเจ้านี้ มันแข็งแกร่งเกินไปแล้ว...... หรือว่าเจ้าจะบรรลุระดับสูงขึ้นอย่างรวดเร็วเพียงนี้? ศิษย์หลานรักรีบเก็บไปเถิด ศิษย์ลุงแทบจะทนมิไหวแล้ว”
ใบหน้าขาวเนียนของเอี๋ยนหลานมีเหงื่อซึมออกมา มือเรียวสวยกุมหน้าอกที่กระเพื่อมอย่างรุนแรงแล้วกล่าว
นางถึงกับมิสามารถตัดสินได้เลยว่าความเข้มข้นของสัมผัสวิญญาณของจ้าวมูจี๋นี้ มันแข็งแกร่งเพียงใดกันแน่
ทว่าย่อมไม่ใช่ระดับจินตานขั้นกลางธรรมดาแน่นอน
“ข้ายังไม่ได้บรรลุระดับใหม่...... เพียงแต่ได้รับความช่วยเหลือจากเจ้าถ้ำ หยิบยืมพลังจากเศียรของเซี่ยงอ๋องมาใช้ ดังนั้นสัมผัสวิญญาณจึงแข็งแกร่งเป็นพิเศษ”
จ้าวมูจี๋กล่าวพลางเก็บสัมผัสวิญญาณอันหนักอึ้งกลับคืนมา
“ดูเหมือนว่าการที่เจ้ามาที่ตระกูลหวังในครานี้ จะมิเสียเที่ยวจริงๆ สินะ......”
เอี๋ยนหลานผ่อนคลายลง ยิ้มออกมาอย่างสดใส “เรื่องการตามหลังจัดการปัญหาที่เหลือ ดูเหมือนว่าศิษย์ลุงจะต้องรับมือเพียงแค่พวกปลากระดี่เท่านั้นเอง”
“อืม เช่นนั้นก็ต้องรบกวนศิษย์ลุงด้วย”
ในขณะที่จ้าวมูจี๋ประสานมือ ภายในแขนเสื้อพลันปรากฏโอสถยันต์นับสิบเม็ดที่จารึกอาคมฝากฝัน กักปราณ และอาคมอื่นๆ แตกต่างกันไปเลื่อนออกมา
“เหล่านี้คือโอสถยันต์ที่ข้าปรุงขึ้น มีสรรพคุณแตกต่างกันไป หากเผชิญกับศัตรูที่แข็งแกร่ง มิน่าอาจจะได้หยิบออกมาใช้ประโยชน์ได้บ้าง......”
จากนั้นเขาก็บอกเล่าสรรพคุณของโอสถยันต์แต่ละชนิดให้เอี๋ยนหลานฟัง
“ช่างมหัศจรรย์และร้ายกาจเพียงนี้? มิคิดเลยว่าศิษย์ลุงนอกจากจะฝังเข็มเก่งแล้ว ยังสามารถกลั่นของวิเศษตัวน้อยที่น่าทึ่งเช่นนี้ได้อีกด้วย วิถีบู๊โอสถประจำตระกูลของพวกเจ้านี่ช่างแข็งแกร่งจริงๆ......”
เอี๋ยนหลานสะบัดแขนเสื้อเก็บโอสถยันต์จำนวนมากไป ลุกขึ้นเดินไปส่งจ้าวมูจี๋ที่ประตู เมื่อถึงทางเดินพลันหยุดชะงัก “เจ้า......”
นางเม้มริมฝีปาก สุดท้ายก็เพียงทิ้งท้ายไว้ว่า: “พาเจ้าถ้ำฮวาที่ร่วมเป็นร่วมตายกลับมาให้ได้นะ...... พวกเราเองก็ไม่ได้รวมตัวกันนานแล้ว”
“ศิษย์ลุงวางใจได้!”
จ้าวมูจี๋ยิ้มออกมาบางๆ จากนั้นก็ทะยานร่างใช้วิชาควบคุมลมจากไป
คืนพรุ่งนี้ คือวันที่เขาจะลงมือ
ทุกอย่างเตรียมการพร้อมสรรพแล้ว
ในฝั่งตระกูลหวัง มีหวังเจิง หลานชางไห่ หวังโซ่วอวิ๋น รวมถึงท่านป้าเอี๋ยนหลานคอยดูแลสถานการณ์และจัดการภาพรวม
ส่วนทางฝั่งหวั่งอู๋เจียง ก็มีตัวเขาเอง เจ้าถ้ำ เจี้ยนจวินเหวินเทียน รวมถึงหวังโซ่วเจินที่สามารถลอบลงมือช่วยเหลือได้ทุกเมื่อซ่อนตัวอยู่ในเงามืด
หากเจี้ยนจวินเหวินเทียนมิปรากฏกายขึ้นมาจริงๆ เขาก็มั่นใจว่าจะสามารถหนีเอาตัวรอดไปได้อย่างสมบูรณ์
และสิ่งที่เขาอาศัยเป็นแรงผลักดันที่ยิ่งใหญ่ที่สุด ก็คือหมากที่สามารถละทิ้งได้ทุกเมื่ออย่างหวังโซ่วเจินผู้นี้นั่นเอง
...
ในเวลาเดียวกัน ณ ส่วนลึกของสำนักกระบี่กิเลน
หุบเขาเร้นลับแห่งหนึ่งที่โอบล้อมด้วยปราณกระบี่นับหมื่นสายตั้งตระหง่านอยู่อย่างเงียบสงบ ภายในหุบเขามีม่านหมอกวิญญาณประดุจมังกรพวยพุ่งวนเวียนอยู่
บนหน้าผาสูงมีรอยกระบี่ตัดไขว้กันไปมานับไม่ถ้วน
รอยกระบี่แต่ละรอยล้วนหลงเหลือเจตจำนงกระบี่อันเฉียบคมไว้ ราวกับกำลังบอกเล่าถึงความยิ่งใหญ่ในอดีตอย่างไร้เสียง ซึ่งมีความคล้ายคลึงกับหน้าผาในสุสานกระบี่อยู่บ้าง
โม่เวิ่นเจี้ยนในชุดสีเขียว ยืนรออยู่ที่ปากหุบเขาอย่างนอบน้อม
หยกพกรูปกระบี่กิเลนที่เอวสั่นสะเทือนเบาๆ สั่นพ้องไปกับปราณกระบี่ภายในหุบเขา
“เจี้ยนจวิน พรุ่งนี้คือเวลาที่นัดหมายไว้”
น้ำเสียงของเขาิมได้ดังนัก ทว่ากลับแว่วผ่านปราณกระบี่ที่พวยพุ่งไปทั่วทั้งหุบเขาได้อย่างชัดเจน
“วูบ!”
ม่านหมอกวิญญาณภายในหุบเขาพลันแยกออกไปทั้งสองข้าง น้ำเสียงที่เลื่อนลอยราวกะน้ำพุเย็นจากเก้าชั้นฟ้าดังออกมา:
“ค่ายกลเคลื่อนย้ายเตรียมการเรียบร้อยแล้วหรือยัง?”
น้ำเสียงนี้แม้จะดูิได้แฝงไปด้วยอารมณ์ใดๆ ทว่ากลับทำให้กระบี่โบราณที่หลังของโม่เวิ่นเจี้ยนสั่นไหว เขาจึงรีบประสานมือทันที:
“เรียนเจี้ยนจวิน ค่ายกลเคลื่อนย้ายทั้งสองแห่งเตรียมการเรียบร้อยแล้วขอรับ
ทางฝั่งราชวงศ์เสวียนหมิง มีผู้อาวุโสระดับจินตานสองท่านซุ่มรออยู่อย่างเงียบเชียบแล้ว
ขอเพียงจ้าวมูจี๋ผู้นั้นสามารถล่อหวั่งอู๋เจียงออกมาได้จริงๆ......”
เขายังไม่ทันกล่าวจบ ท่ามกลางหุบเขาพลันประกายแสงดาราเย็นเยียบขึ้นมาจุดหนึ่ง
แสงนั้นในตอนแรกมีขนาดเพียงเมล็ดข้าวสาร ทว่าในพริบตาก็แปรสภาพเป็นแสงกระบี่อันยิ่งใหญ่ เจิดจรัสไปทั่วทั้งหุบเขา
ภายใต้แสงกระบี่ มีเงาร่างหนึ่งยืนไพร่หลังอยู่ ชุดขาวเนียนประดุจหิมะ ผมสีดำประดุจน้ำหมึก ทว่าใบหน้ากลับถูกโอบล้อมด้วยเจตจำนงกระบี่อันเลือนลางจนไม่อาจมองเห็นได้ชัดเจน
“ข้ากักตัวบำเพ็ญมานานหลายปี......”
น้ำเสียงของเจี้ยนจวินเหวินเทียนพลันแฝงไปด้วยความรู้สึกต่างๆ นานา:
“ตั้งแต่อาคมเสื่อมถอยลง ก็ได้แต่บำเพ็ญเพียรเคล็ดกระบี่เหวินเทียนอยู่ในหุบเขากระบี่แห่งนี้ ทว่าน่าเสียดาย......”
เขาเงยหน้ามองท้องฟ้า แววตาประดุจกระบี่ ราวกับต้องการจะฉีกกระชากผืนนภาให้ขาดวิ่น:
“สวรรค์เบื้องสูงยากจะหยั่งถึง วิถีกระบี่หยุดชะงักอยู่ที่ขอบเขตการแยกปราณกระบี่ ยากจะคืบหน้าได้อีก”
โม่เวิ่นเจี้ยนได้ฟัง หน้าผากก็ไม่อาจห้ามไม่ให้มีเหยื่อซึมออกมาได้ คำว่า “การแยกปราณกระบี่” ที่เจี้ยนจวินเอ่ยถึงนั้น ก็คือขอบเขตสูงสุดในขั้นที่สี่ของวิถีกระบี่นั่นเอง
ขอบเขตระดับนี้ ในยุโรปสิ้นอาคมก็นับว่าเป็นจุดสูงสุดของวิถีกระบี่แล้ว
“ได้ยินว่าจ้าวมูจี๋ผู้นั้น......”
เจี้ยนจวินเหวินเทียนพลันเปลี่ยนบทสนทนา:
“ถึงขั้นสัมผัสขอบเขตการแยกปราณกระบี่ได้แล้วอย่างนั้นหรือ?”
โม่เวิ่นเจี้ยนจิตใจสั่นไหว ในดวงตามีประกายแสงอันร้อนแรงพุ่งออกมา:
“เจี้ยนจวินโปรดพิเคราะห์! พรสวรรค์ในวิถีกระบี่ของเด็กคนนี้เรียกได้ว่าเป็นปิศาจผู้หนึ่งที่ข้าเคยพบเจอมาตลอดชีวิต ต่อให้เป็นเจี้ยนจื่อกิเลนศักดิ์สิทธิ์เมื่อนำมาเปรียบเทียบกับเขาแล้ว...... เกรงว่าจะยังด้อยกว่าเล็กน้อย”
“โอ้? ถึงขั้นยกยอคนอื่นข่มบรรพชนตนเองเพียงนี้เชียวหรือ?”
เจี้ยนจวินเหวินเทียนพลันเอ่ยขัดขึ้น ปราณกระบี่ทั่วทั้งหุบเขาพลันหยุดนิ่งลงทันที
โม่เวิ่นเจี้ยนรู้สึกราวกับมีคมดาบน้ำแข็งพาดผ่านหน้า จึงรีบหุบปากลงทันที
“ครั้งนี้ข้าอยากจะเห็นนักว่า......”
น้ำเสียงของเจี้ยนจวินเหวินเทียนพลันแฝงไปด้วยความสนใจขึ้นมาบ้าง:
“คนรุ่นหลังที่เจ้าชื่นชมถึงเพียงนี้ จะเป็นยอดคนระดับใดกันแน่”
เขาสะบัดแขนเสื้อ ปราณกระบี่นับหมื่นสายภายในหุบเขาพลันแปรสภาพเป็นแสงไหลวน ควบแน่นอยู่ที่ฝ่ามือของเขาจนกลายเป็นกระบี่ขนาดเล็กเพียงสามนิ้ว
ตัวกระบี่โปร่งใสประดุจแก้วผลึก ภายในมีแสงดาราไหลเวียนอยู่
“หากเด็กผู้นี้เป็นวัสดุที่ล้ำค่าจริงๆ......”
เจี้ยนจวินเหวินเทียนหมุนวนกระบี่เล็กที่เกิดจากปราณกระบี่พลางเอ่ยเรียบๆ:
“ข้าจะเป็นคนตัดสินใจ มอบข้อยกเว้นให้เขาเป็นกรณีพิเศษ เมื่อพลังวิญญาณฟื้นฟูคืนมา แดนกระบี่กำลังจะเปิดออก สำนักกระบี่กิเลนของเรา......”
เขาเอ่ยถึงตรงนี้ น้ำเสียงก็พลันลึกล้ำขึ้น:
“ย่อมต้องการยอดอัจฉริยะเช่นนี้มาร่วมทางจริงๆ”
“แดนกระบี่?!”
รูม่านตาของโม่เวิ่นเจี้ยนหดเล็กลง ในใจสั่นสะท้านอย่างรุนแรง
สถานที่ศักดิ์สิทธิ์ของนักบำเพ็ญกระบี่ในยุคโบราณที่เล่าขานกันมานั้น จะปรากฏขึ้นมาก็ต่อเมื่อกระแสคลื่นพลังวิญญาณกลับคืนมาเท่านั้น
เล่ากันว่า ภายในนั้นมีความลับของการบรรลุเซียนด้วยวิถีกระบี่ในยุคโบราณซ่อนอยู่ เป็นวาสนาที่นักบำเพ็ญกระบี่ทั่วทั้งเก้าทวีปโหยหา
เขาตื่นเต้นจนนิ้วมือสั่นระริก กำลังจะเอ่ยปาก ทว่ากลับเห็นเงาร่างของเจี้ยนจวินเหวินเทียนค่อยๆ จางหายไป เหลือเพียงเจตจำนงกระบี่สายหนึ่งทิ้งไว้ที่เดิม ประดุจดวงจันทร์ที่ส่องสว่างเหนือลำน้ำอันกว้างใหญ่ เย็นเยียบและสูงส่ง
ภายในหุบเขาหลงเหลือเพียงคำสั่งที่เลื่อนลอยทิ้งไว้:
“ถ่ายทอดคำสั่งลงไป ให้ผู้อาวุโสทุกท่านประจำตำแหน่ง ข้า......”
“จะรอฟังข่าวดีในวันพรุ่งนี้”
...
เวลาหนึ่งวันผ่านไปรวดเร็วประดุจอาชาสีขาวกระโจนข้ามรอยแยก
ภายในพื้นที่เร้นลับบนเขาป้าหลง ม่านหมอกวิญญาณถูกลูกพลังที่มองมิเห็นพัดกระจายออกไป
จ้าวมูจี๋จำแลงกายเป็นหวังโซ่วอวิ๋นที่มีใบหน้าหมองคล้ำและซูบผอมก้าวเข้าสู่พื้นที่เร้นลับแล้วกล่าวว่า
“เจ้าถ้ำ ลงมือได้แล้ว”
ชุดคลุมสีขาวราวหิมะของฮวาชิงซวงสะบัดพริ้วโดยไร้ลม นิ้วเรียวงามที่ถูกโซ่เหล็กพันธนาการไว้สั่นสะเทือนเบาๆ
ภายในเนตรซ้อนอันเย็นเยียบ บัดนี้กลับมีประกายไฟสั่นไหวอยู่: “นั่งรอคอยมานานเพียงนี้......”
นางสูดลมหายใจเข้าลึกๆ พลังวิญญาณที่หยุดนิ่งมานานแสนนานประดุจลำธารในฤดูใบไม้ผลิที่น้ำแข็งเริ่มละลาย ไหลเวียนไปตามเส้นชีพจร: “ในที่สุดก็ได้เวลาเสียที มูจี๋ เตรียมการเถิด!”
จ้าวมูจี๋พยักหน้า หันไปมองหวังโซ่วอวิ๋นที่ยืนค้อมกายรออยู่ น้ำเสียงก็พลันเย็นชาขึ้นมาทันที: “เจ้าออกไป รวมตัวกับหวังเจิงและศิษย์ลุงเอี๋ยนเพื่อควบคุมสถานการณ์ของตระกูลหวังให้ได้ หากมีผู้อาวุโสคนใดก่อความวุ่นวาย......”
“ผู้น้อยเข้าใจแล้ว”
หวังโซ่วอวิ๋นประสานมือ: “หากมีคนก่อความวุ่นวาย ย่อมต้องปราบปรามด้วยวิธีการอันเด็ดขาด”
เมื่อเงาร่างซูบผอมนั้นอันตรธานหายไปนอกอาคมผนึก
ฝ่ามือภายใต้ชุดคลุมสีดำของจ้าวมูจี๋พลิกขึ้นมา หยกพกรูปกระบี่ลอยเด่นอยู่กลางฝ่ามือ
ลวดลายกิเลนบนผิวหยกเป็นประกายสีเขียว สะท้อนภาพพิกัดของเนินเขาร้างแห่งหนึ่งที่อยู่ห่างออกไปนับพันลี้
“สำนักกระบี่กิเลน ต้องการให้ข้าล่อหวั่งอู๋เจียงออกไปไกลถึงพันลี้......”
เขาใช้นิ้วมือแตะไปที่พิกัด เนตรซ้อนมีวงพระจันทร์สีเลือดหมุนวน: “ระยะห่างนี้ปลอดภัยและรอบคอบจริงๆ หากอยู่ใกล้ไป เมื่อหวั่งอู๋เจียงเห็นท่ามิพอ ก็ย่อมสามารถย้อนกลับมาที่ตระกูลหวังหรือควบคุมเศียรของเซี่ยงอ๋องได้ทุกเมื่อ......
เพียงแต่...... เช่นนี้แล้ว พลังที่ข้าต้องใช้นั้นย่อมมหาศาลขึ้นไปอีก!”
“วูบ!”
แขนเสื้อของเขาพลันพองโตขึ้น
แสงเลือนลางจากวิชาหูกว่างที่สองประดุจดอกบัวดำที่เบ่งบาน ภายในรอยแยกมิติมองเห็นเงาร่างผมสีเงินพริ้วไหวของฮวาเฟิ่งได้อย่างเลือนลาง
“ท่านแม่?!”
รูม่านตาของฮวาชิงซวงหดเล็กลง
แม้นางจะทราบดีว่าจ้าวมูจี๋มีวิชายุทธ์ยากจะหยั่งถึง ทว่าก็มิคิดว่าเขาถึงขั้นสามารถซ่อนคนเป็นๆ ไว้ในมิติความว่างเปล่าได้
นี่คือวิชายอดมนุษย์หรือของวิเศษจากยุคโบราณกันแน่?
มีวิชาเช่นนี้ มิน่าจ้าวมูจี๋ถึงมีความมั่นใจที่จะพานางออกจากพื้นที่เร้นลับแห่งนี้
ยังไม่ทันได้ขบคิดให้ละเอียด แสงเลือนลางจากวิชาหูกว่างก็ประดุจคลื่นยักษ์ม้วนตัวเข้ามา
ฮวาชิงซวงมิมยอมขัดขืน เพียงรู้สึกราวกับโลกทั้งใบกำลังพลิกกลับ เมื่อตั้งสติได้ ก็พบว่าตนเองได้มาอยู่ในมิติอันเลือนลางแห่งหนึ่งเสียแล้ว
รอบกายมีหมอกสีเทาพวยพุ่ง ห่างออกไปมิไกลมีฮวาเฟิ่งกำลังนั่งขัดสมาธิอยู่
เบื้องนอกม่านหมอกสีเทา น้ำเสียงของจ้าวมูจี๋ดังขึ้นประดุจเสียงสายฟ้า: “เจ้าถ้ำโปรดตั้งจิตบำเพ็ญเพียร เมื่อไรที่ออกจากอาณาเขตของตระกูลหวังแล้ว...... จงรอฟังคำสั่งของข้าเพื่อสลายจินตานเน่ยจิ่ง แล้วออกมารบพุ่งเคียงบ่าเคียงไหล่ไปกับข้า!”
“วูบ!”
แสงวิญญาณจากปลายนิ้วของจ้าวมูจี๋ประดุจน้ำหมึกที่ซึมลงบนกระดาษขาวโพลน ปกคลุมไปทั่วทั้งตัวด้วยวิชาล่องหน
เขาใช้ปลายเท้าแตะพื้นเบาๆ ร่างกายประดุจวิญญาณร้ายพุ่งออกจากอาคมผนึกของพื้นที่เร้นลับ
ในเวลาเดียวกันนั้นเอง.......
“เพล้ง!”
ในส่วนลึกของตระกูลหวัง กระดานหมากรุกที่ทำจากหยกเสวียนอินพลันระเบิดออกจนแตกเป็นเสี่ยงๆ
สีหน้าของหวั่งอู๋เจียงเปลี่ยนไปอย่างมหาศาล ฝ่ามือที่เหี่ยวแห้งทาบลงบนโต๊ะไม้ สัมผัสวิญญาณรอบกายประดุจภูเขาไฟระเบิด จนห้องลับทั้งห้องเกิดรอยร้าวประดุจใยแมงมุม
“ท่านเจ้าบ้าน?” เสวียนอินซ่างเหรินในมือมีหมากสีดำที่แหลกสลายกลายเป็นผุยผง
“ใครบังอาจแตะต้องของรักของข้า หวั่งอู๋เจียงผู้นี้!”
หวั่งอู๋เจียงผมสีขาวพริ้วสยาย ความกดดันระดับจินตานสมบูรณ์ทำให้อักขระบนผนังทั้งสี่ด้านของห้องลับพากันระเบิดออกทิ้งละตัว
ร่างกายของเขายังไม่อาจขยับเขยื้อน ทว่าหลังคาห้องบำเพ็ญพลัน “ตูม” ระเบิดออกจนกลายเป็นรูโหว่ขนาดใหญ่ แสงจันทร์ประดุจสายเงินสาดเทลงมา
“ชิงซวง!!”
เสียงคำรามด้วยความโกรธแค้นของหวั่งอู๋เจียงประดุจเสียงอสนีบาต นกกาฮั่นยาที่เกาะอยู่ในรัศมีร้อยลี้ล้วนสะดุ้งตกใจบินหนีไปพร้อมกัน
ผมสีขาวสยายปลิวไสว ร่างกายที่แข็งแกร่งกลายเป็นแสงสีรุ้งสายหนึ่ง พุ่งทะลวงผ่านอาคมผนึกทั้งเจ็ดชั้นในพริบตา ตรงดิ่งมายังปากทางของพื้นที่เร้นลับบนเขาป้าหลงทันที
“เร็วมาก!”
ท่ามกลางป่าเขานอกพื้นที่เร้นลับ จ้าวมูจี๋ซ่อนตัวด้วยวิชาล่องหน เศียรจำแลงของเซี่ยงอ๋องที่ลำคอสั่นระริกอย่างรุนแรง
เขาใช้ท่าเท้าเจ็ดดารา ทุกย่างก้าวล้วนประทับลงบนจุดศูนย์กลางของค่ายกลที่ลอบแก้ไขไว้ตลอดหลายปีที่ผ่านมาอย่างแม่นยำ
อาคมผนึกที่ถูกเขาลอบกระทำการไว้อย่างเงียบๆ บัดนี้ล้วนดับวูบไปประดุจทาสรับใช้ที่คอยตอนรับการกลับมาของนายเหนือหัว
ต่อให้หวั่งอู๋เจียงกระตุ้นค่ายกลขึ้นมาในทันที ก็ยังคงถูกเขาทำลายได้อย่างรวดเร็วอยู่ดี
“ฟึ่บ!”
เขาใช้วิชาควบคุมลมจนถึงขีดสุด เบื้องหลังลากผ่านด้วยพายุหมุน
เหล่าศิษย์ที่คอยเฝ้ารักษาระหว่างทางล้วนรู้สึกเพียงลมเย็นๆ พัดผ่านไปเท่านั้น มิทราบเลยว่าจ้าวมูจี๋ได้พุ่งผ่านหัวของพวกเขาไปแล้ว
ทันใดนั้นเอง......
“ตูม!!”
ท้องฟ้าพลันมืดดับลง เมฆทมิฬประดุจน้ำหมึกแผ่กระจายออกมาจากเหนืออาณาเขตตระกูลหวัง
สัมผัสวิญญาณระดับจินตานสมบูรณ์ของหวั่งอู๋เจียงประดุจขุมนรกที่ยากจะหยั่งถึง กลายเป็นคลื่นพลังสีแดงเข้มที่พอมองเห็นได้ด้วยตาเปล่ากวาดผ่านไปทั่วทุกหนแห่ง
ทุกที่ที่ผ่านไปหินภูเขาพังทลาย ต้นไม้โบราณโค่นล้ม แม้แต่พลังวิญญาณของชีพจรปฐพีก็ยังต้องหยุดชะงัก
“ระดับสัมผัสวิญญาณช่างแข็งแกร่งยิ่งนัก......”
รูม่านตาของจ้าวมูจี๋หดเล็กลง เห็นเพียงก้อนเมฆที่อยู่ห่างออกไปร้อยลี้ถูกย้อมจนกลายเป็นสีเลือด
เงาร่างอันเลือนลางปรากฏขึ้นท่ามกลางหมู่เมฆ เนตรซ้อนประดุจพระจันทร์สีเลือดสองดวงที่แขวนเด่นอยู่เบื้องสูง กวาดสายตาไปทั่วแปดทิศ ค้นหาร่องรอยของผู้ต้องสงสัยทุกอย่างที่อาจจะมีอยู่!
“ชิงซวง เจ้าอยู่ที่ใด!?......”
น้ำเสียงคำรามแหบพร่าดังกึกก้องไปทั่วทั้งแผ่นดิน ทุกพยางค์ล้วนสั่นสะเทือนป่าเขาจนเกิดเสียงก้องกังวาน
เงาร่างท่ามกลางหมู่เมฆพลันยกมือขึ้น
ท่ามกลางเมฆาปรากฏฝ่ามือขนาดยักษ์สูงเทียมฟ้า ตะปบลงมาประดุจอาชาที่ควบตะบึง เมฆพวยพุ่งไปทั่งแปดทิศ เพื่อเสาะหาจนพลิกฟ้าพลิกแผ่นดิน
ความแข็งแกร่งของพลังระดับนี้นั้น เรียกได้ว่ามีกลิ่นอายของขอบเขตเจินจวินหยวนอิงอยู่หลายส่วนเลยทีเดียว
“ตาเฒ่าผู้นี้แข็งแกร่งจริงๆ ยังดีที่ข้าิมได้โอหังถึงขั้นจะประจัญหน้ากับเขาเพียงลำพัง......”
จ้าวมูจี๋สีหน้าถอดสี ปลายเท้าแตะก้อนเมฆเบาๆ พลังลมรอบกายพลันหดตัวกลับเข้าไป
เขากระตุ้นวิชาควบคุมลมจนถึงขีดสุด ร่างกายทั้งร่างประดุจหมึกที่กลืนหายไปในมหาสมุทร กลิ่นอายหลอมรวมเป็นหนึ่งไปกับสายลมแห่งป่าเขา
ต่อให้นักบำเพ็ญระดับจินตานสมบูรณ์จะกวาดสัมผัสวิญญาณผ่านไป ก็ย่อมต้องคิดว่าเป็นเพียงการไหลเวียนของอากาศตามธรรมชาติในป่าเขาเท่านั้น
“ยังเหลือระยะทางอีกสองร้อยห้าสิบลี้...... ข้าก็จะสามารถเปิดเผยร่องรอยเพื่อล่อให้เขาออกมาได้แล้ว!”
เนตรซ้อนมีแสงพระจันทร์สีเลือดวับแวม คำนวณระยะห่างจากตระกูลหวังได้อย่างแม่นยำ
สำนักกระบี่กิเลนต้องการให้เขาล่อหวั่งอู๋เจียงออกไปให้ไกลถึงพันลี้
ทว่าหลังจากเขาล่อออกไปได้สามร้อยลี้ เขาก็สามารถเปิดเผยร่องรอยได้แล้ว
ด้วยความเร็วในการแยกปราณกระบี่ของเขา เมื่อนำหน้าไปสามร้อยลี้ ย่อมสามารถล่อหวั่งอู๋เจียงออกไปให้ไกลถึงพันลี้ได้อย่างแน่นอน
ทันใดนั้นเอง......
“ตูม!”
ที่หลังเขาป้าหลงห่างออกไปร้อยลี้ แสงสีทองสว่างจ้าพุ่งทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า
ในพริบตาฟ้าดินแปรเปลี่ยน ภูเขาทั้งลูกสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง ราวกะมีสัตว์ร้ายในยุคดึกดำบรรพ์ฉีกกระชากโซ่ตรวนจนขาดสะบั้น
“ชิงซวง!! ออกมา!!”
เสียงคำรามแหบพร่าประดุจสายฟ้าฟาดเมฆาในรัศมีร้อยลี้พังทลายจนกลายเป็นวงแหวนอากาศ
ร่างอันแข็งแกร่งของหวั่งอู๋เจียงยืนตระหง่านอยู่กลางอากาศ ผมสีขาวพริ้วสยายประดุจงูร้ายที่คลื่นเหียน รอบกายแผ่รัศมีสีทองอันแรงกล้าออกมา
เขาทั้งร่างถูกโอบล้อมด้วยวงแสงจินตานอันงดงามราวกับดวงตะวันที่เจิดจรัส ความกดดันระดับจินตานสมบูรณ์ทำให้ก้อนหินเบื้องล่างพากันแตกสลาย
จ้าวมูจี๋เสียวสันหลังวาบ ทว่ากลับิมกล้าเปิดเผยกลิ่นอายแม้เพียงนิดเดียว
เศียรจำแลงที่ลำคอของเขาสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง สั่นพ้อไปกับเศียรที่แท้จริงที่พุ่งออกมาจากใต้เขาป้าหลงราวกับเสียงอสนีบาต
เขาหรี่เนตรซ้อนลง มองเห็นได้อย่างชัดเจนว่า......
ร่างอันแห้งเหี่ยวของหวั่งอู๋เจียงยืนตระหง่านอยู่กลางอากาศ ใต้เท้าของเขามีเศียรของเซี่ยงอ๋อที่ผมสีดำพริ้วสยายและดวงตาจ้องเขม็งดุดันอยู่
โซ่เหล็กสามสิบหกเส้นพันธนาการประดุจงูยักษ์รัดเหยื่อ
เนตรซ้อนของตาเฒ่าประหลาดผู้นั้นพุ่งประกายแสงสีเลือดออกมา แปรสภาพเป็นเข็มสีเลือดนับหมื่นเล่มฉีกกระชากม่านเมฆออก
แต่ละสายล้วนโอบล้อมด้วยโลหิตอหังการของเซี่ยงอ๋อง ย้อมให้พื้นที่ในรัศมีร้อยลี้ยลายเป็นนรกสีเลือดไปในพริบตา!
“สามร้อยลี้......”
เขาขบฟันเร่งวิชาควบคุมลมจนถึงขีดสุด ร่างกายลากผ่านกลุ่มเมฆจนกลายเป็นอุโมงค์สุญญากาศ
ระยะทางสามร้อยลี้ผ่านไปในชั่วอึดใจ
ในจังหวะที่เขากำลังจะปล่อยฮวาชิงซวงและฮวาเฟิ่งออกจากมิติวิชาหูกว่างนั่นเอง......
“ตูม!!!”
แสงสีเลือดสายหนึ่งพร้อมด้วยสัมผัสวิญญาณอันแรงกล้า ได้ล็อกตำแหน่งร่องรอยการไหลเวียนของอากาศที่ผิดปกติของเขาไว้ได้ทันที และสาดส่องลงมาในทันใด
ตูม!!
“ไสหัวออกมา!!”
โกรธ! โกรธ! โกรธ!
ภายใต้โทสะอันมหาศาล สัมผัสวิญญาณที่หวั่งอู๋เจียงสาดส่องลงมาโอบล้อมด้วยความอหังการจากเศียรของเซี่ยงอ๋อง คลุ้มคลั่งประดุจภัยพิบัติจากสวรรค์
สั่นสะเทือนขุนเขาจนถล่มทลาย เสียงคำรามกึกก้องไปทั่งบริเวณนั้น ต้นไม้เก่าแก่แปรสภาพเป็นผุยผง ก้อนหินภูเขาหลอมละลายกลายเป็นแมกม่าสีชาด
จ้าวมูจี๋สัมผัสได้ถึงความน่ากลัวของสัมผัสวิญญาณระดับจินตานสมบูรณ์ในทันที วิชาล่องหนประดุจแก้วที่แตกละเอียด ร่างกายถูกบีบให้ปรากฏออกมาจากสถานะของสายลมอย่างรวดเร็ว
ทว่าเขากลับไม่มีความกริ่งเกรงเลยแม้แต่น้อย เศียรจำแลงที่ลำคอพลันควบแน่นจนแข็งแกร่งขึ้นมาทันที เนตรซ้อนมีวงพระจันทร์สีเลือดหมุนวน!
“มาได้จังหวะพอดี!”
ภายในห้วงสมุทรสติ แกนกลางสัมผัสวิญญาณทั้งสี่ระเบิดพลังออกมาพร้อมกัน
สัมผัสวิญญาณที่เทียบเท่าระดับจินตานขั้นปลายควบแน่นเป็นแสงกระบี่สามสาย และเงาร่างทวนอหังการหนึ่งสาย พุ่งออกจากดวงตาทั้งสองคู่มาในทันที
“เคร้ง!!”
เสียงปะทะกันของกระบี่และทวนดังกึกก้องไปถึงชั้นเมฆ
แกนกลางสัมผัสวิญญาณทั้งสี่ ถึงขั้นสามารถฉีกกระชากคลื่นสัมผัสวิญญาณสีเลือดให้ขาดเป็นรอยแยกสายหนึ่ง ร่างของจ้าวมูจี๋พุ่งถลาออกมาได้ในพริบตา......