- หน้าแรก
- ผู้บำเพ็ญยุคสิ้นธรรม
- บทที่ 249 กลั่นจินตานในยุคสิ้นหวัง กระบี่ถามเก้าชั้นฟ้า
บทที่ 249 กลั่นจินตานในยุคสิ้นหวัง กระบี่ถามเก้าชั้นฟ้า
บทที่ 249 กลั่นจินตานในยุคสิ้นหวัง กระบี่ถามเก้าชั้นฟ้า
บทที่ 249 กลั่นจินตานในยุคสิ้นหวัง กระบี่ถามเก้าชั้นฟ้า
เมื่อเห็นว่าจินตานเม็ดข้าวสารที่เพิ่งจะกลั่นสร้างขึ้นมาได้นั้นเริ่มปรากฏรอยแตกร้าว
จ้าวมูจี๋รีบเร่งเรียกใช้งานแกนพลังสัมผัสวิญญาณหลักทั้งสามอันออกมาอีกครั้ง ทั้งกระบี่น้ำแข็ง กระบี่โลหิต และทวนยาวสงคราม
“ครืน!”
รอยแยกของประตูเสวียนพินพลันขยับขยายกว้างขึ้นไปอีกนิด พร้อมกับเสียง “เปรี้ยะ” ที่ดังขึ้นมา มีพลังวิญญาณโบราณอีกหนึ่งสายหลุดลอยออกมา
จินตานเม็ดงาพลันขยายขนาดใหญ่ขึ้นจนเท่ากับเม็ดถั่วเขียวทันที และที่ภายในจุดตันเถียนก็ดูเหมือนว่าจะมีพื้นที่นิมิตในที่ดูเลือนลางกำลังจะถือกำเนิดขึ้นมาภายใต้บานประตู
อย่างไรก็ตามในวินาทีถัดมา
“เปรี้ยะ......”
เสียงแตกสลายของเงาลวงตาจินตานดังสะท้อนก้องไปทั่วจุดตันเถียนทันที จินตานพลันระเบิดแสงสีทองเจิดจ้าออกมาวูบหนึ่ง แล้วพังทลายลงในพริบตา สลายกลายเป็นพลังวิญญาณที่บริสุทธิ์ไหลกลับคืนเข้าสู่จินตานเทียมและผลึกไอสังหารโลหิตภายในร่างไปจนหมดสิ้น
จ้าวมูจี๋ครางฮึมในลำคอออกมาคำหนึ่ง ร่างกายสั่นสะท้านอย่างรุนแรง ที่มุมปากมีเลือดไหลซึมออกมา ทว่าดวงจันทร์สีเลือดในเนตรซ้อนกลับฉายแสงสว่างจ้าออกมามากยิ่งขึ้น
“แกนพลังสัมผัสวิญญาณหลักทั้งสามพุ่งออกไปพร้อมกัน กลับทำได้เพียงแค่ฝืนเปิดรอยแยกประตูออกมาได้เพียงนิดเดียวเท่านั้นเอง...... พื้นที่ลี้ลับนิมิตใน ก็ทำได้เพียงแค่เห็นเงาลวงตาที่เลือนลางเท่านั้น......”
เขาสะบัดมือเช็ดรอยเลือดทิ้งไป แววตาดูสงบนิ่งและลุ่มลึกมากยิ่งขึ้น
แม้ว่าพลังวิญญาณโบราณจากด้านหลังประตูเสวียนพินจะหลุดลอยออกมาได้ถึงสองสายก็ตาม ทว่าฐานตบบะพลังวิญญาณและสัมผัสวิญญาณของเขานั้นกลับยังไม่หยั่งลึกเพียงพอ
ต่อให้ต้องอาศัยพลังวิญญาณโบราณที่แสนจะบริสุทธิ์เพียงใดก็ตามเพื่อพยายามกลั่นจินตานจิ๋วนิมิตในขึ้นมาตามกรรมวิธีพระคัมภีร์หวังถิงเน่ยจิงก็ตาม...... สุดท้ายก็ยังคงจบลงที่ความล้มเหลวอยู่ดี
ในยามนี้ เมื่อตรวจสอบภายในร่างกาย จะพบว่าบนพื้นผิวของจินตานเทียมในจุดตันเถียนนั้นปรากฏลวดลายที่ดูลึกลับเพิ่มขึ้นมาหลายสาย แม้แต่ผลึกไอสังหารโลหิตก็ยังดูแข็งแกร่งและแน่นหนามากยิ่งขึ้น
บนพื้นผิวของมุกหยินหยางฉายตัวเลขตบะพลังเซียนและตบะพลังยุทธ์เซียน พากันเพิ่มขึ้นมาอีกร้อยกว่าแต้ม ช่วยย่นระยะเวลาในการบำเพ็ญเพียรไปได้ถึงสองเดือนเลยทีเดียว
นี่คือของขวัญที่ได้รับจากการชำระล้างร่างกายด้วยพลังวิญญาณโบราณสองสายนั้นนั่นเอง
ทว่าหากจะพูดถึงจินตานจิ๋วที่แท้จริงละก็ ระยะห่างนั้นยังคงมีอยู่มากนัก
“สุดท้ายก็เป็นเพราะรากฐานของข้ายังไม่หยั่งลึกเพียงพอนี่เอง”
จ้าวมูจี๋ค่อยๆ สลายท่าทางร่ายเวทย์ลง ในใจเริ่มบรรลุแจ้งเห็นจริง
ผู้บำเพ็ญเพียรทั่วไปจำเป็นต้องรอจนกว่าจะบรรลุระดับรวมวิญญาณสมาธิระดับสมบูรณ์ สัมผัสวิญญาณมีความหนาแน่นประดุจปรอท
จากนั้นค่อยพึ่งพาคัมภีร์หวังถิงเน่ยจิงและวิชากลั่นเทพนิมิตในถึงจะมีโอกาสสัมผัสพบเจอจุดเชื่อมโยงกับประตูเสวียนพินได้ในยุคที่พลังวิญญาณรุ่งเรืองถึงขีดสุด
ทว่าตัวเขานั้น อาศัยวิชาชักนำเพื่อดึงเอาพลังแห่งดาราเข้ามาช่วย เสริมด้วยเนตรซ้อนที่มองทะลุปรุโปร่งผ่านความเท็จทั้งมวล และยังมีวิชากลั่นเทพนิมิตในคอยเกื้อหนุนอีกแรง จึงทำให้เขาสามารถฝืนจับจ้องไปที่ร่องรอยของบานประตูได้สำเร็จในยุคสิ้นหวังแห่งนี้
นี่ถือได้ว่าเป็นกรณีที่รากฐานยังไม่แน่นหนาพอ แต่ใช้ความรู้และวิชาเข้ามาช่วยเสริมช่องว่างแทน
ทว่ากรรมวิธีที่ดูเหมือนจะเป็นการลัดขั้นตอนเช่นนี้นั้น อย่างมากที่สุดก็ทำได้เพียงแค่กลั่นรูปโฉมจินตานเทียมขึ้นมาได้เพียงเท่านั้น ทว่าไม่มีรากฐานเพียงพอที่จะควบแน่นจินตานที่แท้จริงขึ้นมาได้สำเร็จ
เพราะว่าในตอนนี้นั้น เขายังไม่ได้บรรลุระดับรวมวิญญาณสมาธิระดับสมบูรณ์ด้วยซ้ำ แม้แต่ระดับปลายก็ยังไปไม่ถึงเลย
“วูบ!”
เขาสะบัดแขนเสื้อวูบหนึ่ง ตรงหน้าพลันปรากฏเม็ดยาจิตกระบี่สามเม็ดพรั่งพรูออกมา
นี่คือเม็ดยาที่โม่เวิ่นเจี้ยนมอบให้มา ซึ่งสามารถช่วยเพิ่มความเข้าใจในวิถีกระบี่ได้ และยังช่วยเพิ่มพูนรากฐานพลังวิญญาณ ช่วยทลายด่านเคราะห์ของสัมผัสวิญญาณลงได้อีกแรง
เมื่อรู้ว่าจุดด้อยของตัวเองอยู่ที่ใด ก็ย่อมต้องใช้ยาให้ถูกกับโรคนั่นเอง
จ้าวมูจี๋ขยับนิ้วร่ายเวทย์วิชายาเพื่อรักษาอาการบาดเจ็บภายในที่เกิดจากการฝืนปะทะเข้ากับประตูเสวียนพินเมื่อครู่นี้ไปก่อน
จากนั้นก็คว้ามือวูบหนึ่ง นำเอาดอกไม้นิรนามที่ยังหลงเหลืออยู่ที่ด้านข้างน้ำพุวิญญาณหยินมาใช้งาน
วิชายาสกัดเอาน้ำเลี้ยงดอกไม้นิรนามออกมาหนึ่งหยด เพื่อฟื้นฟูสัมผัสวิญญาณที่สูญเสียไปเป็นจำนวนมากอย่างรวดเร็ว
หลังจากพักฟื้นร่างกายไปเพียงเท่านี้
กาลเวลาก็ล่วงเลยเข้าสู่อีกวันในยามเช้าตรู่
เมื่อสัมผัสได้ว่าพลังวิญญาณและสัมผัสวิญญาณกลับคืนสู่สภาวะปกติอย่างสมบูรณ์แล้ว จ้าวมูจี๋ก็รีบหยิบเอาเม็ดยาจิตกระบี่เม็ดหนึ่งขึ้นมากลืนลงคอไปทันที
เมื่อยันยาเข้าสู่ช่องท้อง เขาก็รีบเร่งขยับนิ้วร่ายวิชาบริโภคพลังเพื่อหลอมละลายเม็ดยานั้นให้เข้าสู่ร่างกาย
เจตจำนงกระบี่ที่แสนจะคมกริบพลันพุ่งตรงเข้าสู่ห้วงมหาบุญสัมผัสวิญญาณในทันที
“เคร้ง!”
แกนพลังสัมผัสวิญญาณกระบี่น้ำแข็งและแกนพลังสัมผัสวิญญาณกระบี่โลหิตสั่นสะเทือนพรึบพรับขึ้นมาทันที ตัวกระบี่พลันดูมั่นคงและหนาแน่นขึ้นมาอีกสามส่วนอย่างเห็นได้ชัดด้วยตาเปล่า
จ้าวมูจี๋หลับตาลงปรับลมปราณ ภายในส่วนลึกของเนตรซ้อนฉายภาพสะท้อนเหตุการณ์ภายในจุดตันเถียน ประตูบานใหญ่ที่เคยตั้งเด่นอยู่ก่อนหน้านี้แม้จะหายลับไปแล้วก็ตาม ทว่าร่องรอยของมันกลับถูกประทับตราไว้อย่างชัดแจ้งอยู่ภายในดวงวิญญาณของเขา
“ต้องสั่งสมรากฐานให้แน่นหนาขึ้นไว้ก่อน คราวหน้าที่เปิดประตูเสวียนพินอีกครั้งละก็......”
นิ้วมือที่เขาร่ายเวทย์เอาไว้ค่อยๆ รวบเข้าหากันอย่างช้าๆ “จะต้องทำให้สำเร็จในคราเดียวให้จงได้!”
...
เจ็ดวันให้หลัง ภายในพื้นที่หูเทียน
จ้าวมูจี๋ค่อยๆ ถอนหายใจระบายลมปราณที่ขุ่นมัวออกมาคำหนึ่ง เม็ดยาจิตกระบี่ที่เคยลอยเด่นอยู่บนฝ่ามือได้สลายกลายเป็นละอองสีเขียวมรกตจางๆ หายลับไปหมดสิ้นแล้ว
เขาตรวจสอบภายในห้วงสัมผัสวิญญาณ ตบะพลังเซียนบนมุกหยินหยาง บัดนี้ได้แสดงผลเป็น “รวมวิญญาณสมาธิระดับกลาง” อย่างชัดเจน
ก่อนหน้านี้ตบะพลังเซียนของเขานั้น ได้บรรลุถึงขีดสุดของระดับรวมวิญญาณสมาธิระดับกลางไปแล้วนั่นเอง
เม็ดยาจิตกระบี่เพียงเม็ดเดียว กลับช่วยให้เขากลั่นสร้างพลังวิญญาณออกมาได้เพิ่มขึ้นถึงสองพันกว่าสายเลยทีเดียว
เขาถึงกับอดไม่ได้ที่จะอุทานออกมาด้วยความประหลาดใจว่า:“ผลลัพธ์ของเม็ดยาจิตกระบี่ช่างร้ายกาจไม่แพ้หญ้าเซียนอิ๋งหยุนเลยแฮะ
การจะกลั่นสร้างพลังวิญญาณในระดับรวมวิญญาณสมาธิระดับกลางนั้นช่างเป็นเรื่องที่ยากเย็นแสนเข็ญเพียงใด ยานี่คงจะเป็นของล้ำค่าที่หายากมากภายในสำนักกระบี่กิเลนอย่างแน่นอนเลยทีเดียว...... หากกลืนลงท้องไปอีกสองเม็ดละก็ การจะบรรลุสู่ระดับปลายก็คงไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป
ส่วนเม็ดสุดท้ายที่เหลืออยู่ ก็น่าจะช่วยให้รากฐานมั่นคงขึ้นได้อีกไม่น้อยทีเดียว......”
ในขณะที่เขากำลังขบคิดแผนการดำเนินการอยู่นั้นเอง หยกสื่อสารที่ห้อยอยู่ข้างเอวก็พลันปรากฏน้ำเสียงของเหยียนหลันส่งมา
“ศิษย์หลาน การเก็บตัวบำเพ็ญเพียรของเจ้าเป็นอย่างไรบ้าง? ผู้สืบทอดกระบี่ลำดับที่สี่แห่งสำนักกระบี่กิเลน เซียวเฉินโจว เจ้าของสมญากิเลนโลหิตมาเยือนแล้วล่ะ เห็นเขาบอกว่านำเอาทรัพยากรตามที่ผู้อาวุโสโม่รับปากไว้มาให้เจ้าน่ะ”
“โอ้?”
จ้าวมูจี๋พลันเอ่ยออกมาด้วยความประหลาดใจ ที่มุมปากอดไม่ได้ที่จะยกยิ้มขึ้นมาจางๆ
นับตั้งแต่จากกันที่สุสานกระบี่ ก็ผ่านพ้นไปสองเดือนแล้วสิ
ภาพเหตุการณ์ในตอนนั้นที่มีน่ะพ่ายแพ้ภายใต้คมกระบี่ของเขา ทว่ากลับยังคงมีจิตใจที่ยึดมั่นและขวนขวายหาความรู้อยู่อย่างไม่ลดละนั้น ยังคงติดหูติดตาเขามาจนถึงทุกวันนี้
คนผู้นี้มีจิตใจที่ยอดเยี่ยมมาก ถือได้ว่าเป็นคนที่น่าคบหาคนหนึ่งเลยทีเดียว ไม่คิดเลยว่าคราวนี้สำนักกระบี่กิเลนจะส่งคนผู้นี้มาหาเขาถึงที่นี่
เขารีบเร่งออกจากสมาธิทันที
พุ่งทะยานมุ่งหน้าสู่ยอดเขาหลักหลินหลางเฟิง
...
ภายในหอแปดทิศ เซียวเฉินโจวในชุดคลุมสีครามเข้มนั่งอยู่ที่ตำแหน่งแขกผู้เกียรติ แม้ว่าเขาตั้งใจจะปิดบังตัวตนมาโดยตลอด ทว่าในยามนี้กลับถอดหมวกคลุมลงอย่างเป็นทางการ
สองเดือนที่ไม่ได้เจอกัน ผู้สืบทอดกระบี่ลำดับที่สี่แห่งสำนักกระบี่กิเลนผู้นี้ ดูมีบารมีที่น่าเกรงขามและลุ่มลึกมากขึ้นมาก เจตจำนงกระบี่ทั่วทั้งร่างแผ่ซ่านออกมาอย่างเปี่ยมล้น กระบี่โบราณสีน้ำเงินที่วางพาดอยู่บนตักเป็นร่องรอยของแสงสีเลือดวูบวาบออกมาเป็นระยะๆ
“สหายเซียว ไม่ได้พบกันนานเลยนะขอรับ สบายดีไหมขอรับ”
จ้าวมูจี๋โค้งคำนับให้กะทันหันในขณะที่เดินเข้ามาในตำหนัก ซึ่งเขาก็แอบสัมผัสได้เลือนลางว่าตบะของอีกฝ่ายนั้นรุดหน้าขึ้นไปไม่น้อยเลยทีเดียว
เซียวเฉินโจววางจอกชาลง พลันหยัดยืนขึ้นแล้วระเบิดหัวเราะออกมาอย่างชอบอกชอบใจว่า:“สหายจ้าวต่างหากที่มีสง่ามากราศีมากขึ้นอย่างก้าวกระโดด! ได้ยินมาว่าเข้าถึงขอบเขตการแยกปราณกระบี่แล้วรึ? อีกไม่นานก็จะได้บรรลุขอบเขตการแยกแสงกระบี่แล้วสิเนี่ย”
เขากล่าวออกมาด้วยความประหลาดใจ ในแววตาฉายแสงเจตจำนงกระบี่ออกมาแวบหนึ่งก่อนจะหายลับไป หางตาแอบเหลือบมองไปที่เหยียนหลันในชุดแดงที่นั่งอยู่บนที่นั่งประธานหลัก
“ศิษย์ลุงไม่ใช่คนอื่นคนไกลขอรับ”
จ้าวมูจี๋สะบัดแขนเสื้อเบาๆ อักขระค่ายกลกักขังภายในตำหนักพลันสั่นไหวเล็กน้อย
เซียวเฉินโจวได้ฟังดังนั้นก็พยักหน้า หยิบเอาถุงเก็บของออกมาจากอกเสื้อแล้วยื่นส่งให้ กล่าวด้วยน้ำเสียงที่จริงจังว่า:“ผู้อาวุโสโม่ฝากกำชับข้ามาเป็นพิเศษว่า ทรัพยากรเหล่านี้จะต้องส่งให้ถึงมือของสหายจ้าวด้วยตัวเองให้ได้ขอรับ”
“รบกวนสหายเซียวลำบากเดินทางมาไกลเลยนะขอรับ”
จ้าวมูจี๋รับถุงเก็บของมาตรวจสอบดูครู่หนึ่ง ทรัพยากรต่างๆ ตามที่โม่เวิ่นเจี้ยนรับปากไว้อย่างศิลาส้ม พลังวิญญาณแห่งเซียนโบราณ และอื่นๆ ล้วนครบครันไม่มีขาดตกบกพร่องเลยแม้แต่น้อย
แม้แต่ถุงเก็บของที่มีมูลค่าถึงสามศิลาโบราณก็ยังมอบให้เขามาด้วยเลย
เขากำลังจะเอ่ยปากกล่าวขอบคุณ ทว่ากลับเห็นเซียวเฉินโจวโค้งคำนับให้กะทันหัน น้ำเสียงแฝงไว้ด้วยความคาดหวังในใจลึกๆ ว่า:“สหายจ้าว นับตั้งแต่คราที่พวกเราจากกันที่สุสานกระบี่ในวันนั้น ข้าเซียวผู้นี้ก็เฝ้าคำนึงถึงฝีมือวิถีกระบี่ของท่านมาโดยตลอดเลยละขอรับ
ได้ยินมาว่าภายในถ้ำสวรรค์แห่งนี้มีการแกะสลักรอยกระบี่ไว้บนหน้าผา ไม่ทราบว่าจะอนุญาตให้ข้าได้เข้ารับชมเป็นขวัญตาสักคราได้ไหมขอรับ?
ข้าเซียวผู้นี้ได้เตรียมศิลาวิญญาณมาด้วยตัวเองแล้ว รับรองว่าจะไม่เบียดบังดึงเอาพลังวิญญาณจากสายใยวิญญาณภายในถ้ำสวรรค์ของท่านมาใช้งานอย่างแน่นอนเลยละขอรับ”
“คนผู้นี้ช่างเป็นคนบ้ากระบี่เสียจริง!”
จ้าวมูจี๋แววตาสั่นไหวเล็กน้อย นึกไปถึงวันนั้นที่สุสานกระบี่ที่เซียวเฉินโจวยอมรับความพ่ายแพ้แต่โดยดีอย่างเปิดเผยและจริงใจ ที่มุมปากของเขายกยิ้มขึ้นมา พลางผายมือทำท่าทางนำทางว่า:“ในเมื่อสหายเซียวมีใจอยากจะเข้ารับชมละก็ ข้าจ้าวผู้นี้ก็ยินยอมมอบวาสนาในครั้งนี้ให้ตามที่ต้องการขอรับ เชิญตามข้ามาได้เลยขอรับ”
เมื่อกล่าวจบ เขาก็หันไปมองที่เหยียนหลัน ริมฝีปากขยับส่งกระแสจิตแอบสื่อสารออกไปว่า:“ศิษย์ลุง เกี่ยวกับวิชากลั่นเทพนิมิตในนั้น ศิษย์พอจะล่วงรู้ถึงความลับบางประการมาได้บ้างแล้วละขอรับ
รอกิจธุระตรงเขาวันนี้เสร็จสิ้นเสียก่อน แล้วศิษย์ค่อยมาอธิบายรายละเอียดให้ศิษย์ลุงฟังอย่างลึกซึ้งอีกครั้งนะขอรับ เรื่องนี้...... จำเป็นจะต้องวางแผนเตรียมตัวให้ดีเพื่อให้รอบคอบที่สุดเสียก่อนขอรับ”
เหยียนหลันได้ฟังดังนั้น ในแววตาก็ประกายแสงแห่งความยินดีออกมาวูบหนึ่ง ใบหน้าไม่อาจเก็บซ่อนความดีอกดีใจไว้ได้ รีบส่งกระแสจิตตอบกลับมาทันทีว่า:“ศิษย์หลานที่ดี! พรสวรรค์ของเจ้าช่างยอดเยี่ยมเหนือกาลเวลาจริงๆ! ถ้าอย่างนั้นศิษย์ลุงจะเข้าครัวต้มน้ำรอเจ้าอยู่ที่ยอดเขาเพลิงแดงเพื่อคุยเรื่องนี้กันและรอฟังข่าวดีจากเจ้านะ”
จ้าวมูจี๋รีบเร่งนำทางเซียวเฉินโจวพุ่งพะยานทะลุขึ้นไปบนกลุ่มเมฆ ทะยานหายลับไปทางถ้ำกระบี่ที่ยอดเขาเมฆาโดดเดี่ยวในพริบตาเดียว
ที่แห่งนั้นกลับพบเห็นร่องรอยกระบี่ที่ขีดเขียนทับซ้อนกันไปมาอยู่เต็มหน้าผา รอยกระบี่แต่ละสายล้วนแฝงไว้ด้วยเจตจำนงกระบี่ที่แสนจะประณีตล้ำลึกเหนือสิ่งอื่นใด
ที่ใต้หน้าผาแห่งนั้น มีเหล่าลูกศิษย์ในถ้ำสวรรค์หลินหลางนับสิบกว่าคนพากันนั่งขัดสมาธิลงบนพื้น บ้างก็ขมวดคิ้วครุ่นคิดอย่างหนักหน่วง บ้างก็ร่ายเวทย์วิถีกระบี่ออกมาพยายามฝึกฝน ทั้งหมดล้วนแล้วแต่กำลังตั้งอกตั้งใจทำความเข้าใจกับวิถีกระบี่ที่ปรากฏอยู่บนหน้าผาแห่งนั้นกันทั้งสิ้น
เซียวเฉินโจวส่งแววตาที่คมประดุจสายฟ้าฟาดกวาดตามองไปยังร่องรอยกระบี่เหล่านั้นอยู่ครู่หนึ่ง ในที่สุดเขาก็เลือกที่จะไปหยุดลงตรงร่องรอยกระบี่สายหนึ่งที่ดูเหมือนรูปเครื่องหมายพิศวง กล่าวออกมาอย่างเป็นทางการว่า:“เจตจำนงกระบี่สายนี้...... น่าจะเป็นลายมือของผู้อาวุโสโม่นี่นา”
ทันใดนั้นเขาก็ระเบิดหัวเราะออกมาอย่างชอบอกชอบใจว่า:“ถ้ำกระบี่ของสหายจ้าวแห่งนี้ ดูกล้าแกร่งและทรงพลังเหนือกว่าที่สุสานกระบี่ในวันนั้นเสียอีกนะเนี่ย เพียงแต่ว่า......”
เขาหันมามองที่จ้าวมูจี๋ ในดวงตาฉายแววความเจ้าเล่ห์ออกมาแวบหนึ่ง:“เหตุใดสหายถึงได้ไม่นำเอารอยกระบี่ที่ใช้ดวงตาแทนกระบี่ประทับไว้บนหน้าผาแห่งนี้ด้วยล่ะขอรับ?
เมื่อวันนั้นที่คุณสำแดงรอยกระบี่ที่ใช้ดวงตาแกะสลักเอาไว้ที่สุสานกระบี่นั้น มันทำให้ข้าเซียวผู้นี้แทบนอนไม่หลับไปตั้งหลายคืน”
จ้าวมูจี๋ได้ฟังดังนั้นก็ระเบิดหัวเราะออกมาอย่างชอบอกชอบใจว่า:“สหายเซียวช่างเป็นคนขี้ใจน้อยเสียจริงนะขอรับ”
เซียวเฉินโจวหัวเราะลั่น:“มิฉใช่ขี้ใจน้อยหรอกขอรับ แต่เขาเรียกว่าเห็นสิ่งที่ชอบแล้วก็อยากจะไขว่คว้าหาความรู้ให้ถึงแก่นแท้น่ะขอรับ พอดีในช่วงเวลาสองเดือนที่ผ่านมานี้ ข้าเซียวผู้นี้ก็ได้บรรลุแจ้งเห็นจริงเกี่ยวกับวิชาใช้เนตรแทนกระบี่มาได้บ้างแล้วนิดหน่อยละขอรับ......”
สิ้นเสียงที่กล่าวออกมา แววตาของเขาก็พลันสว่างจ้าดั่งดวงดวงที่ประดับอยู่บนฟากฟ้า พุ่งลำแสงเจิดจ้างามตาออกมาวาดเขียนรอยกระบี่เหล่านั้นขึ้นมากลางอากาศในทันที
แม้ว่าในยามนี้จะยังไม่อาจเทียบชั้นกับจ้าวมูจี๋ที่เคยสำแดงออกมาดูในวันนั้นจนโลกต้องจดจำก็ตาม ทว่าความคมกริบนั้นกลับแผ่ซ่านออกมาอย่างรุนแรง ก่อให้เกิดแรงสั่นพ้องประสานไปกับรอยกระบี่บนหน้าผาเหล่านั้นจนทำให้สั่นสะเทือนพรึบพรับขึ้นมาทันที
ในท้ายที่สุด ที่บริเวณหน้าผมแห่งนั้น ก็ปรากฏรอยกระบี่ที่เกิดจากสายตาที่พร่าพรายสายหนึ่งปรากฏขึ้นมาบางๆ
ภาพเหตุการณ์ในครั้งนี้ก่อให้เกิดความแตกตื่นตกใจให้แก่เหล่าลูกศิษย์ที่กำลังนั่งสู้ธรรมอยู่ด้านล่างหน้าผานั้นเป็นอย่างมาก
เมื่อเห็นเงาร่างของจ้าวมูจี๋ ต่างฝ่ายก็รีบพากันก้มลงเคารพประนมอัญชลีกันอย่างพร้อมเพรียงกันทันที จากนั้นก็พากันจับจ้องไปที่เซียวเฉินโจวในชุดคลุมสีดำด้วยความสายตาที่แฝงไว้ด้วยความเกรงขามและหวาดหวั่นยิ่งนัก
จ้าวมูจี๋จ้องมองไปยังร่องรอยของการใช้สายตาแกะสลักเป็นร่อยกระบี่ที่ปรากฏอยู่บนหน้าผาแห่งนั้น ในดวงตาฉายแสงเจิดจ้าออกมา พลางปรบมือชื่นชมออกมาจากใจจริงว่า:“ไม่ได้เจอกันแค่สองเดือน ไม่คิดเลยว่าสหายเซียวถึงกับจะก้าวข้ามผ่านขีดจำกัดไปได้สำเร็จจริงๆ ด้วยสิเนี่ย...... พรสวรรค์ในการเรียนรู้วิถีกระบี่ของท่านช่างยอดเยี่ยมจนยากที่จะหาใครเปรียบได้จริงๆ เลยนะขอรับ”
เซียวเฉินโจวสลายท่าทางขยับกระบี่ ส่ายหัวยิ้มออกมาบางๆ :“ถ้าเทียบคุณจ้าวแล้วละก็ ข้ายังห่างชั้นอยู่อีกมากนักขอรับ ทว่า......”
เขาจ้องมองไปยังหน้าผา แววตาฉายความมุ่งมั่นท่แรงกล้าออกมาทันที:“ในยามนี้เมื่อข้ามาถึงที่นี่แล้วละก็ ไม่สู้สหายจ้าวช่วยกรุณาชี้แนะข้าอีกสักนิดจะได้ไหมขอรับ?”
จ้าวมูจี๋จับจ้องไปลวดลายรอยกระบี่ที่โม่เวิ่นเจี้ยนทิ้งประทับเอาไว้ที่เป็นรูปเครื่องหมายคำถามนั้น ในใจพลันสัมผัสถึงความลึกลับบางอย่างขึ้นมาได้ทันที
ที่ผ่านมานั้น เจตจำนงกระบี่ที่เขาได้รับบรรลุแจ้งมาทั้งหมด ล้วนไม่ใช่สิ่งที่สร้างสรรค์ขึ้นมาด้วยตัวเองเลยสักนิดเดียว
ไม่ว่าจะเป็นเจตจำนงกระบี่น้ำแข็งนิรันดร์ เจตจำนงกระบี่บัวเขียวบัวขาว เจตจำนงกระบี่หยินหยาง...... ทั้งหมดล้วนเป็นสิ่งที่คนรุ่นทวดรุ่นปู่ทิ้งเอาไว้ให้ทั้งสิ้น
หากจะถามว่าเจตจำนงกระบี่ที่เป็นของตัวเองจริงๆ มีบ้างไหม ก็เกรงว่าน่าจะเป็นเศษเสี้ยวของไอพลังแห่งหายนะของเหล่าเทพเจ้าที่ถูกนำมาหลอมสกัดไว้ภายในกระบี่โลหิตเท่านั้นละมั้ง
ทว่าสิ่งเหล่านั้นท้ายที่สุดแล้วกึ่งหนึ่งก็มีที่มาจากฟากฟ้าและปฐพี ไม่ได้มาจากตัวตนของเขาที่บรรลุแจ้งเห็นจริงด้วยตัวเองอย่างแท้จริงเลยแม้แต่น้อย
ส่วนเรื่องการใช้เนตรแทนกระบี่ หรือเจตจำนงกระบี่เสียงกัมปนาทอึกทึกเหล่านั้น มันก็เป็นเพียงแค่วิธีการควบคุมกระบี่รูปแบบหนึ่งเท่านั้น ไม่นับว่าเป็นเจตจำนงกระบี่ที่แท้จริงได้หรอก
“เจตจำนงที่แท้จริงที่โม่เวิ่นเจี้ยนทิ้งประทับรอยกระบี่นี้ไว้ให้ข้า ที่แท้มันก็เป็นอย่างนี้นี่เอง...”จ้าวมูจี๋หลับดวงตาลงบางๆ ภายในสติพลันปรากฏเงากระบี่นับหมื่นแสนไหลเวียนไปมา “เขากำลังตั้งคำถามกับข้าว่า ข้านั้นมีเจตจำนงกระบี่ที่เป็นของตัวเองอยู่บ้างไหม?”
“เจตจำนงกระบี่ที่เป็นของข้าเองอย่างนั้นรึ......”
ภาพความจำในอดีตพรั่งพรูไหลเข้ามาประดุจคลื่นยักษ์ที่โถมซัดสาด
เขาพลันมองเห็นภาพของตัวเองที่เคยยืนเฝ้าหม้อปรุงยาเพียงคนเดียว จากนั้นก็ข้ามกาลเวลาย้อนยุคกลับมาที่โลกใบนี้พร้อมกับมุกหยินมุกหยาง ดิ้นรนเอาชีวิตรอดในยุคที่พลังวิญญาณเหือดแห้งหายไปอย่างสิ้นหวังแห่งนี้
เริ่มแรกก็เป็นเพียงเพื่อการบำเพ็ญเพียรเพื่อให้มีอายุยืนยาวเพียงเท่านั้น เพื่อที่จะได้ไม่ตาย......
“ทว่าในยามนี้สิ...”
แววตาของเขาฉายแสงสว่างออกมาวูบหนึ่ง “ข้าต้องการที่จะลอกเปลือกความจริงที่ซุกซ่อนอยู่ภายใต้ความว่างเปล่าแห้งนี้ออกให้หมดสิ้น ข้าต้องการที่จะทำลายโซ่ตรวนที่ผูกมัดพลังวิญญาณแห่งเซียนไม่ให้เหือดแห้งมลายหายไปให้จงได้!”
“มิฉะนั้นพรรณนามีอายุยืนยาวเป็นหมื่นปีก็ตาม ทว่าสุดท้ายก็ไม่อาจควบคุมการเกิดการตายที่แท้จริงได้ ยุคสิ้นหวังแห่งนี้ก็เป็นเพียงมังกรที่ติดกับดักแห้งแล้งเพียงตัวหนึ่ง การจะมีชีวิตที่ยืนยาวเช่นนี้ต่อไป...... ช่างน่าขันสิ้นดี!”
เขาเงยหน้าขึ้นจ้องมองขึ้นไปบนฟากฟ้า แววตาฉายเจตจำนงกระบี่ที่แผ่พุ่งออกมาอย่างรุนแรง:“ต้องมีสักวันที่ข้าจะกวัดแกว่งพุ่งทะยานสู่ท้องฟ้าดั่งเช่นท่านจางเจินเหรินในอดีต จะต้องเปิดเนตรซ้อนออกมาดุจราชันย์เซี่ยงอ๋อง เพื่อที่จะทำให้ท้องฟ้าแห่งนี้...... ไม่สามารถปิดกั้นแววตาของข้าได้อีกต่อไป......”
“ข้าอยากจะไปถามพวกเทพเซียนเหล่านั้นที่เอาแต่เสวยสุขอยู่บนชั้นฟ้าเก้าชั้นฟ้าให้ต่อหน้าต่อตาเลยว่า เหตุใดในยามที่พวกท่านเอาแต่ดูดซับเอาพลังวิญญาณไปจนหมดสิ้นนั้น กลับพากันทำเป็นมองไม่เห็นชะตากรรมที่อันแสนจะเศร้าสลดของสรรพชีวิตที่อยู่ภายใต้ฟากฟ้าแห่งนี้เลยแม้แต่นิดเดียวล่ะขอรับ!”
สิ้นเสียงที่กล่าวคำถามออกมา เจตจำนงกระบี่ที่ร้ายกาจและทรงพลังอย่างที่ไม่เคยปรากฏขึ้นมามาก่อน ก็พรั่งพรูออกมาจากส่วนลึกของหัวใจของเขาอย่างดุดัน
นี่ไม่ใช่เพียงแค่การถามกระบี่เท่านั้น ทว่ามันคือการถามหัวใจของตัวเองด้วยต่างหากละ
ถามว่าบนเส้นทางแห่งการบรรลุแจ้งกลางฟากฟ้าและปฐพีในยุคที่สิ้นหวังล่มสลายเช่นนี้ ควรจะก้าวเดินไปในทิศทางใดต่อไปดี!
“กระบี่ทลายนภาเก้าชั้นฟ้า......”
เขาพึมพำออกมาด้วยน้ำเสียงที่แผ่วเบา ในดวงตาพลันระเบิดแสงกระบี่เจิดจ้าบาดตาออกมาทันที
“ฟึ่บ!!”
เจตจำนงกระบี่ที่ร้ายกาจสองสายประดุจสายรุ้งที่พาดผ่านดวงตะวันเพื่อพุ่งทะยานสู่ท้องนภาที่กว้างใหญ่ไพศาล ประทับรอยกระบี่ที่แสนลึกล้ำไว้บนหน้าผาแกะสลักอย่างเด่นชัดถึงสองรอยด้วยกัน
ในคราแรก เจตจำนงกระบี่ทำตัวเป็นอิสระและบ้าบิ่นยิ่งนัก ประดุจเทพเซียนที่ก้าวเดินผ่านกลุ่มเมฆ พุ่งทะยานขึ้นไปข้างบนสูงถึงเก้าหมื่นลี้ เต็มไปด้วยความสุขสำราญและกล้าหาญที่ไม่มีอะไรจะมาขวางกั้นได้
ทว่าในยามที่เจตจำนงกระบี่พุ่งทะยานไปได้เพียงครึ่งทางนั้น ทันใดนั้นมันกลับประดุจถูกขวางกั้นด้วยกำแพงเซียนที่ไร้รูปร่าง พลันหมุนตัวพุ่งดิ่งตกลงมาข้างล่างกะทันหันอย่างรุนแรง!
ภายในแสงกระบี่กลับแฝงไว้ด้วยกลิ่นอายแห่งความสิ้นหวังที่ทำให้ผู้คนรู้สึกหายใจไม่ออก ราวกับว่ามีสิ่งพรางตาที่น่ากลัวอย่างถึงขีดสุดสถิตอยู่บนชั้นฟ้า แม้แต่เทพกระบี่ก็ยังต้องถูกฟาดฟันจนมลายแลกหายไปสิ้นซาก
ทว่าภายในหุบเหวแห่งความสิ้นหวังนั้นเอง ที่ส่วนลึกของเจตจำนงกระบี่กลับปรากฏแสงสว่างรางๆ ของการหมุนวนที่เปี่ยมล้นไปด้วยพลังหยินหยาง แสงสว่างจางๆ นั้นดูเหมือนเจตจำนงกระบี่หยินหยาง ดูคล้ายกับเนตรซ้อนของราชันย์เซี่ยงอ๋อง และยังคล้ายกับมุกหยินหยางอีกด้วย
มันประดุจแสงสว่างจากหิ่งห้อยในคืนที่มืดมิด แม้จะดูริบหรี่เจือจางทว่ากลับมีความดื้อรั้นและไม่ยอมมอดดับหายไปง่ายๆ ประดุจกำลังเฝ้ามองหารุ่งอรุณใหม่กลางดินแดนแห่งความสิ้นหวัง......
“นี่... นี่มันคือ......”
เซียวเฉินโจวที่ยืนอยู่ข้างกายจ้องมองไปยังรอยกระบี่ใหม่ที่ประดับอยู่บนหน้าผาแห่งนั้น รูม่านตาของเขาหดวูบลงทันที ในดวงจิตสั่นสะท้านอย่างรุนแรง ถูกดึงดูดเข้าสู่โลกของเจตจำนงกระบี่ที่ลึกล้ำและซับซ้อนนี้ไปในทันที
ในตอนแรกเขายังมีความรู้สึกคลางแคลงใจอยู่บ้าง รู้สึกว่าเจตจำนงกระบี่ที่พุ่งทะยานสู่ท้องฟ้านั้นแม้จะงดงามน่าทึ่งเพียงใดก็ตาม ทว่าก็เป็นเพียงแค่ฝีมือหนึ่งที่ดูสวยงามล้ำเลิศเกินจริงไปเท่านั้น
สิ่งที่เรียกว่าการกวัดแกว่งเจตจำนงกระบี่สู่ท้องนภาอันกว้างใหญ่ไพศาลนั้น ตราบใดที่ในใจมีปณิธานและหัวจิตหัวใจที่แกร่งกล้าตามวิถีแห่งดาบละก็ ย่อมสามารถสำแดงเอาเจตจำนงกระบี่ที่เต็มไปด้วยความสุขใจออกมาได้อย่างไม่ยากเย็นนัก
ทว่าเมื่อเขายิ่งพยายามทำความเข้าใจหยั่งลึกเข้าไปมากเท่าไหร่ ความสิ้นหวังหลังจากที่ได้รับความสุขใจเป็นรางวัลไปก่อนหน้านั้น ก็เริ่มตามมาติดๆ ประดุจคลื่นยักษ์ที่โถมเข้าใส่ตัวเขาระลอกแล้วระลอกเล่า
เขาพลันมองเห็นภาพลวงตาของกระบี่เดียวดายเล่มหนึ่งที่กำลังดิ้นรนเข่นฆ่าอยู่ท่ามกลางหุบเหวที่มืดมนและไร้หนทาง พื้นที่รอบกายถูกโอบล้อมไปด้วยความมืดมิดที่เปล่าเปลี่ยวที่คอยจ้องจะกลืนกินทุกสรรพชีวิตไปจนหมดสิ้น ไม่มีวี่แววของแสงสว่างแห่งความหวังใดๆ แม้แต่น้อย......
“ไม่...... เป็นไปไม่ได้! นี่คือกระบี่ที่มุ่งเน้นการดับสูญ หากกวัดแกว่งเอาเจตจำนงกระบี่เช่นนี้ออกมาละก็ คนที่จะต้องตายคนแรกย่อมต้องเป็นผู้ที่สำแดงฝีมือออกมานั่นเอง ย่อมไม่มีทางที่จะรอดพ้นไปได้...... เป็นไปไม่ได้อย่างเด็ดขาดขอรับ!”
ทันใดนั้นเซียวเฉินโจวก็ครางฮึมในลำคออกมาคำหนึ่ง ร่างกายเซถลาไปถอยหลังไปสามก้าวทันที ที่บริเวณนหน้าผาสมีเหงื่อเย็นผุดออกมาเป็นเม็ดๆ
เขารู้สึกได้ถึงความหวาดกลัวที่รุนแรงว่า จิตวิญญาณกระบี่ของเขานั้น ถึงกับเริ่มจะมองดูแตกร้าวลงไปภายใต้เจตจำนงกระบี่แห่งความสิ้นหวังสายนั้นไปเสียแล้ว
หากไม่ใช่เพราะรีบเร่งถอนตัวออกมาได้ทันเวลาละก็ เกรงว่าดวงจิตวิถีคงจะต้องแตกร้าวและได้รับความเสียหายอย่างรุนแรงเป็นแน่แท้
“สหายจ้าว เจตจำนงกระบี่สายนี้...... ท่านได้รับรู้เรียนรู้มาจากที่ใดกันขอรับ? นี่ไม่ใช่สิ่งที่มนุษย์จะสามารถกวัดแกว่งเอาเจตจำนงทำนองนี้ออกมาได้เลยนะขอรับ”
เขามองไปรอบตัวด้วยท่าทางที่มึนงง แววตาเต็มไปด้วยร่องรอยเส้นเลือดสีแดงผุดขึ้นมามากมาย ถึงได้เพิ่งจะสังเกตเห็นว่าจ้าวมูจี๋นั้นได้เดินจากไปตั้งนานแล้ว ทิ้งให้เขายืนอยู่เพียงลำพังที่ด้านหน้าหน้าผาแห่งนั้นเพียงคนเดียว
ไม่รู้ว่าตั้งแต่เมื่อไหร่ ที่สายฝนบางๆ ของฤดูหนาวเริ่มโปรยปรายลงมาอย่างเงียบเชียบ เม็ดฝนที่เย็นยะเยือกแทรกซึมผ่านเสื้อผ้าเข้าไป ผิวหนังพลันเกิดความหนาวสั่นสะท้านไปถึงทรวงอก
นี่เขาถึงกับยืนนิ่งอยู่ตรงนี้นานเท่าไหร่กันแน่เนี่ย......
เหล่าลูกศิษย์ภายในถ้ำสวรรค์หลินหลางที่อยู่รอบข้างต่างพากันจับจ้องมองมาแต่ไกล ในดวงตามีทั้งความฉงนสงสัยและความเกรงขามแฝงไว้ด้วยกัน
ร่องรอยกระบี่บนหน้าผมแห่งนั้น ประดุจกับสิ่งมีชีวิตที่กำลังสั่นไหวเล็กน้อยไปมามองดูมีชีวิตชีวามาก ในคราแรกที่เห็นนั้นดูมีความสุขใจเป็นอย่างมาก ทว่าเมื่อยิ่งมองดูให้ลึกซึ้งเข้าไปมากเท่าไหร่ กลับแฝงไว้ด้วยกลิ่นอายแห่งการดับสูญที่น่าสะพรึงกลัว ทำให้คนพากันทั้งโหยหาและพากันใจสั่นหวั่นไหวไปพร้อมๆ กันในคราวเดียว
“ผู้อาวุโสเซียว รบกวนดื่มชาก่อนขอรับ”
จี้โม่ไป๋ถือจอกชาเดินเข้ามาเงียบๆ นำมามอบให้อย่างสุภาพเรียบร้อย
เมื่อเห็นเซียวเฉินโจวมีท่าทางที่มึนงง พลางหันไปมองร่องรอยกระบี่บนหน้าผาด้วยความสนใจ ก็อดไม่ได้ที่จะถูกเจตจำนงกระบี่สายนั้นทำเอาดวงจิตสั่นสะเทือนพรึบพรับตามไปด้วยอีกคนหนึ่ง
“นี่คือเจตจำนงกระบี่ที่ท่านเจ้าถ้ำคนใหม่เพิ่งจะแกะสลักประทับตราเอาไว้รึ? ช่างดูทรงพลังและเปี่ยมล้นไปด้วยความสุขสำราญเสียจริงนะขอรับ!”
จี้โม่ไป๋เอ่ยชมออกมาจากใจจริง
“ไม่หรอก......” เซียวเฉินโจวรับจอกชามา นิ้วมือยังคงสั่นสะท้านไม่หาย “ความสุขสำราญนั่นมันเป็นเพียงแค่เปลือกนอกเท่านั้นเองขอรับ...... คุณเองก็มองไม่เห็นสินะ...... ที่ส่วนลึกของเจตจำนงกระบี่สายนี้นั้น...... มันช่างน่าสะพรึงกลัวมาก!”
เขาถึงขั้นไม่กล้าเงยหน้าขึ้นไปจับจ้องมองดูเจตจำนงกระบี่บนหน้าผาแห่งนั้นในยามนี้เลยเสียด้วยซ้ำ
“ข้าไม่เคยเห็นเจตจำนงกระบี่ที่ลึกล้ำซับซ้อนขนาดนี้มาก่อนเลยขอรับ ครึ่งแรกเห็นได้ชัดว่าเป็นความสุขใจของเทพกระบี่ที่กวัดแกว่งทะยานพุ่งสู่ท้องนภา ทว่าครึ่งหลังกลับ......”
ท่ามกลางความมึนงงนั้น ดูเหมือนว่าเขาจะแอบมองเห็นดวงตาเย็นเยียบคู่หนึ่งสถิตอยู่บนเก้าชั้นฟ้า กำลังก้มลงมองพิจารณาดูโลกมนุษย์ใปนนี้อยู่ อดไม่ได้ที่จะขนลุกซู่ขึ้นมาทันที
ทันใดนั้นเขาก็รีบบกระโดกชามรวดเดียวจนหมดเกลี้ยง หันมามองจี้โม่ไป๋แล้วถามว่า “แล้วท่านเจ้าถ้ำของเจ้าล่ะ?”
จี้โม่ไป๋ส่ายหัว:“ท่านเจ้าถ้ำเพียงแค่กำชับให้ข้าน้อยนำชามามอบให้หลังจากที่ผู้อาวุโสเซียวตื่นจากภวังค์แล้วเพื่อดื่มแก้กระหายขอรับ ไม่ได้สั่งการอะไรเพิ่มเติมขอรับ”
เซียวเฉินโจวหัวใจเต้นผิดจังหวะไปวูบหนึ่ง ในดวงตาฉายแววลึกล้ำออกมาวูบหนึ่ง:“สหายจ้าวนั้น คาดการณ์เอาไว้ล่วงหน้าแล้วรึว่าข้าจะไม่สามารถหลุดออกมาจากเจตจำนงกระบี่ที่เปี่ยมล้นไปด้วยความสิ้นหวังนั่นได้ล่ะเนี่ย? หรือว่า...... ภายในเจตจำนงกระบี่สายนี้นั้น ยังมีร่องรอยของความลับลึกล้ำอะไรบางอย่างที่น่าสนใจแอบซ่อนไว้อยู่อีกชั้นนึงกันแน่ขอรับ?”
ทว่าเมื่อหวนนึกไปถึงกลิ่นอายความหวาดกลัวที่แสนจะสิ้นหวังที่ทำให้ผู้คนพากันหายใจไม่ออกเมื่อสักครู่นี้นั้น ต่อให้มันแฝงความลับเอาไว้อีกกี่สิบกี่ร้อยเรื่องก็ตาม ด้วยความรู้แจ้งเห็นจริงในวิถีกระบี่ของเขาในยามนี้ เกรงว่าคงยากที่จะทำความเข้าใจมันได้หรอก
“สหายจ้าว... ช่างเป็นคนที่ลึกล้ำสุดหยั่งจริงๆ นะขอรับ... ลึกล้ำจนน่าประหลาดใจจริงๆ ขอรับ...”
เขาถอนหายใจระบายลมปราณที่แฝงไว้ด้วยความอึดอัดออกมา แววตาที่แหลมคมประดุจคมกระบี่จดจ้องไปที่จี้โม่ไป๋:“ข้าแอบเห็นว่าเจ้าก็มีพรสวรรค์เกี่ยวกับวิถีกระบี่อยู่ไม่น้อยเหมือนกันนะเนี่ย แถมจ้าวมูจี๋ยังจงใจให้เจ้าเป็นคนนำชามาให้ข้าด้วยละก็...”
“ชาแก้วนี้ ข้าจะดื่มเปล่าๆ โดยที่ไม่ได้มอบรางวัลอะไรเป็นสิ่งตอบแทนไม่ได้หรอกขอรับ”
จี้โม่ไป๋ได้ฟังดังนั้นที่ดวงตาก็ส่องประกายสว่างวาบขึ้นมาทันที
...
ห่างออกไปไม่ไกลนัก ที่จุดสูงสุดของยอดเขาหลักหลินหลาง จ้าวมูจี๋ค่อยๆ สลายเนตรซ้อนที่แอบสังเกตการณ์พฤติกรรมต่างๆ ของอีกฝ่ายทิ้งไป แววตาล้ำลึกดุจหุบเหวที่ไร้ก้นบึ้ง
เมื่อเห็นว่าเซียวเฉินโจวแม้จะมีสติกลับคืนมาแล้ว ทว่ากลับยังไม่อาจบรรลุแจ้งเห็นจริงถึงเหตุปัจจัยที่แฝงอยู่นั้นได้สำเร็จ ก็ถือว่าเป็นไปตามที่เขาคาดการณ์เอาไว้อยู่แล้วล่ะ
เมื่อห้าวันก่อน ในตอนที่เขาสร้างสรรค์เจตจำนงกระบี่สายนี้นั้น ก็ถึงกับทำให้ดวงจิตเหนื่อยล้าจนแทบหมดสติไปเลยทีเดียว จนต้องหลบเข้าไปนอนหลับพักเหนื่อยเงียบๆ ภายในพื้นที่หูเทียนไปพักใหญ่
ในยามที่เขาตื่นขึ้นมานั้น ที่ส่วนลึกของห้วงสมุทรสัมผัสวิญญาณ กลับปรากฏร่องรอยลึกลับของเงากระบี่สีดำมะเมื่อมสายหนึ่งเพิ่มขึ้นมาเงียบๆ...... นั่นคือแกนรากฐานสัมผัสวิญญาณตัวที่สี่ที่กำลังจะถือกำเนิดขึ้นมานั่นเอง!
แม้ว่าในที่ตอนนี้นั้นมันจะยังเป็นเพียงเงาลวงตาที่ยังไม่สมบูรณ์ก็ตาม ทว่ากลับสร้างความดีพระเนื้อดีพระทัยให้แก่เขาเป็นล้นพ้นทีเดียว
เห็นได้ชัดว่า นี่คือกุญแจสำคัญที่บ่งบอกว่ารากฐานสัมผัสวิญญาณของเขานั้นกำลังจะบรรลุไปได้อีกระดับแล้วนั่นเอง
“เดี๋ยวรอให้บรรลุระดับรวมวิญญาณสมาธิระดับปลายได้สำเร็จเสียก่อน แกนพลังสัมผัสวิญญาณหลักที่เกิดขึ้นมาด้วยเจตจำนงกระบี่ของตัวเองอันนี้ละก็ จะต้องมีความแข็งแกร่งและสมบูรณ์ขึ้นมาได้อย่างมั่นคงแน่นอนขอรับ!”
เขาได้ตั้งชื่อให้แก่เจตจำนงกระบี่สายนี้นั้นว่า “เนียรพาน”!
การตายเพื่อเกิดใหม่ การพังทลายเพื่อสร้างสรรค์ความแข็งแกร่งขึ้นมาใหม่ หากต้องกวัดแกว่งพึ่งพาคมกระบี่เพื่อพุ่งทะยานสู่ชั้นฟ้า เพื่อไปค้นหาสัจธรรมที่ซุกซ่อนอยู่ภายใต้ความว่างเปล่านั่นเข้าจริงๆ ละก็ มันจะไม่ออกว่าดูเหมือนเป็นการกำเนิดใหม่ครั้งยิ่งใหญ่อย่างนั้นรึ? (เนียรพาน)
ความลับของการข้ามมิติมายังโลกใบนี้ สิ่งลี้ลับที่แฝงอยู่ภายใต้มุกหยินหยางนั้น คาดว่าความจริงทั้งมวลก็น่าจะเปิดเผยออกมาได้หลังจากที่มีการเกิดใหม่ครั้งยิ่งใหญ่แล้วนั่นเองละมั้ง
และในยามนี้นั้น ความลับเหล่านั้น ล้วนแล้วแต่ถูกเก็บฝังเอาไว้อยู่ภายใต้เจตจำนงกระบี่สายนี้ไปจนหมดสิ้นแล้ว
ในผู้บำเพ็ญเพียรระดับเดียวกันนั้น เกรงว่าคนที่จะสามารถรับมือกับเจตจำนงกระบี่สายนี้ได้ละก็...... ก็น่าจะเหลือน้อยเต็มทีแล้วล่ะ!
“วิชากลั่นเทพนิมิตใน กับกรรมวิธีกลั่นสร้างจินตานจิ๋ว อย่างน้อยที่สุดก็จำเป็นจะต้องมีรากฐานสัมผัสวิญญาณอยู่ในระดับรวมวิญญาณสมาธิระดับสมบูรณ์จึงจะพอทำเนาได้ แถวข้ายังจำเป็นจะต้องเป็นคนช่วยเหลือชี้นำทางให้ด้วยตัวเองอีกแรงหนึ่งด้วย เรื่องนี้ข้าก็ได้อธิบายให้ศิษย์ลุงได้รับรู้รับทราบไปหมดเรียบร้อยแล้วล่ะ!”
จ้าวมูจี๋ถือจอกชาที่ตั้งอยู่ข้างกายขึ้นมาจิบ พลางใช้ความคิดคำนวณแผนการถัดไป:“ลำดับถัดไป ก็คือจำเป็นจะต้องดื่มเม็ดยาจิตกระบี่ที่เหลือต่อไปเรื่อยๆ เพื่อสั่งสมรากฐานให้แน่นหนาขึ้นไว้ก่อนละนะ......
ด้วยรากฐานที่ข้าพอจะมีอยู่ตอนนี้ละก็ บางทีอาจจะไม่จำเปนที่ไปต้องรอจนกว่าระดับพลังจะไปถึงระดับสมบูรณ์ด้วยซ้ำ ก็น่าจะหาจังหวะลองทำจินตานจิ๋วออกมาได้อีกทีแล้วละ”
“บางที ก็น่าจะพอหากลั่นจินตานจิ๋วขึ้นมาให้ได้สำเร็จก่อนการเดินทางไปที่พำนักตระกูลหวังได้!”
จ้าวมูจี๋แววตาสั่นวูบหนึ่ง ขยับนิ้วร่ายวิชาฝันต่อเพื่อเกาะติดพฤติกรรมของหลันชางไห่อยู่เงียบๆ
เมื่อสิบกว่าวันก่อน หลังจากที่เดินทางกลับมาจากถ้ำสวรรค์ชิงหมิง เขาก็ได้ส่งให้หลันชางไห่ล่วงหน้าเดินทางไปที่ตระกูลหวังเพื่อตอบรับคำชักชวนให้เข้ารับตำแหน่งแขกกิตติมศักดิ์ไปก่อนล่วงหน้าเรียบร้อยแล้ว
ลำดับแรกก็เพื่อให้อีกฝ่ายไปสำรวจดูลาดเลาและศึกษาสภาพแวดล้อมต่างๆ ไว้ให้เรียบร้อยเสียก่อน ลำดับถัดมาก็เพื่อให้ระดับรวมวิญญาณสมาธิระดับปลายผู้นี้ได้ไปใช้ประโยชน์จากทรัพยากรวิญญาณภายในตระกูลหวังเพื่อเสริมบารมีและฐานตบะให้ตัวเองไปพลางๆ ก่อน
ไม่อย่างนั้นละก็ ด้วยตบะระดับรวมวิญญาณสมาธิระดับปลายที่ขาดสารอาหารจากพลังวิญญาณธรรมชาติในยุคที่ไร้พลังวิญญาณเช่นนี้ หากต้องพึ่งพาเพียงศิลาวิญญาณเพียงอย่างเดียวนั้น เกรงว่าอยู่ไปได้ไม่นานตบะพละกำลังก็น่าจะเริ่มลดทอนลดน้อยถอยลงไปเรื่อยๆ จนอ่อนปวกเปียกไปเองในที่สุด
ในยามนี้ เมื่อภาพลวงตาจากความฝันปรากฏขึ้นมาต่อหน้าต่อตา จ้าวมูจี๋ก็ได้เห็นภาพเหตุการณ์ที่หลันชางไห่กำลังใช้ชีวิตอยู่ภายใต้ตระกูลขุนนาง修仙ขนาดยักษ์อย่างตระกูลหวังเข้าในทันที......
...
...