- หน้าแรก
- ผู้บำเพ็ญยุคสิ้นธรรม
- บทที่ 220-221 ทะลวงเข้าสู่ขอบเขตรวบรวมจิตขั้นกลาง
บทที่ 220-221 ทะลวงเข้าสู่ขอบเขตรวบรวมจิตขั้นกลาง
บทที่ 220-221 ทะลวงเข้าสู่ขอบเขตรวบรวมจิตขั้นกลาง
บทที่ 220-221 ทะลวงเข้าสู่ขอบเขตรวบรวมจิตขั้นกลาง ความเปลี่ยนแปลงในทะเลตะวันออก กระบี่ฟันขังมังกร
จ้าวอู๋จี๋จ้องมองไปที่หลินจือเซียนเมฆาโชติช่วงที่ถูกกักขังอยู่ในตาข่ายกระบี่ ในดวงตาทอประกายแสงสว่างวาบขึ้นมา
“เส้นใยเหล่านี้มีต้นกำเนิดเดียวกันกับเชื้อหมักสุรา ทว่ามันกลับมีความรุนแรงยิ่งกว่า......”
เขาจีบนิ้วทั้งสองข้างเข้าหากัน พลันประสานมนต์ใช้วิชาโอสถาควบคู่กับวิชาควบคุมเข็มในทันที
“ฟึ่บ ฟึ่บ ฟึ่บ!”
เข็มทองคำประจำตระกูลพุ่งออกไป ผสมผสานกับวิชาโอสถาจนกลายเป็นแสงสีเขียวและสีทอง ทิ่มแทงเข้าไปภายในเนื้อของหลินจือ และปักลงที่จุดเชื่อมต่อของเส้นใยปีศาจเหล่านั้น
เห็นเพียงลวดลายเมฆาบนพื้นผิวของหลินจือพลันบิดเบี้ยวไปมาอย่างกะทันหัน ตาข่ายเส้นใยภายในสั่นสะเทือนอย่างหนักราวกับถูกอสนีบาตฟาดใส่
“ออกมา!”
จ้าวอู๋จี๋คำรามต่ำออกมาคำหนึ่ง พลังวิญญาณจากวิชาโอสถาไหลบ่าเข้าไปประดุจกระแสน้ำ
“ฉ่า ฉ่า ฉ่า!”
เส้นใยปีศาจจำนวนมหาศาลที่เล็กละเอียดประดุจเส้นผมถูกรีดเค้นออกมาจากส่วนล่างของหลินจือ และถักทอเข้าเป็นตาข่ายปีศาจที่แสนจะประหลาดอยู่กลางอากาศ
มันถึงกับส่งเสียงร้อง “จี๊ดๆ” ออกมาเบาๆ ราวกับเสียงคร่ำครวญของสิ่งที่มีชีวิต
“โจวกงแก้ฝัน เชือกเซียนตามรอย!”
ดวงตาของจ้าวอู๋จี๋ทอแสงสีทองสว่างจ้า วิชานิมิตฝันกลายเป็นเส้นไหมสีทองจำนวนนับไม่ถ้วน เข้าไปพันธนาการเส้นใยเหล่านั้นเอาไว้
ในพริบตา ตรงหน้าของเขาก็ปรากฏภาพความฝันที่เลือนลางประการหนึ่งออกมา......
ท้องทะเลที่กว้างใหญ่ คลื่นยักษ์โหมซัดสาดอาบไปทั่ว
มีเกาะร้างสีดำมืดตนหนึ่งที่มีรูปร่างประดุจกระบี่ที่หักสะบั้นกำลังลอยละล่องอยู่ในม่านหมอก บนตัวเกาะเต็มไปด้วยรอยแตกร้าวในแนวตั้ง ราวกับรอยแผลที่ถูกกระบี่ยักษ์ฟันจนแยกออกจากกัน
สิ่งที่น่าประหลาดใจยิ่งกว่าก็คือ ทั่วทั้งเกาะเต็มไปด้วยหลุมที่ดูคล้ายรวงผึ่ง ภายในแต่ละหลุมล้วนมีซากศพที่แห้งเหี่ยววางกองทับถมกันอยู่
บนซากศพเหล่านั้นมีเส้นใยกึ่งโปร่งใสพันธนาการเอาไว้ และขยับเขยื้อนไปมาอย่างประหลาดประดุจหุ่นเชิดที่ถูกดึงสายใย
ในยามที่ลมพัดผ่าน ภายในหลุมเหล่านั้นก็จะส่งเสียงกระซิบกระซาบออกมา
บางครั้งหากมีนกทะเลหลงเข้าไป มันก็จะเกิดอาการมึนงงประดุจคนเมาสุราและร่วงหล่นลงมาในทันที ก่อนจะถูกเส้นใยพันธนาการเอาไว้ และกลายเป็นหุ่นเชิดตัวใหม่ ภายในดวงตาที่ว่างเปล่ามีแสงสีเหลืองจางๆ ของปีศาจเชื้อราส่องประกายออกมา
ความตายและความมีชีวิตของเกาะร้างแห่งนี้ บรรลุถึงจุดสมดุลที่แสนจะประหลาดภายใต้การบิดตัวไปมาของเส้นใยเหล่านั้น
“นี่คือ......”
จ้าวอู๋จี๋ในใจสั่นไหวเล็กน้อย ทว่าภาพความฝันกลับพังทลายลงไปอย่างกะทันหัน
เขาลืมตาขึ้นมาอย่างรวดเร็ว สีหน้าเต็มไปด้วยความสงสัยใคร่รู้
“ทะเลตะวันออก? หรือเป็นทะเลไหวไห่? ปีศาจเชื้อราที่หนีรอดไปได้ในตอนนั้น ถึงกับหนีไปที่ทะเลเพื่อควบคุมเกาะแห่งหนึ่งเชียวหรือ?”
จ้าวอู๋จี๋ครุ่นคิด พลางมองไปที่เชื้อหมักสุราที่กำลังว้าวุ่นอยู่บนแท่นหินข้างบ่อน้ำพุหยิน
“ในเมื่อมีต้นกำเนิดเดียวกัน ข้าก็จะส่งเสริมเจ้าก็แล้วกัน”
เขาดีดนิ้วเพียงครั้งเดียว เส้นใยที่ถูกรีดเค้นออกมาก็ร่วงหล่นลงไปประดุจสายฝน
“กู้อี้!”
เชื้อหมักสุราส่งเสียงร้องด้วยความยินดี เส้นใยของมันขยับเขยื้อนประดุจหนวดปลาหมึกเข้ามารัดเอาเส้นใยเหล่านั้นเอาไว้ และลากเข้าไปภายในตัวของมันเอง
ในพริบตา พื้นผิวของเชื้อหมักสุราก็ปรากฏแสงสีเหลืองอำพันวาบขึ้นมา ร่างกายของมันขยายใหญ่ขึ้นอีกหนึ่งเท่าตัว
ที่น่าตกใจยิ่งกว่าก็คือ ความเร็วในการหลั่งน้ำวิญญาณออกมานั้นเห็นได้ชัดว่ารวดเร็วยิ่งขึ้น
เดิมทีรอยบุ๋มบนแท่นหินที่แห้งเหือดไปแล้ว ในยามนี้กลับเริ่มมีน้ำสุราจอกทองสะสมขึ้นมาเป็นชั้นๆ กลิ่นสุราหอมรัญจวนจนทำให้น่าลึกลับ จนทำให้เสี่ยวหยาอุทานออกมาด้วยความประหลาดใจ
“หนึ่งวัน หนึ่งเหลี่ยง......”
จ้าวอู๋จี๋ฉายแววแห่งความยินดีออกมา ทว่าก็รีบสงบจิตใจลงอย่างรวดเร็ว
“ปีศาจเชื้อราที่อยู่ภายในทะเลนัน เกรงว่าคงจะสร้างรังขึ้นมาได้สำเร็จแล้วสินะ...... หลายปีมานี้ที่ไร้ซึ่งพลังวิญญาณ มันคงจะอาศัยเส้นใยในการกลืนกินสิ่งมีชีวิตเพื่อใช้ในการเติบโตสินะ?”
เขาขยับความคิด พลางตัดสินใจในทันที
“ล็อคเป้าหมายไปที่ทะเลตะวันออกก่อนชั่วคราว!”
“รอให้ข้าทะลวงเข้าสู่ขอบเขตรวบรวมจิตขั้นกลางเสียก่อน ขากลับข้าจะถือโอกาสเดินทางไปสำรวจที่ทะเลตะวันออกดูเสียหน่อย!”
“อย่างน้อยที่สุดหากสามารถชิงเอาเส้นใยมาได้เพื่อทำให้เชื้อหมักสุราแข็งแกร่งขึ้น ก็จะช่วยเพิ่มความสามารถในการหมักสุราได้”
เมื่อคิดได้ดังนั้น เขาก็สะบัดแขนเสื้อเพียงครั้งเดียว ขับไล่เชื้อหมักสุราที่ว้าวุ่นใจกลับลงไปที่แท่นหินเหมือนเดิม
“เสี่ยวหยา ดูแลให้ดีล่ะ”
“เจ้าค่ะ ท่านเจ้าถ้ำ!” แม่นางน้อยรีบรับคำในทันที
จ้าวอู๋จี๋หันสายตาไปมองไป๋เฉิงซางที่อยู่ด้านข้าง กล่าวเสียงเคร่งขรึมว่า: “เจ้าจงออกเดินทางในทันที มุ่งหน้าไปที่ทะเลตะวันออกเพื่อสมทบกับกระดูกขาว และช่วยข้าเสาะหาสถานที่แห่งนี้ดูสักรอบ......”
คำพูดไม่ได้ทันจะจบสิ้น เขาก็เกร็งนิ้วประดุจกระบี่ และดีดออกไปกลางอากาศ!
“ฟึ่บ”
แผ่นหยกแผ่นหนึ่งพุ่งออกไป และลอยเด่นอยู่กลางอากาศ
จ้าวอู๋จี๋กระตุ้นสัมผัสวิญญาณ นำเอาภาพของเกาะร้างที่เห็นในห้วงฝันเมื่อครู่นี้บันทึกลงไปภายในทั้งหมด
“รับไป!”
แผ่นหยกกลายเป็นลำแสงพุ่งเข้าสู่มือของไป๋เฉิงซาง
“ข้าน้อยรับคำสั่ง!” ไป๋เฉิงซางประสานมือค้อมกาย พลันหันหลังเตรียมจะจากไป
“เดี๋ยวก่อน!”
จ้าวอู๋จี๋เอ่ยปากห้ามไว้ พลางนำเอาถุงผ้าที่งดงามใบหนึ่งออกมาจากถุงเก็บของ
“นำเอาผลึกต้นกำเนิดและโอสถรวมปราณเหล่านี้ติดตัวไปด้วยเถิด”
ไป๋เฉิงซางอึ้งไปครู่หนึ่ง รีบนำมือทั้งสองข้างเข้ารับเอาไว้
ในยามนี้ภายในถุงของเขาว่างเปล่าสิ้นดี การจะเดินทางไกลในยุคที่ไร้กฎเกณฑ์เช่นนี้ หากไร้ซึ่งพลังวิญญาณมาช่วยเสริม เกรงว่าระดับพลังคงจะร่วงหล่นลงไปแน่นอน
“ขอบพระคุณนายท่าน!”
จ้าวอู๋จี๋พยักหน้าเบาๆ มองตามหลังไป๋เฉิงซางที่เดินออกจากพื้นที่หูเทียนไป
เมื่อเงาร่างของเขาลับตาไปแล้ว เขาจึงทอดถอนใจออกมาเบาๆ พลางมองดูผลึกต้นกำเนิดร้อยกว่าก้อนที่เหลืออยู่ภายในถุงเก็บของ
“รากฐานเพียงเท่านี้ ใช้จ่ายได้ไม่ได้เนิ่นนานนักหรอก......”
ทรัพย์สินของเขาเหลือไม่ได้มากมายแล้ว
ชีพจรวิญญาณของทั้งสองถ้ำสวรรค์สามารถผลิตผลึกต้นกำเนิดออกมาได้อย่างมั่นคงเพียงสามร้อยกว่าก้อนต่อเดือนเท่านั้น ถ้ำสวรรค์หลินหลางสองร้อยก้อน ถ้ำสวรรค์ไม่ว่างเปล่าหนึ่งร้อยก้อน
“หากปล่อยให้มีการขุดเจาะอย่างเต็มกำลัง ปริมาณการผลิตก็จะพุ่งสูงขึ้นอีกเท่าตัว......”
เขาสายตาเข้มขึ้น ก่อนจะส่ายหน้าเบาๆ
การทำเช่นนั้นไม่ต่างจากการฆ่าไก่เอาไข่
ปริมาณการขุดเจาะในระดับนีี้ นอกจากจะช่วยรักษาความหนาแน่นของพลังวิญญาณภายในถ้ำไม่ให้หย่อนยานจนเกินไปแล้ว ก็จะมิทำให้หนอนกินวิญญาณที่หลับใหลอยู่ส่วนลึกของชีพจรวิญญาณตื่นขึ้นมาด้วย
“ด้วยความเร็วขนาดนี้......”
จ้าวอู๋จี๋นึกถึงสภาพของชีพจรวิญญาณภายในสองถ้ำสวรรค์ พลางขมวดคิ้วแน่น
“อย่างมากที่สุดก็คงจะทานทนไปได้เพียงร้อยปีเท่านั้น ชีพจรวิญญาณก็จะแห้งเหือดกลายเป็นกองหินที่ไร้ค่าไปหมดสิ้น”
ในดวงตาของเขาทอประกายความตายออกมาเส้นหนึ่ง มือทั้งสองข้างกำแน่นเข้าหากันโดยไม่ล่วงรู้ตัว
“ชีพจรวิญญาณระดับสามแห่งสำนักเจ็ดรัศมีนั่น จำเป็นต้องชิงมาให้ได้โดยเร็วที่สุด!”
“และต้องป้องกันไม่ให้เจ้าพวกจอมผลาญมาทำลายรากฐานของชีพจรวิญญาณด้วย!”
ในพริบตา เขาก็รีบประสานมนต์ใชวิชานิมิตฝันในทันที
“กระดูกขาว ค้นหาในทะเลตะวันออกต่อไป ร่วมมือกับไป๋เฉิงซางสำรวจเกาะร้างแห่งนั้นให้จงได้”
หลังจากส่งคำสั่งผ่านความฝันเสร็จสิ้น เขาก็หยิบเอาป้ายเจ้าถ้ำออกมาอีกครั้ง
“แก๊ก!”
ผลึกต้นกำเนิดก้อนหนึ่งถูกฝังลงในรอยบุ๋มของป้ายหยก ในพริบตาง็ปรากฏแสงสีเขียวเรือรองขึ้นมา
“เจี้ยม่อไป๋ ส่งคณะสำรวจไปที่ไหวไห่ เพิ่มคนเพื่อเสาะหาเกาะร้างแห่งนั้นด้วย”
หลังจากส่งสารเสร็จสิ้น จ้าวอู๋จี๋ก็พยักหน้าด้วยความพอใจ
“การมีขุมกำลังอยู่ในมือนี่มันสะดวกจริงๆ...... มิหากเรื่องจุกจิกเหล่านี้ต้องลงมือทำด้วยตนเองทั้งหมด ก็มิล่วงรู้ว่าจะต้องเสียเวลาในการฝึกตนไปมากเพียงใด”
จ้าวอู๋จี๋จัดการเรื่องต่างๆ จนเรียบร้อยแล้ว จึงรู้สึกผ่อนคลายไปทั้งตัว
ในตอนนั้นเอง เด็กรับใช้โอสถเสี่ยวเยว่ก็วิ่งมาที่หอพัก ในมือถือริมผ้ากำเอาไว้ด้วยความหวาดหวั่น: “ท่านเจ้าถ้ำ พืชวิญญาณที่ข้างตาน้ำพุหยินสะท้านแห้งเหี่ยวไปหมดแล้วเจ้าค่ะ......”
“มิเป็นไร!” จ้าวอู๋จี๋ราวกับจะล่วงรู้เรื่องนี้อยู่แล้ว จึงยิ้มออกมาด้วยความพอใจ: “เหี่ยวเฉาไปน่ะดีแล้ว”
เขาสั่งสัมผัสวิญญาณกวาดผ่านตาน้ำพุหยินสะท้าน พบว่าภายในถ้ำหินเริ่มมีแก่นแท้ปราณหยินควบแน่นออกมาแล้ว
หากสามารถบ่มเพาะต่อไปได้ บางทีอาจจะสามารถควบแน่นออกมาเป็น “แก่นหยิน” ที่หายากได้จริงๆ
เสี่ยวเยว่ลอบถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งอก ก่อนจะนึกถึงไป๋เฉิงซางที่เพิ่งจะเดินทางจากไป แล้วกล่าวเสียงเบาว่า: “ท่านเจ้าถ้ำ คนเมื่อครู่ดูมิเหมือนคนดีเลยนะเจ้าคะ......”
จ้าวอู๋จี๋หัวเราะฮ่าๆ ออกมาแล้วกล่าวว่า: “ไม่ใช่คนดีจริงๆ นั่นแหละ ทว่าถูกข้า ‘สั่งสอน’ จนเชื่องไปแล้ว”
เสี่ยวเยว่แลบลิ้นออกมา: “ท่านเจ้าถ้ำนี่เก่งจริงๆ เลย!”
นางยังคงมีความสงสัยอยู่บ้าง: “ทว่าเหตุใดพืชวิญญาณจึงเหี่ยวเฉาลงไปได้ล่ะเจ้าคะ?”
จ้าวอู๋จี๋พยักหน้ากล่าวว่า: “ข้าได้วางอาคมไว้ที่ข้างบ่อน้ำพุหยิน พลังชีวิตของพวกมันได้ถูกตาน้ำพุกลืนกินไปจนหมดสิ้น ซึ่งนั่นหมายความว่า ตาน้ำพุเแห่งนี้กำลังเกิดการเปลี่ยนรูป”
เสี่ยวเยว่พยักหน้าอย่างครึ่งแจ้งครึ่งงง ทว่าในพริบตาก็กลับมารู้สึกตื่นเต้นขึ้นมาอีกครั้ง: “นั่นหมายความว่า ชน้ำพุหยินสะท้านของพวกเราจะยิ่งยอดเยี่ยมขึ้นเรื่อยๆ อย่างนั้นใช่ไหมเจ้าคะ?”
จ้าวอู๋จี๋ยิ้มออกมาเบาๆ : “เป็นเช่นนั้นจริงๆ”
เขามองเข้าไปที่ส่วนลึกของตาน้ำพุ ในส่วนลึกของดวงตาฉายแววแห่งความคาดหวังออกมาเส้นหนึ่ง
หากสามารถควบแน่นแก่นหยินออกมาได้จริงๆ ในอนาคตมุกหยินก็มิขาดแคลนแก่นหยินอีกต่อไปแล้ว
“ไปเถอะ ตั้งใจบำรุงข้าววิญญาณให้ดีล่ะ”
จ้าวอู๋จี๋สะบัดมือ ขับไล่เสี่ยวเยว่ไปแล้ว จึงได้จ้องมองที่หลินจือเซียนเมฆาโชติช่วงที่ถูกกำจัดสิ่งแปลกปลอมออกไปหมดสิ้นแล้ว
ตัวหลินจือขาวนวลดุจหยก ลวดลายเมฆาพริ้วไหวไปมาปกคลุมไปด้วยม่านหมอกวิญญาณที่บริสุทธิ์
เขาหันกายเดินเข้าไปภายในหอพัก มือทั้งสองข้างประคองหลินจือเอาไว้ จากนั้นจึงใช้วิชาบริโภคเพื่อกลั่นหลอมโดยตรง
“หลอม!”
เสียงสั่งการเบาๆ หลินจือพลันระเบิดแสงรัศมีที่เจิดจ้าออกมา กลายเป็นไอเมฆาที่หนาแน่นนับพันสาย พุ่งเข้าสู่ร่างกายผ่านทางทวารทั้งเจ็ด
ในพริบตา พลังวิญญาณภายในร่างกายของเขาก็พุ่งพล่านประดุจน้ำที่กำลังเดือด
เม็ดพลังจำลองภายในจุดเก็บลมปราณสั่นสะเทือนอย่างหนัก พลังวิญญาณที่กระจัดกระจายและยังมิบริสุทธิ์พอ ภายใต้การเคี่ยวกรำของแก่นแท้แห่งหลินจือ ก็เริ่มควบแน่นลงไปอย่างรวดเร็ว
ที่บริเวณกระดูกบั้นเอวพลันปรากฏแสงสีม่วงพุ่งทะยานขึ้นมา ประชันกับม่านหมอกสีเงินภายในห้วงสมุทรสติ สลักเสลาขึ้นเป็นแผนภูรดาราแห่งจักรวาลที่แสนลึกลับภายในร่างกาย
“ควบแน่น!”
สิ้นเสียงคำรามของจ้าวอู๋จี๋ เม็ดพลังจำลองก็หดตัวลงอย่างกะทันหัน บนพื้นผิวปรากฏลวดลายเมฆาสามเส้นขึ้นมา
พลังวิญญาณที่ถาโถมเข้าใส่จุดต่างๆ ทั่วร่างกาย ถึงกับส่งเสียงประดุจน้ำขึ้นน้ำลงออกมาจากเส้นชีพจร
ในขณะเดียวกัน ม่านหมอกสีเงินภายในห้วงสมุทรสติก็ปั่นป่วนอย่างหนัก พลังแห่งสัมผัสวิญญาณพุ่งสูงขึ้นเป็นลำดับ ในพริบตาก็ทะลวงผ่านพันธนาการไปได้สำเร็จ
ภายในห้วงสมุทรสติ แกนกลางสัมผัสวิญญาณทั้งสองเม็ดลอยเด่นอยู่ประดุจพระอาทิตย์และพระจันทร์ สั่นสะเทือนท่ามกลางห้วงสมุทรสติที่กำลังเดือดพล่าน
“เพล้ง!”
เสียงควบแน่นเป็นเกล็ดน้ำแข็งดังออกมาจากส่วนลึกของห้วงสมุทรสติ
แกนกลางสัมผัสวิญญาณทางด้านซ้ายหดตัวลงอย่างกะทันหัน กลายเป็นกระบี่น้ำแข็งขนาดสามนิ้วเล่มหนึ่ง ตัวกระบี่โปร่งใสประดุจคริสตัล เจตจำนงกระบี่วิญญาณน้ำแข็งไหลเวียนอยู่รอบคมกระบี่
ส่วนแกนกลางทางด้านขวาพลันปรากฏแสงสีเลือดออกมา ควบแน่นกลายเป็นกระบี่โลหิตที่แฝงไปด้วยปราณสีเหลืองขุ่นมัว เคราะห์สวรรค์กำลังก่อตัวขึ้นภายในนั้น
“ทะลวง!”
จ้าวอู๋จี๋ชุดคลุมสะบัดไหวไปมาโดยไร้ลม
ภายในห้วงสมุทรสติ เงาร่างง้าวที่เกิดจากเจตจำนงบู๊ของป้าอ๋องลอยละล่องไปมา
ถึงกับเริ่มควบแน่นออกมาเป็นแกนกลางสัมผัสวิญญาณเม็ดที่สาม ท่ามกลางแกนกลางคนละรูปแบบของกระบี่ทั้งสองเล่ม!
“สัมผัสวิญญาณสามแกนกลางงั้นหรือ? เจตจำนงวิถีบู๊ของข้าถึงกับหลอมรวมเข้ากับสัมผัสวิญญาณ และผสานกับเจตจำนงบู๊ของป้าอ๋อง จนควบแน่นกลายเป็นแกนกลางสัมผัสวิญญาณเม็ดที่สามเชียวหรือ?”
จ้าวอู๋จี๋ในใจสั่นไหวเล็กน้อย พลางตรวจสอบสถานการณ์ภายในห้วงสมุทรสติ
เห็นเพียงแกนกลางรูปร่างง้าวที่เพิ่งเกิดใหม่แม้จะดูเลือนลางไปบ้าง ทว่ากลับแฝงไปด้วยปราณมารที่ดุดันจนย้อมให้ม่านหมอกสีเงินโดยรอบกลายเป็นสีม่วงทอง
พื้นที่ของห้วงสมุทรสติเริ่มขยายตัวออกไปอย่างบ้าคลั่งในยามนี้
สี่สิบหลี่ ห้าสิบหลี่...... จนในที่สุดก็หยุดลงที่พื้นที่รัศมีหกสิบหลี่ พุ่งทะลุออกจากพื้นที่หูเทียน และปกคลุมไปถึงตลาดเชียนจีที่อยู่ไกลออกไป
ท่ามกลางม่านหมอกสีเงิน แกนกลางสัมผัสวิญญาณทั้งสามเม็ดลอยเด่นเป็นรูปตัวละคร 品 กระบี่น้ำแข็งดูเย็นชา กระบี่โลหิตดูดุร้าย ง้าวศึกดูดุดัน
ต่างคอยดึงรั้งพลังของกันและกันทว่าก็แบ่งแยกกันอย่างชัดเจน
“แตก!”
ในขณะที่กลุ่มเมฆาขนาดใหญ่ภายในจุดเก็บลมปราณค่อยๆ ถูกหลอมรวมไปทีละนิด พลังวิญญาณภายในพื้นที่หูเทียนก็ถาโถมเข้ามาประดุจน้ำขึ้นน้ำลง พุ่งเข้าใส่จ้าวอู๋จี๋ประดุจไอม่านหมอกที่โอบล้อมกายเขาเอาไว้
ภาพที่แสนอัศจรรย์นี้ ทำให้แม่นางน้อยทั้งสองและสยบภพต่างก็พากันตกตะลึง รู้สึกเพียงว่าพลังวิญญาณภายในหุบเขาดูเหมือนจะพุ่งเข้าหาท่านเจ้าถ้ำเพียงคนเดียว
พืชวิญญาณทั้งหมดภายในพื้นที่หูเทียนต่างก็ก้มหัวลงพร้อมๆ กัน ราวกับว่ากำลังทำความเคารพต่อราชา
สองวันให้หลัง
จ้าวอู๋จี๋ลืมตาขึ้นมาอีกครั้ง ในที่ที่สัมผัสวิญญาณกวาดผ่านไป อากาศพลันควบแน่นกลายเป็นเกล็ดน้ำแข็งและปราณมารที่สอดประสานกันเป็นลวดลายที่แสนอัศจรรย์
นี่คือร่องรอยของ “เทพวิญญาณสำแดงฤทธิ์” สัญลักษณ์ของการเข้าสู่ขอบเขตรวบรวมจิตขั้นกลาง
“ระดับพลังวิถีเซียน: ขอบเขตรวบรวมจิตขั้นกลาง”
ข้อมูลที่ปรากฏออกมาจากมุกหยินหยาง ทำให้เขามุมปากยกขึ้นเล็กน้อย
นักบำเพ็ญทั่วๆ ไปหลังจากทะลวงได้แล้วจำเป็นต้องทำให้รากฐานมั่นคงเป็นเวลานาน ทว่าเขาอาศัยพลังที่หลงเหลือจากหลินจือ พุ่งเข้าสู่ความคืบหน้าหนึ่งในสามของขอบเขตรวบรวมจิตขั้นกลางได้สำเร็จในทันที
ในยามนี้ สัมผัสวิญญาณสามแกนกลางภายในห้วงสมุทรสติได้สร้างวงจรชีวิตขึ้นมาเองโดยอัตโนมัติ พลังแห่งสัมผัสวิญญาณวนเวียนอยู่รอบๆ ประดุจทางช้างเผือก พลังสัมผัสวิญญาณที่มหาศาลสามารถกระจายออกไปได้กว้างไกลถึงหกสิบหลี่
นับว่าเป็นพลังสัมผัสวิญญาณที่แข็งแกร่งทัดเทียมกับขอบเขตรวบรวมจิตขั้นปลายไปแล้ว
“ไม่เลว...... ข้าไม่ใช่คนประเภทที่จะค่อยๆ พัฒนา ทว่าหาดทะลวงได้แล้วก็จะพยาบามก้าวไปข้างหน้าให้ไกลที่สุดในคราวเดียว”
จ้าวอู๋จี๋นั่งอยู่ภายในหอพัก พลันใช้นิ้วมือวาดผ่านค่ายกลป้องกันของพื้นที่หูเทียน
สัมผัสวิญญาณสามแกนกลางพุ่งตกลงมาประดุจทางช้างเผือก
กระบี่บินไอเย็นพุ่งออกไป แบ่งแยกแสงกระบี่ออกมาเป็นสองร้อยสี่สิบสามสาย
แต่ละสายล้วนพันธนาการไปด้วยเจตจำนงทั้งสามชนิดคือ น้ำแข็ง โลหิต และง้าว พุ่งทะลุผ่านน้ำในแม่น้ำจนเกิดปรากฏการณ์น้ำตัดขาด ทิ้งรอยแยกที่ลึกกว่าสิบจางเอาไว้ที่ก้นแม่น้ำ
ขอบของรอยแยกเต็มไปด้วยเกล็ดน้ำแข็ง ปราณมาร และปราณง้าวที่พัวพันกันไปมา จนดูเหมือนกับอาณาเขตพิลึกที่มีไอพิษสามสีปกคลุมอยู่
เพียงแค่การทดลองใช้งานเล็กๆ น้อยๆ จ้าวอู๋จี๋ก็ล่วงรู้ได้ทันทีว่าพลังต่อสู้หลังจากทะลวงผ่านของตนเองในยามนี้นั้นแตกต่างจากในอดีตอย่างสิ้นเชิงแล้ว
เขาเก็บเอากระบี่บินไอเย็นกลับคืนมา พลางสัมผัสได้ถึงความเข้มข้นของพลังวิญญาณภายในพื้นที่หูเทียนที่หย่อนยานลงไปบ้าง ก็อดที่จะขมวดคิ้วเล็กน้อยไม่ได้
เพียงแค่การทะลวงเข้าสู่ขอบเขตรวบรวมจิตขั้นกลางเท่านั้น เขาดูดซับพลังวิญญาณภายในพื้นที่หูเทียนไปเพียงเล็กน้อย ก็ส่งผลให้พลังวิญญาณโดยรวมลดระดับลงมาเสียแล้ว
แม้จะใช้เวลาไม่นานก็คงจะฟื้นคืนกลับมาได้เหมือนเดิม
ทว่าหากเป็นเช่นนี้ต่อไปเรื่อยๆ ชีพจรวิญญาณที่แหลกสลายภายในพื้นที่หูเทียนนี้ เกรงว่าจะมิทานทนต่อการฝึกตนของเขาได้เสียแล้ว
“ทรัพยากรเอ๋ย!”
จ้าวอู๋จี๋ส่ายหน้า หยิบเอาแผ่นยันต์ส่งสารที่อยู่ข้างกายออกมา เพื่อส่งข่าวการทะลวงผ่านให้ฮัวชิงซวงได้รับทราบ
ป้ายหยกพลันส่องแสงจางๆ ออกมาในทันที น้ำเสียงที่เย็นเยือกของฮัวชิงซวงดังขึ้นว่า:
“ข้าเฝ้ารอคอยข่าวสารจากเจ้าอยู่เสมอเลยนะ......”
น้ำเสียงของนางแฝงไปด้วยความยินดีที่หาได้ยากยิ่งส่งออกมา: “ในเมื่อทะลวงผ่านได้แล้ว ข้าก็เบาใจลงแล้วล่ะ”
นางหยุดไปครู่หนึ่ง ก่อนจะกล่าวต่อไปว่า: “กำหนดเวลาที่เจ้าถ้ำอนุญาตให้ข้ามานั้นมาถึงแล้ว ข้าต้องเดินทางกลับเสียที......”
น้ำเสียงนั้นเริ่มจะลดลงไป ราวกับจะแฝงไปด้วยความรู้สึกเสียดายอยู่เส้นหนึ่ง: “ในวันหน้าเมื่อเวลาที่เหมาะสมมาถึง เจ้าสามารถเดินทางไปรับตำแหน่งผู้อาวุโสแขกของตระกูลหวังได้นะ ชีพจรวิญญาณระดับสี่ที่นี่ กว้างขวางพอที่จะทำให้เจ้าทะลวงผ่านต่อไปได้อย่างแน่นอน”
“ชีพจรวิญญาณระดับสี่งั้นหรือ?”
จ้าวอู๋จี๋มุมปากยกขึ้นเล็กน้อย ในส่วนลึกของดวงตาฉายแววแห่งการเล่นสนุกออกมาเส้นหนึ่ง: “ตระกูลหวังไม่ได้มีเพียงชีพจรวิญญาณระดับสี่สายเดียวนี่นา......”
ภาพของเศียรป้าอ๋องที่แสนจะลึกลับผุดขึ้นมาในหัวของเขา
หากเขาสามารถฝึกวิชาต่อเศียนจนบรรลุถึงขั้นสูงได้ ในวันหน้าเมื่อลอบเข้าไปที่ตระกูลหวัง แล้วใช้วิชาเรียกเอาเศียรของเซี่ยงอ๋องออกมาได้ล่ะก็......
“ถึงตอนนั้น คนทั้งตระกูลหวังไม่ใช่ต้องคุกเข่าเรียกข้าว่าบรรพชนหรอกหรือ?”
เขาแอบหัวเราะอยู่ในใจ ก่อนจะกลับมาทำท่าทางเคร่งขรึมเหมือนเดิม
การมีทางเลือกหลายๆ ทางย่อมเป็นเรื่องที่ดีเสมอ
การมีเจ้าถ้ำคอยช่วยเหลืออยู่ที่ตระกูลหวัง ร่วมกับทรัพยากรที่น่าอิจฉาเหล่านั้น ก็นับว่าเป็นหนทางถอยที่ไม่เลวเลย
เพียงแต่ว่า......
“หนทางถอยสายนี้ ในยามนี้ยังคงมีคมดาบแอบซ่อนอยู่นี่นา......”
สายตาของจ้าวอู๋จี๋เข้มขึ้น
ซ้ำร้าย การที่ต้องการจะให้ถ้ำสวรรค์หลินหลางและแคว้นเสวียนหลุดพ้นจากการควบคุมของตระกูลหวังให้ได้อย่างสิ้นเชิงนั้น ในที่สุดก็ไม่อาจหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้ากับขุมกำลังขนาดมหึมาอย่างตระกูลหวังไปได้
“เจ้าถ้ำรักษาสุขภาพด้วย”
เขาจดบันทึกสารส่งลาไปสั้นๆ ไม่ได้เดินทางไปส่งด้วยตนเอง
ในยามนี้สายลับจากขุมกำลังต่างๆ มีอยู่มากมาย การพบหน้ากันอย่างกะทันหันรังแต่จะนำพาความยุ่งยากมาสู่เจ้าถ้ำเสียเปล่าๆ
จ้าวอู๋จี๋เก็บป้ายหยกเอาไว้ แล้วจึงลุกขึ้นยืน
“เจ้าถ้ำเดินทางกลับแล้ว ข้าเองก็ควรจะออกเดินทางบ้างเสียที......”
จ้าวอู๋จี๋ลุกขึ้นยืน สะบัดแขนเสื้อเพียงครั้งเดียว แผนที่ทะเลที่มีแสงวิญญาณจางๆ ก็ถูกคลี่ออกเบื้องหน้า
เขานิ้วดีดไปตามชายแดนราชวงศ์เสวียนหมิง วาดเป็นเส้นทางการเดินทางที่คดเคี้ยวพุ่งผ่านพื้นที่แห่งหนึ่งในทะเลตะวันออก และหยุดลงที่ถ้ำสวรรค์หลินหลาง
“อ้อมไปสี่พันหลี่...... ก็จะสามารถเดินทางกลับสู่ถ้ำสวรรค์ได้แล้ว”
ในดวงตาของเขาทอประกายแสงคมปลาบออกมาเส้นหนึ่ง
เส้นทางเช่นนี้ นอกจากจะได้ชื่นชมทัศนียภาพของราชวงศ์เสวียนหมิงแล้ว ก็ยังถือโอกาสสำรวจเกาะร้างในทะเลตะวันออกไปได้ในตัวด้วย
“ฟึ่บ!”
แผนที่ทะเลถูกเก็บคืนเข้าที่ ร่างกายของเขาวาบไหวมาปรากฏตัวอยู่ที่ด้านนอกพื้นที่หูเทียน
“เก็บ!”
แขนเสื้อสะบัดไหว พื้นที่หูเทียนทั้งหมดกลายเป็นลำแสงพุ่งเข้าสู่ภายในแขนเสื้อ
“ซ่อน!”
นิ้วกระบี่ประสานมนต์ กลิ่นอายรอบตัวพลันสงบนิ่งลง ร่างกายดูเลือนรางประดุจผิวน้ำจนค่อยๆ โปร่งใสไปในที่สุด
“ฟึ่บ”
เขาดูประดุจสายลมที่พัดผ่านผิวน้ำไป และหายลับไปที่เส้นขอบฟ้าในพริบตา
เมื่อเดินทางผ่านหมู่บ้านบางแห่งบริเวณชายแดนราชวงศ์เสวียนหมิง
เขาพบว่าในเกือบทุกหมู่บ้านสามารถมองเห็นทุ่งข้าวสาลีสีทองที่กำลังพริ้วไหวไปตามสายลม มีเหล่านิกรชนเดินขวักไขว่อยู่ตามไร่นา ดูวุ่นวายใจยิ่งนัก
ตามเส้นทางในเมืองขนาดเล็กมีตลาดที่คึกคักอย่างยิ่ง เสียงตะโกนร้องขายของของเหล่าพ่อค้าดังสอดแทรกกันขึ้นมาไม่ได้ขาด
ที่ข้างถนนยังมีโรงทานที่ตั้งขึ้นมาเพื่อแจกจ่ายโจ๊กร้อนๆ ให้แก่เหล่านิกรชนที่อพยพมาอีกด้วย
บางครั้งก็จะเห็นเหล่านักรบเกราะดำที่กำลังลาดตระเวนเดินผ่านมา นิกรชนไม่ได้หลบเลี่ยงเลย ทว่ากลับค้อมกายทำความเคารพอย่างนอบน้อม
สถานการณ์เช่นนี้ แตกต่างจากภาพที่ขุนนางแคว้นเสวียนที่ลงพื้นที่ไปหาชาวบ้านจนทำให้เกิดความวุ่นวายใจไปหมดสิ้น
“ม่าน่าสงสัยนักว่าตระกูลหวังมีความสามารถถึงเพียงนี้ในการรักษาชีวิตท่ามกลางยุคที่ไร้กฎเกณฑ์มาได้อย่างเนิ่นนาน......”
เขาแอบทอดถอนใจอยู่ในใจ
ตระกูลหวังมีการจัดเก็บภาษีที่ชัดเจนและมีขอบเขตที่เหมาะสม คลังเสบียงในที่ต่างๆ ล้วนเต็มเปี่ยม กระทั่งขุนนางตามชายแดนก็ยังไม่กล้ากักตุนเสบียงโรงทานเอาไว้กินเองเลย
วิธีการปกครองแผ่นดินเช่นนี้ แข็งแกร่งกว่าตระกูลจางแห่งแคว้นเสวียนมากนัก
กระทั่งนโยบายใหม่ที่หลี่สืออวี่พยายามจะผลักดันอย่างหนักในช่วงที่ผ่านมา ก็ยังไม่อาจเทียบได้เลย
แม้ว่าเขาจะล่วงรู้ดีว่าตระกูลหวังจะแอบชิงเอาชีพจรมังกรและขูดรีดเหล่านักบำเพ็ญพเนจร ทว่าภายนอกนั้น “ความมีหน้ามีตา” และ “วิธีการกิน” นั้นถูกแยกแยะออกจากกันได้อย่างชัดเจนยิ่งนัก
“เก่งกาจนัก! ตระกูลนักบำเพ็ญเพียรเหล่านี้ ไม่ได้มีใครที่ธรรมดาเลยสักคน......”
จ้าวอู๋จี๋ทอดถอนใจออกมาเบาๆ อดไม่ได้ที่จะรู้สึกถึงความกดดันขึ้นมา ความยินดีที่เพิ่งจะทะลวงผ่านได้สำเร็จก็จางหายไปบ้างแล้ว
การคิดจะหลุดพ้นจากการควบคุมของตระกูลเช่นนี้ ซ้ำยังต้องชิงเอาทรัพยากรมาจากเงื้อมมือของตระกูลเช่นนี้ เพื่อหวังจะครอบครองมรดกวิถีบู๊เซียนของป้าอ๋อง เรียกได้ว่าความยากลำบากนั้นมีอยู่ทุกฝีก้าวจริงๆ
เขาเดินทางเหาะเหินต่อไป หากพลังวิญญาณร่อยหรอลงไปมากเกินไปเขาก็จะดูดซับพลังวิญญาณจากพื้นที่หูเทียนเพื่อเป็นการชดเชย
ในยามที่ต้องเดินทางในยามค่ำคืนนั้นจะดูผ่อนคลายยิ่งกว่า
เพราะเขาสามารถชักนำพลังแห่งดารามาเปลี่ยนเป็นพลังวิญญาณได้ ซึ่งมันเพียงพอที่จะชดเชยค่าใช้จ่ายในการใช้วิชาเหินเวหาไปได้ทั้งหมด
เมื่อเหาะเหินมาได้เจ็ดแปดวันติดต่อกัน ในที่สุดเขาก็เดินทางเข้าสู่เขตรอยต่อของทวีปตงไห่อี๋โจว
ทว่าการจะเดินทางไปถึงทะเลตะวันออก ก็นับว่ายังคงต้องเหาะเหินไปอีกพันกว่าหลี่
จ้าวอู๋จี๋เตรียมจะมองหาเมืองเล็กๆ ชายทะเลสักแห่งเพื่อพักผ่อนชั่วคราว
忽สัมผัสได้ถึงแรงสั่นสะเทือนจากแผ่นยันต์ส่งสารภายในถุงเก็บของ กระแสสัมผัสวิญญาณของไป๋เฉิงซางถูกส่งมาหาเขา
“นายท่าน ข้าน้อยเสาะหาในทะเลตะวันออกอยู่หลายวัน ทว่ายังหามเกาะร้างแห่งนั้นมิพบขอรับ
ทว่าได้ยินมาว่าสุสานกระบี่ผงไหลได้ปรากฏออกมาแล้ว อยู่ภายในพื้นที่ทะเลหมอกแห่งหนึ่ง และมีเกาะประหลาดอยู่รายรอบมากมาย ในยามนี้นักบำเญพเนจรจำนวนไม่ใช่น้อยต่างก็พากันเดินทางไปเสาะหาสมบัติที่นั่นขอรับ......”
“สุสานกระบี่ผงไหลงั้นหรือ?”
จ้าวอู๋จี๋เลิกคิ้วขึ้น เขาเคยได้ล่วงรู้ข่าวสารเกี่ยวกับสุสานกระบี่แห่งนี้มาบ้างเหมือนกัน
ในตอนนั้นเอง น้ำเสียงที่พร่ามัวของเจ้าถ้ำกระดูกขาวก็พลันดังสอดแทรกเข้ามาในสารส่งสารว่า: “นายท่าน! ข้าน้อยเพิ่งได้รับข่าวสารจากหอหอยไข่มุกตลาดทะเล คาดว่าเหยียนหลานดูเหมือนจะถูกขังไว้แถวอ่าวสุสานกระบี่ขอรับ!
เห็นข่าวลือว่าถ้ำสวรรค์ขุนเขาสมุทรได้ร่วมมือกับถ้ำสวรรค์มารดำวางค่ายกลฟ้าดินเอาไว้ เพื่อเตรียมจัดการกับสตรีนักบำเพ็ญที่เหี้ยมหาญคนหนึ่ง มีความเป็นไปได้สูงว่าจะเป็นนางขอรับ......”
ตามมาด้วยเจ้าถ้ำกระดูกขาวได้ส่งข้อมูลตำแหน่งที่ตั้งของอ่าวสุสานกระบี่มาให้เขาอย่างรวดเร็ว
“อะไรนะ?”
จ้าวอู๋จี๋ร่างกายพลันหยุดชะงักลง ไอเมฆาที่ปลายเท้าระเบิดกระจายเป็นคลื่นระลอกคลื่น
สายตาของเขาวาบไหว พลันตบไปที่ถุงเก็บของเพื่อหยิบเอาแผ่นยันต์ส่งสารออกมา และพยายามจะติดต่อเหยียนหลานในทันที
เดิมทีเขาก็ตั้งใจว่าเมื่อเดินทางมาถึงตงไห่อี๋โจวแล้วจะพยายามติดต่อกับเหยียนหลานดูเสียหน่อย
เพียงแต่นึกมิถึงว่าจะต้องติดต่อเร็วกว่าที่คาดเอาไว้เช่นนี้
ป้ายหยกถูกกระตุ้นขึ้น เพียงชั่วครู่เดียว ป้ายหยกถึงกับส่องแสงจางๆ ออกมาจริงๆ มีเสียงตอบกลับที่ขาดๆ หายๆ ส่งมาให้ได้รับฟัง
“อู๋จี๋...... เจ้า...... ไฉนจึงมาในยามนี้......”
น้ำเสียงของเหยียนหลานแฝงไปด้วยความประหลาดใจ ซ้ำยังได้ยินเสียงคำรามของคลื่นน้ำทะเลโหมซัด และมีเสียงคำรามสังหารดังสอดแทรกเข้ามาเลือนลาง
“ท่านอาคนสวย? ท่านอยู่ที่อ่าวสุสานกระบี่อย่างนั้นหรือ?” จ้าวอู๋จี๋ในใจสั่นไหวเล็กน้อย
สิ้นเสียงของเขา ป้ายหยกก็พลันหมองหม่นลงไปในทันที
จ้าวอู๋จี๋ขมวดคิ้วแน่น พลันประสานมนต์ส่งคำสั่งไปหาเว่ยติ่งและไป๋เฉิงซางทั้งสองคนในทันที: “พวกเจ้าทั้งสองคน จงซ่อนเร้นตัวตน และรีบมุ่งหน้าไปสมทบที่อ่าวสุสานกระบี่โดยเร็วที่สุด ข้าจะเดินทางตามไปในทันที”
ในดวงตาของเขาทอประกายความตายออกมาอย่างรุนแรง นิ้วกระบี่ประสานมนต์ ปราณกระบี่รอบตัวระเบิดกระจายออกไปในทันที
“การแบ่งแยกแสงกระบี่!”
“ฟึ่บ!”
กระบี่บินไอเย็นกลายเป็นแสงกระบี่แปดสิบเอ็ดสาย ประดุจดอกบัวน้ำแข็งที่กำลังเบ่งบาน โอบล้อมร่างกายของเขาเอาไว้ในทันที กลายเป็นลำแสงแสบตาพุ่งทะยานไปด้วยความเร็วที่เพิ่มขึ้นอีกกว่าหนึ่งเท่าตัว และแหวกฝ่าอากาศไปในทันที!
......
ในขณะเดียวกัน ที่ด้านนอกโขดหินดาราแตกในทะเลตะวันออก
เมฆดำปกคลุมทั่วผืนฟ้า คลื่นยักษ์โหมซัดสาดอย่างบ้าคลั่ง!
เรือวิญญาณเจ็ดลำประดุจอสูรร้ายจอดวางตำแหน่งขวางกั้นผืนทะเลเอาไว้ ตัวเรือสลักไปด้วยอักขระสีดำมืดมิด กางเป็น “ค่ายกลเจ็ดดาราขังมังกร” ปิดผนึกพื้นที่ทะเลโดยรอบไม่ให้มีสิ่งใดเล็ดรอดออกไปได้เลย!
ที่บริเวณหัวเรือ มีนักบำเพ็ญขอบเขตรวบรวมจิตสองคนยืนเอามือไพล่หลังเอาไว้ แรงกดดันดูลึกล้ำประดุจขุมนรก!
คนทางด้านซ้ายสวมชุดคลุมสีน้ำเงินไหวเอนไปมา มีไอน้ำลอยอวนอยู่รอบตัว ที่เบื้องหลังมีศิลาอาคมปรากฏเงาร่างของขุนเขาสมุทรที่ยิ่งใหญ่ขึ้นมาเลือนลาง
ผู้นั้นก็คือเจ้าถ้ำขุนเขาสมุทร หลันชางไห่!
ส่วนคนทางด้านขวา ทั่วทั้งร่างพันธนาการไปด้วยปราณมารดำมืด ปราณมารเหล่านั้นควบแน่นกลายเป็นหัวกะโหลกที่ดุร้ายเก้าหัวลอยวนเวียนอยู่รอบกายและส่งเสียงคำรามสังหารออกมา ผู้นี้ก็คือเจ้าถ้ำมารดำ อินจิ่วโยว!
“เหยียนหลาน! เจ้าหนีมิพ้นหรอก! จงส่งศิลาปราบทะเลของข้ากลับคืนมาเสียดีๆ!”
หลันชางไห่คำรามต่ำ แขนเสื้อสะบัดไหวเพียงครั้งเดียว
ศิลาอาคมพลันร่วงหล่นลงมาอย่างแรง ทะเลพลันเกิดคลื่นยักษ์สูงกว่าร้อยจางโถมเข้าใส่ประดุจมังกรพิโรธ พุ่งมุ่งหน้าไปยังเกาะร้างที่อยู่ใจกลางค่ายกล!
บนเกาะร้างแห่งนั้น มีลำแสงสีแดงเพลิงสายหนึ่งระเบิดออกมาประดุจพระอาทิตย์ที่กำลังแผดเผา พุ่งทะยานฝ่าวงล้อมการโจมตีไปมา!
“ตูม!”
กงล้อตะวันแผดเผาส่งเสียงหวีดร้องหมุนวนไปมา คลื่นไฟที่ร้อนระอุถาโถมออกไป สลายเอาคลื่นยักษ์ที่พุ่งเข้ามาให้กลายเป็นม่านหมอกสีขาวไปในพริบตา
เหยียนหลานถือหอกโกลาหลเก้าผลัดเอาไว้ในมือ ตัวหอกพันธนาการไปด้วยลวดลายอัคคีสีแดงเพลิงเก้าเส้น
ที่ปลายหอกมีแสงเย็นวาบขึ้นประดุจดวงดาว พุ่งเข้าใส่ด่านป้องกันค่ายกลของเรือรบเข้าอย่างจัง
“เพล้ง!”
ค่ายกลส่งเสียงพังทลายลงไปในทันที รอยแตกร้าวประดุจใยแมงมุมเริ่มกระจายตัวออกไปอย่างรวดเร็ว!
ทว่าใบหน้าของเหยียนหลานกลับขาวซีด ที่มุมปากมีโลหิตไหลซึมออกมา ท่าหอกเริ่มจะดูอ่อนแรงลง รัศมีอัคคีรอบตัวเริ่มจะหมองหม่น ความเร็วในการหมุนของกงล้อตะวันแผดเผาก็เริ่มลดลงเรื่อยๆ
“ฮ่าฮ่าฮ่า! เหยียนหลาน ศัสตราเทพของเจ้าจะแข็งแกร่งเพียงใด ก็ไม่อาจทานทนต่อค่ายกลแหล่งพลังวิญญาณของเรือรบทั้งเจ็ดลำของพวกเราได้หรอก! เจ้าต้องตายเพราะพลังหมดสิ้นลงแน่นอน!”
อินจิ่วโยวหัวเราะเย็นเหยียบ หัวกะโหลกทั้งเก้าหัวพลันพุ่งออกไป พ่นเอาไอพิษมารดำออกมา ประดุจมังกรดำเก้าตัวที่ช่วยปิดทางหนีของเหยียนหลานเอาไว้หมดสิ้น!
เหยียนหลานกัดฟันกวาดหอก ลวดลายอัคคีเก้าเส้นบนตัวหอกพลันสว่างวาบขึ้นมาอย่างกะทันหัน
กวาดหอกออกไปเพียงครั้งเดียว คลื่นอัคคีที่ร้อนแรงประดุจมังกรหิวกระหายคำรามกู่ก้อง ผ่าเอาไอพิษมารดำให้แยกออกจากกัน!
ทว่าในพริบตาถัดมา ร่างกายของนางพลันสั่นสะเทือนอย่างหนัก ปลายหอกจิ้มลงที่พื้นดิน พยายามทรุงตัวให้มั่นคง
พลังวิญญาณใกล้จะเหือดแห้งไปหมดสิ้นแล้ว!
“แย่แล้ว......” นางในใจสั่นไหวอย่างหนัก
ในที่ไม่ไกลนัก ขุนพลโบราณที่แอบเฝ้าสังเกตการณ์อยู่ดวงตาเย็นลงเล็กน้อย
ครั้งนี้หากมิถึงคราวคับขันจริงๆ เขาก็มิคิดจะออกโรงช่วยเหลือ เพื่อป้องกันมิจักให้เหยียนหลานผู้นี้เสียการควบคุมตนเองจนต้องบุกเข้าไปในสุสานกระบี่อีกรอบ
ทว่าในตอนนั้นเอง
“ตูม!!!”
ที่ผิวน้ำห่างไกลออกไปพลันเกิดระเบิดคลื่นยักษ์สูงเสียดฟ้าขึ้นมาอย่างกะทันหัน!
เงาร่างสองคนปรากฏตัวขึ้นพร้อมๆ กัน กรงเล็บผีที่สยดสยองของเจ้าถ้ำกระดูกขาวร่วมกับกระบี่บินยมโลกของไป๋เฉิงซางระเบิดพลังออกมาพร้อมๆ กัน ปั่นป่วนสนามรบไปในพริบตา
ขบวนเรือรบเหล็กดำทั้งเจ็ดลำพลันเกิดการชะงักงันลงไปครู่หนึ่ง เหล่านักบำเพ็ญแห่งถ้ำสวรรค์มารดำและขุนเขาสมุทรต่างก็พากันตกใจและหันหลังกลับมามอง
“ใครกัน!?”
ความวนวายเพิ่งจะเริ่มขึ้น ก็ถูกเจ้าถ้ำขุนเขาสมุทรหลันชางไห่เข้าควบคุมสถานการณ์เอาไว้ได้อย่างรวดเร็ว พลันสั่งการให้จัดแถวค่ายกลอาคม สร้างม่านน้ำสูงกว่าร้อยจางขึ้นขวางกั้นเบื้องหน้า เพื่อต้านทานเงาร่างทั้งสองสายที่ปรากฏตัวขึ้น
เพียงชั่วครู่นั้น ที่ที่ห่างไกลออกไปพลันมีเสียงกัมปนาทประดุจเสียงฟ้าร้องดังแว่วมา ราวกับมีลูกโม่หินขนาดมหึมากำลังกลิ้งเข้ามา สร้างความหวั่นเกรงให้แก่จิตใจของผู้คนยิ่งนัก
ในยามที่นักบำเพ็ญของทั้งสองฝ่ายเงยหน้าขึ้นมองอยู่นั้น ราวกับมีสายฟ้าสีน้ำเงินสายหนึ่งวาดผ่านไปอย่างรวดเร็ว
ปราณกระบี่เสียงกัมปนาท!
ตามมาด้วยลำแสงสีน้ำเงินแกมเขียวประดุจสายฟ้าฟาด เสียงฟ้าร้องขนาดมหึมาระเบิดกึกก้องอยู่เหนือศีรษะ
แสงกระบี่สีน้ำเงินเย็นยะเยือกประดุจดวงดาวร่วงหล่นลงสู่ทะเล แฝงไปด้วยเจตจำนงสังหารที่ท่วมฟ้า ฟาดเข้าใส่ค่ายกลขังมังกรเข้าอย่างจัง
“ตูม!!!”
เรือรบเหล็กดำทั้งเจ็ดลำสั่นสะเทือนอย่างหนัก อักขระอาคมบนตัวเรือพากันแตกสลายไปทีละตัว เหล่านักบำเพ็ญแห่งถ้ำสวรรค์มารดำและขุนเขาสมุทรต่างก็พากันตกใจและหันหลังกลับมามอง
“นี่คือเทพเซียนจากที่แห่งใดกันเนี่ย?!”
เจ้าถ้ำมารดำคำรามกึกก้องด้วยความตกใจ......
...