- หน้าแรก
- ผู้บำเพ็ญยุคสิ้นธรรม
- บทที่ 198 สองถ้ำสยบสวามิภักดิ์ เทียนหนานขึ้นเป็นใหญ่
บทที่ 198 สองถ้ำสยบสวามิภักดิ์ เทียนหนานขึ้นเป็นใหญ่
บทที่ 198 สองถ้ำสยบสวามิภักดิ์ เทียนหนานขึ้นเป็นใหญ่
บทที่ 198 สองถ้ำสยบสวามิภักดิ์ เทียนหนานขึ้นเป็นใหญ่
"เป็นเจ้านั่นเอง! จ้าว..."
เจ้าถ้ำอู๋ซั่งไป่เฉิงซางตวาดลั่น ทว่าพูดยังไม่ทันจบคำ เขาก็ต้องครางออกมาด้วยความเจ็บปวด ใบหน้าพลันขาวซีดไร้สีเลือด แกนกลางสัมผัสวิญญาณของเขาราวกับถูกมดนับหมื่นรุมกัดกิน
ถูกมลทินกัลป์สวรรค์ที่แฝงอยู่ในสัมผัสวิญญาณของจ้าวอู๋จีเข้ากัดขยี้อย่างรุนแรง
เขาต้องกัดฟันรวบรวมสัมผัสวิญญาณขึ้นเป็นปราการคุ้มกันทีละชั้น ทว่าก็ยังถูกกัดกร่อนจนเส้นเลือดที่หน้าผากปูดโปน เหงื่อเย็นเยียบผุดพรายออกมาไม่ขาดสาย
"ไอ้สารเลว!"
เขาเบิกตากว้าง จ้องมองจ้าวอู๋จีที่ค่อยๆ ก้าวเท้าออกมาจากความว่างเปล่า ใบหน้าที่จำแลงเป็นชายชราเหี่ยวแห้งนั้นบิดเบี้ยวด้วยความโกรธแค้นและเสียใจ หากรูัสึกตัวได้เร็วขนาดนี้
ตอนนั้นเขาคงจะทุ่มเททุกสิ่งเพื่อบดขยี้เจ้าเด็กนี่ให้ตายคามือไปตั้งนานแล้ว!
"ข้าคือบรรพบุรุษเทียนหนาน ไม่เคยเปลี่ยนชื่อ ไม่เคยเปลี่ยนแซ่"
จ้าวอู๋จียืนประสานมือเบื้องหลัง กล่าวด้วยน้ำเสียงเย็นชาดุจน้ำแข็ง ร่างของเขาลอยเด่นอยู่กลางอากาศ อาภรณ์สะบัดพริ้วทั้งที่ไม่มีลมพัด เบื้องล่าง
เหล่าศิษย์ ผู้อาวุโส และผู้พิทักษ์ของถ้ำสวรรค์อู๋ซั่งต่างก็เงยหน้าขึ้นมองด้วยความหวาดกลัว บางคนถึงกับขาอ่อนแรงจนต้องทรุดตัวลงกับพื้น
เขาปรายตามองไปรอบด้านด้วยแววตาเย็นเหยียบ พลางครุ่นคิดในใจ สถานที่ธุรกันดารอย่างถ้ำสวรรค์กระดูกขาวนั้น มีกุ้งฝอยปูปลาสักกี่ตัวก็ช่างเถอะ
ทว่าขุมกำลังอย่างถ้ำสวรรค์อู๋ซั่งนี้ ย่อมต้องมีสายลับจากฝ่ายต่างๆ แฝงตัวอยู่แน่นอน หากชื่อจริงของเขาหลุดรอดออกไป เกรงว่าจะนำพาความรำยที่ยุ่งยากมาให้
และทำให้ถ้ำสวรรค์อื่นๆ เกิดความระแวดระวังและเตรียมพร้อมรับมือ
"ไปจัดการสถานการณ์ข้างล่างเสีย ตรงนี้ข้าจัดการเอง"
จ้าวอู๋จีสะบัดมือออกไป เจ้าถ้ำกระดูกขาวเว่ยติ่งรีบก้มศีรษะรับคำสั่ง พลางหัวเราะอย่างโหดเหี้ยม นำพาเหล่าศิษย์แยกย้ายกันไปสยบความวุ่นวายตามจุดต่างๆ
เพื่อป้องกันไม่ให้ผู้อาวุโสที่ "ซื่อสัตย์" บางคนคิดสู้ตายจนถึงที่สุดเพื่อเปิดค่ายกลพิทักษ์เขาขึ้นมาใหม่
"บรรพบุรุษเทียนหนานงั้นรึ? เล่นละครลิงตบตาใครกัน!"
ในตอนนั้นเอง เจ้าถ้ำอู๋ซั่งไป่เฉิงซางก็หัวเราะออกมาด้วยความแค้นจนสุดขีด พลันตบลงบนกล่องกระบี่ที่เบื้องหลังของเขา
"เช้ง!!"
ปราณกระบี่เงาปีศาจสิบหกสายพุ่งทะยานออกมาดุจมังกรที่หลุดพ้นจากเหวทมิฬ ทำลายล้างเศษซากกำแพงที่หักพังไปในพริบตา คมกระบี่วาดวิถีประหลาดกลางอากาศ พุ่งเข้าบดขยี้จ้าวอู๋จีจากสี่ทิศแปดทาง
"มาได้จังหวะพอดี!"
จ้าวอู๋จีไม่สะทกสะท้าน เขาชูนิ้วชี้และนิ้วกลางขึ้นประกบกัน กระบี่บินไอเย็นเยียบพลันสั่นสะเทือนด้วยความถี่สูง เสียงกระบี่กังวานกลับแปรเปลี่ยนเป็นเสียงอัสนีที่ระเบิดสนั่นหวั่นไหว
"เปรี้ยง! เปรี้ยง! เปรี้ยง!"
สิ้นเสียงอัสนีสั่นหวั่นไหว ปราณกระบี่เงาปีศาจทั้งสิบหกสายก็ราวกับตกลงสู่บ่อโคลน ความเร็วลดวูบลงถึงสามส่วน
"อะไรกัน!? เคล็ดกระบี่กังวานอัสนีงั้นรึ?"
ไป่เฉิงซางรูม่านตาหดเล็กลง รีบเร่งเร้าพละกำลังบังคับให้เงากระบี่สิบหกสายสลายตัวเป็นสายรุ้งกระบี่ ทว่ากลับเห็นคมกระบี่ของจ้าวอู๋จีระเบิดแสงสีขาวราวกับเหมันต์ที่เจิดจ้าออกมา เส้นใยกระบี่ไอเย็นเยียบเจ็ดสิบสองสายแผ่ออกไปพริ้วไหวราวกับนกยูงรำแพน สร้างเป็นตาข่ายกระบี่หมู่ดาวขึ้นกลางที่ว่างเปล่าในพริบตา
ค่ายกลกระบี่น้ำแข็งนิรันดร์ · พันธนาการวิญญาณรอบฟ้า!
รอยน้ำแข็งที่ลากผ่านตามปลายเส้นใยกระบี่ควบแน่นกลายเป็นอักขระค่ายกลกลางอากาศ ปราณกระบี่เงาปีศาจสิบหกสายของไป่เฉิงซางพุ่งเข้าสู่ค่ายกลกระบี่ ราวกับสัตว์ป่าที่ติดกับดัก พยายามดิ้นรนเจาะทะลวงไปรอบทิศ ทว่ากลับถูกอักขระค่ายกลผลึกน้ำแข็งสะท้อนพลังกลับไปกลับมา
"เคร้ง! เเคร้ง! เเคร้ง!"
ท่ามกลางเสียงปะทะของศัสตรา ไป่เฉิงซางพลันครางออกมาเบาๆ พลางก้าวถอยหลังไปสามก้าว ทุกครั้งที่ปราณกระบี่เงาปีศาจถูกสะท้อนกลับมา มันให้ความรู้สึกราวกับมีค้อนยักษ์หนักพันชั่งฟาดลงบนสัมผัสวิญญาณของเขา
"ค่ายกลกระบี่!?"
เขาโกรธแค้นระคนหวาดกลัว พลันเรียกเอาถ้วยลายเมฆาดาราเสวียนเทียนออกมา กัดปลั่งลิ้นพ่นเลือดบริสุทธิ์ลงบนถ้วยใบนั้นทันที ลวดลายเมฆาที่ก้นถ้วยพลันส่องแสงเจิดจ้า แสงนวลสามสายทอดลงมาจากสรวงสวรรค์ สร้างเป็นปราการคุ้มกันสามประสาน สุริยัน จันทรา และดารา ล้อมรอบค่ายกลกระบี่ไว้
"ทำลาย!"
จ้าวอู๋จีส่งเสียง "หืม" ออกมาเบาๆ พลันตวัดปลายนิ้วลงเบื้องล่าง ค่ายกลกระบี่ไอเย็นเยียบพลันหดตัวเข้าหากัน
เส้นใยกระบี่เจ็ดสิบสองสายเปรียบเสมือนทางช้างเผือกที่หลากไหล พุ่งย้อนศรตามวิถีแห่งแสงนวลขึ้นไปเบื้องบน ในจังหวะที่เส้นใยกระบี่ปะทะกับแสงทั้งสาม จ้าวอู๋จีรีบชักนำพลังวิญญาณจากภายในมิติไหสวรรค์เข้ามาเสริมกำลังปราณกระบี่ เพื่อดึงระดับพลังฝีมือให้เท่าเทียมกับไป่เฉิงซาง ในเวลาเดียวกัน สัมผัสวิญญาณมลทินโลหิตของเขาก็หลอมรวมเข้ากับเจตนากระบี่
"ซี่ๆ!!"
ท่ามกลางเสียงกัดกร่อนอันแสบแก้วหู ปราการแสงนวลพลันพังทลายลงราวกับกองหิมะถล่ม ไป่เฉิงซางใจหายวาบด้วยความตระหนก พบว่าความเชื่อมต่อระหว่างเขากับถ้วยลายเมฆาดาราเสวียนเทียนถูกเจตนากระบี่ของอีกฝ่ายกัดเซาะจนขาดสบั้นไปชั่วขณะ
"นี่มัน..."
เขารีบถอยกรูด้วยความหวาดกลัว สะบัดแขนเสื้อปล่อยยันต์ออกมาหลายสิบแผ่น สร้างเป็นปราการคุ้มกันหลายชั้น จ้าวอู๋จีไม่ได้พุ่งเข้าไปหาในทันที เขาเพียงแต่สะบัดแขนเสื้อออก "หึ่ง" เสียงหนึ่งดังขึ้น พร้อมกับเหล่าราชาแมลงกว่าสองร้อยตัวที่พุ่งพวยออกมาดุจน้ำป่า
"บึ้ม! บึ้ม! บึ้ม!"
ยันต์ระเบิดออก แสงสีทองเปรียบเสมือนอัสนีบาตที่ฟาดลงมา ซัดเอาแมลงหลายสิบตัวจนกระเด็นหายไป ทว่าเมื่อพวกมันตกถึงพื้นและกลิ้งอยู่สองสามรอบ กลับบินทะยานขึ้นมาใหม่ได้อีกครั้งโดยไร้ร่องรอยบาดแผล แมลงที่เหลือยิ่งไม่หวั่นเกรงต่ออันตราย ลวดลายสีเลือดบนกระดองสีทองดำทอแสงวับวาบ ฝ่าพละกำลังของยันต์ที่หลงเหลืออยู่เข้ารุมล้อมทันที!
"เป็นไปไม่ได้!"
ไป่เฉิงซางโกรธจัด ตบลงบนถุงเก็บของอีกครั้ง เรียกเอาหนังกลองออกมา ผิวกองสลักไว้นด้วยอักขระยันต์อันลึกลับ นับเป็นศัสตราวิญญาณสายป้องกันระดับสามชิ้นหนึ่ง
"ตึง!!"
เสียงกลองสั่นสะเทือน คลื่นเสียงแผ่ซ่านออกไปราวน้ำหลาก ซัดเอาฝูงแมลงจนกระจายตัวไปคนละทิศละทาง ทว่า ฝูงแมลงกลับคล้ายมลทินติดกระดูก พุ่งเข้าใส่ระลอกแล้วระลอกเล่า อักขระวิญญาณบนหนังกลองจืดจางลงอย่างเห็นได้ชัดในพริบตา ทว่ากลับถูกพวกมันกัดกินจนเป็นรูพรุนราวกับรังผึ้ง!
"บ้าที่สุด! นี่มันแมลงตัวอะไรกัน?"
ในที่สุดความหวาดกลัวก็เริ่มผุดขึ้นในใจของไป่เฉิงซาง เขาพยายามจะชักนำกระบี่บินปะทะอีกครั้ง ทว่ากลับรู้สึกว่าพลังวิญญาณรอบกายติดขัด มือที่พยายามจะร่ายมหาเวทย์กระบี่พลันแข็งค้างไปโดยปริยาย
"ไป!"
จ้าวอู๋จีชี้นิ้วออกไป ราชาแมลงสามตัวพุ่งออกมาจากฝูง อักขระสีเลือดบนกระดองแมลงทอแสงประหลาดออกมา พวกมันขยับกรามพ่นละอองน้ำขุ่นมัวออกมา ซึ่งนั่นคือน้ำยันต์ที่หลอมรวมกับยาเม็ดยันต์ทะลวงวิญญาณนั่นเอง!
"สะกด!"
แววตาของจ้าวอู๋จีเป็นประกายวับ สองมือร่ายมหาเวทย์อย่างรวดเร็วดุจเงาพราย ละอองน้ำพลันควบแน่นกลายเป็นโซ่ตรวนสะกดวิญญาณนับร้อยสาย มุดเข้าสู่ทวารทั้งเจ็ดของไป่เฉิงซางในพริบตา เจ้าถ้ำอู๋ซั่งร้องโหยหวนออกมาด้วยเสียงที่ไม่เหมือนมนุษย์ มลทินกัลป์สวรรค์ในห้วงจิตวิญญาณพลันพุ่งทะยานขึ้น ห่อหุ้มแกนกลางสัมผัสวิญญาณไว้ราวกับเป็นรังไหม
"อ๊าก!!"
เขากุมศีรษะคุกเข่าลงบนพื้น เส้นเลือดที่ลำคอปูดโปนราวกับไส้เดือน แกนกลางสัมผัสวิญญาณถูกมลทินกัลป์กัดกร่อน เปรียบเสมือนน้ำมันเดือดที่ราดลงบนหิมะ ความแข็งแกร่งของสัมผัสวิญญาณลดฮวบลงถึงสามส่วน! กล่องกระบี่ที่เบื้องหลังตกลงสู่พื้นเสียงดัง "เคร้ง" ปราณกระบี่เงาปีศาจทั้งสิบหกสายพุ่งสะเปะสะปะราวกับพึ่งพาอาศัยไม่ได้แล้ว
ในจังหวะที่สัมผัสวิญญาณของไป่เฉิงซางกำลังปั่นป่วนวุ่นวาย จ้าวอู๋จีกระแทกเสียงตวาดลั่น "สยบ!"
เขาสะบัดแขนเสื้อทั้งสองข้างออกไป เข็มทองคำพุ่งทะลวงอากาศออกไปดุจมังกรทองคำตะปบเหยื่อ ปักลงบนจุดชีพจรสำคัญของไป่เฉิงซางหลายจุดในพริบตา แรงสั่นสะเทือนจากปลายเข็มทำให้เกิดเสียงกังวานในอากาศ ราวกับเสียงคำรามของมังกร
"สื่อวิญญาณ!"
จ้าวอู๋จีเปลี่ยนท่าทางมหาเวทย์ แววตาพลันถอประกายสีเขียวอมเทาอันล้ำลึกออกมา ราวกับไฟผีในขุมนรกที่กำลังลุกโชนอยู่ในส่วนลึกของดวงตา
ราชาแมลงทั้งสามตัวที่แฝงตัวอยู่ในร่างของไป่เฉิงซางพลันขยับกรามพ่นน้ำยันต์เหม็นเน่าออกมาพร้อมกัน ละอองน้ำนั้นเมื่อสัมผัสกับพลังวิญญาณก็ควบแน่นเป็นรูปเป็นร่าง แปรสภาพเป็นโซ่ตรวนสะกดวิญญาณนับพันสายที่พันธนาการด้วยกลิ่นอายหยินอัปมงคล รัดตรึงเข้าหาดวงวิญญาณหยินของอีกฝ่ายราวกับงูพิษที่รัดเหยื่อ
"อ๊าก!!"
ใบหน้าของไป่เฉิงซางบิดเบี้ยว เลือดสีดำไหลซึมออกมาจากทวารทั้งเจ็ด สัมผัสวิญญาณอันหนาแน่นของขอบเขตรวมจิตระดับกลางพยายามตอบโต้อย่างบ้าคลั่ง ทำให้โซ่ตรวนส่งเสียงกังวานสนั่นหวั่นไหว
"สยบข้าเดี๋ยวนี้!!"
จ้าวอู๋จีทุ้มเสียงต่ำ เส้นเลือดสีแดงแผ่พุ่งไปทั่วดวงตาขาวเปรียบดั่งใยแมงมุม ภายในลูกปัดหยินในห้วงจิตวิญญาณ กลิ่นอายหยินสามร้อยสายพุ่งระเบิดออกมา เสริมพลังให้แก่มหาเวทย์ทะลวงวิญญาณในทันที อักขระยันต์บนผิวโซ่ตรวนขยับเขยื้อนราวกับมีชีวิต รัดตรึงดวงวิญญาณหยินที่กำลังดิ้นรนของไป่เฉิงซางให้จมดิ่งลงสู่เบื้องลึกของกายหยาบทีละนิ้ว
ไป่เฉิงซางสั่นสะท้านไปทั้งร่างราวกับถูกสายฟ้าฟาด เส้นเลือดในรูม่านตาควบแน่นเป็นรูปอักขระยันต์อันประหลาด ผ่านการดิ้นรนไปเพียงสามอึดใจ ในที่สุดเขาก็ค่อยๆ คุกเข่าลงกับพื้นราวกับหุ่นเชิด แววตาเลื่อนลอยไม่มีจุดหมาย พลางเอ่ยปากพูดออกมาด้วยเสียงที่สั่นเครือ "คารวะ... คารวะนายท่าน..."
"เฮ้อ!"
จ้าวอู๋จีลูบหว่างคิ้วเบาๆ รับรูัสึกถึงความเจ็บปวดที่พุ่งขึ้นมาในสมองเป็นระลอก ความเหนื่อยล้าทางจิตใจของเขาช่างมหาศาลยิ่งนัก เจ้าถ้ำอู๋ซั่งไป่เฉิงซางผู้นี้ สมกับที่เป็นยอดฝีมือขอบเขตรวมจิตระดับกลางจริงๆ พละกำลังและรากฐานล้ำลึกกว่าเจ้าถ้ำกระดูกขาวเว่ยติ่งมากนัก การควบคุมเขานั้น ช่างเป็นเรื่องที่ยากลำบากแสนสาหัสจริงๆ
"ทว่า ในที่สุดก็สำเร็จแล้ว..."
จ้าวอู๋จีมองดูเจ้าถ้ำอู๋ซั่งที่คุกเข่าสวามิภักดิ์อยู่เบื้องหน้าด้วยความยินดี ในวินาทีนี้ ถ้ำสวรรค์อู๋ซั่งได้ตกอยู่ในกำมือของเขาอย่างสมบูรณ์แล้ว
ความคิดที่จะควบคุมถ้ำสวรรค์กระดูกขาวและถ้ำสวรรค์อู๋ซั่งตั้งแต่แรกนั้น ในยามนี้ได้กลายเป็นความจริงที่สมบูรณ์แบบ ยามนี้ในดินแดนสี่แคว้นของเทียนหนาน นอกจากถ้ำสวรรค์เสวียนเซียว และถ้ำสวรรค์ชิงหมิงที่หวงซางกุมอำนาจอยู่แล้ว กว่าครึ่งหนึ่งของดินแดนได้ตกอยู่ในอาณัติของเขาแต่เพียงผู้เดียว
คิ้วของเขาขยับขึ้นเล็กน้อย แววตาวาบด้วยประกายอันเย็นเหยียบ ก่อนจะกลับมาสงบนิ่งเช่นเดิม
"ลุกขึ้นเถอะ" เขากล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย แฝงไว้ด้วยอำนาจที่ไม่อาจปฏิเสธได้ "ไปจัดการสยบความวุ่นวายในถ้ำสวรรค์เสีย และทำให้ทุกอย่างกลับเข้าสู่สภาวะปกติ"
"ขอรับ! ข้าน้อยรับคำสั่งนายท่าน" ไป่เฉิงซางลุกขึ้นยืน
จ้าวอู๋จีจ้องมองเขาเพียงครู่หนึ่ง พลางยิ้มกึ่งจริงกึ่งเล่น "เรื่องภายนอกนั้น ก็บอกไปเพียงว่าเป็นความเข้าใจผิดเล็กน้อย เจ้ากับ 'บรรพบุรุษเทียนหนาน' นั้นเรียกว่า 'ไม่สู้ไม่รู้จักกัน' ก็พอ"
ไป่เฉิงซางประสานมือคารวะอย่างนอบน้อม "ข้าน้อยเข้าใจแล้ว"