- หน้าแรก
- ผู้บำเพ็ญยุคสิ้นธรรม
- บทที่ 196 สูบดึงชีพจรวิญญาณ สมบัติตกทอดเสวียนเทียน
บทที่ 196 สูบดึงชีพจรวิญญาณ สมบัติตกทอดเสวียนเทียน
บทที่ 196 สูบดึงชีพจรวิญญาณ สมบัติตกทอดเสวียนเทียน
บทที่ 196 สูบดึงชีพจรวิญญาณ สมบัติตกทอดเสวียนเทียน
หลังจากที่เว่ยติ่งจากไปแล้ว
จ้าวอู๋จีกางแผนที่ภูมิภาพชีพจรธรณีฉบับชำรุดออก แล้วส่งพลังวิญญาณเพื่อกระตุ้นแผนที่ อักขระค่ายกลบนหน้าแผนที่พลันส่องสว่าง กลายเป็นเส้นใยแสงมุดลงสู่ก้นบ่อเลือด ชีพจรวิญญาณโลหิตทั้งสายสั่นสะเทือนราวกับมีชีวิต น้ำในบ่อเดือดพล่านพร้อมกับปรากฏเส้นสายสีทองพาดผ่านหมอกนิล
จ้าวอู๋จีร่ายมหาเวทย์ "ชักนำชีพจรวิญญาณ" แผนที่พลันลอยเด่นอยู่กลางอากาศ ร่องรอยชีพจรที่ชำรุดในแผนที่เกิดการสะท้อนพลังกับชีพจรวิญญาณโลหิตเบื้องล่าง ชีพจรวิญญาณที่มีความยาวกว่าหกสิบจั้ง เริ่มขยับดิ้นรนราวกับงูยักษ์ที่กำลังคดตัวเป็นรูปตัว "Z" อยู่ใต้ดิน ผนังหินรอบข้างเริ่มปริแตก เศษหินร่วงกราว กลิ่นอายหยินอัปมงคลที่ปกคลุมชีพจรวิญญาณโลหิตถูกแสงสีทองจากแผนที่ชำระล้างจนสลายไปอย่างต่อเนื่อง
จ้าวอู๋จีเหงื่อเริ่มผุดพรายบนหน้าผาก เขารูัสึกได้ว่าพลังวิญญาณถูกสูบออกไปอย่างรวดเร็ว มหาเวทย์นำทางในการค้นหาและชักนำชีพจรธรณีถูกร่ายออกมาจนถึงขีดสุด ปลายชีพจรวิญญาณโลหิตชูคอขึ้นราวกับหัวเศียรงู เริ่มมุดเข้าสู่ใจกลางมิติไหสวรรค์ผ่านรอยแยกมิติทีละนิ้ว...
...
ลึกเข้าไปในถ้ำสวรรค์อู๋ซั่ง ภายในห้องลับอันมืดสลัว
ไป่เฉิงซางนั่งขัดสมาธิอยู่บนเบาะรองนั่ง เลือดสีดำที่ไหลออกมาจากทวารทั้งเจ็ดบนใบหน้าเหี่ยวแห้งดูราวกับไส้เดือนที่กำลังชอนไช ในห้วงจิตวิญญาณ กระบี่สังหารสีเลือดสองเล่มนั้นเปรียบเสมือนมลทินที่ติดตามกระดูก กัดกร่อนแกนกลางสัมผัสวิญญาณจนเกิดเป็นรูพรุนราวกับรังผึ้ง เขาพลันพ่นเลือดสีดำออกมาคำใหญ่อีกครั้ง พื้นดินถูกเลือดนั้นกัดกร่อนจนเป็นหลุมเป็นบ่อ
"จ้าวอู๋จี... ไอ้เด็กเมื่อวานซืน... เจ้าทำได้อย่างไรกัน! ข้ารักษาบาดแผลมาหลายวันแล้ว กลับยังไม่สามารถขจัดมันออกไปได้เลย..."
เขาหยิบสมบัติศักดิ์สิทธิ์ "ถ้วยลายเมฆาดาราเสวียนเทียน" ออกมาด้วยมือที่สั่นเทา ลวดลายเมฆาบนขอบถ้วยหมุนวนดูราวกับทางช้างเผือกกลับด้าน จากนั้นก็หยิบ "ช้อนไม้แก่นดาราจันทรา" ที่ใสกระจ่างทั้งคันออกมา เหนือด้ามช้อนสลักอักษรโบราณคำว่า "ดาราจันทรานำวิญญาณ" ไว้สี่อักษร
"นับว่าโชคดีที่ข้ายังมีสมบัติตกทอดของสำนักเสวียนเทียนสองชิ้นนี้อยู่... ในที่สุดก็ถึงเวลาที่ต้องนำออกมาใช้งานเสียที..."
ไป่เฉิงซางร่ายมหาเวทย์ ช้อนดาราจันทรานำวิญญาณเปล่งแสงเจิดจ้า เขาเคาะลงบนขอบถ้วยเบาๆ สามครั้ง เสียงใสราวกับระฆังแก้วดังกังวาน เพดานห้องลับพลันปรากฏแสงสามสายทอดลงมาจากช่องแสง แสงดาวอันเย็นเยียบราวน้ำค้าง แสงจันทร์อันนวลตาเปรียบดั่งวารี และแสงอาทิตย์อันโชติช่วงราวดั่งเปลวเพลิง ปลายช้อนวาดวิถีเป็นกลุ่มดาวเหนือ แสงทั้งสามสีภายใต้การชักนำของปลายช้อน หมุนวนรวมตัวกันเป็นวังวนภายในถ้วยอย่างน่าอัศจรรย์
"สามแสงรวมยอด ก่อเกิดน้ำค้างแท้!"
สิ้นเสียงกัมปนาท ก้นช้อนพลันปรากฏเงาร่างของดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ และหมู่ดาวขึ้นมา แสงวิญญาณในถ้วยหมุนวนผ่านการกลั่นกรองจนบริสุทธิ์ถึงขีดสุด ผ่านไปหลายชั่วยาม หลังจากผ่านการกลั่นกรองถึงแปดสิบเอ็ดครั้ง ในที่สุดก็กลั่นตัวเป็นหยดน้ำค้างสามสีหยดหนึ่ง บนผิวของน้ำค้างนั้นมีภาพสะท้อนของหมู่ดาวในจักรวาล ภายในดูเหมือนจะมีแสงดาวหมุนวนอยู่
"น้ำค้างสามแสง..."
ไป่เฉิงซางสั่นเทาด้วยความตื่นเต้น เทน้ำค้างนั้นเข้าปาก ร่างกายพลันสั่นสะท้านอย่างรุนแรง แสงสังหารสีเลือดและมลทินกัลป์สีเหลืองขุ่นในห้วงจิตวิญญาณ
ถูกแสงจากดาวและจันทร์เข้าห่อหุ้ม แสงสังหารสีเลือดพลันละลายหายไปราวกับหิมะที่เจอแสงแดดแผดเผา ใบหน้าที่เคยขาวซีดพลันกลับมามีเลือดฝาด ทว่าครู่ต่อมาเขากลับจ้องมองรอยร้าวขนาดเล็กที่เพิ่มขึ้นบนช้อนไม้ พลางขมวดคิ้ว "ตอนที่บุกรุกเข้าไปในซากโบราณสถานสำนักเสวียนเทียน ช้อนดาราจันทรานำวิญญาณคันนี้ก็ได้รับความเสียหายหนักมาก ครั้งก่อนข้าก็เคยใช้ไปแล้วครั้งหนึ่ง... ครั้งนี้กลับมีรอยร้าวเพิ่มขึ้นมาอีกหนึ่งรอย หากใช้ต่อไปอีก..."
ทันใดนั้น เขาก็รู้สึกเจ็บปวดเจียนตายจากการถูกกัดกร่อนในสัมผัสวิญญาณอีกครั้ง เขาตรวจสอบในห้วงจิตวิญญาณทันที ใบหน้าพลันเปลี่ยนไปอย่างรุนแรง พบว่าแม้แสงสังหารสีเลือดจะสลายไปแล้ว ทว่ามลทินกัลป์สีเหลืองขุ่นสายนั้นกลับยังคงอยู่ราวกับมลทินติดกระดูก และยังคงกัดกร่อนสัมผัสวิญญาณของเขาต่อไป
"เป็นไปได้อย่างไรกัน!?"
ไป่เฉิงซางทั้งโกรธทั้งหวาดกลัว เขาทำรีบร่ายมหาเวทย์กระตุ้นถ้วยและช้อนอีกครั้ง ยอมให้ช้อนมีรอยร้าวเพิ่มขึ้นเพื่อกลั่นน้ำค้างออกมาอีกหยดหนึ่ง ทว่าแม้จะกลืนน้ำค้างหยดที่สองเข้าไปแล้ว มันก็เพียงแต่ช่วยให้สัมผัสวิญญาณของเขาฟื้นฟูและแข็งแกร่งขึ้นเล็กน้อยเท่านั้น ทว่ากลิ่นอายมลทินกัลป์สายนั้นยังคงอยู่ และเริ่มกลืนกินสัมผัสวิญญาณที่เพิ่งฟื้นฟูขึ้นมาใหม่ต่อทันที
"บ้าที่สุด!!"
ไป่เฉิงซางทั้งโกรธทั้งหวาดกลัว ก่อนจะค่อยๆ สงบสติอารมณ์ลงราวกับน้ำแข็ง ดวงตาเป็นประกายเย็นเหยียบ เขาพลันสะบัดแขนเสื้อ "ใครอยู่ข้างนอก ไปตามตัวพระแม่เจ้าเซี่ยเจาหรันมาพบข้าเดี๋ยวนี้!"
ครู่ต่อมา ประตูศิลาเปิดออกพร้อมกับเสียงกัมปนาท ผู้พิทักษ์ในชุดดำรีบคุกเข่ารายงานด้วยความหวาดกลัว "พระแม่ศักดิ์สิทธิ์ออกจากถ้ำสวรรค์ไปได้สามวันแล้วยังไม่กลับมาเลยขอรับ..."
"สารเลว!" ปราณกระบี่เงาปีศาจพลันตัดยอดมงกุฎของผู้พิทักษ์จนขาดสะบั้น ไป่เฉิงซางจ้องมองรอยร้าวบนด้ามช้อน แววตาวาบด้วยความโหดเหี้ยม "ไปตามหา สั่งให้พรรคพวกผู้เฒ่าไร้ขอบเขตไปตามตัวนางกลับมา ข้ามีเรื่องจะสอบถามนางอย่างละเอียด หากหาไม่เจอ..."
"ขอรับ!" ผู้พิทักษ์รับคำด้วยความหวาดกลัวแล้วรีบถอยออกไป
"จ้าว! อู๋! จี!"
ใบหน้าของไป่เฉิงซางเย็นเยียบขึ้นเรื่อยๆ ในใจเริ่มมีความหวาดระแวงและหวาดกลัวต่อเจ้าหนูที่เพิ่งบรรลุขอบเขตรวมจิตขึ้นมาคนนี้ "ไอ้เด็กนี่ต้องมีอะไรแปลกๆ แน่... บ้าเอ๋ย ทำไมตอนนั้นข้าถึงได้เชื่อว่ามันถูกยาเม็ดล่อลวงจิตควบคุมไว้แล้วกันนะ? ทำไมถึงได้เชื่อคำพูดของพระแม่เจ้าและพระแม่ศักดิ์สิทธิ์เซี่ยเจาหรัน?"
เขาหลับตาลง ภาพเหตุการณ์ตอนที่จ้าวอู๋จีตวัดกระบี่สังหารร่างแยกของจงขุ่ยที่ข้างมิติเร้นลับเทียนหนานปรากฏขึ้นในสมอง กระบี่เล่มนั้นเองที่ทำลายความคลางแคลงใจสุดท้ายของเขาไปจนสิ้น
หากไม่ถูกยาเม็ดล่อลวงจิตที่เขาปรุงเองควบคุมไว้ ศิษย์หลินหลางธรรมดาที่ไหนจะกล้าชักกระบี่ใส่เจ้าถ้ำของตนเองในสถานการณ์เช่นนั้น ทว่าเมื่อนึกย้อนกลับไปในตอนนี้ เกรงว่าเรื่องราวคงไม่เรียบง่ายเช่นนั้นเสียแล้ว "ข้า... ถูกพระแม่ศักดิ์สิทธิ์ หรือว่านังตัวแสบฮวาชิงซวงกับเหยียนหลานหลอกใช้กันแน่? พวกผู้หญิงพวกนี้ สมควรตายให้หมด!"
ไป่เฉิงซางพกพาเจตนาสังหารอันแรงกล้า พลางเก็บสมบัติเสวียนเทียนทั้งสองชิ้นลงไป
...
ผ่านไปสองวัน
ยามวิกาลอันมืดมิด หมอกริมแม่น้ำหยุนเมิ่งถูกฉีกกระชากออกด้วยกระแสลมหยินอันเย็นเยียบ จ้าวอู๋จียืนประสานมือเบื้องหลังอยู่ริมแม่น้ำ อาภรณ์สีนิลสะบัดพริ้วตามสายลม
มองส่งร่างของเจ้าถ้ำกระดูกขาวเว่ยติ่งที่นำพาเหล่าศิษย์พรรคพวกลักลอบจากไป แสงวิญญาณแต่ละสายห่อหุ้มด้วยศัสตราวิญญาณกระดูกขาว ดูราวกับภูตผีนับร้อยกำลังเดินทางในยามค่ำคืน
จ้าวอู๋จีลูบคมกระบี่ไอเย็นเยียบที่เอวเบาๆ สัมผัสวิญญาณแผ่ซ่านออกไปราวน้ำหลาก มุ่งตรงเข้าสู่มิติไหสวรรค์ในแขนเสื้อทันที
กลับพบว่าพื้นที่ของมิติไหสวรรค์ได้ขยายออกอย่างต่อเนื่องหลังจากดูดซับชีพจรวิญญาณโลหิตของถ้ำสวรรค์กระดูกขาวเข้าไป จนในที่สุดก็ขยายออกเป็นสี่สิบสามจั้ง
เพดานของมิติไหสวรรค์พลันย้อมด้วยแสงสีทองอมเลือด ชีพจรวิญญาณโลหิตที่เพิ่งหลอมรวมเข้ามาใหม่เปรียบเสมือนมังกรคะนองศึกสีแดงฉานที่สถิตอยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือของมิติ ประจันหน้ากับทุ่งวิญญาณคริสตัลดั้งเดิม
หมอกโลหิตที่พ่นออกมาจากชีพจรวิญญาณถูกชักนำด้วยมหาเวทย์นำทาง ให้ไหลลงสู่บ่อเลือดเบื้องล่างเพื่อบ่มเพาะราชาแมลงกลืนกินวิญญาณ ทำให้ชีพจรวิญญาณโลหิตค่อยๆ
ถูกชำระล้างจนสะอาดและบริสุทธิ์มากขึ้น ส่วนเหล่าราชาแมลงในบ่อเลือดที่ได้รับการหล่อเลี้ยงด้วยพลังวิญญาณโลหิตเหล่านี้ กลับเป็นการแก้ปัญหาขาดแคลนสารอาหารในระยะสั้นได้เป็นอย่างดี
ทำให้พวกมันแต่ละตัวแข็งแกร่งขึ้นอย่างรวดเร็ว
ทว่า ทุกครั้งที่จ้าวอู๋จีกวาดสัมผัสวิญญาณผ่านขอบเขตของมิติไหสวรรค์ เขาสามารถรูัสึกได้ถึงการกัดกร่อนจากกฎเกณฑ์ที่มองไม่เห็นภายนอก
ส่วนของชีพจรวิญญาณที่สัมผัสกับมิติที่ว่างเปล่า กลับปรากฎรอยจุดสีเทาคล้ายใยแมงมุม ราวกับถูกกฎแห่งสวรรค์บางอย่างชักนำพลังชีวิตออกไปอย่างช้าๆ
ด้วยเหตุนี้ เขาจึงสั่งให้เหล่าราชาแมลงสีทองคำไปเฝ้าอยู่ตามแนวรอยรั่วของมิติ พวกมันขยับกรามกัดกินมลทินสีเทานั้นจนกลายเป็นผงละเอียด จากนั้นจึงปรายน้ำหล่อเลี้ยงวิญญาณคืนสู่โคนชีพจรวิญญาณ ก่อเกิดเป็นวงจรที่แปลกประหลาด
นับตั้งแต่จ้าวอู๋จีนับผลึกกัลป์ที่เกิดจากการหลอมรวมมลทินกัลป์สวรรค์และโลหิตอัปมงคลมาใส่ไว้ในบ่อเลือด บ่อเลือดก็เกิดการเปลี่ยนแปลงที่ประหลาดขึ้น
ผลึกกัลป์ที่ก้นบ่อสั่นไหวราวกับมีชีวิต ดูดกลืนเลือดที่ไหลซึมเข้ามา บนผิวผลึกปรากฏอักขระทางเต๋าที่คล้ายคลึงกับกฎเกณฑ์การกัดกร่อนภายนอก
เขารูัสึกได้ทันทีว่า นี่อาจจะเป็นการกดขี่ของสวรรค์ต่อชีพจรวิญญาณในยุคปลายธรรมะที่ปรากฏออกมาให้เห็นเป็นรูปธรรม ทว่าสำหรับเขาในตอนนี้ เรื่องราวดังกล่าวยังห่างไกลจากความเข้าใจเกินไปนัก หากไม่ใช่เพราะเขาเคยอาศัยพลังจากลูกปัดหยางในการกดขี่ จนบังเอิญดูดกลืนมลทินกัลป์สวรรค์มาได้สายหนึ่ง คาดว่าเขาคงไม่สามารถสัมผัสถึง 'สิ่งของ' ในระดับนี้ได้แน่นอน
ในขณะนี้ สมุนไพรหยินที่ย้ายมาจากถ้ำสวรรค์กระดูกขาวต่างก็เติบโตอย่างรวดเร็วอยู่ริมบ่อเลือด ทว่าบนกิ่งก้านกลับผลิดอกออกผลที่เปี่ยมไปด้วยพลังวิญญาณอันบริสุทธิ์ น้ำหล่อเลี้ยงไขหยกดั้งเดิมเมื่อได้รับการบ่มเพาะจากชีพจรวิญญาณโลหิต กลับกลั่นตัวเป็นผลึกไขโลหิตขนาดเท่าไข่นกพิราบสามเม็ดบนแท่นหินกลางมิติ
"ผลึกไขโลหิตเหล่านี้ มีสรรพคุณทางยาที่ยอดเยี่ยมมาก เหมาะสำหรับการฝึกปรือวิถีปุถุชนจอมยุทธ์ยิ่งนัก..."
"ตอนนี้มิติไหสวรรค์ได้กลืนกินชีพจรวิญญาณของถ้ำสวรรค์กระดูกขาวเข้าไปแล้ว จนสามารถสร้างวงจรพลังวิญญาณภายในตัวเองได้สำเร็จ เท่ากับว่าข้าพกพาถ้ำสวรรค์ขนาดเล็กที่มีชีพจรวิญญาณระดับหนึ่งติดตัวไปด้วยตลอดเวลา ไม่จำเป็นต้องเกรงกลัวสภาพแวดล้อมที่ไร้พลังวิญญาณภายนอกอีกต่อไป"
จ้าวอู๋จีครุ่นคิดจนถึงจุดนี้ คิ้วก็ขยับเบาๆ พร้อมกับรอยยิ้มที่มุมปาก ก่อนจะถอนสัมผัสวิญญาณออกมาจากมิติไหสวรรค์ ไกลออกไปมีกลิ่นอายพลังที่คุ้นเคยกำลังมุ่งหน้าเข้ามาอย่างรวดเร็ว นั่นคือหนานจือเซี่ยที่ไม่ได้เจอกันมาเกือบหนึ่งปีเต็ม ท่ามกลางม่านหมอกที่ลอยต่ำ ผิวน้ำในแม่น้ำสะท้อนแสงสีเงินนวลตา นางเหินลมเดินในอากาศ อาภรณ์พริ้วไหว แววตาแฝงไปด้วยความระแวดระวัง ทว่าเมื่อเห็นร่างของจ้าวอู๋จีในพริบตา ท่าทางอันเคร่งเครียดก็พลันสลายหายไป แววตาเปี่ยมไปด้วยความอ่อนโยน
"อู๋จี!"
หนานจือเซี่ยเหินลงสู่พื้นอย่างนุ่มนวล ก้าวเดินเข้ามาหาพลางยิ้มกล่าว "ข้าทำตามที่เจ้าสั่งแล้ว ตอนนี้ได้ชักนำพระแม่เจ้าอู๋ซั่งมาถึงที่นี่แล้ว"
"ดีมาก!"
จ้าวอู๋จีเอื้อมมือไปลูบผมของนางเบาๆ พลางหัวเราะเสียงทุ้ม "ลำบากเจ้าแล้ว" หนานจือเซี่ยสายหน้าเบาๆ พลางขมวดคิ้ว "ทว่า ผู้อาวุโสเฟยหยุนก็จะตามมาด้วย เกรงว่าเขาคงจะเริ่มระแวงบ้างแล้ว"
จ้าวอู๋จีสายหน้าเบาๆ "ไม่เป็นไรหรอก ก็แค่ผู้ฝึกตนขอบเขตชักนำปราณเท่านั้น ไม่มีอะไรต้องกังวล"
"ตอนนี้เจ้าบรรลุขอบเขตรวมจิตแล้วจริงๆ งั้นรึ ช่างรวดเร็วเหลือเกิน!"
หนานจือเซี่ยเดินวนรอบตัวจ้าวอู๋จีสามรอบ พลันเอื้อมมือไปสัมผัสที่ใบหน้าของเขา "คงไม่ใช่ว่าถูกสัตว์ประหลาดเฒ่าที่ไหนมาช่วงชิงร่างหรอกนะ?" ในจังหวะที่ปลายนิ้วสัมผัสผิวหนัง ใบหน้าของจ้าวอู๋จีพลันมีแสงวิญญาณวับผ่าน แปรแปรเป็นชายชราที่มีโหนกแก้มสูง ดวงตามลึกโบ๋ ดูเจ้าเล่ห์และดุร้ายในพริบตา หนานจือเซี่ย "อุ๊ย" ร้องออกมาด้วยความตกใจ รีบกระโดดถอยหลังไปสองก้าว กระบี่ชิงหลวนที่เอวพลันชักออกมาครึ่งฝัก "นี่เจ้าเป็นใครกัน?"
"แค่หน้ากากศัสตราที่ช่วยเปลี่ยนโฉมหน้าได้ชิ้นหนึ่งเท่านั้น เหมือนสัตว์ประหลาดเฒ่าที่เจ้าว่าไหม?"
จ้าวอู๋จีแกล้งทำเสียงหัวเราะ "กีกี้" แบบคนเจ้าเล่ห์ "น่าเกลียดที่สุด รีบเปลี่ยนกลับมาเดี๋ยวนี้เลยนะ!" หนานจือเซี่ยถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งอก เมื่อเห็นจ้าวอู๋จีเปลี่ยนโฉมหน้ากลับมาหล่อเหลาเช่นเดิม จึงค่อยสงบสติขวัญลงได้ นางพลันนึกถึงเรื่องสำคัญบางอย่างได้ ก็เบิกตากว้าง "เดี๋ยวนะ! เจ้า... เจ้าบรรลุขอบเขตรวมจิตแล้ว เช่นนั้นวิชา <เคล็ดลับบูชาอาทิตย์ปานี> ของข้าที่สู้อุตส่าห์ฝึกฝนมา ก็คงจะ..."
คำพูดไม่ทันจบ ใบหน้าของนางก็แดงซ่านขึ้นมาทันทีจนต้องรีบปิดปากเงียบ
"วิชานั้นเป็นอย่างไรหรือ?" จ้าวอู๋จีรวบนางเข้ามากอด "ลองเล่าให้ข้าฟังหน่อยสิ"
"ไม่มี... ไม่มีอะไรหรอก ไม่ได้ฝึกเปล่าหรอกนะ อย่างน้อยมันก็พอมีประโยชน์อยู่บ้าง... อีกอย่าง บรรลุขอบเขตรวมจิตแล้วมันยอดเยี่ยมมากนักเชียวรึ!" หนานจือเซี่ยเชิดหน้าขึ้นทำเป็นเก่ง ทว่าใบหูของนางกลับแดงก่ำ "อีกไม่นานข้าก็จะทะลวงระดับตามเจ้าทันแล้ว"
"งั้นรึ? เช่นนั้นเจ้าก็ต้องขยันหน่อยนะ"
จ้าวอู๋จีพลันกระชับอ้อมกอดแน่นขึ้น หนานจือเซี่ยพลันร่างกายสั่นสะท้าน เหลียวมองรอบตัวพลางทำท่าทีอ่อนข้อลงทันที "พอแล้ว... อย่าทำเลยนะ รอให้ข้าขยับใกล้จะทะลวงขอบเขตรวมจิตได้ก่อน แล้วข้าจะยอมให้เจ้า... ทำตามใจชอบเลย!"
ในตอนนั้นเอง ก็มีเสียงปะทะอากาศดังมาจากระยะไกล "พวกเขามากันแล้ว อู๋จี เจ้า..." หนานจือเซี่ยยังไม่ทันจะบอกให้จ้าวอู๋จีหลบไป ก็พบว่าข้างกายของนางไร้ร่องรอยของจ้าวอู๋จีเสียแล้ว แม้แต่กลิ่นอายพลังก็หายไปจนสิ้น ในขณะนั้น ร่างสองร่างก็เหินลมฝ่าม่านหมอกเข้ามาถึง พระแม่เจ้าอู๋ซั่งสวมอาภรณ์สีขาวสะอาดตา ถือแส้ปัดหางจามรี ท่าทางเย็นชาและหยิ่งยโส ส่วนเฟยหยุนซ่อนตัวอยู่ใต้ชุดคลุมสีดำ แววตาดุร้าย กลิ่นอายพลังวิญญาณอยู่ในขอบเขตชักนำปราณระดับเจ็ดเท่านั้น
"เจาหรัน ทำไมเจ้าถึงออกจากถ้ำสวรรค์มาตั้งหลายวันแล้วไม่ลับไปเสียที ข่าวคราวก็ไม่มีส่งมาเลย?" พระแม่เจ้าเหินลงสู่พื้นดินพลางกล่าวคำตำหนิด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบ เฟยหยุนหรี่ตามองปัดผ่านรอบด้าน พลันรู้สึกถึงความผิดปกติ จึงแผดร้องลั่น "มีกับดัก!"
ทว่า ในพริบตานั้นเอง จ้าวอู๋จีก็ได้เดินเครื่องค่ายกล "เสพสุขฝันหวาน" หมอกริมแม่น้ำพลันพวยพุ่งขึ้นมา แปรสภาพเป็นกรงขังมายาในพริบตา "แย่แล้ว!!"
เฟยหยุนรีบถอยกรู ทว่ากลับรู้สึกเจ็บปวดเจียนตายในสมอง สติเริ่มเลือนลางจนใจเสีย "ขอบเขตรวมจิตงั้นรึ?!" ร่างของเขาหยุดชะงักลง ทันใดนั้นก็มีเสียงตวาดออกมาจากพระแม่เจ้าที่อยู่ข้างๆ
จ้าวอู๋จีปรากฏกายออกมาจากนอกค่ายกล สวมใบหน้าที่ชราและกระด้าง ร่ายวิชากักปราณสร้างเป็นโซ่ตรวนกักขังพระแม่เจ้าไว้ แล้วพันธนาการนักพรตหญิงผู้นี้ไว้อย่างแน่นหนา พระแม่เจ้าที่เขาเคยต้องมองด้วยความหวาดระแวงและหวาดกลัวตอนที่ยังอยู่ในเมืองหลวงนั้น ในยามนี้กลับกลายเป็นเบี้ยในมือที่จัดวางได้ตามใจชอบ
"ข้าดูแล้ว พระแม่เจ้าผู้ยิ่งใหญ่เองก็ไม่ธรรมดาเหมือนกันนะเนี่ย ระดับบำเพ็ญในช่วงสองปีมานี้กลับเพิ่มขึ้นถึงสองระดับเชียว" จ้าวอู๋จีกล่าวอย่างเรียบเฉย ท่าทางราวกับเป็นคนรู้จักเก่า ทำให้พระแม่เจ้าเกิดความสงสัยและระแวงไปต่างๆ นานา เขารวบรวมสมาธิวาดอักขระเป็นยันต์กลางอากาศ จากนั้นจึงกลั่นละอองน้ำขึ้นเป็นเม็ดยา จ้าวอู๋จีดีดนิ้วเพียงครั้งเดียว ยาเม็ดยันต์ทะลวงวิญญาณรุ่นปรับปรุงสองเม็ดก็พุ่งพวยออกไป มุดเข้าสู่ทวารทั้งเจ็ดของคนทั้งสองทันที
ตัวยาแปรสภาพเป็นเส้นใยวิญญาณ พริบตาต่อมาก็พันรอบดวงวิญญาณหยินของคนทั้งสองไว้อย่างแน่นหนา
"อ๊าก!" พระแม่เจ้าดวงตาพร่ามัว ส่วนเฟยหยุนทำใบหน้าบิดเบี้ยวด้วยความทนทุกข์ หลังจากดิ้นรนอยู่ครู่หนึ่ง ในที่สุดดวงวิญญาณหยินของทั้งสองก็ถูกควบคุมไว้อย่างสมบูรณ์ ร่างกายพลันอ่อนเปลี้ยเพลียแรง จนต้องคุกเข่าลงแทบเท้าของจ้าวอู๋จี
หนานจือเซี่ยเห็นเช่นนั้น แววตาก็ฉายประกายแห่งความรู้สึกที่ซับซ้อนสลับไปมา ในอดีต นางเคยคิดมาโดยตลอดว่าจะต้องหนีไปให้พ้นจากการควบคุมของพระแม่เจ้าอู๋ซั่ง และหวังว่าวันหนึ่งในอดีตจะได้ขึ้นทำหน้าที่อาจารย์หรือพระแม่เจ้าเสียเอง เพื่อให้ได้รับอิสรภาพกลับคืนมา ไม่นึกเลยว่า ความปรารถนาข้อนั้นจะถูกว่าที่สามีของนางช่วยจัดการให้สำเร็จลุล่วงไปได้อย่างง่ายดายเช่นนี้
หนานจือเซี่ยเดินเข้าไปใกล้จ้าวอู๋จี พลางกระซิบถาม "อู๋จี หากเจ้าคิดจะควบคุมค่ายกลของถ้ำสวรรค์อู๋ซั่งตามที่วางแผนไว้ ลำพังแค่ควบคุมคนสองคนนี้เกรงว่าจะไม่เพียงพอแน่ๆ จำเป็นต้องควบคุมผู้อาวุโสแห่งหอค่ายกลด้วย ทว่าไป่เฉิงซางยามนี้กำลังรักษาบาดแผลอยู่ ผู้อาวุโสหลิวแห่งหอค่ายกลย่อมนั่งเฝ้าอยู่ในวิหารไม่มีทางออกมาแน่นอน..."
"ไม่เป็นไร!"
ในตอนนั้นเอง พระแม่เจ้าที่ถูกควบคุมก็กล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงที่เลื่อนลอย "พวกข้าจะช่วยหาโอกาสให้นายท่านเอง ผู้อาวุโสหลิวรักบุตรชายของเขามาก ขอเพียงจับตัวบุตรชายของเขามาข่มขู่ เขาต้องยอมทำตามแน่นอน"
"ถูกต้อง!" เฟยหยุนกล่าวเสริมด้วยแววตาเลื่อนลอย "หากเขาไม่ยอมทำตาม พวกข้าก็จะทำการบุกรุกหอค่ายกลด้วยกำลัง เพื่อช่วยพังทลายค่ายกลให้นายท่านเอง"
"พวกเขา..." หนานจือเซี่ยถึงกับอึ้งไปเลย คนที่ถูกควบคุมด้วยยาเม็ดล่อลวงจิตในอดีตนั้น ไม่เคยมีความคิดที่จะเสนอแผนการออกมาเช่นนี้เลย มีเพียงแต่ต้องทำตามคำสั่งนิ่งๆ เท่านั้น นอกจากว่าจะเป็นพรรคพวกที่สะสมความภักดีมาอย่างยาวนานจริงๆ จึงจะรู้จักช่วยนายเหนือหัววางแผน ซึ่งนั่นต้องใช้เวลามาก
"นี่คือความมหัศจรรย์ของสัมผัสวิญญาณขอบเขตรวมจิต..." จ้าวอู๋จียิ้มกล่าว "สำหรับผู้ฝึกตนขอบเขตชักนำปราณแล้วมันได้ผลชะงัดนัก ความคิดจิตใจของพวกเขาจะถูกข้าเข้าแทรกแซง และถูกบังคับให้ต้องทำตามที่ข้ามอบหมายให้อย่างกระตือรือร้นที่สุด"
"นี่มัน... ช่างยอดเยี่ยมเหลือเกิน!" หนานจือเซี่ย惊道, ก่อนจะนึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้จนใบหน้าแดงระเรื่อ
สายตาของจ้าวอู๋จีวับด้วยประกายตาอันเจิดจ้า จ้องมองไปยังฝั่งตรงข้ามที่มีเหล่าพรรคพวกถ้ำสวรรค์กระดูกขาวลอบซุ่มรอนิมิตอยู่ "เมื่อใดที่ข้ากลืนกินถ้ำสวรรค์อู๋ซั่ง และควบคุมตัวไป่เฉิงซางได้สำเร็จ เจ้าจะได้ขึ้นทำหน้าที่เจ้าถ้ำในเงามืด คอยควบคุมสั่งการและจัดการทรัพยากรทั้งหมดในที่นี้ ถ้าสวรรค์อู๋ซั่งยังคงมีขนาดใหญ่กว่าหลินหลางมากนัก เมื่อเทียบกับถ้ำสวรรค์กระดูกขาวที่ไม่มีอะไรเลยแล้ว ที่นี่นับว่ามีดีกว่าเยอะ..."
"อืม" หนานจือเซี่ยพยักหน้า "ถ้ำสวรรค์ของพวกเรานั้นมีชีพจรวิญญาณระดับหนึ่งที่สมบูรณ์อยู่สายหนึ่ง ซึ่งมันเคยเป็นชีพจรวิญญาณระดับสามมาก่อนแล้วค่อยๆ เสื่อมถอยลง"
"นับว่ายอดเยี่ยม!"