- หน้าแรก
- ผู้บำเพ็ญยุคสิ้นธรรม
- บทที่ 154 การตอบโต้ของจ้าวอู๋จี
บทที่ 154 การตอบโต้ของจ้าวอู๋จี
บทที่ 154 การตอบโต้ของจ้าวอู๋จี
บทที่ 154 การตอบโต้ของจ้าวอู๋จี
“อู๋จี...”
นางกัดริมฝีปากเบาๆ แล้วพูดด้วยเสียงต่ำว่า
“ของพวกนี้ ข้าเกรงว่ามันจะเป็นเผือกร้อนน่ะสิ”
ลมแม่น้ำพัดผ่าน น้ำเสียงของนางดูหนักใจมาก
“ข้ามีความรู้สึกว่า หลังจากจบเรื่องเขตแดนเร้นลับเทียนหนานแล้ว ท่านเจ้าถ้ำของเรา... อาจจะเริ่มจัดการกับถ้ำสวรรค์หลินหลางของพวกเจ้าอย่างจริงจังเสียที”
นางเงยหน้ามองจ้าวอู๋จีด้วยสายตาที่ล้ำลึกก่อนจะพูดต่อว่า
“คราวก่อนที่เขาสั่งให้ข้าพูดยุยงเจ้า เพื่อให้เจ้าไปยุให้ประมุขกับเจ้าถ้ำแตกคอกัน... ข้าสงสัยว่า เขาอาจจะแอบติดต่อกับประมุขทั้งสองคนของเจ้าไปแล้วก็ได้”
พูดมาถึงตรงนี้ นางก็เผลอกำแขนเสื้อแน่นขึ้น
“ข้ากลัวว่า... งานที่เข
จ้าวอู๋จีหรี่ตาลงนิดหนึ่ง แต่ก็ยังยิ้มที่มุมปาก
“ไม่ต้องห่วง ไม่เป็นไรหรอก”
เสียงของเขาต่ำแต่แฝงไปด้วยความมั่นใจอย่างเต็มที่
“ถึงข้าจะเป็น 'สายสืบ' ของถ้ำสวรรค์อู๋ซั่ง แต่พูดตามตรง... มันก็แค่การแสดงบทบาทหนึ่งเท่านั้นแหละ ข้ายังมีอิสระของข้าอยู่เต็มเปี่ยม”
เขาหันหน้ามานิดหนึ่ง แววตามีร่องรอยของความฉลาดเฉลียววูบผ่านไป
“คิดจะมาคุมข้าให้ไปทำงานเสี่ยงตายงั้นหรือ? ก็ต้องรอดูว่าเจ้าถ้ำของเจ้าจะมีฝีมือพอหรือเปล่า”
พูดจบ เขาก็ตบที่กระเป๋าเก็บของ เรียกยาลูกกลอนที่มีลวดลายลึกลับลอยออกมา และส่องแสงจางๆ ท่ามกลางแสงจันทร์
“รับไว้ซะ”
เขาดันตัวยาไปให้นันจือเซี่ย พลางพูดด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยแต่แฝงไปด้วยความหมาย
“ยากลุ่มนี้ ไม่เหมือนกับที่ข้าเคยให้เจ้าไปก่อนหน้านี้”
นันจือเซี่ยรับยามาไว้ในมือ ทันทีที่นิ้วของนางสัมผัสโดนตัวยา นางก็สัมผัสได้ถึงแรงกระเพื่อมของพลังวิญญาณที่ซ่อนอยู่
“ออกฤทธิ์ช้า คุมคนไม่ได้ในทันที”
จ้าวอู๋จีอธิบายเบาๆ พร้อมกับยิ้มที่มีเล่ห์เหลี่ยมแฝงอยู่
“แต่ถ้ากินไปนานๆ... มันจะค่อยๆ ทำลายฤทธิ์ของ 'ยาควบคุมวิญญาณ' ของสำนักอู๋ซั่งไปเอง”
เขาหยุดไปครู่หนึ่ง “พอนานวันเข้า คนที่ถูกเจ้าควบคุมไว้ ก็จะค่อยๆ... หันมาทำตามคำสั่งของเจ้าแทน”
นันจือเซี่ยถึงกับตาค้าง ใจสั่นสะท้านมาก
“นี่มัน...”
นางก้มมองดูยาในมือ พลางกำหมัดแน่นโดยไม่รู้ตัว
สิ่งที่จ้าวอู๋จีทำอยู่นี้ คือการสนับสนุนให้นางแอบสร้างพรรคพวกของตัวเองขึ้นมาในสำนักอู๋ซั่ง!
ถ้าแผนนี้สำเร็จ วันที่นางส่งสัญญาณเรียกคนพวกนั้นมาอยู่ข้างกาย...
“เป็นยังไงล่ะ?”
จ้าวอู๋จีเห็นท่าทางของนางก็หัวเราะออกมาเบาๆ
“ของขวัญชิ้นนี้ พอใจไหม?”
นันจือเซี่ยเงยหน้าขึ้น ความดีใจและความกังวลปนเปกันไปหมด สุดท้ายมันก็เปลี่ยนเป็นความมุ่งมั่นอย่างเปี่ยมล้น
“ขอบใจเจ้ามาก”
นางเก็บยาไว้อย่างดี พร้อมพูดด้วยน้ำเสียงเข้มงวดว่า
“ข้าจะทำให้รอบคอบที่สุด”
ลมยามวิกาลเริ่มพัดแรงขึ้น ทั้งสองคนใช้เวลาอยู่ด้วยกันไม่นานก็ถึงเวลาต้องแยกจากกัน
“อีกหนึ่งเดือน เจอกันที่เขตแดนเทียนหนานนะ”
จ้าวอู๋จีพยักหน้าเบาๆ ไม่ได้พูดอะไรต่อ แล้วเขาก็พุ่งร่างทะยานขึ้นฟ้าไปท่ามกลางสายลม
ถึงแม้จะอยู่นอกเขตสำนักที่ไม่มีพลังวิญญาณ แต่การใช้แรงลมมาช่วยเคลื่อนที่ก็ทำให้เสียพลังวิญญาณไปเพียงน้อยนิดเท่านั้น
แถมพอยิ่งมีเหล้าวิญญาณจอกทองคำติดตัวไปด้วยแบบนี้ มันก็เหมือนกับบทกวีที่ว่า ‘ขี่ลมเหินฟ้ามา ทะยานไปทั่วโลกอย่างสง่างาม มีเหล้าข้าก็สนุกได้ไม่มีเบื่อ ถ้าไม่มีเหล้าข้าก็คงจะบ้าไปแล้ว’
ตั้งแต่ฝึกวิชาควบคุมลมจนสำเร็จ เขาก็พบว่า
ที่ที่ลมพัดแรงแบบนี้ ความเร็วของเขาก็ไม่แพ้การขี่ดาบเลย และที่สำคัญคือ...
มันพรางตัวได้ง่ายกว่าและประหยัดแรงมากกว่าเยอะ!
ผ่านไปไม่ถึงหนึ่งชั่วยาม แสงระยิบระยับของแม่น้ำอวิ๋นเมิ่งก็ค่อยๆ ไกลออกไป และเริ่มเห็นเงาของสำนักหลินหลางลางๆ
จ้าวอู๋จีตั้งใจจะร่อนลงสู่พื้น แต่จู่ๆ เขาก็ขมวดคิ้วแน่น
“หืม?”
ในป่าข้างล่าง มีกลิ่นอายอสุรกายพุ่งสูงขึ้นมา!
หน้าตาของเขาเคร่งเครียดขึ้นมาทันที เขารีบร่ายคาถา พลางทำให้ร่างของตัวเองดูจางลงปานกลุ่มหมอก แล้วก็กลมกลืนไปกับความมืดมิดในทันที
"วิชาพรางกาย!"
ยามนี้เขาเหมือนกับใบไม้แห้งที่ถูกลมพัดปลิว ที่ค่อยๆ ร่อนลงสู่ป่าอย่างเงียบเชียบ
...
ทันทีที่เท้าแตะดิน จ้าวอู๋จีก็ถึงกับเบิกตากว้าง!
เขามองเห็นในป่ามืดๆ มีร่างของผู้บำเพ็ญโบราณที่ร่างกายผอมจนแห้งกรังยืนนิ่งอยู่เหมือนท่อนไม้
ภายใต้แสงจันทร์ที่ดูขาวซีด
ผิวหนังที่เหี่ยวย่นของพวกเขาแตกเขยิบเหมือนเปลือกไม้แห้ง ในลูกตาคู่เดิมเปลี่ยนเป็นกองไฟผีสีเขียวที่ลุกโชนอยู่ในเบ้าตา
และที่น่าขนลุกยิ่งกว่าก็คือ...
ในกลุ่มคนเหล่านั้น กลับมีศิษย์รับใช้ชุดเทาของสำนักหลินหลางปนอยู่ด้วยหลายคน!
คนพวกนั้นหน้าตาซีดเผือด แววตาว่างเปล่า ที่คอมีอักขระสีเลือดปรากฏอยู่เห็นได้ชัดว่าถูกทำให้กลายเป็นหุ่นเชิดไปเรียบร้อยแล้ว!
"คน" พวกนั้นยืนนิ่งอยู่เงียบๆ
ดูเหมือนรูปปั้นที่คอยเฝ้าปากทางป่า ท่ามกลางความมืดมันดูน่าสยดสยองมากจริงๆ
และพอมองลึกเข้าไปในหุบเขา
มีนักพรตคนหนึ่งนั่งขัดสมาธิอยู่ รอบตัวเขามีสายยันต์สีเลือดพันอยู่รอบตัว
ข้างๆ เขามีศพเลือดในชุดแม่ทัพที่ขาดวิ่นกึ่งคุกเข่าอยู่กับพื้น ตามรอยแยกของชุดเกราะมีน้ำเลือดสีดำเจือแดงไหลซึมออกมา ดูเหมือนเขากำลังพักเพื่อปรับพลังร่างกายเพื่อต้านทานสภาพแวดล้อมที่ไม่มีพลังวิญญาณภายนอก
“ชิ...”
จ้าวอู๋จีหรี่ตาลง พลางค่อยๆ ถอยหลังออกไปก้าวหนึ่ง
คราวนี้นับว่าเจอ "เรื่องใหญ่" เข้าให้แล้วจริงๆ
เขาแอบอยู่ที่จุดมืด สายตาเหมือนคมดาบที่กวาดมองดูสถานการณ์ข้างหน้าอย่างละเอียด
“คนพวกนี้คือ...”
เขาหรี่ตาแคบลง “คือกลุ่มคนบำเพ็ญโบราณที่คลานออกมาจากซากสำนักอวิ๋นเฟิ่งงั้นหรือ?”
เขามองดูศิษย์ชุดเทาของทางสำนักหลินหลางที่ยงยืนนิ่งอยู่ท่ามกลางคนพวกนั้น จ้าวอู๋จีหน้าเข้มขึ้นพรางกำหมัดแน่นโดยไม่รู้ตัว
“แม้แต่ศิษย์สำนักเรายังถูกควบคุมไว้ด้วย...”
เขามองดูศิษย์พวกนั้นอยู่ครู่หนึ่ง ในตาแฝงความรู้สึกที่วูบไหว แต่เท้าของเขากลับถอยหลังออกมาอย่างเงียบๆ เพื่อรักษาระยะห่างที่ปลอดภัยราวกับวิญญาณที่ล่องลอย
จากนั้นเขาก็ขยับนิ้วร่ายคาเงา ลำแสงสีดำจางๆ ไหลออกจากแขนเสื้ออย่างเงียบงัน
"วิชาส่งต่อความฝัน!"
ไม่นานนัก ศิษย์ชุดเทาที่ยืนอยู่นอกกลุ่มคนหนึ่งก็ตัวสั่นขึ้นมา แล้วก็ค่อยๆ เดินกะโผลกกะเผลกออกมาเหมือนคนละเมอ มุ่งหน้าไปทางป่าฝั่งตรงข้ามอย่างช้าๆ
ข้างๆ มีศิษย์สำนักที่ถูกคุมไว้อีกสองคนกับผู้บำเพ็ญราชวงศ์ซ่งอีกคนหนึ่งค่อยๆ หันหน้ามามองตามแผ่นหลังที่เดินออกไปอยู่ครู่หนึ่ง แล้วก็หันกลับไปทำหน้านิ่งเหมือนเดิม
ไกลออกไปในหุบเขา นักพรตกับแม่ทัพศพเลือดคนนั้นยังคงนั่งนิ่งอยู่ ดูเหมือนจะยังไม่สังเกตเห็นสิ่งผิดปกติ
“สำเร็จแล้ว...”
จ้าวอู๋จีเริ่มใจชื้นขึ้นมา เขาหันมาสนใจศิษย์คนที่ถูกเขาควบคุมไว้ จิตสัมผัสของเขาพุ่งเข้าไปในความฝันของคนๆ นั้นทันที
ภาพความจำต่างๆ ถาโถมเข้ามา!
ภาพที่แตกเป็นเสี่ยงๆ วนอยู่ในหัวของเขา จนเขาเริ่มขมวดคิ้วแน่น
“ที่แท้ก็เป็นแบบนี้เอง...”
“พวกมันเคยไปที่สำนักมาแล้ว แถมยังชิงเอาป้ายเข้าเขตแดนไปได้ตั้งสามใบ”
“ศิษย์คนนี้...”
เขาลองสังเกตดูดีๆ ก็พบว่ามีเรื่องไม่ปกติ
“พลังชีวิตแทบจะหมดไปแล้ว ร่างกายเหมือนไม้ตายซาก มีเพียงสมองเท่านั้นที่ยังพอจะมีความรู้สึกอยู่บ้าง...”
ดวงตาของจ้าวอู๋จีเย็นเฉียบขึ้นมาทันที
“ถูกวิชามารคุมสติไว้ ให้ทำตามคำสั่งจากเศษเสี้ยวความจำที่เหลืออยู่ เหมือนกับศพเดินได้ไม่มีผิด”
เขาแค่นเสียงเหี้ยม พลางใช้มือหยิบของชิ้นหนึ่งออกมาจากกระเป๋าเก็บของ
มันคือยาสื่อวิญญาณเม็ดหนึ่งที่มีลวดลายลึกลับลอยวนอยู่ในเม็ด ซึ่งเป็นยาที่เขาดัดแปลงขึ้นมาใหม่!
ในระหว่างที่เขาร่ายคาถา แสงสีดำจางๆ ก็ไหลออกจากแขนเสื้อและกลืนไปกับความมืด
"วิชาเรียกนก!"
ในพริบตานั้น นกเค้าแมวตัวหนึ่งก็บินออกมาจากป่าลึก ปีกสีดำของมันตัดกับแสงจันทร์ ดูเหมือนเงาดำที่พุ่งผ่านกิ่งไม้อย่างรวดเร็ว แล้วมาเกาะอยู่ที่แขนของเขาอย่างแม่นยำ
“ไปซะ”
เขาดีดนิ้วส่งยาสื่อวิญญาณให้นกคาบไว้ จากนั้นมันก็บินมุ่งหน้าเข้าไปในป่ามืดข้างหน้าทันที
ไม่นาน ยานั้นก็ถูกส่งเข้าปากของศิษย์ชุดเทาคนนั้นเรียบร้อย
“เป็นอย่างที่คิดจริงๆ...”
ดวงตาของจ้าวอู๋จีมีแสงสีเข้มวูบผ่านไป เขาหัวเราะหึๆ อย่างสะใจ
ถึงร่างกายคนนี้จะผุพังไปแล้ว แต่สมองยังไม่ตาย วิญญาณยังอยู่!
ในเมื่อเป็นแบบนี้...
เขาก็จะเอามาใช้ประโยชน์ซะเลย!
เขาร่ายคาถา "วิชาสื่อวิญญาณ" ออกมา
จิตสัมผัสของเขาพุ่งเข้าไปพันธนาการกับเศษเสี้ยวความทรงจำที่เหลืออยู่ของศิษย์คนนั้นได้อย่างเงียบเชียบ
“เชื่อมต่อสำเร็จแล้ว”
จ้าวอู๋จีหลับตาลงสัมผัสอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นก็เรียกนกเค้าแมวมาส่งยาเพิ่มอีกหลายเม็ด
“ให้กินยาทุกๆ หกวัน”
เขาใช้ใจโปรยคำสั่งลงไป ศิษย์คนนั้นก็ขยับร่างกายเหมือนหุ่นเชิด ค่อยๆ เอื้อมมือหยิบยาเก็บใส่แขนเสื้ออย่างเชื่องช้า แต่ก็สามารถทำตามคำสั่งได้ทุกอย่าง
“หึๆ...”
จ้าวอู๋จีเริ่มวางแผนร้ายในหัว
“จือเซี่ยเคยบอกว่าพวกบำเพ็ญโบราณพวกนี้ก็จะเข้าเขตแดนเทียนหนานเหมือนกัน...”
ถ้าเป็นแบบนั้นจริงๆ สันที่เขตแดนเปิด...
เขาก็จะมีตัวหมากที่แอบวางไว้ตั้งแต่นอกเขต!
เมื่อคิดได้แบบนั้น เขาก็ร่ายคาถาอีกครั้ง พลางมองไปที่กลุ่มผู้บำเพ็ญราชวงศ์ซ่งที่ยืนนิ่งอยู่
“น่าสนใจจริงๆ...”
คนพวกนี้ถึงร่างกายจะแห้งเหี่ยว สมองจะฝ่อไปแล้ว แต่ก็ยังมีพลังชีวิตเหลืออยู่บ้าง และดูเหมือนจะเข้าใจคำสั่งพื้นฐานได้
ในเมื่อเป็นแบบนี้ เขาก็จะขอคุมเพิ่มอีกสักคนสองคนก็แล้วกัน!
นกเค้าแมวบินออกไปทำหน้าที่เดิมอีกครั้ง
ไม่นาน ผู้บำเพ็ญโบราณอีกหลายคนก็ได้รับยาสื่อวิญญาณเข้าไปในท้อง แววตาของพวกเขามีแสงสีเข้มวูบผ่านไปแวบเดียวและหายไปทันที
พวกเขายังคงยืนนิ่งอยู่ที่เดิมเหมือนหุ่นเชิดทั่วไป ไม่มีใครสังเกตเห็นอะไรเลย
แต่ยามนี้...
ในส่วนลึกของจิตวิญญาณพวกเขา มีคำสั่งที่ไม่อาจขัดขืนเพิ่มขึ้นมาอีกหนึ่งอย่างเสียแล้ว!
จ้าวอู๋จีนยืนเอามือไขว้หลัง ยิ้มที่มุมปากอย่างพึงพอใจ
“เจอกันในเขตแดนคราวหน้า พวกเจ้า... จะต้องกลายเป็นคนของข้า”
ปกติจะทำตามคำสั่งของเจ้านายเก่าไปก็ไม่เสียหายอะไร
แต่พอกลับไปทุกๆ หกวัน จะต้องทำตามคำสั่งของเจ้านายใหม่ โดยการแอบไปในที่ทึ่ไม่มีใครเห็น แล้วหยิบยาที่ซ่อนไว้ออกมากิน
เพียงแค่เขาใช้ความคิด ศิษย์ชุดเทากับผู้บำเพ็ญโบราณพวกนั้นที่ถูกควบคุมไว้ ก็แอบเอื้อมมือเข้าไปในปกเสื้อเพื่อลูบคลำเม็ดยาที่ซ่อนไว้ได้อย่างแม่นยำ แม้จะดูเชื่องช้าไปบ้างก็ตามแต่ก็ไม่มีอะไรผิดพลาดเลยสักนิดเดียว!
จ้าวอู๋จีหัวเราะในลำคอเบาๆ
“ตราบใดที่ไอ้หน้าไหนที่คุมพวกแกไม่มาล้นตัวดูด้วยตัวเองล่ะก็...”
“ไปจนตายพวกมันก็คงคิดไม่ถึงหรอกว่า ลูกน้องทึ่ดูเหมือนจะ 'ซื่อสัตย์' ที่สุดของพวกมันน่ะ... ได้กลายเป็นคนทรยศไปเรียบร้อยแล้ว!”
สายลมยามค่ำคืนพัดผ่าน ร่างของเขาจางหายไปปานสายลม แล้วเขาก็ถอยห่างออกไปเงียบๆ
ภายใต้วิชาพรางกาย แม้แต่รอยเท้าหรือกลิ่นอายก็ไม่มีหลงเหลือไว้เลย
กลุ่มผู้บำเพ็ญโบราณพวกนี้ไปชิงป้ายมาจากสำนักถึงสามใบ ทำให้ในใจเขาเกิดความกังวลขึ้นมา
ตามนิสัยของท่านเจ้าถ้ำจงกุ้ยนั่น ชัวร์ว่าจะต้องไปบีบประมุขทั้งสองคนเพื่อให้ยอมสละป้ายในมือออกมาแน่ๆ
ถ้าเกิดเหตุการณ์รุนแรงขึ้นมาจริงๆ...
ประมุขทั้งสองคนคงจะเป็นฝ่ายที่เสียเปรียบเป็นแน่!
เมื่อคิดได้แบบนั้น สายตาของจ้าวอู๋จีก็มีรังสีฆ่าฟันวูบผ่านไปทันที
“แม้แต่พวกผู้บำเพ็ญโบราณก็ยังอยากได้ทรัพยากรในเขตแดนเทียนหนาน...”
“ดูท่า การเข้าไปในเขตแดนคราวนี้”
“ข้าต้อง 'เตรียมการ' ให้รอบคอบให้มากกว่าเดิมเสียแล้วสิ เหลือเวลาอีกไม่ถึงเดือนแล้ว...”
ร่างของเขาพุ่งทะยานผ่านท้องฟ้ายามค่ำคืนไปอย่างรวดเร็ว และไม่นานก็เริ่มเห็นทางเข้าสำนักอยู่รางๆ...
...