- หน้าแรก
- ผู้บำเพ็ญยุคสิ้นธรรม
- บทที่ 103 เกิงจินทะลวงเกราะ ช่วงชิงถุงเก็บของ
บทที่ 103 เกิงจินทะลวงเกราะ ช่วงชิงถุงเก็บของ
บทที่ 103 เกิงจินทะลวงเกราะ ช่วงชิงถุงเก็บของ
บทที่ 103 เกิงจินทะลวงเกราะ ช่วงชิงถุงเก็บของ
ภายใต้แสงจันทร์ที่สลัวราง หมอกในหุบเขาพริ้วไหวประดุจผ้าโปร่ง ร่างนับสิบสายก้าวเหยียบหมอกพุ่งตรงมา
ผู้ที่เป็นผู้นำนั้นมีไอพลังวิญญาณแผ่ซ่านประดุจคลื่นยักษ์ เห็นชัดว่าเป็นบรรดาศิษย์สายตรงแห่งถ้ำสวรรค์อวิ๋นเฟิ่งที่สวมชุดยาวปักลวดลายหงส์สีขาว!
"ถึงกับมีทหารซุ่มโจมตีอยู่อีกงั้นรึ......"
จ้าวอู๋จีใจสั่นสะท้านขึ้นมาทันที
ขบวนนี้ไม่ใช่เรื่องเล่นๆ เลยทีเดียว
ลำดับชั้นศิษย์ของถ้ำสวรรค์อวิ๋นเฟิ่งนั้นคล้ายคลึงกับถ้ำสวรรค์หลินหลาง ศิษย์ชุดดำเทียบเท่ากับศิษย์ชุดเทา ส่วนชุดขาวคือศิษย์สายตรง
ส่วนพวกคนไล่ศพที่ฝึกฝนวิชาไล่ศพที่ชั่วร้ายเหล่านั้น แม้จะมีระดับพลังบำเพ็ญเพียรไม่สูงนัก และมีฐานะเทียบเท่ากับศิษย์ชุดเขียว ทว่าเนื่องจากพวกเขามุ่งเน้นไปที่สังหารเข่นฆ่า พลังการต่อสู้จึงเกือบจะทัดเทียมกับศิษย์สายตรงเลยทีเดียว
ยามนี้ภายในโตรกเขาไม่ได้มีเพียงแค่คนไล่ศพเจ็ดคนที่กำลังหลอมสร้างหุ่นเชิดหยินเท่านั้น ทว่ายังมีศิษย์สายตรงแห่งอวิ๋นเฟิ่งอีกนับสิบคนที่ปรากฏตัวออกมาด้วย
ด้วยขุมกำลังเช่นนี้ ย่อมไม่ใช่การมารวมตัวกันโดยบังเอิญอย่างแน่นอน
"เป็นกับดักซุ่มโจมตีที่นี่จริงๆ ด้วย!"
จ้าวอู๋จีขมวดคิ้วเฝ้าสังเกตการณ์อย่างระมัดระวัง
ในที่ไกลออกไป ศิษย์สายตรงชุดขาวที่เป็นผู้นำคนนั้นกำลังชูมือประสานอิน หมอกในหุบเขาพลันพวยพุ่งพุ่งตามมา จนเห็นเค้าโครงของค่ายกลที่ครอบคลุมไปทั่วทั้งโตรกเขาได้อย่างเลือนราง
"วางค่ายกลภายในหุบเขา...... เกรงว่าอีกไม่นาน ที่ทางเดินตรงหุบเขาก็คงจะถูกวางค่ายกลไว้ด้วยเช่นกัน"
เขามีความคุ้นเคยกับการวางค่ายกลเป็นอย่างดี ยามนี้จึงขยับความคิดเบาๆ พร้อมกับแตะบัญชากระบี่ เพื่อบันทึกภาพเหตุการณ์ทั้งหมดที่ได้เห็นเข้าไปภายในนั้น พร้อมกับส่งคำขอชี้แนะแนบไปด้วย
ผลึกวิญญาณที่ก้นของบัญชากระบี่หม่นแสงลงด้วยความเร็วที่มองเห็นได้ด้วยตาเปล่า ข้อมูลที่บันทึกไว้ถูกผสานเข้ากับค่ายกลภายในบัญชากระบี่ แล้วส่งตรงไปยังบัญชากระบี่หลักที่ตำหนักจัดการงานภายในถ้ำสวรรค์ในพริบตา
"วิ้ง"
คลื่นวิญญาณที่แสนจะเบาบางสายหนึ่งแผ่กระจายออกมา
แม้ว่าจ้าวอู๋จีจะร่ายวิชาล่องหนเพื่อพรางไอพลังอย่างสุดความสามารถแล้ว ทว่าคลื่นพลังที่เกิดขึ้นยามส่งสารนั้นก็ยังยากที่จะปกปิดไว้ได้ทั้งหมด
"กร๊อบ กริ๊บๆ"
หุ่นเชิดหยินที่เน่าเปื่อยตัวหนึ่งที่อยู่ด้านล่างพลันบิดลำคอที่แข็งทื่อหันขวับมา ดวงตาที่กลวงโบ๋จ้องมองตรงมายังหน้าผาที่จ้าวอู๋จีซ่อนตัวอยู่อย่างแน่วแน่
กระดูกลำคอที่เน่าเปื่อยนั้นสั่นสะท้าน พร้อมกับส่งเสียง "กึกๆ" ที่น่าขนหัวลุกออกมา
"ถูกพบเข้าแล้วรึ?"
จ้าวอู๋จีร่ากายเกร็งแน่น หรี่ตาลง ลูกปัดหยินหยางทั้งสองลูกภายในร่างกายเริ่มทำงานอย่างเงียบเชียบ พร้อมที่จะพุ่งออกไปแหกวงล้อมได้ทุกเมื่อ
ทว่าเห็นเพียงหุ่นเชิดหยินตัวนั้นส่ายหัวไปมาสองสามครั้ง จากนั้นจึงค่อยๆ หันหัวกลับไป แล้วเริ่มทำการขุดหลุมดินต่อไปราวกับเป็นเครื่องจักร
เขาแอบถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก รักษาสภาวะล่องหนพรางกายเอาไว้ แล้วล่าถอยออกมาอย่างไร้สุ้มเสียงประดุจใบไม้ที่ร่วงหล่น
ยามนี้ สิ่งที่เขาต้องทำคือรอรับคำสั่งจากถ้ำสวรรค์เท่านั้น...... สายลมพัดผ่านขุนเขา วิชาชักนำได้สลายไอพลังที่หลงเหลือเพียงเล็กน้อยของเขาไปจนสิ้น
...
ถ้ำสวรรค์หลินหลาง ภายในตำหนักจัดการงาน
ใจกลางพระตำหนัก บัญชากระบี่หลักที่มีขนาดใหญ่เท่ากับโต๊ะลอยเด่นอยู่กลางอากาศ ทั่วทั้งเล่มทอด้วยแสงวิญญาณสีเขียวจางๆ หมุนเวียนไปมา
ทันใดนั้น บัญชากระบี่พลันสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง แสงสีเขียวมรกตเจิดจ้าออกมา จนทำให้ทั่วทั้งตำหนักดูราวกับเป็นสระมรกตอันหนาวเหน็บ
"หืม?" ผู้อาวุโสเหอชะงักถ้วยน้ำชาในมือ สีหน้าแสดงความตกใจออกมา "เพิ่งจะผ่านไปได้ไม่ถึงครึ่งวัน ก็มีแม่ทัพส่งสารกลับมาแล้วงั้นรึ?"
บรรดาผู้อาวุโสและผู้ดูแลที่พักผ่อนอยู่หลังม่านไม้ไผ่ต่างพากันตกใจ สายตาหลายคู่ต่างพากันจ้องมองมาที่ใจกลางตำหนัก
"เป็นแม่ทัพมิ่งเสียจ้าวอู๋จีนี่นา!"
ผู้อาวุโสเหอใช้นิ้วแตะเบาๆ ภาพเหตุการณ์อันน่าสยดสยองภายในภูเขาชมเมฆาก็พลันปรากฏขึ้นบนบัญชากระบี่หลัก
เห็นเพียงหลุมดินที่มีไอศพสีดำทะมึนพวยพุ่งออกมา ภาพอันน่าขนพองสยองเกล้าของคนไล่ศพเจ็ดคนที่กำลังหลอมสร้างหุ่นเชิดหยิน และยังมีเงาร่างของศิษย์สายตรงสวมชุดยาวปักลวดลายหงส์สีขาวอีกนับสิบสาย......
"หืม!?"
"คนไล่ศพ!"
ผู้อาวุโสหลายท่านที่อยู่หลังม่านไม้ไผ่พลันลุกพรวดขึ้นมาทันที แม้แต่บรรดาผู้ดูแลเองก็สีหน้าเปลี่ยนไปอย่างรุนแรงเช่นกัน ใครจะไปคาดคิดว่าหลังจากเริ่มปฏิบัติการมาได้ไม่ถึงครึ่งวัน จะมีศิษย์ค้นพบร่องรอยศัตรูที่สำคัญเช่นนี้ได้!
เมื่อข้อความขอรับคำชี้แนะของจ้าวอู๋จีปรากฏขึ้น หลังจากผู้อาวุโสเหออ่านจบ เขาก็อดไม่ได้ที่จะตบอกอย่างชื่นชมว่า "ศิษย์ผู้นี้ถึงขั้นมีความสามารถในการสื่อสารกับนก อาศัยสัตว์วิญญาณภายในภูเขาค้นหาเบาะแส อีกทั้งยังยอมเสี่ยงอันตรายเข้าไปตรวจสอบสถานการณ์ศัตรูเพียงลำพัง...... ช่างเป็นผู้ที่มีทั้งสติปัญญาและความกล้าหาญที่ยอดเยี่ยมจริงๆ!"
ทว่าจากหลังม่านไม้ไผ่กลับมีเสียงฮึดฮัดเย็นชาดังขึ้น ผู้อาวุโสท่านหนึ่งกล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่นว่า "การกระทำของอวิ๋นเฟิ่งในครั้งนี้ เห็นได้ชัดว่าต้องการล้อมจุดเพื่อตีคนช่วย เกรงว่าจุดพักศิษย์และตลาดแห่งอื่นๆ ก็คงจะมีการซุ่มโจมตีที่ชั่วร้ายแอบแฝงอยู่เช่นกัน"
"ด้วยกำลังคนของถ้ำสวรรค์อวิ๋นเฟิ่งเพียงเท่านี้ จะสามารถวางแผนซุ่มโจมตีได้มากมายเพียงนี้เชียวรึ?" อีกน้ำเสียงที่ดูแก่ชราดังขึ้นอย่างเฉื่อยชา "อย่าลืมสิว่า...... กำลังคนของถ้ำสวรรค์อัคคีวิญญาณนั้น จนถึงยามนี้ก็ยังไม่ได้ปรากฏตัวออกมาเลยนะ"
"ถูกต้อง!"
ผู้อาวุโสเหอใช้นิ้วเคาะโต๊ะเบาๆ สายตาหันไปมองผู้อาวุโสหลี่แห่งตำหนักความดีความชอบที่อยู่หลังม่านไม้ไผ่
"ผู้อาวุโสหลี่ มีความคิดเห็นอย่างไรบ้าง?"
ผู้อาวุโสหลี่ลูบเคราพลางยิ้ม น้ำเสียงแหบพร่าทว่าแฝงไปด้วยความชื่นชม "ประมุขยอดเขาฮวามีสายตาแหลมคมดั่งตาเหยี่ยว การที่นางเสนอชื่อจ้าวอู๋จีศิษย์ผู้นี้ขึ้นมานั้น นับว่าเป็นเรื่องที่ถูกต้องแม่นยำยิ่งนัก ข้าเสนอว่า ให้จดบันทึกแต้มผลงานใหญ่ให้เขาไปก่อนสองร้อยแต้ม"
เขาหยุดไปครู่หนึ่ง แล้วกล่าวต่อว่า "ในยามนี้ ควรเร่งส่งขบวนผู้ดูแลออกไปช่วยเหลือทันที และสั่งให้แม่ทัพเฟยย่วนอวี่จื่อซานและพวกพ้องนำกำลังไปรวมเข้ากับแม่ทัพมิ่งเสีย เพื่อเข้าโจมตีและปราบปรามกองโจรที่ซุ่มโจมตีอยู่ที่ภูเขาชมเมฆานั้นให้สิ้นซาก!"
ทว่าเหอหมิงกลับส่ายหัวเบาๆ "ขบวนผู้ดูแลถือเป็นรากฐานที่สำคัญของถ้ำสวรรค์ หากไม่ใช่สถานการณ์ที่คับขันถึงชีวิตย่อมไม่อาจสั่งการออกไปได้ง่ายๆ"
นิ้วของเขาลากผ่านภาพจำลองบนบัญชากระบี่ ยามที่แสงสีเปลี่ยนไป ก็ปรากฏภาพการเปรียบเทียบกำลังพลของทั้งสองฝ่าย "แม้ศัตรูจากอวิ๋นเฟิ่งจะมีจำนวนมาก ทว่าฝ่ายเราก็มีศิษย์สายตรงสิบคนและศิษย์ชุดเขียวสามสิบคนภายใต้บังคับบัญชาของแม่ทัพเฟยย่วน รวมกับศิษย์สายตรงห้าคนและศิษย์ชุดเขียวยี่สิบคนภายใต้การนำของแม่ทัพมิ่งเสีย
หากหลีกเลี่ยงค่ายกลของศัตรู แล้วเข้าโจมตีอย่างกะทันหันพร้อมกันทั้งสองทาง......"
ทันใดนั้นเขาก็ใช้นิ้ววาดผ่าน ภาพจำลองนั้นแสงสีฟ้าสองสายดูประดุจมังกรคู่ที่เข้าล้อมกรอบ บดขยี้แสงสีแดงที่เป็นตัวแทนของศัตรูจนแหลกสลายไปจนหมดสิ้น
"เพียงเท่านี้ก็เพียงพอที่จะกำจัดศัตรูได้แล้ว!"
"ในเมื่อเป็นเช่นนี้......"
จากอีกฝั่งของม่านไม้ไผ่พลันมีน้ำเสียงที่สดใสดังขึ้น "ก็อนุญาตให้พวกเขาใช้อานุภาพกระบี่จากบัญชากระบี่ได้ยามตกอยู่ในสถาวะวิกฤต หากศึกในครั้งนี้ชนะ จะมีการจดบันทึกความดีความชอบใหญ่ให้คนละหนึ่งครั้ง และจะมีการคิดแต้มผลงานเล็กตามจำนวนศัตรูที่สังหารได้
ส่วนแม่ทัพมิ่งเสียผู้นี้ หากเขายังสามารถยื้อเวลาไว้ได้อีกครู่หนึ่ง จะมีการเพิ่มแต้มผลงานให้เป็นสองเท่า"
"ยอดเยี่ยม!" ผู้อาวุโสเหอปรบมือขานรับด้วยความยินดี จากนั้นจึงเริ่มกระตุ้นบัญชากระบี่หลักทันที
ในพริบตานั้น แสงวิญญาณสองสายพลันผสานเข้ากับค่ายกลของบัญชากระบี่หลัก แล้วส่งตรงไปยังจ้าวอู๋จีและอวี่จื่อซานทันที
......
ที่ระยะห่างออกไปสามร้อยลี้ บนเส้นทางภูเขาชมเมฆา
อวี่จื่อซานที่กำลังนำทีมเร่งเดินทางอยู่นั้น พลันรับรู้ได้ถึงแรงสั่นสะเทือนของบัญชากระบี่ที่เอว เขาจึงรีบรั้งบังเหียนม้าเกล็ดนิลกะทันหัน
หลังจากอ่านเนื้อความภายในบัญชากระบี่ที่ผู้อาวุโสเหอส่งมาให้จนสิ้นแล้ว ม่านตาของแม่ทัพเฟยย่วนผู้นี้ก็พลันหดเล็กลง แม้แต่แผลเป็นจากคมกระบี่ที่ลำคอที่หายดีไปนานแล้ว ก็ยังรู้สึกเจ็บแปลบขึ้นมาอย่างไร้สาเหตุ
"ศิษย์น้องจ้าวคิดไม่ถึงว่าจะค้นพบร่องรอยศัตรูที่ภูเขาชมเมฆาได้รวดเร็วเพียงนี้เชียวรึ? อีกทั้งยังสร้างความดีความชอบใหญ่ไว้แล้วด้วย?"
เมื่อมองไปที่คำสั่ง "รวมพลเข้าโจมตี" ภายในบัญชากระบี่ สีหน้าของอวี่จื่อซานก็ค่อยๆ เคร่งขรึมขึ้น
"สั่งการลงไป! ทุกคนลงจากม้า พรางกายเคลื่อนที่ไปข้างหน้าทันที!"
น้ำเสียงของเขากังวานประดุจเสียงเหล็กที่กระทบกัน ทว่าภายในใจกลับยังคงจดจำภาพไอสังหารที่แสนจะเยือกเย็นยามที่จ้าวอู๋จีพาดพาดกระบี่ไว้ที่ลำคอของเขาบนยอดเขาหานเย่ว์ในวันนั้นได้ไม่ลืมเลือน
"ศิษย์น้องจ้าวผู้นี้...... ช่างไม่ใช่ปลาธรรมดาๆ ที่จะอยู่ในน้ำนิ่งจริงๆ!"
ในขณะเดียวกันนั้น บัญชากระบี่ที่ห้อยอยู่ที่เอวของแม่ทัพอีกเจ็ดทีมก็สว่างขึ้นพร้อมๆ กัน
ภายใต้แสงวิญญาณที่ทอออกมา เมื่อทุกคนได้อ่านเนื้อความภายในนั้น สีหน้าของแต่ละคนก็พลันเปลี่ยนไปอย่างมาก
จ้าวอู๋จีแห่งยอดเขาหานเย่ว์ ถึงขั้นสร้างความดีความชอบใหญ่ไว้ได้แล้วงั้นรึ!!
ความเร็วระดับนี้ มันช่างรวดเร็วเกินไปแล้ว!
"ยอดเขาหานเย่ว์...... คนที่ประมุขยอดเขาฮวาเรียกตัวขึ้นไปบนยอดเขาด้วยตนเองคนนั้นน่ะรึ?"
ในเส้นทางมุ่งสู่ตลาดชิงหลัว จี้มั่วไป๋ในมือถือบัญชากระบี่ไว้แน่น ชุดยาวสีม่วงปักลวดลายดำสะบัดพัดไหวตามสายลม แววตาฉายแววประหลาดใจออกมาเล็กน้อย
ถึงกับมีคนสร้างความดีความชอบใหญ่ตัดหน้าเขาไปก่อนก้าวหนึ่งเชียวรึ?
มุมปากของเขายกขึ้นเล็กน้อย แววตาฉายแววอยากจะประลองฝีมือขึ้นมา ภารกิจในครั้งนี้ดูท่าแล้ว การสร้างความดีความชอบสูงสุดคงไม่ได้ทำได้ง่ายอย่างที่คิดเอาไว้เสียแล้ว
...
ภายในภูเขาชมเมฆา จ้าวอู๋จีปลายนิ้วแตะเบาๆ ที่บัญชากระบี่ หลังจากอ่านสารตอบกลับจบ แววตาที่ขึงขังก็พันผ่อนคลายลงเล็กน้อย
"ยังดีที่ผู้อาวุโสแห่งตำหนักจัดการงานไม่ได้ตำหนิตรสั่งว่ากล่าวอันใด ทว่ากลับสั่งให้รวบรวมกำลังพลเข้าโจมตีอย่างรวดเร็ว อีกทั้งยังจดบันทึกแต้มความดีความชอบใหญ่ให้ข้าด้วย"
เมื่อเป็นเช่นนี้ ต่อให้การไปช่วยเหลือที่จุดพักมิ่งเสียจะล่าช้าไปบ้าง ทว่าการเดินทางในครั้งนี้ก็นับว่าไม่สูญเปล่าแล้ว
ที่สำคัญที่สุดคือ ในครั้งนี้เขาได้แสดงฝีมือออกมาบ้างแล้ว สิ่งที่ท่านประมุขยอดเขาคาดหวังไว้ บัดนี้ได้บรรลุเป้าหมายไปก้าวหนึ่งแล้ว
"โควตาในการเข้าสู่ด่านลับเทียนหนานนั้น มีที่นั่งสำหรับข้าอย่างแน่นอนแล้ว!"
แววตาของเขาหดเล็กลงเล็กน้อย ปลายนิ้วแตะที่บัญชากระบี่อีกครั้ง พร้อมกับส่งสารถึงเหยียนป๋อหย่วน หลิวไฮ่เต๋อ และคนอื่นๆ
"เร่งเดินทางมาสมทบที่ภูเขาชมเมฆาโดยเร็ว ภารกิจมีการเปลี่ยนแปลง เราจะเข้าปราบปรามศัตรูร่วมกัน!"
หลังจากส่งข้อความออกไป จ้าวอู๋จีก็ถอนหายใจออกมาเบาๆ ร่างกายพรางตัวท่ามกลางหมอกในหุบเขา คอยเฝ้ารอเวลารวมพลเพื่อปิดล้อมสังหาร
"ต่อไป ก็แค่ต้องสู้ศึกนี้ให้ดีเท่านั้น"
เขาเพิ่งจะเริ่มผ่อนคลายลงได้เพียงครู่เดียว ทันใดนั้นภายในโตรกเขาก็มีเสียงกระดิ่งกระดูกดังขึ้นเบาๆ
คนไล่ศพคนหนึ่งกำลังขับเคลื่อนหุ่นเชิดหยินตัวหนึ่งมุ่งหน้าตรงไปยังเส้นทางภูเขา
ในขณะเดียวกัน ศิษย์สายตรงแห่งถ้ำสวรรค์อวิ๋นเฟิ่งคนหนึ่งก็ได้เหินเวหาพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้า ดูเหมือนว่ากำลังเตรียมที่จะออกไปสำรวจสถานการณ์ที่ทางเดินภูเขาด้านนอกแล้ว
"แย่แล้ว!"
จ้าวอู๋จีขมวดคิ้วแน่น
ทีมของอวี่จื่อซานยังอยู่ห่างออกไปถึงสามร้อยลี้ แม้แต่ทีมของเขาเองก็ยังคงอยู่ในระหว่างการเร่งเดินทางมาถึง
หากปล่อยให้คนสองคนนี้ตรวจสอบสถานการณ์จนแน่ชัดละก็ แผนการปิดล้อมโจมตีแบบไม่ทันตั้งตัวนี้ก็คงจะล้มเหลวไม่เป็นท่า
"ก้า!"
เขาร่างกายขยับวูบ สยงป้าก็พัดปีกบินหายไป
เงาร่างของเขาราวกับน้ำหมึกที่หยดลงในน้ำ เพียงพริบตาก็ผสานเข้ากับรัตติกาลได้อย่างไร้รอยต่อ
ผ่านไปเพียงครู่เดียวเท่านั้น
คนไล่ศพที่กำลังขับเคลื่อนหุ่นเชิดหยินอยู่ภายในป่าเขาพลันชะงักฝีเท้าลง ยังไม่ทันที่เขาจะหันหัวกลับไปมอง
ฉึก!
คมกระบี่ที่แฝงไปด้วยความเย็นยะเยือกของเหมันต์ก็พุ่งทะลุออกมาจากระหว่างคิ้วของเขา ทันทีที่เลือดจะพุ่งกระเซ็นออกมามันก็ถูกแช่แข็งจนกลายเป็นผลึกในทันตา
หุ่นเชิดหยินที่อยู่ด้านหน้าคำรามเบาๆ พร้อมกับหันหัวกลับมา ทว่าในยามนั้นเอง แสงกระบี่ราวกังจันทร์เสี้ยวก็พลันปรากฏขึ้น ป่าเขาที่มืดมิดพลันสว่างขึ้นวูบหนึ่ง
"ฉับ!"
ศีรษะที่เน่าเหม็นกระเด็นลอยสูงขึ้นไปในอากาศ ร่างกายที่ไร้หัวยังคงอยู่ในท่าเตรียมกระโจนเข้าใส่ ทว่ากลับถูกเส้นด้ายที่มีอานุภาพพลังกดข่มมัดเอาไว้แน่นประดุจโซ่ตรวน จากนั้นจึงค่อยๆ สูญเสียเรี่ยวแรงจนล้มฟุบลงกับพื้นดังพลั่ก
ท่ามกลางความมืดมิด ร่างของจ้าวอู๋จีค่อยๆ ปรากฏกายขึ้นราวกับสายหมอกที่ไร้ร่องรอย
เขาปรายตามองศพของคนไล่ศพที่นอนทอดร่างอยู่บนพื้นด้วยแววตาที่เรียบนิ่งประดุจน้ำในบ่อโบราณ
ภายใต้สภาวะล่องหนและพรางกลิ่นอายนี้ การสังหารทหารขี้ข้าเพียงเท่านี้เรียกได้ว่าเหมือนกับการหั่นผักปลาเลยทีเดียว
"ขอข้าดูหน่อยเถอะ ว่าพวกเจ้ามีแผนผังอะไรซ่อนอยู่กันแน่......"
ท่าทางการประสานอินของเขาพลันเปลี่ยนไป มนต์คาถาที่แสนจะคลุมเครือถูกพร่ำบ่นออกมาจากริมฝีปากเบาๆ
ในพริบตานั้นลมหยินก็พลันพัดแรงขึ้น ดวงจิตวิญญาณที่กลายเป็นลมหยินอันหนาวเหน็บเข้าเกาะกุมวิญญาณหยินของคนไล่ศพที่ยังไม่สลายหายไปเอาไว้ได้อย่างเด็ดขาด
ความทรงจำของอีกฝ่ายถูกคลี่ออกมาประดุจผ้าที่ฉีกขาดอย่างรุนแรง
"เป็นแผนการล้อมจุดเพื่อตีคนช่วยจริงๆ ด้วย! ยามนี้พวกเขาต้องการจะออกไปตรวจสอบสถานการณ์ที่เส้นทางภูเขา และเตรียมที่จะวางค่ายกลที่นั่น......"
แววตาของจ้าวอู๋จีพลันวาววับไปด้วยไอสังหาร เขาเรียกเอาจิตวิญญาณกลับคืนมา ลมหยินก็หอบเอาวิญญาณที่เหลือเพียงเศษเสี้ยวสลายหายไปในพริบตา