เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 101 พระสนมถวายสมบัติ หุ่นเชิดหยินไล่ศพ

บทที่ 101 พระสนมถวายสมบัติ หุ่นเชิดหยินไล่ศพ

บทที่ 101 พระสนมถวายสมบัติ หุ่นเชิดหยินไล่ศพ


บทที่ 101 พระสนมถวายสมบัติ หุ่นเชิดหยินไล่ศพ

"ในเมื่อไร้ซึ่งความกล้า ก็ไม่บังคับ"

เขาเลือกเอาคนเหล่านี้ที่รู้หน้าค่าตากันมาทั้งหมด จากนั้นจึงเลือกคนอื่นๆ เพิ่มอีกสิบสี่คน

เขาทราบดีว่าภารกิจที่เต็มไปด้วยอันตรายเช่นนี้ สิ่งที่ต้องระวังที่สุดคือคนในทีมที่มีความนึกคิดที่แตกต่างออกไป

ไม่สู้เลือกศิษย์ร่วมสำนักที่มีฝีมือธรรมดาๆ ทว่าสามารถฝากฝังความเป็นความตายไว้ได้ ดีกว่าไปเลือกคนที่มีระดับพลังแข็งแกร่งทว่ากลับมีจิตใจที่ยากจะคาดเดา

"ยินดีกับศิษย์พี่จ้าวที่ได้เลื่อนขั้นเป็นแม่ทัพด้วย!"

เหยียนป๋อหย่วนเป็นคนแรกที่ประสานมือหัวเราะร่า บรรดาศิษย์ร่วมสำนักต่างพากันกรูเข้าไปห้อมล้อมทันที

หลี่ซืออวี่กวาดสายตาไปรอบๆ ตั้งใจที่จะสร้างบารมีให้แก่จ้าวอู๋จี นางกล่าวพร้อมรอยยิ้มที่มีความหมายลึกซึ้งว่า "ได้ติดตามไปกับแม่ทัพจ้าวผู้เก่งกาจทั้งโอสถและกระบี่ ต่อให้ต้องบุกน้ำลุยไฟ ศิษย์น้องผู้นี้ก็รู้สึกวางใจยิ่งนัก อย่างไรเสียด้วยวิถีแห่งยาของศิษย์พี่ ต่อให้ได้รับบาดเจ็บ เพียงแค่ศิษย์พี่ฝังเข็มลงไปเพียงเข็มเดียว ก็คงจะสามารถรักษาให้หายขาดได้เป็นแน่"

เมื่อคำพูดนี้หลุดออกมา บรรดาศิษย์แปลกหน้าที่เดิมทีมีสีหน้าเคร่งเครียดก็พลันผ่อนคลายลง

ศิษย์ชุดเขียวสามคนที่ติดตามจ้าวอู๋จีในเขตเหมืองแร่เมื่อเห็นดังนั้น ก็รีบกล่าวเสริมทันที "วิถีแห่งยาของศิษย์พี่จ้าวนั้นล้ำลึกยิ่งนัก เมื่อเดือนก่อนศิษย์น้องหวังถูกไอสังหารแทรกซึมเข้าสู่ร่างกาย ศิษย์พี่จ้าวฝังเข็มเพียงสามเข็มก็ช่วยชีวิตกลับมาได้แล้ว!"

"เหอะๆ วิชาประบี่ของศิษย์พี่จ้าวก็ยิ่งยอดเยี่ยมยิ่งกว่า! คลื่นแมลงในเขตเหมืองแร่นั้น ศิษย์พี่จ้าวเพียงคนเดียวก็จัดการไปได้ถึงสามระลอกแล้ว"

"ช่างเป็นพวกที่ช่างเอาอกเอาใจกันเก่งเสียจริง"

จ้าวอู๋จียิ้มในใจ เขาส่งสายตาชื่นชมไปให้หลี่ซืออวี่ทีหนึ่ง จากนั้นจึงสะบัดแขนเสื้อสั่งการว่า "อีกสองชั่วยามเราจะออกเดินทางกัน รีบไปเบิกทรัพยากรมาซะ!"

ทุกคนต่างพากันขานรับอย่างกึกก้อง บรรยากาศที่เดิมทีหยุดชะงักก็พลันผ่อนคลายลง

...

บนยอดเขาหานเย่ว์ มีหมอกเหมันต์รายล้อมอยู่รอบตัว

จ้าวอู๋จีฝากฝังงานจิปาถะภายในถ้ำบำเพ็ญเพียรให้แก่เสี่ยวเยว่จนสิ้นแล้ว อาศัยช่วงเวลาก่อนที่จะถึงเวลาลัดขบวน เข้าสู่ตำหนักหานเย่ว์

ประมุขยอดเขาฮวาเพิ่งจะเดินทางกลับมาจากตำหนักจัดการงาน เขามาครั้งนี้เพื่อบอกลา และต้องการขอคำชี้แนะบางอย่างด้วย

"ศิษย์น้อง!"

ยังไม่ทันจะถึงหน้าตำหนัก ก็เห็นไต้จื่ออวิ๋นกระทืบเท้าเดินเข้ามาหา ใบหน้าสะสวยเต็มไปด้วยความขุ่นเคือง "ข้าตั้งใจจะรอให้เจ้าเป็นคนเลือกแท้ๆ ทว่าสุดท้ายข้าที่แอบอยู่ในฝูงชนกลับถูกศิษย์พี่หานพรากไปจนได้!"

จ้าวอู๋จีได้ยินดังนั้นก็หลุดหัวเราะออกมา "ศิษย์พี่หานนั้นสุภาพอ่อนโยนประดุจหยก อีกทั้งยังเป็นศิษย์ลำดับหนึ่งของผู้อาวุโสฉาง การติดตามเขาไม่ดีกว่าการติดตามแม่ทัพหน้าใหม่อย่างข้าหรอกหรือ?"

พูดจบ เขาก็ขยิบตาให้อย่างมีความหมาย "อีกอย่าง... ข้าเห็นว่าศิษย์พี่หานดูเหมือนจะมีความรู้สึกต่อศิษย์พี่หญิงอยู่......"

"พูดจาบ้าบ้ออันใดกัน!" ไต้จื่ออวิ๋นพลันหน้าแดงก่ำขึ้นมาทันที หมัดน้อยๆ รัวเข้าใส่เขาไม่ยั้ง

นางย่อมทราบถึงเจตนาของศิษย์พี่หานดี เพียงแต่หนึ่งคือนางยังไม่ได้เตรียมใจสำหรับเรื่องนี้ และสองคือชื่อ 'หานซือซือ' ที่ดูอ่อนช้อยจนเกินไปของอีกฝ่าย มักจะทำให้นางเกิดความรู้สึกต่อต้านอยู่เสมอ ยิ่งไม่ต้องพูดถึงการถูกศิษย์น้องมาจี้จุดเข้าต่อหน้าต่อตาเช่นนี้เลย

"เข้ามากันให้หมดเถอะ"

ภายในตำหนักพลันมีเสียงของฮวาชิงซวงดังแว่วมา เสียงนั้นใสประดุจน้ำพุเย็นที่กระทบกับหยก สลายบรรยากาศอันรื่นรมย์ที่หน้าตำหนักไปจนหมดสิ้น

ไต้จื่ออวิ๋นราวกับได้รับความช่วยเหลือครั้งใหญ่ นางรีบวิ่งปรู๊ดเข้าสู่ตำหนักทันที จ้าวอู๋จีส่ายหัวพยุงยิ้ม

เขาจัดแจงเสื้อผ้าแล้วรีบก้าวเข้าสู่ตำหนัก หลังจากทำความเคารพเสร็จสิ้นแล้ว

แววตาของฮวาชิงซวงพลันหดเล็กลง น้ำเสียงเย็นชาดังขึ้นภายในตำหนัก คำตักเตือนนั้นไม่มีอะไรมากไปกว่าการให้ระมัดระวังรอบคอบในการทำภารกิจ และการรักษาชีวิตตนเองเอาไว้เป็นสำคัญ ซึ่งล้วนแต่เป็นคำกล่าวทั่วๆ ไป

สุดท้าย ดวงตาคู่งามของนางก็จ้องมองจ้าวอู๋จี พลางกล่าวอย่างราบเรียบว่า

"เจ้ามีความสงสัยหรือไม่ ว่าเหตุใดถึงถูกเลือกให้เป็นแม่ทัพ?"

นางใช้นิ้วเคาะโต๊ะเบาๆ แขนเสื้อสีหิมะขยับไหวเล็กน้อย

"นั่นเป็นความต้องการของข้าเอง"

"เป็นเช่นนั้นจริงๆ สินะ"

จ้าวอู๋จีแสร้งทำเป็นเข้าใจ พลางประสานมือคารวะ "ในเมื่อเป็นความต้องการของท่านประมุขยอดเขา ย่อมต้องมีเจตนาอันลึกซึ้งแฝงอยู่อย่างแน่นอน"

ดวงตาดุจเหมันต์ของฮวาชิงซวงพลันอ่อนโยนลงเล็กน้อย เห็นได้ชัดว่านางค่อนข้างพอใจในท่าทีที่ไม่ตั้งคำถามใดๆ ของเขา นางจึงพยักหน้าแล้วกล่าวว่า

"ในภารกิจในครั้งนี้ รางวัลที่ตำหนักความดีความชอบมอบให้นั้น ล้วนแต่เป็นสมบัติล้ำค่าที่แท้จริง ไม่ใช่คำลวง"

นางหยุดการพูดไปครู่หนึ่ง แล้วกล่าวต่อว่า

"นอกจากนี้ ผลงานในครั้งนี้จะเป็นตัวตัดสินสิทธิ์ในการเข้าสู่ 'ด่านลับเทียนหนาน' ที่จะเปิดขึ้นในภายภาคหน้าด้วย"

เมื่อพูดถึงตรงนี้ นางก็ปรายตามองไปยังไต้จื่ออวิ๋นที่ยืนอยู่ด้านข้าง แล้วส่ายหัวเบาๆ

"ศิษย์พี่ไต้ของเจ้านั้นไร้ซึ่งความสามารถ ไม่อาจบังคับฝืนใจได้ มิเกรงว่าจะต้องทิ้งชีวิตไว้ที่นั่น

ข้าทำได้เพียงฝากความหวังอันหนักแน่นไว้ที่เจ้า หากเจ้าได้เป็นแม่ทัพ บางทีอาจจะสามารถช่วงชิงความดีความชอบสูงสุดมาได้ หรืออย่างน้อยที่สุด...... ด้วยความเชี่ยวชาญของเจ้า ก็ยังสามารถสร้างชื่อเสียงให้โด่งดังขึ้นมาได้บ้าง"

เมื่อพูดจบ น้ำเสียงของนางพลันเปลี่ยนเป็นอ่อนโยนลงกะทันหัน ในดวงตาฉายแววห่วงใยที่หาได้ยากยิ่งขึ้นมา

"ทว่าต้องจำไว้ว่าความปลอดภัยต้องมาเป็นอันดับหนึ่ง อย่าได้ทำเรื่องเบาปัญญาหรือเรื่องที่วู่วามเกินไปเข้าล่ะ......"

...

ยามโพล้เพล้ แสงสุดท้ายบนขอบฟ้าถูกมวลเมฆสีเทาหม่นกลืนกินไปจนหมดสิ้น

จ้าวอู๋จีร่ายวิชาเหินเวหาลงมาจากยอดเขาหานเย่ว์

เขาเร่งรุดมายังตำหนักความดีความชอบก่อนเวลาลัดขบวน นำแต้มผลงานเล็กหนึ่งร้อยห้าสิบแต้มที่เหลือไปแลกเป็นยันต์ดินมุดดินสองแผ่นกับยันต์สยบสิ่งชั่วร้ายหนึ่งแผ่น

เขาสัมผัสรวดลายสีแดงชาดที่ดูหม่นแสงลงบนยันต์สยบสิ่งชั่วร้าย อดไม่ได้ที่จะขมวดคิ้วเล็กน้อย

"ยังไม่เพียงพอเลย......"

เดิมทีเขาต้องการจะแลกยันต์สยบสิ่งชั่วร้ายเพิ่มอีกสักสองสามแผ่น ทว่ากลับได้รับคำตอบว่ายันต์เหล่านั้นถูกเหล่าศิษย์ที่ต่อสู้พัวพันอยู่ที่ชายแดนมานานกว้านซื้อไปจนหมดสิ้นแล้วตั้งแต่หลายวันก่อน

แม้แต่ภายในตลาดที่อยู่เชิงเขาก็ตาม ในช่วงเวลานี้ก็แทบจะมองไม่เห็นร่องรอยของยันต์สยบสิ่งชั่วร้ายเลย

"ข้าพลาดไปจริงๆ ในภายภาคหน้าคงต้องเตรียมตัวไว้เนิ่นๆ ยันต์วิญญาณที่สามารถสะกดข่มสิ่งชั่วร้ายได้เช่นนี้ ควรจะกักตุนเอาไว้ตั้งนานแล้ว"

จ้าวอู๋จีลอบค้านในใจ พลางตรวจเช็คสิ่งของภายในกระเป๋าเดินทาง

ผลึกวิญญาณยี่สิบก้อนภายในกระเป๋าเดินทางส่งเสียงกระทบกันกรุ๋งกริ๋ง

นี่คือทรัพย์สินทั้งหมดของเขา ผลึกวิญญาณอีกหกก้อนที่วางอยู่ที่ถ้ำบำเพ็ญเพียรนั้นไม่สะดวกที่จะพกติดตัวไป ในจำนวนยี่สิบก้อนนี้มีแปดก้อนที่เป็นของมีตำหนิที่ได้รับมาจากพวกอวี่จื่อซาน ซึ่งพลังวิญญาณเหือดแห้งหายไปกว่าครึ่งแล้ว

"หวังว่าจะเพียงพอนะ......"

อันที่จริงทรัพยากรที่เขาเตรียมไว้นั้นก็นับว่าไม่น้อยเลยทีเดียว

ยันต์ดินมุดดินสามแผ่น ยันต์กระจกวารี ยันต์สยบสิ่งชั่วร้าย และยันต์ลมหยินเลาะกระดูกอย่างละหนึ่งแผ่น ถุงห้อยเอวคุ้มครองกายที่นานจือเซี่ยเคยมอบให้ และยังมีวิชาอาคมอันล้ำเลิศ กระบี่บินวิญญาณเยือกแข็งและหินสร่างสุรา หากเทียบอาวุธระดับนี้แล้ว ก็นับว่าอยู่ในระดับที่ยอดเยี่ยมยิ่งนัก

"น่าจะพอแล้วล่ะ"

จ้าวอู๋จีคิดในใจ พลางก้าวเท้าเข้าสู่ตำหนักจัดการงาน ภายในตำหนักมีบรรดาศิษย์ร่วมสำนักมารวมตัวกันอยู่ก่อนแล้ว เสียงเซ็งแซ่ที่ดังขึ้นนั้นแฝงไปด้วยความรู้สึกขัดใจและรู้สึกโชคดีปนเปกัน

"ซวยชะมัด! ภารกิจเพิ่งจะประกาศออกมา ยันต์วิญญาณและโอสถปรุงยาภายในตลาดก็ถูกกว้านซื้อไปจนหมดเกลี้ยง ข้าคว้ามาได้เพียงยันต์เพลิงอัคคีแผ่นเดียวเท่านั้นเอง!" ศิษย์ชุดเขียวคนหนึ่งทุบอกชกตัวอย่างขุ่นเคือง

"รู้จะพอเถอะน่า!" ศิษย์ร่วมสำนักที่อยู่ด้านข้างยิ้มขมขื่น "ยันต์เพลิงอัคคีอย่างน้อยก็ยังพอมีผลกับพวกหุ่นเชิดหยินอยู่บ้าง ข้านี่สิยันต์อะไรก็ยังคว้ามาไม่ได้เลย ในมือมีแต้มผลงานเล็กอยู่สิบกว่าแต้ม ในตำหนักความดีความชอบยังแลกกระดาษชำระไม่ได้เลยด้วยซ้ำ!"

"ต้องขอบคุณศิษย์พี่เหยียนที่ช่วยผ่อนปรนให้ข้าได้นำแต้มผลงานไปแลกยาจินช่วงมาได้นิดหน่อย......"

"อันที่จริงเมื่อมีแม่ทัพจู้อยู่ด้วย ยาจินช่วงก็น่าจะพอประหยัดไปได้บ้างนะ" อีกคนหนึ่งลดเสียงต่ำลง "วิถีแห่งยาของเขาน่ะไม่ใช่เรื่องหลอกลวงหรอกนะ......"

"เตรียมพร้อมไว้ดีกว่าเสียงานนะ! บาดเจ็บเพียงเล็กน้อยใครจะกล้าไปรบกวนท่านแม่ทัพกันล่ะ?"

คนก่อนหน้านี้ถอนหายใจ "เสียดายที่ในมือข้าหลงเหลือผลึกวิญญาณเพียงก้อนเดียว เมื่อออกไปสู่ดินแดนไร้พลังวิญญาณนอกถ้ำสวรรค์แล้ว คงจะใช้ชีวิตลำบากแน่ๆ......"

จ้าวอู๋จีที่คอยฟังความเคลื่อนไหวจากรอบทิศทาง มุมปากยกขึ้นเล็กน้อย

"ต่างคนต่างก็รู้จักประหยัดมัธยัสถ์กันทั้งนั้นสินะ......"

เขากวาดสายตามองผ่านฝูงชน พบว่าหลี่ซืออวีกำลังยืนอยู่อย่างเงียบๆ ที่ขอบของขบวน มือเรียวงามกดที่เอวเบาๆ พร้อมกับขยิบตาส่งสัญญาณให้เขาที่เพิ่งเหินเวหามาถึงเพียงนิดเดียวเท่านั้น

"นางดูสุขุมเยือกเย็นดีเสียจริง"

เดิมทีเขายังรู้สึกว่าทรัพยากรที่ตนเองเตรียมไว้นั้นยังไม่เพียงพอ ทว่าเมื่อได้ยินเสียงโอดครวญของฝูงชนแล้ว เขากลับรู้สึกว่าตนเองนับว่ามั่งคั่งขึ้นมาทันที

ศิษย์ชุดเขียวเหล่านี้ต่างพากันอยากจะแบ่งผลึกวิญญาณก้อนเดียวออกมาใช้เป็นสองส่วน ทรัพยากรในมือช่างอัตคัดขัดสนยิ่งนัก

เมื่อเปรียบเทียบกันแล้ว หลี่ซืออวี่ที่มีภูมิหลังเป็นถึงคนในราชวงศ์ เกรงว่านางนี่แหละถึงจะเป็น "ผู้บำเพ็ญเพียรผู้มั่งคั่ง" ของจริง

ในขณะที่บรรดาศิษย์ชุดเขียวกำลังวิจารณ์กันอยู่นั้น เมื่อเห็นร่างของจ้าวอู๋จีบินมาถึง ต่างพากันประสานมือทักทาย "คารวะท่านแม่ทัพ"

จ้าวอู๋จียิ้มพลางประสานมือคารวะตอบ พร้อมกับทักทายพูดคุยด้วยครู่หนึ่ง

"ท่านแม่ทัพจ้าว!" ในยามนั้นเอง ร่างของหลี่ซืออวี่ก็พลันขยับเข้ามาใกล้ มือเรียวงามยื่นถุงผ้าไหมลายปักออกมา แววตาแฝงไปที่ด้วยความขี้เล่น พร้อมกับลดน้ำเสียงลงว่า

"นี่คือป้ายหยกคาถาเทียนเผิงสองชิ้นที่จัดทำโดยกองดาราศาสตร์ แม้จะมีอานุภาพไม่เท่ากับยันต์สยบสิ่งชั่วร้ายระดับหนึ่ง ทว่าก็มีอานุภาพเพียงพอถึงห้าส่วน ยามนี้ยันต์สยบสิ่งชั่วร้ายหาได้ยากยิ่งนัก ป้ายหยกสองชิ้นนี้ท่านจงรับไปเถิด......"

"คาถาเทียนเผิงงั้นรึ?"

จ้าวอู๋จีเลิกคิ้วเล็กน้อย

สิ่งนี้เขาเคยเห็นมาก่อนที่สระเหมยอวิ๋นภายในวังหลวง แม้จะมีอานุภาพไม่ถึงครึ่งของศิลาหยกสยบสิ่งชั่วร้ายที่ตั้งอยู่ในสระ ทว่าก็นับว่าเป็นของชั้นเลิศที่ใช้สะกดข่มสิ่งชั่วร้ายได้จริงๆ

นึกไม่ถึงว่าหลี่ซืออวี่จะสามารถนำสิ่งของต้องห้ามภายในวังออกมาได้เช่นนี้ สมกับที่เป็นพระสนมกุ้ยเฟยจริงๆ

"แล้วเจ้าล่ะ......"

"ข้าย่อมต้องมีเก็บไว้ส่วนตัวอยู่แล้ว ท่านไม่ต้องเป็นห่วงไปหรอก" หลี่ซืออวี่ยกมุมปากขึ้น แววตาแฝงไปด้วยความเจ้าเล่ห์ "ขอเพียงท่านแม่ทัพปลอดภัย ข้าก็ย่อมปลอดภัย"

เมื่อจ้าวอู๋จีถูกความเย้ายวนที่ดูจะแฝงอยู่ในดวงตาของนางจู่โจม หัวใจก็พลันรู้สึกร้อนรุ่มขึ้นมาเล็กน้อย

ยัยปีศาจสนมกุ้ยเฟยคนนี้ เห็นได้ชัดว่ายังคงจดจำเรื่องการเดิมพันเมื่อคราวก่อนและหวังว่าเขาจะตอบตกลง จึงได้คอยส่งสายตาหยอกล้อเขาไม่ว่างเว้นพยายามที่จะยั่วยวนเขาอยู่เสมอ

"ช่างเป็นคนที่ดึงดันเสียจริง......"

ขณะที่เขากำลังจะเอ่ยปากพูด ก็พบว่าบรรดาศิษย์สายตรงชุดน้ำเงินคนอื่นๆ เริ่มที่จะทยอยมาถึงกันจนครบแล้ว

ท้องฟ้าพลันมืดสนิทลง จ้าวอู๋จีจึงสะบัดบัญชากระบี่ในมือ แล้วกล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่นว่า "กางแผนที่ออกมา"

ทุกคนต่างรีบกางม้วนแผนที่หนังอสูรออกมาทันที

จ้าวอู๋จีสั่งการบัญชากระบี่ บัญชากระบี่ทอแสงสีฟ้าหมุนเวียน ฉายทิศทางการเดินทางลงไปบนแผนที่ มุ่งตรงไปทางทิศเหนือ

"จุดพักมิ่งเสียตั้งอยู่ที่ภูเขาจินชิวภายในจวนเทียนมู่ เป็นแหล่งผลิตไม้วิญญาณมิ่งเสียที่สำคัญ"

ปลายนิ้วของเขาวาดผ่านสภาพเทือกเขาในแผนที่ "ในยามนี้มีผู้บำเพ็ญเพียรจากถ้ำสวรรค์อวิ๋นเฟิ่งกลุ่มเล็กๆ กำลังล้อมโจมตีอยู่ ศิษย์สายตรงสองท่านที่ประจำการอยู่ที่นั่นได้เปิดค่ายกลป้องกันใหญ่ไว้แล้ว ทว่าก็สามารถยื้อเวลาไว้ได้มากที่สุดเพียงสองวันเท่านั้น"

เขากดนิ้วลงบนจุดนั้นอย่างหนักแน่น "พวกเราต้องเดินทางไปถึงที่นั่นภายในสองวัน หากจุดพักนั้นถูกตีแตก......"

เขายังพูดยังไม่ทันจบ ทว่าทุกคนต่างก็เข้าใจถึงผลลัพธ์ที่จะตามมาได้ดี

"เราจะไปตามเส้นทางนี้" เขาสะบัดแขนเสื้อทีหนึ่ง เส้นทางนั้นพลันปรากฏแสงสีแดงขึ้นตามจุดที่เป็นโตรกเขาสะคัญๆ "ไปรับม้าที่กองสัตว์พาหนะ แล้วออกเดินทางทันที!"

"น้อมรับคำสั่งท่านแม่ทัพ!"

สายลมยามค่ำคืนพลันพัดแรงขึ้น ชายเสื้อของผู้บำเพ็ญเพียรสะบัดพัดไหว พยายามร่ายวิชาเหินเวหาครั้งสุดท้ายก่อนที่จะพ้นเขตถ้ำสวรรค์ไป

เมื่อก้าวพ้นจากเขตถ้ำสวรรค์เข้าสู่สภาพแวดล้อมที่ไร้พลังวิญญาณแล้ว ย่อมไม่อาจที่จะทำตัวสง่างามเช่นนี้ได้อีกต่อไป

...

ครึ่งชั่วยามต่อมา

จ้าวอู๋จีรั้งบังเหียนม้าหยุดนิ่งอยู่ที่โตรกเขาบนเส้นทางภูเขา ด้านหลังมีศิษย์ชุดเขียวกว่าสิบคนควบม้าตามมาติดๆ เท้าม้าถูกห่อด้วยผ้าฝ้าย ยามที่ก้าวไปบนพื้นหินกรวดจึงส่งเสียงที่ทึบและเบาบางออกมาเท่านั้น

"หยุด!" เขาชูมือขึ้นส่งสัญญาณ ขบวนทั้งหมดก็พลันหยุดนิ่งลงทันที

เนินเขาที่สลับซับซ้อนในที่ไกลออกไป ยามค่ำคืนมองดูคล้ายกับอสูรร้ายที่กำลังหมอบนิ่งอยู่ ร่างของมันดูเลือนรางทว่ากลับน่าเกรงขามยิ่งนัก

จบบทที่ บทที่ 101 พระสนมถวายสมบัติ หุ่นเชิดหยินไล่ศพ

คัดลอกลิงก์แล้ว