- หน้าแรก
- ผู้บำเพ็ญยุคสิ้นธรรม
- บทที่ 101 พระสนมถวายสมบัติ หุ่นเชิดหยินไล่ศพ
บทที่ 101 พระสนมถวายสมบัติ หุ่นเชิดหยินไล่ศพ
บทที่ 101 พระสนมถวายสมบัติ หุ่นเชิดหยินไล่ศพ
บทที่ 101 พระสนมถวายสมบัติ หุ่นเชิดหยินไล่ศพ
"ในเมื่อไร้ซึ่งความกล้า ก็ไม่บังคับ"
เขาเลือกเอาคนเหล่านี้ที่รู้หน้าค่าตากันมาทั้งหมด จากนั้นจึงเลือกคนอื่นๆ เพิ่มอีกสิบสี่คน
เขาทราบดีว่าภารกิจที่เต็มไปด้วยอันตรายเช่นนี้ สิ่งที่ต้องระวังที่สุดคือคนในทีมที่มีความนึกคิดที่แตกต่างออกไป
ไม่สู้เลือกศิษย์ร่วมสำนักที่มีฝีมือธรรมดาๆ ทว่าสามารถฝากฝังความเป็นความตายไว้ได้ ดีกว่าไปเลือกคนที่มีระดับพลังแข็งแกร่งทว่ากลับมีจิตใจที่ยากจะคาดเดา
"ยินดีกับศิษย์พี่จ้าวที่ได้เลื่อนขั้นเป็นแม่ทัพด้วย!"
เหยียนป๋อหย่วนเป็นคนแรกที่ประสานมือหัวเราะร่า บรรดาศิษย์ร่วมสำนักต่างพากันกรูเข้าไปห้อมล้อมทันที
หลี่ซืออวี่กวาดสายตาไปรอบๆ ตั้งใจที่จะสร้างบารมีให้แก่จ้าวอู๋จี นางกล่าวพร้อมรอยยิ้มที่มีความหมายลึกซึ้งว่า "ได้ติดตามไปกับแม่ทัพจ้าวผู้เก่งกาจทั้งโอสถและกระบี่ ต่อให้ต้องบุกน้ำลุยไฟ ศิษย์น้องผู้นี้ก็รู้สึกวางใจยิ่งนัก อย่างไรเสียด้วยวิถีแห่งยาของศิษย์พี่ ต่อให้ได้รับบาดเจ็บ เพียงแค่ศิษย์พี่ฝังเข็มลงไปเพียงเข็มเดียว ก็คงจะสามารถรักษาให้หายขาดได้เป็นแน่"
เมื่อคำพูดนี้หลุดออกมา บรรดาศิษย์แปลกหน้าที่เดิมทีมีสีหน้าเคร่งเครียดก็พลันผ่อนคลายลง
ศิษย์ชุดเขียวสามคนที่ติดตามจ้าวอู๋จีในเขตเหมืองแร่เมื่อเห็นดังนั้น ก็รีบกล่าวเสริมทันที "วิถีแห่งยาของศิษย์พี่จ้าวนั้นล้ำลึกยิ่งนัก เมื่อเดือนก่อนศิษย์น้องหวังถูกไอสังหารแทรกซึมเข้าสู่ร่างกาย ศิษย์พี่จ้าวฝังเข็มเพียงสามเข็มก็ช่วยชีวิตกลับมาได้แล้ว!"
"เหอะๆ วิชาประบี่ของศิษย์พี่จ้าวก็ยิ่งยอดเยี่ยมยิ่งกว่า! คลื่นแมลงในเขตเหมืองแร่นั้น ศิษย์พี่จ้าวเพียงคนเดียวก็จัดการไปได้ถึงสามระลอกแล้ว"
"ช่างเป็นพวกที่ช่างเอาอกเอาใจกันเก่งเสียจริง"
จ้าวอู๋จียิ้มในใจ เขาส่งสายตาชื่นชมไปให้หลี่ซืออวี่ทีหนึ่ง จากนั้นจึงสะบัดแขนเสื้อสั่งการว่า "อีกสองชั่วยามเราจะออกเดินทางกัน รีบไปเบิกทรัพยากรมาซะ!"
ทุกคนต่างพากันขานรับอย่างกึกก้อง บรรยากาศที่เดิมทีหยุดชะงักก็พลันผ่อนคลายลง
...
บนยอดเขาหานเย่ว์ มีหมอกเหมันต์รายล้อมอยู่รอบตัว
จ้าวอู๋จีฝากฝังงานจิปาถะภายในถ้ำบำเพ็ญเพียรให้แก่เสี่ยวเยว่จนสิ้นแล้ว อาศัยช่วงเวลาก่อนที่จะถึงเวลาลัดขบวน เข้าสู่ตำหนักหานเย่ว์
ประมุขยอดเขาฮวาเพิ่งจะเดินทางกลับมาจากตำหนักจัดการงาน เขามาครั้งนี้เพื่อบอกลา และต้องการขอคำชี้แนะบางอย่างด้วย
"ศิษย์น้อง!"
ยังไม่ทันจะถึงหน้าตำหนัก ก็เห็นไต้จื่ออวิ๋นกระทืบเท้าเดินเข้ามาหา ใบหน้าสะสวยเต็มไปด้วยความขุ่นเคือง "ข้าตั้งใจจะรอให้เจ้าเป็นคนเลือกแท้ๆ ทว่าสุดท้ายข้าที่แอบอยู่ในฝูงชนกลับถูกศิษย์พี่หานพรากไปจนได้!"
จ้าวอู๋จีได้ยินดังนั้นก็หลุดหัวเราะออกมา "ศิษย์พี่หานนั้นสุภาพอ่อนโยนประดุจหยก อีกทั้งยังเป็นศิษย์ลำดับหนึ่งของผู้อาวุโสฉาง การติดตามเขาไม่ดีกว่าการติดตามแม่ทัพหน้าใหม่อย่างข้าหรอกหรือ?"
พูดจบ เขาก็ขยิบตาให้อย่างมีความหมาย "อีกอย่าง... ข้าเห็นว่าศิษย์พี่หานดูเหมือนจะมีความรู้สึกต่อศิษย์พี่หญิงอยู่......"
"พูดจาบ้าบ้ออันใดกัน!" ไต้จื่ออวิ๋นพลันหน้าแดงก่ำขึ้นมาทันที หมัดน้อยๆ รัวเข้าใส่เขาไม่ยั้ง
นางย่อมทราบถึงเจตนาของศิษย์พี่หานดี เพียงแต่หนึ่งคือนางยังไม่ได้เตรียมใจสำหรับเรื่องนี้ และสองคือชื่อ 'หานซือซือ' ที่ดูอ่อนช้อยจนเกินไปของอีกฝ่าย มักจะทำให้นางเกิดความรู้สึกต่อต้านอยู่เสมอ ยิ่งไม่ต้องพูดถึงการถูกศิษย์น้องมาจี้จุดเข้าต่อหน้าต่อตาเช่นนี้เลย
"เข้ามากันให้หมดเถอะ"
ภายในตำหนักพลันมีเสียงของฮวาชิงซวงดังแว่วมา เสียงนั้นใสประดุจน้ำพุเย็นที่กระทบกับหยก สลายบรรยากาศอันรื่นรมย์ที่หน้าตำหนักไปจนหมดสิ้น
ไต้จื่ออวิ๋นราวกับได้รับความช่วยเหลือครั้งใหญ่ นางรีบวิ่งปรู๊ดเข้าสู่ตำหนักทันที จ้าวอู๋จีส่ายหัวพยุงยิ้ม
เขาจัดแจงเสื้อผ้าแล้วรีบก้าวเข้าสู่ตำหนัก หลังจากทำความเคารพเสร็จสิ้นแล้ว
แววตาของฮวาชิงซวงพลันหดเล็กลง น้ำเสียงเย็นชาดังขึ้นภายในตำหนัก คำตักเตือนนั้นไม่มีอะไรมากไปกว่าการให้ระมัดระวังรอบคอบในการทำภารกิจ และการรักษาชีวิตตนเองเอาไว้เป็นสำคัญ ซึ่งล้วนแต่เป็นคำกล่าวทั่วๆ ไป
สุดท้าย ดวงตาคู่งามของนางก็จ้องมองจ้าวอู๋จี พลางกล่าวอย่างราบเรียบว่า
"เจ้ามีความสงสัยหรือไม่ ว่าเหตุใดถึงถูกเลือกให้เป็นแม่ทัพ?"
นางใช้นิ้วเคาะโต๊ะเบาๆ แขนเสื้อสีหิมะขยับไหวเล็กน้อย
"นั่นเป็นความต้องการของข้าเอง"
"เป็นเช่นนั้นจริงๆ สินะ"
จ้าวอู๋จีแสร้งทำเป็นเข้าใจ พลางประสานมือคารวะ "ในเมื่อเป็นความต้องการของท่านประมุขยอดเขา ย่อมต้องมีเจตนาอันลึกซึ้งแฝงอยู่อย่างแน่นอน"
ดวงตาดุจเหมันต์ของฮวาชิงซวงพลันอ่อนโยนลงเล็กน้อย เห็นได้ชัดว่านางค่อนข้างพอใจในท่าทีที่ไม่ตั้งคำถามใดๆ ของเขา นางจึงพยักหน้าแล้วกล่าวว่า
"ในภารกิจในครั้งนี้ รางวัลที่ตำหนักความดีความชอบมอบให้นั้น ล้วนแต่เป็นสมบัติล้ำค่าที่แท้จริง ไม่ใช่คำลวง"
นางหยุดการพูดไปครู่หนึ่ง แล้วกล่าวต่อว่า
"นอกจากนี้ ผลงานในครั้งนี้จะเป็นตัวตัดสินสิทธิ์ในการเข้าสู่ 'ด่านลับเทียนหนาน' ที่จะเปิดขึ้นในภายภาคหน้าด้วย"
เมื่อพูดถึงตรงนี้ นางก็ปรายตามองไปยังไต้จื่ออวิ๋นที่ยืนอยู่ด้านข้าง แล้วส่ายหัวเบาๆ
"ศิษย์พี่ไต้ของเจ้านั้นไร้ซึ่งความสามารถ ไม่อาจบังคับฝืนใจได้ มิเกรงว่าจะต้องทิ้งชีวิตไว้ที่นั่น
ข้าทำได้เพียงฝากความหวังอันหนักแน่นไว้ที่เจ้า หากเจ้าได้เป็นแม่ทัพ บางทีอาจจะสามารถช่วงชิงความดีความชอบสูงสุดมาได้ หรืออย่างน้อยที่สุด...... ด้วยความเชี่ยวชาญของเจ้า ก็ยังสามารถสร้างชื่อเสียงให้โด่งดังขึ้นมาได้บ้าง"
เมื่อพูดจบ น้ำเสียงของนางพลันเปลี่ยนเป็นอ่อนโยนลงกะทันหัน ในดวงตาฉายแววห่วงใยที่หาได้ยากยิ่งขึ้นมา
"ทว่าต้องจำไว้ว่าความปลอดภัยต้องมาเป็นอันดับหนึ่ง อย่าได้ทำเรื่องเบาปัญญาหรือเรื่องที่วู่วามเกินไปเข้าล่ะ......"
...
ยามโพล้เพล้ แสงสุดท้ายบนขอบฟ้าถูกมวลเมฆสีเทาหม่นกลืนกินไปจนหมดสิ้น
จ้าวอู๋จีร่ายวิชาเหินเวหาลงมาจากยอดเขาหานเย่ว์
เขาเร่งรุดมายังตำหนักความดีความชอบก่อนเวลาลัดขบวน นำแต้มผลงานเล็กหนึ่งร้อยห้าสิบแต้มที่เหลือไปแลกเป็นยันต์ดินมุดดินสองแผ่นกับยันต์สยบสิ่งชั่วร้ายหนึ่งแผ่น
เขาสัมผัสรวดลายสีแดงชาดที่ดูหม่นแสงลงบนยันต์สยบสิ่งชั่วร้าย อดไม่ได้ที่จะขมวดคิ้วเล็กน้อย
"ยังไม่เพียงพอเลย......"
เดิมทีเขาต้องการจะแลกยันต์สยบสิ่งชั่วร้ายเพิ่มอีกสักสองสามแผ่น ทว่ากลับได้รับคำตอบว่ายันต์เหล่านั้นถูกเหล่าศิษย์ที่ต่อสู้พัวพันอยู่ที่ชายแดนมานานกว้านซื้อไปจนหมดสิ้นแล้วตั้งแต่หลายวันก่อน
แม้แต่ภายในตลาดที่อยู่เชิงเขาก็ตาม ในช่วงเวลานี้ก็แทบจะมองไม่เห็นร่องรอยของยันต์สยบสิ่งชั่วร้ายเลย
"ข้าพลาดไปจริงๆ ในภายภาคหน้าคงต้องเตรียมตัวไว้เนิ่นๆ ยันต์วิญญาณที่สามารถสะกดข่มสิ่งชั่วร้ายได้เช่นนี้ ควรจะกักตุนเอาไว้ตั้งนานแล้ว"
จ้าวอู๋จีลอบค้านในใจ พลางตรวจเช็คสิ่งของภายในกระเป๋าเดินทาง
ผลึกวิญญาณยี่สิบก้อนภายในกระเป๋าเดินทางส่งเสียงกระทบกันกรุ๋งกริ๋ง
นี่คือทรัพย์สินทั้งหมดของเขา ผลึกวิญญาณอีกหกก้อนที่วางอยู่ที่ถ้ำบำเพ็ญเพียรนั้นไม่สะดวกที่จะพกติดตัวไป ในจำนวนยี่สิบก้อนนี้มีแปดก้อนที่เป็นของมีตำหนิที่ได้รับมาจากพวกอวี่จื่อซาน ซึ่งพลังวิญญาณเหือดแห้งหายไปกว่าครึ่งแล้ว
"หวังว่าจะเพียงพอนะ......"
อันที่จริงทรัพยากรที่เขาเตรียมไว้นั้นก็นับว่าไม่น้อยเลยทีเดียว
ยันต์ดินมุดดินสามแผ่น ยันต์กระจกวารี ยันต์สยบสิ่งชั่วร้าย และยันต์ลมหยินเลาะกระดูกอย่างละหนึ่งแผ่น ถุงห้อยเอวคุ้มครองกายที่นานจือเซี่ยเคยมอบให้ และยังมีวิชาอาคมอันล้ำเลิศ กระบี่บินวิญญาณเยือกแข็งและหินสร่างสุรา หากเทียบอาวุธระดับนี้แล้ว ก็นับว่าอยู่ในระดับที่ยอดเยี่ยมยิ่งนัก
"น่าจะพอแล้วล่ะ"
จ้าวอู๋จีคิดในใจ พลางก้าวเท้าเข้าสู่ตำหนักจัดการงาน ภายในตำหนักมีบรรดาศิษย์ร่วมสำนักมารวมตัวกันอยู่ก่อนแล้ว เสียงเซ็งแซ่ที่ดังขึ้นนั้นแฝงไปด้วยความรู้สึกขัดใจและรู้สึกโชคดีปนเปกัน
"ซวยชะมัด! ภารกิจเพิ่งจะประกาศออกมา ยันต์วิญญาณและโอสถปรุงยาภายในตลาดก็ถูกกว้านซื้อไปจนหมดเกลี้ยง ข้าคว้ามาได้เพียงยันต์เพลิงอัคคีแผ่นเดียวเท่านั้นเอง!" ศิษย์ชุดเขียวคนหนึ่งทุบอกชกตัวอย่างขุ่นเคือง
"รู้จะพอเถอะน่า!" ศิษย์ร่วมสำนักที่อยู่ด้านข้างยิ้มขมขื่น "ยันต์เพลิงอัคคีอย่างน้อยก็ยังพอมีผลกับพวกหุ่นเชิดหยินอยู่บ้าง ข้านี่สิยันต์อะไรก็ยังคว้ามาไม่ได้เลย ในมือมีแต้มผลงานเล็กอยู่สิบกว่าแต้ม ในตำหนักความดีความชอบยังแลกกระดาษชำระไม่ได้เลยด้วยซ้ำ!"
"ต้องขอบคุณศิษย์พี่เหยียนที่ช่วยผ่อนปรนให้ข้าได้นำแต้มผลงานไปแลกยาจินช่วงมาได้นิดหน่อย......"
"อันที่จริงเมื่อมีแม่ทัพจู้อยู่ด้วย ยาจินช่วงก็น่าจะพอประหยัดไปได้บ้างนะ" อีกคนหนึ่งลดเสียงต่ำลง "วิถีแห่งยาของเขาน่ะไม่ใช่เรื่องหลอกลวงหรอกนะ......"
"เตรียมพร้อมไว้ดีกว่าเสียงานนะ! บาดเจ็บเพียงเล็กน้อยใครจะกล้าไปรบกวนท่านแม่ทัพกันล่ะ?"
คนก่อนหน้านี้ถอนหายใจ "เสียดายที่ในมือข้าหลงเหลือผลึกวิญญาณเพียงก้อนเดียว เมื่อออกไปสู่ดินแดนไร้พลังวิญญาณนอกถ้ำสวรรค์แล้ว คงจะใช้ชีวิตลำบากแน่ๆ......"
จ้าวอู๋จีที่คอยฟังความเคลื่อนไหวจากรอบทิศทาง มุมปากยกขึ้นเล็กน้อย
"ต่างคนต่างก็รู้จักประหยัดมัธยัสถ์กันทั้งนั้นสินะ......"
เขากวาดสายตามองผ่านฝูงชน พบว่าหลี่ซืออวีกำลังยืนอยู่อย่างเงียบๆ ที่ขอบของขบวน มือเรียวงามกดที่เอวเบาๆ พร้อมกับขยิบตาส่งสัญญาณให้เขาที่เพิ่งเหินเวหามาถึงเพียงนิดเดียวเท่านั้น
"นางดูสุขุมเยือกเย็นดีเสียจริง"
เดิมทีเขายังรู้สึกว่าทรัพยากรที่ตนเองเตรียมไว้นั้นยังไม่เพียงพอ ทว่าเมื่อได้ยินเสียงโอดครวญของฝูงชนแล้ว เขากลับรู้สึกว่าตนเองนับว่ามั่งคั่งขึ้นมาทันที
ศิษย์ชุดเขียวเหล่านี้ต่างพากันอยากจะแบ่งผลึกวิญญาณก้อนเดียวออกมาใช้เป็นสองส่วน ทรัพยากรในมือช่างอัตคัดขัดสนยิ่งนัก
เมื่อเปรียบเทียบกันแล้ว หลี่ซืออวี่ที่มีภูมิหลังเป็นถึงคนในราชวงศ์ เกรงว่านางนี่แหละถึงจะเป็น "ผู้บำเพ็ญเพียรผู้มั่งคั่ง" ของจริง
ในขณะที่บรรดาศิษย์ชุดเขียวกำลังวิจารณ์กันอยู่นั้น เมื่อเห็นร่างของจ้าวอู๋จีบินมาถึง ต่างพากันประสานมือทักทาย "คารวะท่านแม่ทัพ"
จ้าวอู๋จียิ้มพลางประสานมือคารวะตอบ พร้อมกับทักทายพูดคุยด้วยครู่หนึ่ง
"ท่านแม่ทัพจ้าว!" ในยามนั้นเอง ร่างของหลี่ซืออวี่ก็พลันขยับเข้ามาใกล้ มือเรียวงามยื่นถุงผ้าไหมลายปักออกมา แววตาแฝงไปที่ด้วยความขี้เล่น พร้อมกับลดน้ำเสียงลงว่า
"นี่คือป้ายหยกคาถาเทียนเผิงสองชิ้นที่จัดทำโดยกองดาราศาสตร์ แม้จะมีอานุภาพไม่เท่ากับยันต์สยบสิ่งชั่วร้ายระดับหนึ่ง ทว่าก็มีอานุภาพเพียงพอถึงห้าส่วน ยามนี้ยันต์สยบสิ่งชั่วร้ายหาได้ยากยิ่งนัก ป้ายหยกสองชิ้นนี้ท่านจงรับไปเถิด......"
"คาถาเทียนเผิงงั้นรึ?"
จ้าวอู๋จีเลิกคิ้วเล็กน้อย
สิ่งนี้เขาเคยเห็นมาก่อนที่สระเหมยอวิ๋นภายในวังหลวง แม้จะมีอานุภาพไม่ถึงครึ่งของศิลาหยกสยบสิ่งชั่วร้ายที่ตั้งอยู่ในสระ ทว่าก็นับว่าเป็นของชั้นเลิศที่ใช้สะกดข่มสิ่งชั่วร้ายได้จริงๆ
นึกไม่ถึงว่าหลี่ซืออวี่จะสามารถนำสิ่งของต้องห้ามภายในวังออกมาได้เช่นนี้ สมกับที่เป็นพระสนมกุ้ยเฟยจริงๆ
"แล้วเจ้าล่ะ......"
"ข้าย่อมต้องมีเก็บไว้ส่วนตัวอยู่แล้ว ท่านไม่ต้องเป็นห่วงไปหรอก" หลี่ซืออวี่ยกมุมปากขึ้น แววตาแฝงไปด้วยความเจ้าเล่ห์ "ขอเพียงท่านแม่ทัพปลอดภัย ข้าก็ย่อมปลอดภัย"
เมื่อจ้าวอู๋จีถูกความเย้ายวนที่ดูจะแฝงอยู่ในดวงตาของนางจู่โจม หัวใจก็พลันรู้สึกร้อนรุ่มขึ้นมาเล็กน้อย
ยัยปีศาจสนมกุ้ยเฟยคนนี้ เห็นได้ชัดว่ายังคงจดจำเรื่องการเดิมพันเมื่อคราวก่อนและหวังว่าเขาจะตอบตกลง จึงได้คอยส่งสายตาหยอกล้อเขาไม่ว่างเว้นพยายามที่จะยั่วยวนเขาอยู่เสมอ
"ช่างเป็นคนที่ดึงดันเสียจริง......"
ขณะที่เขากำลังจะเอ่ยปากพูด ก็พบว่าบรรดาศิษย์สายตรงชุดน้ำเงินคนอื่นๆ เริ่มที่จะทยอยมาถึงกันจนครบแล้ว
ท้องฟ้าพลันมืดสนิทลง จ้าวอู๋จีจึงสะบัดบัญชากระบี่ในมือ แล้วกล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่นว่า "กางแผนที่ออกมา"
ทุกคนต่างรีบกางม้วนแผนที่หนังอสูรออกมาทันที
จ้าวอู๋จีสั่งการบัญชากระบี่ บัญชากระบี่ทอแสงสีฟ้าหมุนเวียน ฉายทิศทางการเดินทางลงไปบนแผนที่ มุ่งตรงไปทางทิศเหนือ
"จุดพักมิ่งเสียตั้งอยู่ที่ภูเขาจินชิวภายในจวนเทียนมู่ เป็นแหล่งผลิตไม้วิญญาณมิ่งเสียที่สำคัญ"
ปลายนิ้วของเขาวาดผ่านสภาพเทือกเขาในแผนที่ "ในยามนี้มีผู้บำเพ็ญเพียรจากถ้ำสวรรค์อวิ๋นเฟิ่งกลุ่มเล็กๆ กำลังล้อมโจมตีอยู่ ศิษย์สายตรงสองท่านที่ประจำการอยู่ที่นั่นได้เปิดค่ายกลป้องกันใหญ่ไว้แล้ว ทว่าก็สามารถยื้อเวลาไว้ได้มากที่สุดเพียงสองวันเท่านั้น"
เขากดนิ้วลงบนจุดนั้นอย่างหนักแน่น "พวกเราต้องเดินทางไปถึงที่นั่นภายในสองวัน หากจุดพักนั้นถูกตีแตก......"
เขายังพูดยังไม่ทันจบ ทว่าทุกคนต่างก็เข้าใจถึงผลลัพธ์ที่จะตามมาได้ดี
"เราจะไปตามเส้นทางนี้" เขาสะบัดแขนเสื้อทีหนึ่ง เส้นทางนั้นพลันปรากฏแสงสีแดงขึ้นตามจุดที่เป็นโตรกเขาสะคัญๆ "ไปรับม้าที่กองสัตว์พาหนะ แล้วออกเดินทางทันที!"
"น้อมรับคำสั่งท่านแม่ทัพ!"
สายลมยามค่ำคืนพลันพัดแรงขึ้น ชายเสื้อของผู้บำเพ็ญเพียรสะบัดพัดไหว พยายามร่ายวิชาเหินเวหาครั้งสุดท้ายก่อนที่จะพ้นเขตถ้ำสวรรค์ไป
เมื่อก้าวพ้นจากเขตถ้ำสวรรค์เข้าสู่สภาพแวดล้อมที่ไร้พลังวิญญาณแล้ว ย่อมไม่อาจที่จะทำตัวสง่างามเช่นนี้ได้อีกต่อไป
...
ครึ่งชั่วยามต่อมา
จ้าวอู๋จีรั้งบังเหียนม้าหยุดนิ่งอยู่ที่โตรกเขาบนเส้นทางภูเขา ด้านหลังมีศิษย์ชุดเขียวกว่าสิบคนควบม้าตามมาติดๆ เท้าม้าถูกห่อด้วยผ้าฝ้าย ยามที่ก้าวไปบนพื้นหินกรวดจึงส่งเสียงที่ทึบและเบาบางออกมาเท่านั้น
"หยุด!" เขาชูมือขึ้นส่งสัญญาณ ขบวนทั้งหมดก็พลันหยุดนิ่งลงทันที
เนินเขาที่สลับซับซ้อนในที่ไกลออกไป ยามค่ำคืนมองดูคล้ายกับอสูรร้ายที่กำลังหมอบนิ่งอยู่ ร่างของมันดูเลือนรางทว่ากลับน่าเกรงขามยิ่งนัก