- หน้าแรก
- ผู้บำเพ็ญยุคสิ้นธรรม
- บทที่ 97 กระแสวิญญาณคืนสู่ขุนเขา ความห่วงใยจากประมุขยอดเขา
บทที่ 97 กระแสวิญญาณคืนสู่ขุนเขา ความห่วงใยจากประมุขยอดเขา
บทที่ 97 กระแสวิญญาณคืนสู่ขุนเขา ความห่วงใยจากประมุขยอดเขา
บทที่ 97 กระแสวิญญาณคืนสู่ขุนเขา ความห่วงใยจากประมุขยอดเขา
ความรู้สึกเช่นนี้ ราวกับว่าได้ผ่านพ้นยุคปลายธรรมที่พลังวิญญาณแห้งขอด มาสู่ยุคสมัยที่พลังวิญญาณฟื้นฟูขึ้นมาอีกครั้ง อย่างน้อยก็มีความรู้สึกที่คล้ายคลึงกันอยู่บ้าง ทำให้เขาเริ่มที่จะทะนุถนอมของขวัญจากสวรรค์และปฐพีที่ได้รับกลับคืนมานี้
"ว้าว"
"ใต้เท้าเจ้าคะ ในอากาศดูเหมือนจะมีพลังวิญญาณเพิ่มขึ้นมามากมายเลยเจ้าค่ะ......"
ไม่ไกลออกไป เสี่ยวเยว่เด็กรับใช้ปรุงยาถือผ้ากันเปื้อนที่เปื้อนคราบโคลน กำลังหมุนตัวไปมาในสวนด้วยความดีใจจนกระโปรงพลิ้วสยาย
จ้าวอู๋จียิ้มพลางมองดู เห็นพลังวิญญาณจากแปดทิศพัดพามาประดุจลมวสันต์ที่หอบเอาความอบอุ่นกลับมา ค่ายกลพิทักษ์เขาที่อยู่ไกลออกไปมีแสงเจิดจรัสขึ้นเรื่อยๆ ประดุจแสงจันทร์ที่เพิ่งจะผลิบาน ดูสว่างขึ้นไม่น้อย
"ลงไปดูข้างล่างเสียหน่อย ถือโอกาสไปที่ร้านฝากขายในตลาดด้วย ดูสิว่าอาวุธวิเศษไม่กี่ชิ้นนั้นมีคนซื้อไปแล้วหรือยัง......"
เขาจัดแจงเสื้อผ้า เตรียมอาศัยจังหวะที่ประมุขยอดเขายังไม่ได้กลับมา ลงไปสำรวจสถานการณ์ภายในถ้ำสวรรค์เสียหน่อย
นับตั้งแต่กลับมาจากความรื่นรมย์กับกุ้ยเฟยหลี่ หลายวันมานี้เขาก็เอาแต่บำเพ็ญเพียรอยู่ภายในถ้ำบำเพ็ญเพียร
แม้ว่าจะอยู่ในช่วงที่พลังวิญญาณแห้งขอด ทว่าในทุกๆ วันเขาก็ยังคงสามารถควบแน่นพลังวิญญาณออกมาได้ถึงสองสาย เพียงแต่วิชาอาคมอื่นๆ กลับก้าวหน้าช้าประดุจเต่าคลาน
...
ที่เชิงเขา พลังวิญญาณลอยละล่องประดุจหมอก พรูพรั่งราวกังน้ำตก แผ่ซ่านผ่านสามยอดเขาและสิบตำหนัก
"ฮ่าๆ พลังวิญญาณภายในถ้ำสวรรค์ฟื้นฟูกลับมาแล้ว......"
มีศิษย์สายตรงชุดน้ำเงินหัวเราะออกมาอย่างเบิกบาน ปลายนิ้วประสานอินร่ายวิชาเหินเวหา ชายเสื้อพัดไหวปลิวสะบัดอยู่กลางเวหา
นอกจากนี้ยังมีศิษย์ชุดเขียวกลุ่มละสามถึงห้าคนรีบร้อนมุ่งหน้าไปยังทุ่งสมุนไพรวิญญาณ ปลายนิ้วร่ายเคล็ดตรวจวัดวิญญาณ เพราะเกรงว่าจะพลาดช่วงเวลาที่ดีที่สุดในการฟื้นฟูของดินวิญญาณ
หากเปรียบเทียบกันแล้ว พื้นที่ศิษย์ฝ่ายนอกของถ้ำสวรรค์ที่มีเขาบงกชเป็นเส้นแบ่ง แม้ว่าพลังวิญญาณจะฟื้นฟูกลับมาแล้ว ทว่าพลังวิญญาณเหล่านั้นกลับเคลื่อนไหวช้าประดุจหญิงชราที่เดินทอดน่อง ไม่ยอมมาเยือนดินแดนอันมืดมนแห่งนี้เสียที เห็นได้ชัดว่าถูกควบคุมโดยค่ายกลของตำหนักตรวจวัดวิญญาณ
ในยามนี้ได้มีศิษย์ชุดเทาบางส่วนเดินทางกลับมาจากภายนอกถ้ำสวรรค์ เพื่อส่งมอบภารกิจภายในตำหนักจัดการงานที่มีหลังคาเป็นกระเบื้องสีเทา
บางคนแขนขาดมีผ้าพันแผลที่มีเลือดซึมออกมา บางคนสีหน้าซีดเหลือง พรสวรรค์และพลังวิญญาณสูญเสียไปอย่างหนัก นั่งนิ่งไม่ส่งเสียงอยู่ใต้ชายคาเตี้ยๆ เพื่อปรับลมปราณและฟื้นฟูพลัง
เมื่อเปรียบเทียบกับความเงียบเหงาของเหล่าศิษย์ชุดเทาเหล่านี้ เสียงโห่ร้องยินดีของพวกศิษย์สายตรงชุดน้ำเงินก็กลายเป็นภาพที่ตัดกันอย่างชัดเจน ราวกับกำแพงสูงที่มองไม่เห็นซึ่งถูกสร้างขึ้นจากระดับความหนาแน่นของพลังวิญญาณที่กั้นกลางระหว่างศิษย์ฝ่ายในและฝ่ายนอก
จ้าวอู๋จีร่ายวิชาเหินเวหาตามฝูงชนไป จนบินมาถึงตลาดภายในหุบเขาบัวจันทร์
พบว่ามีศิษย์ชุดเขียวและศิษย์ชุดน้ำเงินจำนวนหนึ่งมารวมตัวกันที่ตลาด จำนวนคนดูจะมากกว่าเมื่อหลายวันก่อนไม่น้อย
มีศิษย์ที่มีไอพลังเย็นชาจำนวนไม่น้อยนั่งราบอยู่กับพื้น เบื้องหน้าปูแผ่นผ้า วางสิ่งของที่นำติดตัวกลับมาจากสนามรบชายแดนไว้
มีทั้งอาวุธวิเศษที่ชำรุด ยันต์วิญญาณที่เคยผ่านการใช้งานมาแล้ว รวมถึงธงค่ายกลที่เกือบจะพังทลายและบันทึกความเข้าใจด้านค่ายกล
"ยันต์ระเบิดอัคคีระดับสองสามแผ่น แลกด้วยผลึกวิญญาณเพียงสองก้อน"
"ไม้เหล็กนิลท่อนนี้พรากมาจากน้ำมือของพวกเดรัจฉานถ้ำสวรรค์อวิ๋นเฟิ่ง น่าเสียดายที่จิตวิญญาณสูญสลายไปกว่าครึ่ง...... แต่ก็นับว่าเป็นสมุนไพรวิญญาณที่ไม่เลวทีเดียว"
เสียงร้องเรียกของเหล่าเจ้าของแผงดังขึ้นไม่ขาดสาย จ้าวอู๋จีเดินไพล่หลังพลางกวาดสายตามอง สายตาทอประกายพาดผ่านสินค้าหลากหลายชนิด สุดท้ายจึงเลือกยันต์ดินมุดดินมาสองแผ่น ยันต์กระจกวารีหนึ่งแผ่น และบันทึกความเข้าใจด้านค่ายกลอีกหนึ่งเล่ม
หลังจากต่อรองราคากันครู่หนึ่ง ก็ใช้ผลึกวิญญาณไปห้าก้อนเพื่อเหมามาทั้งหมด
ยันต์วิญญาณทั้งสองชนิดนี้เขาเคยใช้มาก่อนหน้านี้ เมื่อนำมาประกอบกับรูปแบบการต่อสู้ของเขาแล้ว นับว่าใช้งานได้ดีเยี่ยมยิ่งนัก
ส่วนบันทึกความเข้าใจด้านค่ายกลนั้น อาจจะเป็นตัวช่วยในการชักนำวิชา 'วางค่ายกล' ที่อยู่ในเจ็ดสิบสองคาถาตี้ซาออกมาได้
นอกจากนี้ เขาก็ไม่เห็นของดีอะไรอีกเลย แทบจะทั้งหมดเป็นเพียงเศษเสี้ยวของที่ชำรุดทรุดโทรมเท่านั้น
ในยุคปลายธรรม การที่จะหาทรัพยากรดีๆ ในตลาดนั้นไม่ใช่เรื่องที่เป็นไปได้จริง ยันต์วิญญาณที่สามารถนำมาใช้ในการต่อสู้จริงได้ ก็นับว่าเป็นทรัพยากรที่ไม่เลวแล้ว
การเรียนรู้วิธีการทำยันต์จาก <สังเขปวิถียันต์> ที่มีอยู่ในหอเก็บตำราของถ้ำสวรรค์ก็มีเช่นกัน ทว่าต้องใช้แต้มผลงานใหญ่ถึงสามร้อยแต้ม จ้าวอู๋จีจึงไม่ได้แลกมาศึกษา
พลังกายพลังใจของเขานั้นหมดไปกับการศึกษาเจ็ดสิบสองคาถาตี้ซาและการปรุงยาแล้ว
การจะไปศึกษาวิถีแห่งยันต์อีกนั้นไม่มีความจำเป็นเลย อีกทั้งวัตถุดิบในการทำยันต์เองก็สิ้นเปลืองมหาศาล ไม่สู้รอให้เรียนรู้วิชาวางค่ายกลแล้วค่อยไปศึกษาด้านค่ายกลจะดีกว่า
เขาสะบัดแขนเสื้อ เดินมุ่งหน้าไปยังร้านฝากขายอย่างรวดเร็ว
เบื้องหน้าเคาน์เตอร์หินเขียว ผู้ดูแลชูสวมชุดยาวสีน้ำเงินเข้ม เมื่อเห็นร่างของจ้าวอู๋จีก็เดินเข้ามาต้อนรับด้วยรอยยิ้มประดุจลมวสันต์ "อาวุธวิเศษสามชิ้นที่ศิษย์หลานจ้าวฝากไว้คราวก่อน มีคนมาซื้อไปแล้วจริงๆ"
เขาหันไปหยิบถุงผ้าไหมออกมาจากตู้ ท่ามกลางเสียงกระทบกันกรุ๋งกริ๋งเมื่อเทผลึกวิญญาณออกมาสิบสามก้อน "ขายได้ทั้งหมดสิบแปดก้อน หักค่าธรรมเนียมตามระเบียบไปห้าก้อน..."
ทันใดนั้นเขาก็ลดน้ำเสียงลง "ทว่าตัวข้ามีของขวัญเล็กน้อยจะมอบให้ แถมข้อมูลบางอย่างให้เจ้าด้วย อยากฟังหรือไม่?"
"หืม?" จ้าวอู๋จีกล่าว "ข้อมูลอะไรหรือ?"
"รายงานการรบฉบับล่าสุดจากชายแดน..." ปลายนิ้วของผู้ดูแลชูจิ้มน้ำชา วาดเป็นรอยบนหน้าเคาน์เตอร์ "ถ้ำสวรรค์อวิ๋นเฟิ่งสูญเสียผู้บำเพ็ญไปไม่น้อย อีกทั้งยังสูญเสียผู้อาวุธโสระดับชักนำปราณระดับสูงไปหนึ่งท่าน ได้ยินว่า......"
เขาม่านตาหดเล็กลงทันที "เป็นฝีมือของพระแม่ศักดิ์สิทธิ์ไร้ขอบเขตแห่งถ้ำสวรรค์อู๋ซั่งและเฟยอวิ๋นจื่อที่ร่วมมือกับพวกเราในการล้อมสังหาร"
"ถ้ำสวรรค์อู๋ซั่งหรือ?"
ม่านตาของจ้าวอู๋จีหดเล็กลง "ก่อนหน้านี้มีข่าวลือว่า...... ถ้ำสวรรค์อู๋ซั่งร่วมมือกับถ้ำสวรรค์อวิ๋นเฟิ่งเพื่อลงมือกับพวกเราไม่ใช่หรือ?"
"นั่นเป็นเพียงข่าวลือที่ศิษย์พูดต่อๆ กันไปเท่านั้น" ผู้ดูแลชูหัวเราะเยาะพลางป้ายรอยน้ำชาออก "ในตอนแรกถ้ำสวรรค์อู๋ซั่งลงมือจริงๆ แต่เป็นการช่วยพวกเรา มิประมุขยอดเขาโฮ่วกับคนอื่นๆ คงจะหนีออกมาไม่ได้หรอก เจ้าลองกลับไปถามประมุขยอดเขาของพวกเจ้าดูสิแล้วจะเข้าใจเอง
อีกทั้งสัญญาพันธมิตรในโลกแห่งการบำเพ็ญเพียรนี้ ก็เป็นเพียงแค่กระดาษเว่าแผ่นหนึ่งเท่านั้น มีผลประโยชน์ถึงจะเกิดความร่วมมือกัน"
จ้าวอู๋จีถึงกับพูดไม่ออก
ถ้ำสวรรค์อู๋ซั่งและถ้ำสวรรค์หลินหลางขับเคี่ยวชิงดีชิงเด่นกันมานานนับร้อยปี ลัทธิอู๋ซั่งที่อยู่ภายใต้อาณัติยิ่งสร้างความวุ่นวายภายในแคว้นเสวียน จนถึงขั้นสามารถต่อกรกับราชวงศ์ได้
ยามนี้กลับเป็นเพราะศัตรูภายนอกอย่างถ้ำสวรรค์อวิ๋นเฟิ่ง จนถึงขั้นสามารถจับมือสงบศึกและกลายมาเป็นพันธมิตรทางผลประโยชน์กันได้
ในโลกแห่งการบำเพ็ญเพียรไม่มีศัตรูที่ถาวร... มีเพียงการชั่งน้ำหนักระหว่างผลกำไรและผลเสียเท่านั้น...
ทว่าสุดท้ายสิ่งนี้ก็นับว่าเป็นเรื่องดี อย่างน้อยแรงกดดันที่ถ้ำสวรรค์ต้องเผชิญก็คงจะไม่หนักหนาจนเกินไปนัก สภาพแวดล้อมในการบำเพ็ญเพียรคงจะดีขึ้นไม่น้อย
"ความร่วมมือระหว่างถ้ำสวรรค์อู๋ซั่งและถ้ำสวรรค์หลินหลาง บางทีในภายภาคหน้าอาจจะได้พบกับจือเซี่ยอย่างเปิดเผยเสียที...... เพียงแต่ ต้องให้นางยอมเปิดเผยฐานะกับข้าก่อน"
เขาคิดในใจ พลางถือผลึกวิญญาณมุ่งหน้าไปยังตำหนักจื่ออวิ๋นอีกครั้ง เพื่อหาเหยียนป๋อหย่วนเพื่อจัดซื้อสมุนไพรวิญญาณและโอสถเสียมาไว้สำหรับปรุงยามณีหยกทองคำ
...
ภายในตำหนักจื่ออวิ๋น ปลายนิ้วของเหยียนป๋อหย่วนกวาดผ่านรายการในหยกบันทึกพลางส่ายหน้าทอดถอนใจ " 'ดอกชุบชีพจร' ถูกจัดให้อยู่ในกลุ่มยุทธปัจจัยระดับหนึ่ง ไม่สามารถนำออกมาใช้ได้หากไม่มีป้ายคำสั่งอาคมของผู้อาวุโส......"
เขากล่าวพลางเลื่อนกล่องหยกเขียวสามกล่องออกมาจากใต้เคาน์เตอร์ "เจ้าเอาสมุนไพรเสริมเหล่านี้ไปก่อนเถอะ ส่วนสมุนไพรหลักขอเวลาให้ข้าจัดการอีกสองสามวัน"
"ยามนี้สวนสมุนไพรวิญญาณปิดตัวเพื่อปรับปรุงใหม่ ส่วนแบ่งของแต่ละตำหนักถูกตัดลงถึงสามส่วน"
เหยียนป๋อหย่วนยิ้มขมขื่นพลางลดน้ำเสียงลง "นี่คือส่วนแบ่งที่ข้าอุตส่าห์ไปขอร้องมาจากศิษย์พี่ผู้ดูแลมาได้ ช่วยเจ้าไม่ได้มากนัก ต้องขอโทษด้วยนะ"
จ้าวอู๋จีรีบประสานมือขอบคุณ "ศิษย์พี่เหยียนกล่าวหนักไปแล้ว ท่านสามารถช่วยจัดซื้อสิ่งเหล่านี้ให้ข้าได้ ข้าก็ซาบซึ้งใจยิ่งนักแล้ว"
"ส่วนโอสถเสีย เจ้าจะเอาของพรรค์นั้นไปทำอะไรกัน?"
เหยียนป๋อหย่วนประหลาดใจ ทันใดนั้นก็หยิบถุงผ้าเทาที่มีเสียงกระทบกันดังกรุ๋งกริ๋งออกมา "โอสถเสียที่เจ้าต้องการแม้จะไม่มีราคาค่างวด ทว่ากลับเป็นวัตถุดิบที่หอไป๋เฟ่ยควบคุมอย่างเข้มงวด"
เขาหันไปมองรอบๆ "โดยพื้นฐานจะถูกส่งไปที่สวนสมุนไพรวิญญาณเพื่อใช้เป็นปุ๋ยวิญญาณ ทางหอค่ายกลเองก็นำไปหลอมเพื่อใช้เป็นเชื้อเพลิงของค่ายกลด้วย อีกทั้งยังมีหมึกยันต์... ข้าก็ไปหามาจากศิษย์พี่มาได้เพียงเล็กน้อยเท่านั้น เจ้าเอาไปให้หมดเลยเถอะ......"
จ้าวอู๋จีได้ยินดังนั้นก็ถึงกับพูดไม่ออก
แม้แต่โอสถเสียก็ยังถูกแบ่งสันปันส่วนกันจนหมดสิ้น... โลกใบนี้ช่างเค้นเอาทุกสิ่งทุกอย่างสูญสลายไปจนหมดหยดสุดท้ายจริงๆ... ทำทุกวีถึทางจนไม่เหลือช่องว่างให้ใครได้ฉกฉวย
เขาจึงต้องวางแผนเรื่องวิชากลืนกินไว้ชั่วคราว พลางยัดผลึกวิญญาณสามก้อนให้เหยียนป๋อหย่วน จากนั้นจึงถือทรัพยากรมากมายเดินจากไป
...
หลังจากกลับมาถึงยอดเขาหานเย่ว์แล้ว จ้าวอู๋จีเพิ่งจะคัดแยกประเภทของวัตถุดิบวิญญาณร่วมกับเสี่ยวเยว่จนเสร็จสิ้น เสียงเรียกอันใสดุจระฆังของไต้จื่ออวิ๋นก็ดังขึ้นจากหน้าถ้ำบำเพ็ญเพียร
"ศิษย์น้อง! รีบตามข้าขึ้นเขาเร็วเข้า ประมุขยอดเขากลับมาแล้ว กำลังรอพบอยู่ที่ตำหนักหลัก!"
"กลับมาแล้วรึ?"
จ้าวอู๋จีสะดุ้งโหยง รีบวางโอสถเสียในมือลง สั่งกำชับให้เสี่ยวเยว่ช่วยจัดเก็บให้ดี หลังจากเช็ดมือทั้งสองข้างแล้วก็เดินออกจากถ้ำบำเพ็ญเพียร มุ่งหน้าขึ้นเขาร่วมกับไต้จื่ออวิ๋น
"อาการบาดเจ็บของประมุขยอดเขาฟื้นฟูไปถึงไหนแล้วหรือ?"
"ได้ยินท่านบอกว่าฟื้นฟูไปได้เกือบเจ็ดส่วนแล้ว หลังจากนี้คงต้องพักรักษาตัวอย่างเงียบๆ" ไต้จื่ออวิ๋นอารมณ์ดี ฝีเท้าเบาหวิว ชายเสื้อพัดไหวตามลม
"ศิษย์น้อง ในเมื่อประมุขยอดเขากลับมาแล้ว หน้าที่พิทักษ์ยอดเขาของพวกเราก็คงจะสิ้นสุดลงเสียที"
ทั้งสองมาถึงหน้าตำหนักหานเย่ว์ในไม่ช้า
จ้าวอู๋จีรับรู้ได้ถึงไอพลังวิญญาณที่เย็นจัดและแข็งแกร่งอันคุ้นเคยภายในตำหนักได้ตั้งแต่ระยะร้อยจั่ง
เขารีบเดินมุ่งหน้าไปยังประตู ยังไม่ทันได้ก้าวเข้าไป ก็ได้ยินน้ำเสียงเย็นชาดังแว่วมา
"อู๋จี เพียงไม่พบกันแค่เดือนเศษ เจ้าก็ทะลวงผ่านระดับอีกแล้วรึ?"
จ้าวอู๋จีก้าวเข้าไปในห้อง มองเห็นบนแท่นหยกน้ำแข็งที่มีแขนเสื้อหิมะทิ้งลงมา ดวงตาเย็นชาทว่าแฝงไปด้วยประกายคมกริบประดุจดาบในสระลึกอันคุ้นเคยของฮวาชิงซวง แรงกดดันวิญญาณรอบกายยังคงเปี่ยมด้วยบารมีเช่นเดิมไม่เสื่อมคลาย
เขาประสานมือคารวะอย่างนอบน้อม ทว่ามุมปากกลับประดับด้วยรอยยิ้มที่จริงใจ
"ศิษย์คารวะประมุขยอดเขา!"
จากนั้นจึงกล่าวว่า "ในช่วงเวลาที่ถ้ำสวรรค์เกิดความวุ่นวายเช่นนี้ เพื่อความปลอดภัยของตนเอง ศิษย์จึงจำใจต้องกินโอสถมังกรพยัคฆ์ไปสองเม็ด...... จนทำให้เข้าสู่ระดับชักนำปราณระดับสามได้อย่างฟลุกๆ "
"อืม......" ฮวาชิงซวงพยักหน้าอย่างนิ่งเฉย นิ้วหยกลูบไล้พนักพิงเบาๆ น้ำเสียงพลันอ่อนลงอย่างเห็นได้ยาก "โอสถนั้นเป็นเพียงของภายนอก หากกินมากเกินไป พิษยาจะตกค้างอยู่ในชีพจร ยามที่เจ้าจะทะลวงผ่านขอบเขตรวมจิตในภายภาคหน้า......"
คำพูดแม้จะยังไม่สิ้นสุด ทว่ากลับเปี่ยมไปด้วยความห่วงใย
"! ขอบพระคุณประมุขยอดเขาที่ช่วยชี้แนะ" จ้าวอู๋จีประสานมือคารวะ
"ในช่วงที่ข้าไม่อยู่นี้ นับว่าลำบากพวกเจ้าไม่น้อยที่ช่วยรักษาความเป็นระเบียบเรียบร้อยบนยอดเขาหานเย่ว์แห่งนี้"
สายตาของฮวาชิงซวงกวาดมองไปยังไต้จื่ออวิ๋นที่ยืนนิ่ง "จื่ออวิ๋นได้รายงานทุกเรื่องให้ข้าทราบแล้ว......"
ทันใดนั้นสายตาของนางก็พลันชะงักลงที่รอยนิ้วมือที่ไหม้เกรียมบนหน้าอกชุดอาคมของจ้าวอู๋จี น้ำเสียงพลันเปลี่ยนเป็นเย็นเฉียบทันที
"นี่คือ...... ฝีมือของเหยียนหลานที่ทิ้งไว้ให้เจ้ารึ?"
...