- หน้าแรก
- ผู้บำเพ็ญยุคสิ้นธรรม
- บทที่ 87 เสียงดังสั่นสะเทือนถ้ำสวรรค์ เลิศล้ำทั้งโอสถและกระบี่
บทที่ 87 เสียงดังสั่นสะเทือนถ้ำสวรรค์ เลิศล้ำทั้งโอสถและกระบี่
บทที่ 87 เสียงดังสั่นสะเทือนถ้ำสวรรค์ เลิศล้ำทั้งโอสถและกระบี่
บทที่ 87 เสียงดังสั่นสะเทือนถ้ำสวรรค์ เลิศล้ำทั้งโอสถและกระบี่
หกวันต่อมา ภายในถ้ำบำเพ็ญเพียรบนยอดเขาหานเย่ว์ ไฟหลอมยากำลังลุกโชน
จ้าวอู๋จีนั่งขัดสมาธิอยู่ในห้องหลอมยาด้วยสภาพผมเผ้ายุ่งเหยิง ทว่าดวงตาทั้งสองข้างกลับเป็นประกายเจิดจ้าดุจดั่งดวงดาวในยามเช้า
เขาสะบัดแขนเสื้อเบาๆ ใช้วิชา กลิ้งโอสถ ออกมาทันที
เถาวัลย์เลือดมังกรในหม้อหลอมยาเหล็กนิลกลายสภาพเป็นเงาร่างมังกรสีแดงรำไร หญ้าลายพยัคฆ์เปล่งแสงสีทองควบแน่นเป็นหัวพยัคฆ์ที่กำลังคำราม พลังยาของทั้งสองฝ่ายต่างยื้อยุดฉุดกระชากกันอยู่ในหม้อหลอม
เขาวางมือทั้งสองข้างขนานกันเป็นรูปวงกลม พลังปราณที่มหาศาลพุ่งออกมาจากฝ่ามือเพื่อควบคุมไฟหลอมยา บังคับให้เปลวไฟเปลี่ยนเป็นสีม่วงแกมเขียวและทอประกายแวววาว
หม้อหลอมยาสั่นสะเทือน บนผนังหม้อค่อยๆ ปรากฏภาพลักษณ์ของมังกรและพยัคฆ์ที่พันตูเข้าหากัน มังกรเขียวพันรอบเสา พยัคฆ์ขาวเหยียบเมฆา
พลังวิญญาณม้วนตัวไปมาประดุจคลื่นน้ำหลาก ทำให้ทั่วทั้งถ้ำบำเพ็ญเพียรพลันมีเสียงคำรามของมังกรและเสียงกู่ก้องของพยัคฆ์สะท้อนออกมาเลือนลาง
ภายนอกถ้ำบำเพ็ญเพียร เหยียนปั๋วเยวี่ยนจากตำหนักเมฆาม่วงที่ได้ยินเสียงนี้ถึงกับตื่นเต้นจนเก็บอาการไว้ไม่อยู่ แววตาเต็มไปด้วยความเลื่อมใสและเลื่อมใสยิ่งนัก
มีตำนานเล่าว่า เมื่อยามที่เว่ยปั๋วหยางแห่งสมัยราชวงศ์ฮั่นตะวันออกหลอมเม็ดยามังกรพยัคฆ์ได้สำเร็จ ย่อมจะมีเสียงมังกรคำรามและพยัคฆ์กู่ก้อง นี่คือลางบอกเหตุของเม็ดยาวิญญาณชั้นเลิศ นึกไม่ถึงเลยว่าศิษย์น้องจ้าวจะสามารถหลอมเม็ดยาวิญญาณที่มีคุณภาพยอดเยี่ยมเพียงนี้ออกมาได้
หลี่ซืออวี่ที่ยืนรออยู่ด้านข้างเองก็มีใจเต้นระรัว นางลูบปอยผมพลางกล่าวเยินยอด้วยแววตาที่เป็นประกาย เป็นเพราะหม้อหลอมยาซึ่งเป็นอาวุธวิเศษที่ศิษย์พี่เหยียนให้ยืมมาใช้ได้ดีต่างหากล่ะคะ มิศิษย์น้องจ้าวอาจจะยังไม่สามารถหลอมเม็ดยาที่ยอดเยี่ยมเพียงนี้ออกมาได้
ไม่ได้ๆ! เหยียนปั๋วเยวี่ยนรีบกล่าวขัดทันที ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นผลมาจากทักษะที่เหนือชั้นและวิชาการหลอมยาอันประณีตของศิษย์น้องจ้าวต่างหาก ก่อนที่ข้าจะให้ยืมหม้อหลอมนานี้ เขาก็จวนจะทำสำเร็จอยู่แล้ว หม้อหลอมยาอาวุธวิเศษเล่มนี้ก็นับว่าเป็นเพียงสิ่งของที่ช่วยส่งเสริมให้ดียิ่งขึ้นไปอีกเท่านั้นเอง
ส่วนทางด้านเหมาจื่อเจินและคนอื่นๆ ที่ยืนอยู่ด้านหลัง ต่างก็มีความตื่นเต้นและเสียดายอยู่ในใจลึกๆ
พวกเขาไม่มีหม้อหลอมยาให้ยืมเลย หากประเดี๋ยวหลอมออกมาเป็นเม็ดยาได้สำเร็จจริงๆ เกรงว่าพวกเขาคงไม่มีแม้แต่คุณสมบัติจะเอ่ยปากขอซื้อเสียด้วยซ้ำ
ในตอนนั้นเอง ภายในถ้ำบำเพ็ญเพียร จ้าวอู๋จีประสานอินใช้วิชากลิ้งโอสถแยกน้ำยาออกมาในทันที แล้วปั้นให้กลายเป็นเม็ดยาและควบแน่นอย่างรวดเร็ว
ฝาของหม้อหลอมยาอาวุธวิเศษที่อยู่ตรงหน้าพลันดีดเปิดออก เคร้ง!
เม็ดยาสีทองแดงเก้าเม็ดลอยพุ่งออกมา ภายใต้การควบคุมของวิชากลิ้งโอสถ พวกมันหมุนวนอย่างรวดเร็ว ลวดลายเกล็ลมังกรและลายพยัคฆ์บนพื้นผิวปรากฏให้เห็นอย่างชัดเจน
แม้แต่อายยาที่ระเหยออกมายังควบแน่นกลายเป็นเงาร่างมังกรและพยัคฆ์ขนาดสามฟุต วนเวียนอยู่รอบห้องหลอมยาก่อนจะสลายไป
กลิ่นหอมของยาที่อบอวลไปทั่วทั้งห้องทำให้เสี่ยวเยว่ที่ยืนอยู่ข้างๆ รู้สึกว่าเลือดลมในกายเดือดพล่าน ใบหน้าเล็กๆ ของนางพลันแดงระเรื่อ ทันใดนั้นนางก็กุมที่จุดตันเถียนพลางอุทาน อ๊ะ...
ด่านกั้นกายหยาบที่นางไม่เคยทำลายได้มานานกว่าสิบปี และในช่วงหลายวันที่ผ่านมาไม่ว่าจะฝึกอย่างไรก็ไม่เคยสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายพลังเลย ในยามนี้กลับถูกกลิ่นหอมของยากระแทกจนปรากฏรอยปริแยกเลือนลาง
ท่าน ท่านสำเร็จแล้ว สำเร็จแล้ว...... เสี่ยวเยว่ร้องตะโกนด้วยความดีใจ
ภายนอกถ้ำบำเพ็ญเพียร บรรดาผู้คนที่ได้กลิ่นหอมของยาที่เข้มข้นลอยออกมา ต่างก็พากันตบมือยินดี แม้จะรู้สึกร้อนใจจนทนไม่ไหว แต่ก็ยังคงรักษามารยาทเอาไว้
ฟึ่บ
จ้าวอู๋จีคว้าเอาเม็ดยามังกรพยัคฆ์ทั้งเก้าเม็ดมาไว้ในมือ หยิบขึ้นมาพิจารณาดูอย่างละเอียดหนึ่งเม็ดพลันขยับยิ้มที่มุมปาก
เม็ดยานี้มีขนาดเท่ากับลูกตาของมังกร ตัวยามีแต้มสีทองแดง พื้นผิวมีลวดลายเกล็ลมังกรและลายพยัคฆ์เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ ตรงตามลักษณะ เกล็ดกรงเล็บทอประกาย ขั้นสูงที่บันทึกไว้ในตำรับยาทุกประการ
เม็ดยามังกรพยัคฆ์นี้ เมื่อกินเข้าไปแล้ว ว่ากันว่าจะช่วยเสริมสร้างพละกำลังของเลือดลม ชำระล้างเส้นชีพจร และช่วยให้ผู้บำเพ็ญเพียรในช่วงต้นและช่วงกลางของขอบเขตชักนำปราณสามารถทะลวงคอขวดเล็กๆ ได้อย่างง่ายดาย
ทั้งยังมีพลังมังกรพยัคฆ์คอยคุ้มครองร่างกายภายในสามวัน ทำให้ความเร็วในการฝึกฝนเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่า ถือเป็นเม็ดยาวิญญาณที่หาได้ยากยิ่งสำหรับผู้บำเพ็ญเพียรในช่วงต้นและช่วงกลางของขอบเขตชักนำปราณในโลกผู้บำเพ็ญเพียร
การที่หลอมเม็ดยาขวดนี้ได้สำเร็จ ก็หมายความว่าจ้าวอู๋จีที่มีกระบี่บินในมือข้างหนึ่งและเม็ดยาวิญญาณในมืออีกข้างหนึ่ง ย่อมจะสามารถยืนหยัดอยู่ในถ้ำสวรรค์แห่งนี้ได้อย่างมั่นคงแน่นอน
เขาสั่งให้เด็กรับใช้ปรุงยาอย่างเสี่ยวเยว่ไปหยิบขวดยามาเก้าขวด แล้วบรรจุเม็ดยาทั้งเก้าเม็ดแยกกันลงไปในขวดยาขวดละเม็ด
จากนั้นเขาเก็บไว้เองเจ็ดเม็ด ถือขวดยาสองขวดเดินออกมานอกถ้ำบำเพ็ญเพียร ทุกคนภายนอกถ้ำเห็นเขายิ้มพลางชูขวดยาขึ้นมากล่าวว่า
ต้องขอบคุณหม้อหลอมเมฆาม่วงของศิษย์พี่เหยียนจริงๆ นึกไม่ถึงว่าจะได้เม็ดยาชั้นเลิศมาถึงสี่เม็ด
เหยียนปั๋วเยวี่ยนตื่นเต้นจนผิวหน้าสั่นระริก ปกตินักหลอมยาจะหลอมออกมาได้เพียงสองสามเม็ดเท่านั้น... ทั้งยังยากที่จะได้เป็นชั้นเลิศ ศิษย์น้องถึงกับสามารถ...... ช่างเป็นอัจฉริยะในการหลอมคนจริงๆ
จ้าวอู๋จีคาดไว้อยู่แล้วว่าฝ่ายตรงข้ามจะต้องกล่าวเช่นนี้ หากเขาบอกว่าหลอมออกมาได้เก้าเม็ด ย่อมจะเป็นการสร้างความตกตะลึงไปทั่ว และหากข่าวแพร่ออกไป ย่อมจะโดดเด่นเกินไปจนส่งผลเสียตามมา
เขายิ้มพลางยื่นขวดยาให้เหยียนปั๋วเยวี่ยนหนึ่งขวดแล้วกล่าวว่า
ข้าเก็บไว้เองสองเม็ด ขวดยานี้ถือเป็นการขอบคุณศิษย์พี่เหยียนที่กรุณาให้ยืมหม้อหลอมยาก็แล้วกัน
แม้เหยียนปั๋วเยวี่ยนจะรู้สึกร้อนใจอยากได้ใจแทบขาด แต่เขาก็ยังคงรีบปฏิเสธ โดยบอกว่าเพียงแค่ยืมหม้อหลอมยาเท่านั้น ไม่ควรค่าแก่การได้รับเม็ดยามังกรพยัคฆ์ชั้นเลิศนี้เลย
ทว่าจ้าวอู๋จีกลับยังคงยืนกรานตามเดิม
หลังจากที่เหยียนปั๋วเยวี่ยนปฏิเสธตามมารยาทแล้ว เขาก็รีบบอกทันทีว่ายินดีจะมอบหม้อหลอมที่เป็นอาวุธวิเศษนี้ให้เป็นการตอบแทน มิเขาก็ไม่มีหน้าจะรับเม็ดยาขวดนี้ไว้ได้
นี่ก็นับว่าตรงตามเจตนารมณ์ของจ้าวอู๋จีพอดิบพอดี
หม้อหลอมยาที่สร้างจากช่างเหล็กในโลกปุถุชนของเขานั้น ยามนี้นำมาใช้หลอมเม็ดยาวิญญาณ ย่อมจะรับไม่ไหวง่ายๆ และอาจจะระเบิดหม้อได้ทุกเมื่อจนเสียของเปล่าๆ
การใช้เม็ดยามังกรพยัคฆ์เม็ดเดียวแลกกับหม้อหลอมยาของเหยียนปั๋วเยวี่ยน ก็นับว่าเพียงพอแล้ว
ที่สำคัญคือผ่านการป่าวประกาศของฝ่ายตรงข้ามยามที่กลับไปยังตำหนักเมฆาม่วง ผลประโยชน์ที่จะตามมาย่อมมีมากกว่านี้อีกมหาศาล
จ้าวอู๋จียังได้มอบขวดยายาอีกขวดให้แก่หลี่ซืออวี่ ภายในขวดยานั้นมีกลิ่นอายของมังกรพยัคฆ์ไหลเวียนเลือนลาง การหลอมยาในครั้งนี้ใช้เถาวัลย์เลือดมังกรและหญ้าลายพยัคฆ์ที่จักรพรรดิจาวหมิงประทานมาให้... ข้าจึงขอมอบให้ศิษย์น้องสักเม็ดก็แล้วกันนะ
หลี่ซืออวี่เบิกตาพญาหงส์กว้าง ศิษย์พี่จ้าว ของสิ่งนี้... มันล้ำค่าเกินไปจริงๆ ..
ทว่าในใจของนางกลับเข้าใจความหมายที่แฝงอยู่นั้นเป็นอย่างดี และจดจำคำพูดของจ้าวอู๋จีไว้ขึ้นใจ คนอื่นๆ ที่เห็นเช่นนั้นต่างก็พากันอิจฉาตาร้อนไปตามๆ กัน
เมื่อจ้าวอู๋จีเห็นว่าบรรลุวัตถุประสงค์แล้ว จึงกล่าวขอบคุณทุกคนที่มาร่วมชมดู จากนั้นก็ขอตัวส่งแขกโดยอ้างว่าเหนื่อยจากการหลอมยา
การที่เขามอบเม็ดยามังกรพยัคฆ์ให้หลี่ซืออวี่เม็ดหนึ่ง ก็เพื่อหวังให้พระสนมคนงามคนนี้ช่วยเป่าหู เพื่อให้เขาได้รับทรัพยากรตัวยาจากจักรพรรดิจาวหมิงมากขึ้นนั่นเอง
ในขณะเดียวกันก็เป็นการบอกเป็นนัยๆ ให้คนอื่นๆ รู้ว่าเขาเป็นคนที่มีน้ำใจกว้างขวาง หากใครมาช่วยหาตัวยาวิญญาณให้ ผลประโยชน์ในวันหน้าย่อมไม่ขาดมือแน่นอน
ตัวยาส่วนใหญ่ของเม็ดยามังกรพยัคฆ์นั้นมีเก็บรักษาไว้อยู่ในสำนักถ้ำสวรรค์ แต่ทว่าจำเป็นต้องใช้แต้มผลงานจำนวนมากในการแลกเปลี่ยน
จ้าวอู๋จีคนเดียวคงไม่มีแต้มผลงานมากมายขนาดนั้น แต่ทว่าหากมีคนอื่นๆ ร่วมด้วย แต้มผลงานย่อมจะมีมากขึ้นตามไปด้วย
สรรพคุณของเม็ดยามังกรพยัคฆ์สำหรับเขานั้นไม่นับว่าแข็งแกร่งเป็นพิเศษ มีเพียงสรรพคุณในการช่วยส่งเสริมเล็กน้อยเท่านั้น
เพราะการฝึกฝนของเขานั้นแทบจะไม่มีคอขวดเลย เมื่อระดับความชำนาญถึงเกณฑ์ ย่อมจะทะลวงผ่านได้เองโดยธรรมชาติ
ทว่าสำหรับเพื่อนร่วมสำนักคนอื่นๆ นั้น แทบจะทุกระดับพลังล้วนมีด่านกั้น แม้แต่ผู้ที่มีพรสวรรค์สูงอย่างฮวาชิงซวง ตอนทะลวงผ่านยังต้องเผชิญกับอุปสรรค
ดังนั้นเม็ดยามังกรพยัคฆ์จึงมีแรงดึงดูดใจมหาศาลสำหรับเพื่อนร่วมสำนักในช่วงต้นและช่วงกลางของขอบเขตชักนำปราณ
คาดว่าหลังจากข่าวที่ข้าหลอมเม็ดยามังกรพยัคฆ์สำเร็จแพร่ออกไปในวันนี้ วันหน้ายอดเขาหานเย่ว์คงจะคึกคักไม่น้อย... ธรณีประตูถ้ำบำเพ็ญเพียรคงจะถูกคนเหยีบบจนสึกแน่นอน
จ้าวอู๋จีครุ่นคิดพลางมองเสี่ยวเยว่ที่เดินซอยเท้าถือถ้วยน้ำชาเข้ามา ปิ่นไม้ที่ปักอยู่บนผมนางดูจะบ่งบอกถึงความดีใจ ท่าน... เมื่อกี้ศิษย์พี่เหมาแอบยัดน้ำผึ้งวิญญาณให้ข้าห่อหนึ่งด้วยค่ะ... ข้า ข้าปฏิเสธไปแล้วแต่นางก็ยังยืนหยัดจะให้ข้าให้ได้
จ้าวอู๋จียิ้มอย่างใจเย็น งั้นก็รับไว้เถอะ นั่นคือความมีน้ำใจของนาง
ยามนี้สถานะของเด็กรับใช้ปรุงยาของเขาในสำนักถ้ำสวรรค์ ดูท่าว่าจะต้องขยับสูงขึ้นตามไปด้วยเสียแล้ว
ทว่านี่ก็นับว่าเขาได้นำเอาวิถีการรักษาโรคและสยบคอขวดในโลกปุถุชนมาใช้ในสำนักเซียนได้สำเร็จ
ในอดีตยามที่อยู่ในโลกปุถุชน เขาไม่ได้ต้องการทรัพย์สินเงินทองจากการรักษา เพียงแต่ต้องการตำราแพทย์โบราณและเหล้าเลิศรสเท่านั้น
ในยามนี้ที่อยู่ในสำนักถ้ำสวรรค์ เขาก็ยังสามารถหลอมยาเพื่อรับแขก และเรียกหาสิ่งของล้ำค่าจากสวรรค์เพื่อแลกเปลี่ยนกับเม็ดยาของเขาได้เช่นกัน
หากเป็นเช่นนี้ต่อไป เมื่อมีชื่อเสียงโด่งดังขึ้น การจะรวบรวมดอกตะวันพร่างเพื่อนำมาหลอมเม็ดยาทองหยกรัตนชาติใหม่ก็คงจะไม่ใช่เรื่องยากเกินฝัน
...
เป็นไปตามที่จ้าวอู๋จีปรารถนา
กลิ่นอายของยาในห้องหลอมยายังไม่ทันจางหาย ข่าวที่จ้าวอู๋จีหลอมเม็ดยามังกรพยัคฆ์ของเว่ยปั๋วหยางแห่งสมัยราชวงศ์ฮั่นตะวันออกได้สำเร็จ ก็แพร่สะพัดไปทั่วสำนักถ้ำสวรรค์ประดุจไฟลามทุ่ง
ทำให้บรรดาลูกศิษย์จำนวนมากพากันวิพากษ์วิจารณ์ และมีคนที่ไม่น้อยเลยที่รู้สึกเลื่อมใสในตัวเขา
ต่างพากันคิดว่าจ้าวอู๋จีแห่งยอดเขาหานเย่ว์คนนี้ช่างเก่งกาจเหลือล้น ไม่เพียงแต่วิชาควบคุมกระบี่จะเหนือชั้นราวกับเป็นผู้บำเพ็ญกระบี่ยุคปลายธรรม แม้แต่วิชาหลอมยาก็ยังยอดเยี่มเพียงนี้ ช่างน่าเจ็บใจที่เปรียบเทียบกันไม่ได้เลย
ภายในตำหนักเมฆาม่วง เมื่อเหยียนปั๋วเยวี่ยนนำเอาเม็ดยามังกรพยัคฆ์ชั้นเลิศออกมาอวด ก็ยิ่งสร้างความฮือฮาให้กับบรรดาศิษย์สืบทอดเป็นอย่างมาก แม้แต่บรรดาศิษย์สืบทอดที่จองหองถือดียังต้องประคองขวดยาเดินวนไปมาทั่วตำหนักถึงสามรอบ
เดิมทีผู้ที่เคยมีความรู้สึกเป็นศัตรูต่อศิษย์น้องจ้าวที่กำลังโดดเด่นในเวลานี้ ทัศนคติของพวกเขาก็เริ่มเปลี่ยนไปอย่างช้าๆ
ผู้ที่ถือกระบี่ในมือนั้น มักจะสร้างความหวาดระแวงและระวังตัวให้กับผู้อื่นได้ง่าย
ทว่าผู้ที่ถือเม็ดยาในมือนั้น กลับทำให้ผู้อื่นอยากจะเข้ามาใกล้ชิดและยกย่องเชิดชู
ส่วนผู้ที่ในมือข้างหนึ่งถือกระบี่และมืออีกข้างหนึ่งถือเม็ดยานั้น ย่อมจะทำให้ผู้อื่นยเกรงและให้ความเคารพเป็นสองเท่า จนไม่กล้าล่วงเกินโดยง่าย
...
เข้าสู่ยามค่ำคืน
ในช่วงยามสาม ปลายนิ้วของจ้าวอู๋จีพลันมีแสงวิญญาณวาบขึ้นมา เขาใช้จังหวะที่เสี่ยวเยว่ผู้เป็นเด็กรับใช้ปรุงยากำลังหลับสนิทจากการฝึกฝน ใช้วิชานำทางชักจูงพลังวิญญาณให้ซึมซาบเข้าสู่จุดตันเถียนของเสี่ยวเยว่ประดุจสายฝนในฤดูใบไม้ผลิที่หล่อเลี้ยงสรรพสิ่ง แล้วถักทอพลังวิญญาณที่กระจัดกระจายเหล่านั้นให้กลายเป็นตาข่าย
นี่ถือเป็นการแอบช่วยเหลือนางในทางอ้อม เพื่อผลักดันให้นางสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายพลังและเริ่มควบแน่นพลังวิญญาณได้สำเร็จ
การนำทางและปรับสมดุลอย่างละเอียดภายในร่างกายเช่นนี้ เรียกได้ว่าเป็นการจูงมือพาเสี่ยวเยว่บินขึ้นสู่จุดเริ่มต้นได้ทันที ซึ่งดีกว่าการกินเม็ดยามังกรพยัคฆ์ที่มีฤทธิ์ยารุนแรงไปถึงสิบเท่า เป็นสิ่งที่คนทั่วไปยากจะจินตนาการได้ถึง
เสี่ยวเยว่ที่กำลังหลับจนส่งเสียงกรนเบาๆ รู้สึกได้ว่าในจุดตันเถียนมีกระแสลมปราณอุ่นๆ ไหลเวียนไปมา
เหมือนมีกระต่ายวิญญาณวิ่งไล่จับหางของตนเองวนเป็นวงกลม
หรือเหมือนกับปลาตัวเล็กๆ ที่กำลังพ่นฟองอากาศอยู่ในทะเลเลมปราณ
จนถึงกับเกิดเป็นวงจรไหลเวียนจุดชีพจรได้เองโดยธรรมชาติ
ฮัดเชิ้ว
นางจามออกมาหนึ่งครั้งจนทำให้ตัวเองตกใจตื่น
เอ๊ะ... ข้า... ข้าฝึกฝนสำเร็จแล้วรึคะ
แววตาของนางดูจะไม่ค่อยกระจ่างใสเท่าใดนัก
ไหนว่ากันว่าผู้ที่มีพรสวรรค์ระดับรัศมีขาวอย่างนาง การจะสัมผัสกลิ่นอายพลังได้ต้องใช้เวลาฝึกฝนถึงหนึ่งร้อยวันยังไงล่ะ
นางเพิ่งจะนอนหลับมาได้เพียงเจ็ดวันเอง ยังเหลือนอนไม่พออีกตั้งเก้าสิบสามวันแน่ะ
นางหันกลับไปมองแผ่นหลังของจ้าวอู๋จีที่กำลังนั่งสมาธิอยู่บนเบาะรองนั่งฝั่งตรงข้าม เมื่อเห็นว่าผู้เป็นนายก็กำลังหลับอยู่เช่นกัน จึงรีบทิ้งความคิดที่ว่าจะไปแจ้งข่าวดี แล้วรีบแกล้งหลับต่อทันที
ทว่ากลับอดไม่ได้ที่จะแอบรวบรวมพลังวิญญาณที่เพิ่งได้มาใหม่ แล้วบิดเอาชายผ้าห่มให้กลายเป็นรูปกระต่ายตัวเล็กๆ อย่างสนุกสนาน
ทางด้านจ้าวอู๋จีเองก็ได้ใช้วิชามอบฝันลอบเข้าไปในความฝันแล้ว สัมผัสวิญญาณสายหนึ่งดุจดั่งควันสีฟ้านำพาไปตามกลิ่นอายของเม็ดยามังกรพยัคฆ์ที่มอบให้ในตอนกลางวัน เพื่อมุ่งหน้าไปพบกันในความฝันของหลี่ซืออวี่
ในอดีต สนมจางก็ใช้วิชามอบฝันในระดับนี้เพื่อเข้ามาในความฝันของเขาโดยอาศัยกลิ่นอาย
ยามนี้ เขาก็สามารถทำได้เช่นกัน
เพียงไม่นาน เจตจำนงของเขาก็สามารถจับกลิ่นอายของพระสนมหลี่ได้ และเข้าสู่ความฝันตามวิชาอาคม ผ่านด่านกั้นความฝันทั้งสามชั้นเข้าไป
ทันใดนั้นก็ได้ยินเสียงหอบหายใจดังแว่วมาตามอากาศ
ภาพในความฝันพลันบิดเบี้ยวอย่างรวดเร็ว
ภายในม่านมุ้งสีทองปรากฏเงาร่างของคนที่กำลังพัวพันกันอยู่
เสียงครางระเส่าและภาพลักษณ์ที่ทำให้เลือดลมสูบฉีดพลันพรั่งพรูเข้ามาในความนึกคิดของเขาในทันที
แย่แล้ว สิ่งสกปรกอะไรมาทำให้จิตสำนึกที่บริสุทธิ์ของข้าแปดเปื้อนกันเนี่ย...
จ้าวอู๋จีตกใจนัก จากนั้นก็มองภาพในความฝันด้วยความตกตะลึงอย่างถึงที่สุดเมื่อเห็นตัวเองอีกคนกำลัง...
ทำผิดไปแล้วล่ะ เขาไม่ใช่เมิ่งเต๋อเสียหน่อย......