- หน้าแรก
- ผู้บำเพ็ญยุคสิ้นธรรม
- บทที่ 80 หนึ่งกระบี่สยบเหล่ายอดฝีมือ ท่านประมุขยอดเขาเชิญพบยามมืดค่ำ
บทที่ 80 หนึ่งกระบี่สยบเหล่ายอดฝีมือ ท่านประมุขยอดเขาเชิญพบยามมืดค่ำ
บทที่ 80 หนึ่งกระบี่สยบเหล่ายอดฝีมือ ท่านประมุขยอดเขาเชิญพบยามมืดค่ำ
บทที่ 80 หนึ่งกระบี่สยบเหล่ายอดฝีมือ ท่านประมุขยอดเขาเชิญพบยามมืดค่ำ
"คะ?" ไต้จื่ออวิ๋นตกตะลึง "ทว่า......"
"จงทำตามที่อู๋จีบอกเถอะ" ในตอนนั้นเอง น้ำเสียงอันราบเรียบของท่านประมุขยอดเขาฮวาก็ดังขึ้น ไต้จื่ออวิ๋นที่กำลังจะโต้แย้งจึงจำต้องกลืนถ้อยคำเหล่านั้นกลับลงไป
ภายในห้องรับรองอีกฝั่งหนึ่ง
ศิษย์ทั้งสี่คนของยอดเขาเพลิงแดง ก็กำลังปรึกษาหารือกันถึงลำดับการออกประลองวรยุทธ์ที่กำลังจะเกิดขึ้น
เฟยหยุนท่าทางภูมิฐานลูบคลำหยกอัคคีในมือพลางเอ่ยออกมาอย่างมั่นใจ: "ทางฝั่งยอดเขาหานเย่ว์นั้น ย่อมต้องส่งไต้จื่ออวิ๋นออกมาเปิดฉากการรบก่อนแน่นอน เพราะถึงอย่างไรศิษย์น้องจ้าวนั่นก็เพิ่งจะเข้าสำนักมา ย่อมไร้ซึ่งประสบการณ์ในการประลองวรยุทธ์ ย่อมต้องคอยสังเกตการณ์อยู่ก่อนแน่"
เขาหันไปมองศิษย์น้องหญิงคนหนึ่งที่มีรูปร่างหน้าตาธรรมดาสามัญแล้วเอ่ยว่า "ศิษย์น้องเก๋อ ศิษย์น้องไต้คนนี้ไม่ใช่เรื่องที่ต้องกังวล เจ้าไม่จำเป็นต้องลงมือหนักเกินไปนัก มิจะกลายเป็นการทำลายขวัญกำลังใจของศิษย์น้องจ้าวที่อยู่ด้านหลังจนเตลิดไปเสียเปล่า
เผื่อว่าศิษย์น้องจ้าวตกใจจนไม่กล้าขึ้นสังเวียนประลองวรยุทธ์ขึ้นมา พวกเราก็คงไม่อาจทำภารกิจที่ท่านอาจารย์สั่งการมาให้สำเร็จลุล่วงได้"
เมื่อถ้อยคำนี้จบลง บรรดาคนรอบข้างต่างก็พากันหัวเราะร่า บรรยากาศดูจะผ่อนคลายลงเป็นอย่างมาก
ทว่าเมื่อเหลือบไปเห็นเงาร่างชุดสีแดงปรากฏขึ้นที่ประตูทางเข้าไม่ไกลนัก ทุกคนต่างก็พากันตกอยู่ในความเงียบงันประดุจจิ้งหรีดที่หวาดกลัวลมหนาว พยายามกลั้นยิ้มไว้บนใบหน้า
เฟยหยุนรีบแสร้งทำเป็นสีหน้าเคร่งขรึมแล้วเอ่ยตักเตือน: "ทุกท่าน จดจำไว้ให้ดี ห้ามประมาทข้าศึกเด็ดขาด!"
ทว่า เมื่อต้องเผชิญหน้ากับศิษย์น้องที่มีตบะเพียงขั้นชักนำปราณระดับสองที่เพิ่งสำนักเข้า และยังมีศิษย์น้องไต้ที่ไม่เก่งกาจด้านการประลองวรยุทธ์อีกคน การจะทำให้พวกเขารู้สึกประหนึ่งเผชิญหน้ากับศัตรูที่น่าเกรงขามได้นั้น ก็นับว่าเป็นเรื่องยากทางจิตใจอยู่เหมือนกัน......
...
ภายในตำหนักแสดงวรยุทธ์ แผ่นหินปูพื้นสีดำสะท้อนแสงเย็นจากเสาหยกเยือกแข็ง กลิ่นอายสังหารปกคลุมไปทั่วสารทิศ
บรรดาศิษย์สายตรงชุดน้ำเงินพากกันรุดมาที่นี่เกือบสิบคน เรียกได้ว่าความเข้มแข็งที่เป็นแกนหลักของถ้ำสวรรค์หลินหลางพากันมาเกือบครึ่งคอกเลยทีเดียว
ศิษย์พี่เหอที่เคยเป็นคนนำทางให้แก่จ้าวอู๋จีมาก่อน รวมถึงหลี่ซืออวี่ที่ในยามนี้ยังคงเป็นเพียงศิษย์ชุดเขียว ก็ได้เดินทางมาถึงที่นี่ด้วยเช่นกัน
"อู่!" เสียงสังข์อาคมดังกึกก้อง เป็นสัญญาณบ่งบอกว่าศิษย์ของทั้งสองฝ่ายที่เข้าร่วมการประลองวรยุทธ์ต้องเข้าสู่สนามประลองได้แล้ว
"อู๋จี......" ภายในห้องรับรองข้างสนาม สายตาอันหนาวเหน็บของฮวาชิงซวงจ้องมองไปยังร่างของจ้าวอู๋จีที่ลุกขึ้นยืนเตรียมจะเดินออกไป
"จงดูตามพละกำลังที่มีอยู่เถอะ ศิษย์พี่ของข้าคนนั้น...... วิธีการของนางเหี้ยมเกรี้ยวนัก"
น้ำเสียงของนางหยุดชะงักลงเล็กน้อย ในดวงตาทอแสงเย็นวาบออกมาพลางเอ่ยว่า "ไม่ว่าแพ้หรือชนะ ในยามยามจื่อ (23.00-01.00) ของค่ำคืนนี้...... จงมาช่วยข้าทะลวงผ่านระดับตบะวรยุทธ์ด้วย"
ร่างกายของจ้าวอู๋จีชะงักไปเล็กน้อย: "แบบนี้หมายความว่า......?"
แววตาของเขาดูตกใจ ทว่าเขาก็เข้าใจในความหมายที่ท่านประมุขยอดเขาฮวาสื่อออกมาได้ในทันที
ดูเหมือนว่าท่านประมุขยอดเขาคิดจะทะลวงผ่านเข้าสู่ขั้นชักนำปราณระดับสิบอีกครั้งในค่ำคืนนี้
การเชิญให้เขาไปร่วมสังเกตการณ์อยู่ข้างๆ นั้น หนึ่งคือเพื่อให้เขาคอยช่วยคุ้มกันอารักขาในการรับมือกับความเปลี่ยนแปลงต่างๆ สองคือนางอยากจะให้เขาได้รับประสบการณ์จากการสังเกตการณ์การทะลวงผ่านระดับด้วยตนเอง
สุดท้าย หากเขาพ่ายแพ้ไป ท่านประมุขยอดเขาฮวาก็จะไม่ได้ยอมก้มหัวให้แก่ประมุขยอดเขาเหยียนคนนั้นแต่อย่างใด ทว่าหลังจากที่ทะลวงผ่านระดับตบะวรยุทธ์สำเร็จแล้ว นางจะเป็นคนออกไปท้าประลองวิชาด้วยตนเองเลย
"ลูกศิษย์เข้าใจแล้ว"
จ้าวอู๋จีตอบรับด้วยรอยยิ้ม พลันเห็นเงาร่างแน่งน้อยเข้ามายืนประจำการอยู่ในสนามประลองแล้ว เขาจึงสะบัดแขนเสื้ออย่างเเรง แล้วเดินเข้าสู่สนามประลองวรยุทธ์อย่างมั่นคง ท่าทางสงบนิ่งร่มเย็นยิ่งนัก
ในยามที่อยู่นอกถ้ำสวรรค์ เขาสังหารผู้บำเพ็ญเซียนไปแล้วถึงสองคน ในจำนวนนั้นยังมีจั่วต้าจุนแห่งลัทธิกระดูกขาวที่เป็นยอดฝีมือขั้นชักนำปราณระดับสามรวมอยู่ด้วย
บวกกับพละกำลังและสมาธิจิตที่แน่วแน่ของมหาปรมาจารย์วรยุทธ์ ทำให้เมื่อเขาต้องมาเผชิญหน้ากับฉากการประลองวรยุทธ์เช่นนี้ จึงดูสงบนิ่งร่มเย็นเป็นอย่างยิ่ง
ทว่าในการรบครั้งนี้ เขาแสดงออกได้เพียงพละกำลังในขั้นชักนำปราณระดับสองเท่านั้น และจำต้องใช้เพียงเคล็ดวิชากระบี่น้ำแข็งเร้นลับในการต่อสู้กับฝ่ายตรงข้ามเท่านั้น
เว้นเสียแต่ว่าจะตกอยู่ในสถานการณ์ที่อันตรายถึงขีดสุด เขาถึงจะลอบใช้วิชาสะกดปราณที่ตรวจสอบได้ยากออกมา เพื่อปั่นป่วนกลิ่นอายภายในร่างกายของอีกฝ่าย
ในยามนี้ เมื่อเห็นเงาร่างของจ้าวอู๋จีเดินออกมา สายตาหลายคู่ภายในสนามประลองต่างก็พากันจับจ้องมาที่เขา พลางวิพากษ์วิจารณ์กันไปต่างๆ นานา
ดวงตาคู่งามของหลี่ซืออวี่เป็นประกายสั่นไหว เมื่อเห็นจ้าวอู๋จีที่มีท่วงท่าสงบนิ่งร่มเย็น ในใจก็พลันเกิดความเลื่อมใสขึ้นมา หลังจากที่ได้รับคำชี้แนะจากจ้าวอู๋จีแล้ว นางก็ยิ่งรู้สึกว่าศิษย์พี่คนนี้ช่างลึกลับจนไม่อาจคาดเดาได้
ถึงแม้จะได้เข้าสู่สำนักเซียนมาพร้อมๆ กัน และนางเองก็ได้บรรลุฐานะเข้าสู่ขั้นชักนำปราณระดับหนึ่งแล้ว ทว่าเมื่อเปรียบเทียบกับจ้าวอู๋จีที่ดูเจิดจรัสอยู่ในยามนี้นั้น เห็นได้ชัดว่านางยังคงห่างไกลจากเขามากนัก
ฝั่งตรงข้าม บรรดาศิษย์ของยอดเขาเพลิงแดงต่างก็พากันมองหน้ากันไปมา
"กลายเป็นศิษย์น้องจ้าวผู้นี้ที่ออกประลองก่อนรึ?" เฟยหยุนส่ายหน้าพลางหัวเราะร่า: "ดูเหมือนจะทำให้ศิษย์น้องเก๋อได้รับผลประโยชน์ไปง่ายๆ เสียแล้วล่ะมั้ง"
"ดูท่าคงไม่ต้องถึงขั้นให้ศิษย์พี่เฟยออกโรงเองแล้วล่ะ ศิษย์พี่หญิงเก๋อก็น่าจะจัดการภารกิจที่ท่านอาจารย์สั่งมาได้สำเร็จลุล่วงแล้วล่ะ"
"ก็นับว่าศิษย์น้องจ้าวผู้นี้ยังพอมีโชคอยู่บ้าง มิหากศิษย์พี่เฟยเป็นคนลงมือล่ะก็......"
ในขณะที่บรรดาลูกศิษย์กำลังวิพากษ์วิจารณ์กันอยู่นั้น ภายในสนามประลอง ผู้ดูแลที่ทำหน้าที่ดูแลความเป็นระเบียบเรียบร้อยก็ได้ประกาศเริ่มการประลองวรยุทธ์ขึ้นทันที
หลังจากที่เก๋อโยวหมิงและจ้าวอู๋จีต่างก็โค้งกายคำนับให้แก่กันเสร็จแล้ว นางก็เพิ่งจะเริ่มทำมือกดตราวิชาเพื่อเรียกใช้เครื่องรางวิเศษ "เปรี้ยง!" แสงกระบี่สายหนึ่งที่ประดุจหิมะสีขาวโพลนพลันแหวกผ่าอากาศพุ่งเข้าหาในทันที!
เสียงกระบี่ดังกึกก้องออกมาคำหนึ่ง แสงกระบี่ดูประหนึ่งม่านฝนที่โปรยปรายลงมาอย่างหนักหน่วงจนบังเกิดเป็นม่านแสงสีขาวโพลน ทอประกายแสงสีเงินออกมาเป็นสาย ประดุจแสงสีเงินที่พุ่งเข้าปะทะกับเก๋อโยวหมิง
ปราณกระบี่ยังแฝงไว้ด้วยไอเย็นที่หนาวเหน็บเสียดแทรกถึงกระดูก ประดุจเกล็ดหิมะที่ทอแสงระยิบระยับ ทำให้พื้นหินสีดำภายในสนามประลองพลันจับตัวเป็นน้ำแข็งสีขาวโพนในชั่วพริบตา
"เคล็ดวิชากระบี่น้ำแข็งเร้นลับ!? อีกทั้งยังเป็นวิชาพิรุณน้ำแข็งเร้นลับเหินเวหาภายในเคล็ดวิชากระบี่งั้นรึ?"
"กระบี่บินวิญญาณเยือกแข็ง?!"
ประมุขยอดเขาเหยียนหลานลุกขึ้นยืนตบโต๊ะดังสนั่น ที่วางแขนเก้าอี้พลัน "แกรก" แตกเป็นรอยร้าวสายหนึ่ง: "ฮวาชิงซวงถึงกับมอบกระบี่บินเล่มนี้ให้แก่ศิษย์ใหม่เลยรึ? อีกทั้งวิชาเหินกระบี่ของเขานี้......"
สีหน้าของประมุขยอดเขาเหยียนดูตกตะลึงเป็นอย่างมาก ภายในสนามประลองพลันเกิดเสียงเล่าอ้างดังเซ็งแซ่ไปหมด
กระสวยเพลิงแดงของเก๋อโยวหมิงเพิ่งจะลอยออกจากมือไปได้หนึ่่งคืบ ก็ถูกม่านฝนกระบี่ที่ปกคลุมไปทั่วท้องฟ้าแช่แข็งจนกลายเป็นก้อนน้ำแข็งก้อนหนึ่ง พลัน "เคร้ง" ร่วงหล่นลงพื้นในทันที
ในชั่วอึดใจต่อมา ปลายกระบี่บินวิญญาณเยือกแข็งก็ได้จ่ออยู่ที่ระหว่างคิ้วของนางแล้ว เกล็ดน้ำแข็งแผ่ซ่านไปตามสันจมูก หากขยับเข้าไปอีกเพียงครึ่งนิ้วก็นับว่ามันสามารถพุ่งทะลุศีรษะนางได้เลย
บรรดาผู้คนในสนามต่างพากันตกตะลึง
"นี่ นี่...... ข้า ข้ายอมพ่ายแพ้เเล้ว"
รูม่านตาของเก๋อโยวหมิงสั่นไหวอย่างรุนแรง เหงื่อเย็นที่ไหลซึมออกมาจากหน้าผากพลันถูกแช่แข็งเป็นน้ำแข็งในชั่วพริบตา
นางไม่มีแม้แต่โอกาสที่จะได้สำแดงวิชาอาคมใดๆ ออกมาเลยแม้แต่น้อย!
พวกปุถุชนนั้นมองดูความสนุกสนาน ทว่าเหล่ายอดฝีมือนั้นมองดูกระบวนท่า
ชั่วพริบตาที่กระบี่บินวิญญาณเยือกแข็งชะงักอยู่ที่ระหว่างคิ้วนี่เอง
บรรดาศิษย์ทั่วไปมองเห็นเพียงผลแพ้ชนะที่ปรากฏออกมาแล้วเท่านั้น
ทว่าบรรดาศิษย์สายตรงชุดน้ำเงินแต่ละคนต่างก็ใบหน้าขาวซีดด้วยความตกตะลึง วิชาวิถีเหินกระบี่ที่สามารถควบคุมกระบวนท่าได้อย่างคล่องแคล่วว่องไวเช่นนี้ ทักษะของมันเข้าสู่ระดับขีดสุดของผู้บำเพ็ญเพียรขั้นชักนำปราณระดับเริ่มต้นแล้วจริงๆ
"มิน่าล่ะท่านประมุขยอดเขาฮวาถึงกับมอบกระบี่บินวิญญาณเยือกแข็งให้แก่เขาเลยทีเดียว"
บนที่นั่งรับชม ศิษย์พี่เหอพึมพัมออกมาเบาๆ แววตาสั่นระริกด้วยความรู้สึกที่ซับโซน เขาเองก็คิดว่าตนเองเป็นอัจฉริยะคนหนึ่ง ทว่าเมื่อเปรียบเทียบกับศิษย์น้องจ้าวคนนี้แล้ว ความห่างชั้นของพวกเขามันช่างใหญ่หลวงนัก
"ขออภัยที่ล่วงเกิน"
จ้าวอู๋จีขยับนิ้วมือสะกิดเบาๆ กระบี่บินวิญญาณเยือกแข็งพลันหมุนคว้างกลับคืนมาอยู่ข้างกายประดุจเป็นอวัยวะส่วนหนึ่งของร่างกาย เขายืนหยัดอย่างทระนงตน
หลงเหลือเพียงเก๋อโยวหมิงที่ยืนนิ่งอยู่กับที่ เกล็ดน้ำแข็งที่จอนข้ายังไม่เลือนหายไป ท่าทางดูเศร้าสลดเสียใจเป็นอย่างมาก
ความแตกต่างระหว่างระดับตบะขั้นชักนำปราณระดับสามและสองนั้น พลังอาคมไม่ได้มีความแตกต่างกันมากมายนัก
ในช่วงเวลาเช่นนี้ สิ่งที่จะตัดสินพละกำลังในการต่อสู้ได้นั้นมักจะเป็นระดับความเชี่ยวชาญของวิชาอาคม การควบคุมเครื่องรางวิเศษ รวมถึงประสบการณ์ในการต่อสู้เสี่ยงตาย
และในทั้งสามสิ่งนี้ จ้าวอู๋จีล้วนแต่บรรลุถึงขั้นขีดสุดไปนานแล้ว
หนึ่งกระบี่สยบข้าศึก ช่างง่ายดายยิ่งนัก
ทว่าหนึ่งกระบี่นี้ กลับประดุจสายฟ้าฟาดที่พุ่งเข้าใส่ศิษย์คนอื่นๆ ที่สวมชุดเขียวและชุดน้ำเงินที่มาร่วมรับชมอยู่โดยรอบ ความรู้สึกตกตะลึงนั้นกว้างใหญ่ไพศาลนัก จนทำให้เสียงวิพากษ์วิจารณ์ดังขึ้นอย่างต่อเนื่องจนกระทั่งเก๋อโยวหมิงเดินลงจากสนามประลองไป เสียงนั้นก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะหยุดลงเลย
ส่วนเฟยหยุนที่เป็นผู้ที่จะออกสนามรบเป็นคนที่สองนั้น ในยามนี้กลับรู้สึกตกตะลึงและหวาดเกรงจนเริ่มเกิดความสับสนว้าวุ่นใจขึ้นมา ความรู้สึกสะเทือนขวัญในใจนั้นไม่ใช่เรื่องเล่นๆ เลย
เฟยหยุนเริ่มเกิดความลังเลใจ พยายามข่มความตื่นเต้นเอาไว้ เขารู้สึกว่าตนเองมีตบะวรยุทธ์ที่พอๆ กับเก๋อโยวหมิง ทว่าเขาก็ยังไม่อาจจะเอาชนะข้าศึกในระดับเดียวกันได้ภายในกระบวนท่าเดียวแน่นอน
"ต้องเป็นเพราะพละกำลังของกระบี่บินวิญญาณเยือกแข็งเล่มนั้นมันทรงพลังเกินไปแน่ๆ! ขอเพียงข้าสามารถมองกระบวนท่าของเขาให้ออก...... หลบเลี่ยงความเฉียบคมของมันไปได้ชั่วคราว"
ในเสี้ยวพริบตานั้น เขารีบก้าวถอยหลังไปครึ่งก้าว พลันเอ่ยปากสั่งการศิษย์ที่อยู่ข้างกายว่า: "ศิษย์น้องหลิว เจ้าจงออกไปทดลองฝีมือของเขาก่อนสิ!"
"ข้าเหรอ? คะ?" หลิวเซียงพลันรู้สึกเหงื่อกาฬไหลพรากไปทั่วแผ่นหลัง พละกำลังของเขาด้อยกว่าศิษย์พี่หญิงเก๋อไปตั้งมากนัก
ทว่าในยามนี้เขาก็ไม่กล้าที่จะขัดคำสั่งของศิษย์พี่เฟย จึงจำต้องทำใจดีสู้เสือเดินก้าวออกไป
"เปรี้ยง!"
เสียงกระบี่ยังไม่ทันจะขาดหาย แสงกระบี่ที่หนาวเย็นก็พุ่งมาถึงแล้ว!
หลิวเซียงรีบคำรามออกมาอย่างเร่งรีบพลันทำมือกดตราวิชา พลันปรากฏม่านพลังงูอัคคีที่ร้อนแรงพุ่งออกมาโอบล้อมรอบกายไว้!
"ฉึบ!" กระบี่บินวิญญาณเยือกแข็งพลันแปรเปลี่ยนจากม่านฝนน้ำแข็งที่ปกคลุมไปทั่วท้องฟ้า กลายเป็นแสงเทพสีขาวโพลนเพียงจุดเดียวในชั่วพริบตา
เคล็ดวิชา 'พิรุณน้ำแข็งเร้นลับเหินเวหา' แปรเปลี่ยนเป็นวรยุทธ์กระบี่ 'น้ำหยดลงหิน'
ถึงแม้หินจะแข็งแกร่งเพียงใด ทว่าน้ำหยดลงหินทุกวันหินก็ย่อมกร่อนไป
แสงเย็นวับเพียงจุดเดียวที่พุ่งเข้าใส่ประดุจจุดสุดท้ายของปลายเข็มนั้น ประดุจเข็มเร้นลับวิญญาณเยือกแข็งที่พุ่งตกลงมาจากฟากฟ้า พุ่งทะลวงเข้าใส่โล่เพลิงเพลิงได้ในพริบตาเดียว
ปลายกระบี่ทอแสงเย็นเยือกถึงขีดสุด หยุดชะงักอยู่ที่เบื้องหน้าลำคอของหลิวเซียงเพียงสามนิ้วเท่านั้น
หากพุ่งเข้าไปอีกเพียงนิดเดียว ก็นับว่าเลือดนองไปห้าก้าวได้เลย!
"ขออภัยที่ล่วงเกิน"
จ้าวอู๋จียืนเอามือไขว้หลัง ปลายนิ้วสะกิดเบาๆ กระบี่บินวิญญาณเยือกแข็งก็หมุนคว้างกลับคืนมาประดุจเป็นอวัยวะส่วนหนึ่งของร่างกาย
หนึ่งกระบี่ และก็เป็นอีกหนึ่งกระบี่ที่เอาชนะข้าศึกได้!
ลูกไฟและงูอัคคีที่แตกสลายไปนั้นสาดกระจายไปทั่วสนามประลอง ร่องรอยของเกล็ดน้ำแข็งที่แผ่ขยายไปบนพื้นดินยังไม่ทันจะเลือนหายไปเลยด้วยซ้ำ
ภายในชั่วพริบตา ทั่วทั้งสนามก็นิ่งเงียบไปประดุจเป่าสาก
หลิวเซียงลูกกระเดือกขยับไปมา เหงื่อเย็นที่ไหลออกมาถูกแช่แข็งเป็นน้ำแข็ง ปากคอแห้งผากจนแทบจะหาที่ซุกหน้าไม่ได้เลยทีเดียว
กระบี่บินวิญญาณเยือกแข็งเมื่ออยู่ในมือของจ้าวอู๋จี ผสมผสานเข้ากับเคล็ดวิชาศัสตรากระบี่น้ำแข็งเร้นลับ ท่วงท่าของกระบี่ที่แผ่ขยายออกไปประดุจม่านฝนน้ำแข็งที่ทรงพลัง ประดุจดวงดาวน้ำแข็งที่ปกคลุมไปทั่วท้องฟ้า ยากที่จะป้องกันได้ เมื่อรวมเข้าหากันก็ดูประหนึ่งดาวตกที่พุ่งลงสู่พื้นดิน เพียงจุดเดียวก็สามารถทำลายหมื่นวิชาได้ พุ่งทะลายไปอย่างไร้เทียมทาน
นี่คือระดับความเข้มข้นขั้นสูงสุดของเคล็ดวิชากระบี่น้ำแข็งเร้นลับ ทว่ามันกลับเป็นเพียงระดับพื้นฐานเริ่มต้นของสุดยอดวิชาเจ็ดสิบสองตี้ซาจำพวกวิชาศัสตรากระบี่เท่านั้นเอง
บรรดาศิษย์ชุดเขียวและชุดน้ำเงินจำนวนมากที่เข้ามารับชมการต่อสู้ ต่างพากันลุกขึ้นยืนรับชมการประลองด้วยความตื่นเต้นไปตามๆ กัน
ต่อให้เป็นศิษย์สายตรงชุดน้ำเงินที่เป็นผู้บำเพ็ญเพียรขั้นชักนำปราณช่วงกลางส่วนน้อย ต่างก็พากันแสดงสีหน้าที่เคร่งขรึมและพยายามกลั้นลมหายใจ สายตาที่จ้องมองมายังจ้าวอู๋จีนั้นเต็มไปด้วยความตกตะลึงและประหลาดใจยิ่งนัก
ก่อนหน้านี้มีเสียงเล่าอ้างกันว่า จ้าวอู๋จีใช้เวลาเพียงสองเดือนในการทะลวงผ่านระดับเข้าสู่ขั้นชักนำปราณระดับสองได้นั้น จะต้องได้รับโอสถจำนวนมหาศาลจากประมุขยอดเขาฮวาประเคนมาให้จนพูนหัวแน่นอน!
ทว่าในวันนี้ด้วยกระบี่ทั้งสองสายนี้ กลับพุ่งเข้าทำลายล้างความสงสัยทั้งหมดลงได้จนหมดสิ้น อีกทั้งยังสำแดงบารมีของศิษย์สายตรงออกมาได้อย่างน่าเกรงขาม ท่วงท่าของกระบี่นั้นช่างงดงามและล้ำลึกประดุจเข้าสู่ขอบเขตที่เหนือธรรมดาไปแล้ว
ณ ใจกลางสนามประลอง จ้าวอู๋จีเอามือไขว้หลังพลางเก็บกระบี่ กระบี่บินวิญญาณเยือกแข็งหมุนวนไปมารอบกายประดุจเป็นมังกรหิมะที่รายล้อมอยู่รอบตัว สำแดงอำนาจบารมีของกระบี่บินวิญญาณเยือกแข็งในอดีตยามที่มันอยู่ในมือของท่านประมุขยอดเขาฮวาออกมาได้อย่างสง่างาม ผู้บำเพ็ญเพียรในระดับเดียวกัน ยากที่จะต้านทานความเฉียบคมของมันได้!
ในยามนี้ เฟยหยุนที่เพิ่งจะได้รับการพ่ายแพ้จากกระบี่ทั้งสองสายนี้จนความมั่นใจทั้งหมดที่มีมลายหายไปจนสิ้น ก็ได้เดินเข้าหาประมุขยอดเขาเพลิงแดงเหยียนหลานด้วยความเศร้าสร้อยเพื่อสอบถามวิธีรับมือ
"ในยามนี้เจ้ารู้จักการห้ามประมาทข้าศึกแล้วรึ?"
เหยียนหลานถึงแม้สีหน้าจะดูสงบเงียบ ทว่าสายตาที่จ้องมองไปยังจ้าวอู๋จีที่ยืนนิ่งอยู่กลางสนามประลองนั้น ในใจกลับสั่นสะเทือนขึ้นมาอย่างหนักหน่วงและบังเกิดกลิ่นอายสังหารที่ทรงพลังล้นทะลักออกมา
เจ้าเด็กคนนี้ หากปล่อยให้มันเติบโตต่อไปล่ะก็......