- หน้าแรก
- ผู้บำเพ็ญยุคสิ้นธรรม
- บทที่ 77 สังหารแรกของศิษย์สายตรง ความตกตะลึงของจักรพรรดิ
บทที่ 77 สังหารแรกของศิษย์สายตรง ความตกตะลึงของจักรพรรดิ
บทที่ 77 สังหารแรกของศิษย์สายตรง ความตกตะลึงของจักรพรรดิ
บทที่ 77 สังหารแรกของศิษย์สายตรง ความตกตะลึงของจักรพรรดิ
จ้าวอู๋จีขับเคลื่อนนกเอี้ยงให้พุ่งทะยานเข้าหาพิกัดของกลิ่นอายนั้น กระบี่บินวิญญาณเยือกแข็งในแขนเสื้อพลันร่วงหล่นลงมาอย่างเงียบเชียบ แววตาของเขาเยือกเย็นประดุจน้ำค้างแข็ง
ผ่านมุมมองสายตาของนกเอี้ยง ในไม่ช้าเขาก็เห็นภายในหุบเขาที่เต็มไปด้วยม่านหมอกหนาตานั้น มีซากโครงกระดูกสัตว์พูนอยู่เป็นเนินเขา เงาร่างกำยำที่คุ้นเคยสายหนึ่งนั่งขัดสมาธิอยู่บนกองกระดูก ภายใต้หมวกคลุมนั้นดวงตาโลหิตทอแสงประดุจสายฟ้าฟาด กลิ่นอายสังหารพุ่งทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า
"ก๊ก" นกเอี้ยงร้องออกมาด้วยความตกใจพลันขยับปีกพริ้วไปมา พยายามจะหลบหนีไปด้วยความตระหนกตกใจ
"หือ?"
จั่วต้าจุนหันหน้ามา ดวงตาคู่งามนั้นที่เต็มไปด้วยเส้นเลือดฝอยที่น่าตกใจกวาดตามองมาที่นกเอี้ยงแวบหนึ่ง ในใจพลันเกิดลางสังหรณ์บางอย่างขึ้นมา พลันมีความรู้สึกไม่เป็นสิริมงคลผุดขึ้นมาในใจ
เกือบจะในชั่วพริบตานี้เอง แสงกระบี่ที่มีความเร็วไม่อาจหาใดเปรียบ ก็พุ่งทะลายฝ่าความว่างเปล่าเข้ามา
"ย้าก!"
จั่วต้าจุนสะบัดชุดคลุมสีดำอย่างบ้าคลั่ง ร่างกายพุ่งถอยหลังไปอย่างรวดเร็ว
ทว่าแสงกระบี่นั้นกลับหมุนคว้างอยู่กลางอากาศ เปลี่ยนแปลงวิถีไปมาอย่างคล่องตัว ประดุจงูเงินที่พุ่งเข้าพันร่าง
"ฉึก" ชุดคลุมสีดำประดุจปีกผีเสื้อที่แตกกระจายอยู่กลางอากาศ รวมถึงกองกระดูกรอบกายต่างก็ถูกผ่าออกเป็นสองซีก
เงาร่างของจั่วต้าจุนที่พุ่งถอยหลังไปนั้นบิดเบี้ยวผิดรูปไปในม่านแสงกระบี่ ประดุจจักจั่นลอกคราบ กระบี่ที่ควรจะฟันเข้าที่ลำคอนั้น กลับทิ้งไว้เพียงรอยเลือดที่ลึกจนเห็นกระดูกที่หัวไหล่ของเขาเท่านั้น!
"จงอยู่ที่นี่เถอะ!"
ในชั่วพริบตานี้เอง ม่านหมอกในหุบเขาก็สั่นสะเทือนขึ้นมา เงาร่างของจ้าวอู๋จีที่สวมชุดคลุมอาคมชุดน้ำเงินก็ได้เหินเวหามาถึงแล้ว เส้นผมพริ้วไหวไปตามแรงลม ปลายนิ้วทำมือกดตราวิชากระบี่เปลี่ยนแปลงไปมาระรัว
กระบี่บินวิญญาณเยือกแข็งส่งเสียงกึกก้องออกมาคำหนึ่ง แสงกระบี่พุ่งทะยานขึ้นจากพื้นดิน ทั้งจริงและลวงสลับกันไปมา ประดุจหิมะที่โปรยปรายลงมาอย่างหนักหน่วงจนบังเกิดเป็นม่านแสงสีขาวโพลน ปราณกระบี่อันหนาวเหน็บที่น่าหวาดกลัวเข้าปกคลุมร่างของจั่วต้าจุนไว้
"แครก แครก" มวลพฤกษาในรัศมีสิบวา พลันแข็งตัวเป็นน้ำแข็งในชั่วพริบตา!
จั่วต้าจุนรู้สึกประหนึ่งว่าตนเองตกลงไปในบ่อน้ำแข็ง ข้อต่อทั่วร่างประดุจถูกรดรินด้วยน้ำแข็งเร้นลับ กล้ามเนื้อและกระดูกเจ็บปวดรวดร้าวประหนึ่งจะแตกสลาย ขาทั้งสองข้างไม่รู้ว่าถูกปราณกระบี่ที่เล็กละเอียดประดุจขนวัวที่แฝงไว้ด้วยความหนาวเหน็บแทรกซึมเข้าไปตั้งแต่เมื่อไหร่
เขารีบเรียกเครื่องรางวิเศษออกมาป้องกันตัว พลันเงยหน้าขึ้นด้วยความรีบร้อน เมื่อเห็นชุดคลุมสีน้ำเงินที่เป็นเอกลักษณ์และเปี่ยมไปด้วยพลังวิญญาณอันทรงพลังนั้น สีหน้าของเขาก็พลันแปรเปลี่ยนไปอย่างน่าหวาดกลัว
"ถ้ำสวรรค์หลินหลาง ศิษย์สายตรงชุดน้ำเงิน?!"
...
"ถ้ำสวรรค์หลินหลาง ศิษย์สายตรงชุดน้ำเงิน?!"
รูม่านตาของจั่วต้าจุนหดตัวลงด้วยความตกตะลึง ในใจประดุจมีก้อนน้ำแข็งเร้นลับตกลงมาอย่างแรง
ผู้บำเพ็ญเพียรขั้นชักนำปราณช่วงกลาง! ไฉนจึงมาดักสังหารเขาที่นี่ได้กัน?!
ยังไม่ทันจะได้ครุ่นคิดอะไรมากนัก เขาก็รีบเรียกเครื่องรางวิเศษออกมา แส้กระดูกขาวซีดพุ่งออกมาประดุจงูพิษที่พุ่งออกจากถ้ำ กลิ่นอายพิฆาตพุ่งพล่าน!
ทว่าแสงกระบี่ที่เฉียบคมนั้นประดุจมังกรและงูที่พริ้วไหว พุ่งเข้าจู่จอประดุจสายฟ้าฟาด แสงกระบี่ยังไม่ทันจะมาถึง ความหนาวเหน็บก็เข้าแทรกซึมถึงกระดูกถึงสามส่วนแล้ว
จั่วต้าจุนเคลื่อนที่ได้ไม่สะดวกนัก จึงคำรามออกมาคำหนึ่งแล้วกลิ้งตัวไปบนพื้น ขาทั้งสองข้างที่แข็งทื่อนั้นส่งเสียงกระดูกแตกหักดังสนั่นออกมาในทันที
ถึงแม้นางจะหลบได้รวดเร็ว ทว่าแสงกระบี่นั้นกลับพริ้วไหวไปมาประดุจเส้นไหมที่แยกตัวออกในชั่วพริบตา แปรเปลี่ยนเป็นปราณกระบี่น้ำแข็งหลายสายอยู่กลางอากาศ
ปราณกระบี่พุ่งเข้าหา ทำให้ผู้คนรู้สึกถึงพลังทำลายล้างที่ไม่อาจหาใดเปรียบได้
"อ๊าก"
จั่วต้าจุนส่งเสียงกรีดร้องออกมาคำหนึ่ง ขาข้างหนึ่งถูกแสงกระบี่ฟันจนขาดสะบั้น เลือดที่สาดกระเซ็นลงบนพื้นยังไม่ทันจะเข้าสู่พื้นดินก็จับตัวเป็นน้ำแข็งไปเสียแล้ว
ฟึ่บ!!
อีกด้านหนึ่ง แส้กระดูกได้แปรสภาพกลายเป็นฝูงหมาป่ากระดูกที่ดุร้ายและประหลาดตา พากันอ้าปากที่ดุร้ายเผยให้เห็นเขี้ยวที่น่าหวาดกลัว พุ่งเข้ามากัดกินจ้าวอู๋จี
"ตูม!"
จ้าวอู๋จียืนหยัดอย่างมั่นคง ทว่าภายนอกร่างกายกลับพลันปรากฏโล่เกราะหวายที่ทอแสงสีเขียวฉายชัดออกมา หมุนวนไปมาเพื่อปิดกั้นและกระแทกเข้าใส่ฝูงหมาป่ากระดูกสาดกระเด็นไป
มือกดตราวิชากระบี่ในมือของเขาเปลี่ยนไป กระบี่บินวิญญาณเยือกแข็งพลันแปรเปลี่ยนเป็นปราณกระบี่ที่โปรยปรายประดุจหยาดฝนพุ่งเข้าหาจั่วต้าจุนในชั่วพริบตา
จั่วต้าจุนตกใจมากจึงกัดปลายลิ้นพ่นเลือดออกมา แสงสีเลือดที่ชุดเกราะบนร่างสั่นไหวพลันแปรเปลี่ยนเป็นม่านพลังแสงโลหิต เข้ามาป้องกันปราณกระบี่ที่เฉียบคมและโปรยปรายการหยาดฝนเหล่านั้นเอาไว้
เสียง "เป๊าะ" ดังขึ้นเบาๆ
ม่านพลังแสงโลหิตแตกสลายลงในชั่วพริบตา
"ท่านเซียนโปรดไว้ชีวิต ไไฉนจึงต้องบีบคั้นกันถึงเพียงนี้ด้วย? ข้าเพียงแค่มาพักรักษาตัวที่นี่ ไม่ได้ทำร้ายผู้ใดเลย......"
วิชาอาคมของจั่วต้าจุนถูกทำลายไปจนสิ้น ใบหน้าขาวซีดประดุจกระดาษทอง จึงรีบพูดยอมจำนนเพื่อร้องขอชีวิตอย่างรวดเร็ว
"หนวกหู!"
แววตาของจ้าวอู๋จีประดุจบ่อน้ำลึกที่หนาวเหน็บ มือกดตราวิชากระบี่เปลี่ยนไปอย่างกะทันหัน
"เปรี้ยง!"
กระบี่บินวิญญาณเยือกแข็งพุ่งแหวกอากาศมาถึงแล้ว กลิ่นอายสังหารประดุจน้ำค้างแข็งที่หนาวเหน็บ ทำให้จั่วต้าจุนรู้สึกประหนึ่งตนเองพลัดตกลงไปในบ่อน้ำแข็ง ลมหายใจติดขัด ทำได้เพียงใช้กรงเล็บทั้งสองข้างประสานกันไว้
ยันต์กระดูกขาวถูกสร้างขึ้นมาอย่างเร่งรีบ
"เพล้ง!"
เงากรงเล็บและแสงกระบี่ที่เข้าปะทะกันพลันแตกกระจายในทันที ปราณกระบี่น้ำแข็งพุ่งทะลุผ่านร่างกายไป
ร่างกายของเขาสั่สะเทือนอย่างรุนแรง แววตาเริ่มพร่ามัวปนกับความมืดมิด ที่หน้าผากยาวลงไปจนถึงคางปรากฏรอยเลือดสายหนึ่งที่มีเกล็ดน้ำแข็งเกาะกุมอยู่ เขาหงายหลังล้มลงบนพื้น เกล็ดน้ำแข็งปิดลำคอจนสิ้นใจ
ชั่วพริบตาเดียวเพียงไม่กี่กระบวนท่า จั่วต้าจุนแห่งลัทธิกระดูกขาวที่มีตบะขั้นชักนำปราณระดับสาม ต่อให้จะใช้วิชาอาคมทั้งหมดที่มีออกมาแล้ว ทว่าสุดท้ายก็ยังต้องจบชีวิตลงด้วยความแค้นเคือง
เมื่อเปรียบเทียบกับศึกในเมืองหลวงในอดีตแล้ว พละกำลังของจ้าวอู๋จีในยามนี้นับว่าแข็งแกร่งขึ้นมาก หากมีจั่วต้าจุนโผล่มาอีกคน ในวันนี้ก็คงไม่อาจหนีพ้นวิบากกรรมไปได้แน่นอน
เขาจ้องมองดูแส้กระดูกที่ตกลงบนพื้น สัมผัสวิญญาณรับรู้ได้ถึงดวงวิญญาณหยินของจั่วต้าจุนที่พุ่งออกมาจากร่างกาย
ในตอนนั้นเขาจึงทำมือกดตราใช้วิชาติดต่อวิญญาณ แบ่งจิตวิญญาณออกมาเป็นสองสาย สายหนึ่งแปรเปลี่ยนเป็นวายุหยินสายหนึ่ง พุ่งเข้าหาดวงวิญญาณหยินของอีกฝ่าย
ด้วยจิตวิญญาณที่ได้รับการเสริมแกร่งจากการยืดอายุขัยของลูกปัดหยินในยามนี้ของเขานั้น ย่อมแข็งแกร่งกว่าอีกฝ่ายมากนัก
ดวงวิญญาณหยินของจั่วต้าจุนไม่อาจขัดขืนได้แม้เพียงนิด ก็ถูกจิตวิญญาณวายุหยินของเขาพันธนาการไว้ แล้วรีบเข้าไปสำรวจความทรงจำในระยะสั้นภายในดวงวิญญาณหยินนั้น
ที่แท้หลังจากที่อีกฝ่ายหลบหนีออกจากเมืองหลวงในวันนั้น ก็ไม่ได้เดินทางไปไกลนัก เพราะรู้ดีว่าจักรพรรดิแห่งแคว้นเสวียนสามารถใช้พลังมังกรจากชีพจรมังกรในการติดตามหาพิกัดของผู้บำเพ็ญเพียรได้
ดังนั้น จั่วต้าจุนผู้นี้จึงได้หลบหนีไปยังสุสานร้างนอกเมืองหลวง ขุดหลุมฝังศพเข้าไปหลบซ่อนตัว อาศัยกลิ่นอายความตายในสุสานร้างในการปกปิดพลังชีวิต และใช้วิชาละสังขตธาตุของลัทธิกระดูกขาวในการแสร้งตายเพื่อรักษาอาการบาดเจ็บ
จนกระทั่งเมื่อครึ่งเดือนก่อน อาการบาดเจ็บของเขาฟื้นตัวขึ้นมา จึงได้ปีนออกมาจากหลุมศพ ไม่กล้าที่จะบุกเข้าไปในเมืองหลวงโดยการรุกรานอีก ทว่าก็ยังไม่ยอมตัดใจจากเบาะแสของแผนที่ซ่อนสุรา
ดังนั้นเขาจึงได้ส่งข่าวกลับไปยังลัทธิเพื่อขอความช่วยเหลือ ในขณะเดียวกันก็ออกล่าสัตว์อสูรในบริเวณภูเขาแถวนี้เพื่อใช้เลือดในการฝึกฝนเพื่อรักษาความแจ่มใสของจิตวิญญาณและตบะวรยุทธ์ให้คงที่
"ราชวงศ์แคว้นเสวียน ถึงกับมีวิธีการติดตามด้วยพลังมังกรจากชีพจรมังกรด้วยรึ?"
หลังจากจ้าวอู๋จีสำรวจความทรงจำในระยะสั้นในดวงวิญญาณหยินของจั่วต้าจุนเสร็จแล้ว ก็รู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย และได้รับรู้ถึงวิธีการของราชวงศ์แคว้นเสวียนในมุมมองใหม่ขึ้นมา
ลอบโชคดีที่ตอนนั้นตนเองสังหารหัวหน้าขันทีและผู้บำเพ็ญเพียรจากถ้ำสวรรค์ไปแล้ว รีบใช้วิชาชักนำสลายกลิ่นอายออกไปจนหมด
มิในยามนี้เกรงว่าคงไม่ได้รับโอกาสในการกลายเป็นศิษย์สายตรงของถ้ำสวรรค์หลินหลางแน่
เขาเข้าไปสำรวจความทรงจำในอดีตที่พร่ามัวของอีกฝ่ายอีกเล็กน้อย
รับรู้ได้เลือนรางว่าลัทธิกระดูกขาวนั้นหมายมั่นปั้นมือว่าจะต้องได้สุราสี่สมบัติแคว้นเย่หลางมาครองให้ได้
เบื้องหลังดูเหมือนจะมีผู้บำเพ็ญเพียรระดับสูงภายในถ้ำสวรรค์กระดูกขาวคอยบงการอยู่ ปริศนาของหินสลายสุรานั้น เกรงว่ามันจะมีความเกี่ยวพันที่ลึกซึ้งยิ่งกว่านี้เสียอีก......
"จั่วต้าจุนผู้นี้ ได้ส่งข่าวขอความช่วยเหลือไปยังต้าจุนขวาแห่งลัทธิกระดูกขาวเมื่อสิบวันก่อนแล้ว...... ดูจากเวลาแล้ว กำลังเสริมควรจะมาถึงแล้วล่ะมั้ง"
จ้าวอู๋จีครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ในใจพลันมีความคิดแวบขึ้นมา มุมปากหยักยิ้มออกมาจางๆ
จั่วต้าจุนที่ตายไปแล้วคนนี้ ยังคงมีมูลค่าในการใช้ประโยชน์ได้อีกมาก บรรดากำลังเสริมที่กำลังเดินทางมาถึงเหล่านั้น ก็ไม่จำเป็นต้องให้เขาเป็นคนลงมือแก้ไขเองก็ได้
"วิถีทางจำพวกที่ตีลูกพี่แล้วลูกน้องโผล่ออกมาแบบนี้ ข้าไม่ชอบหรอก ยกให้เป็นหน้าที่ของราชวงศ์แคว้นเสวียนกับผู้อาวุโสอวี๋คนนั้นก็แล้วกัน
เครื่องรางวิเศษเหล่านี้ล้วนแต่เป็นของที่ข้าแย่งชิงมาได้ ทว่าข้าก็ใช้งานมันไม่ได้ ก็นำไปแลกเป็นทรัพยากรได้อย่างสง่าผ่าเผยก็แล้วกัน"
จ้าวอู๋จีปล่อยให้ดวงวิญญาณของจั่วต้าจุนมลายหายไป แล้วเก็บกระบี่บินวิญญาณเยือกแข็งเข้าที่
จากนั้นก็เก็บรวบรวมเครื่องรางวิเศษและสิ่งของต่างๆ บนร่างของอีกฝ่ายมา ส่วนศพนั้นเขาก็แค่ตัดศีรษะออกมาแล้วใช้เสื้อผ้าของอีกฝ่ายห่อกลับไปด้วย
เขามองดูเครื่องรางวิเศษกระดูกขาวที่มีที่มาจากจ้าววิญญาณหยกดำ อดไม่ได้ที่จะนิ่วหน้าแล้วหัวเราะเบาๆ
วนไปวนมา ท้ายที่สุดของสิ่งนี้ก็กลับมาอยู่ในมือของเขาอีกครั้งจนได้
จ้าวอู๋จีจัดการเรื่องต่างๆ เสร็จอย่างเรียบง่ายแล้ว จึงรีบใช้วิชาชีพจรเดินทางจากไปอย่างรวดเร็ว
หลังจากที่เขาจากไปได้ไม่นาน
เสียงร้องไห้กวนประสาท "ก๊ก ก๊ก" ดังมาจากในป่า เป็นเจ้านกเอี้ยงที่พุ่งหนีตกใจไปก่อนหน้านี้นั่นเองที่วกกลับมาอีกครั้ง อีกทั้งข้างกายยังมีนกเอี้ยงตัวเมียอีกไม่กี่ตัวคอยบินวนเวียนอยู่รอบๆ พากันสอดส่องมองเข้าไปในหุบเขา พลางส่งเสียงร้องกวนประสาทไม่หยุด
ผ่านไปไม่นาน ภายในผืนป่าก็ส่งเสียงดังตะกุกตะกักขึ้นมา มีสัตว์ป่าพากันพุ่งออกมาอย่างรวดเร็ว ในนั้นมีสุนัขจิ้งจอกสีขาวตัวหนึ่งที่ดูโดดเด่นสะดุดตาเป็นอย่างมาก
ข้างกายสุนัขจิ้งจอกสีขาวนั้นไม่ได้มีเพียงสุนัขจิ้งจอกตัวอื่นๆ คอยรายล้อมอยู่เท่านั้น ทว่ายังมีเสือลายพาดกลอนตัวใหญ่ที่มีท่าทางหมอบราบเดินตามมาด้วย การรวมตัวของฝูงสัตว์เช่นนี้ ดูประหลาดตาเป็นอย่างยิ่ง
สุนัขจิ้งจอกสีขาวพุ่งออกมาจากราวป่า พุ่งเข้าไปหาศพที่ไร้ศีรษะนั้น ในดวงตาสีทองปรากฏความสะใจออกมาสามส่วน และความแค้นเคืองอีกเจ็ดส่วน
มันรีบหันหลังกลับไปส่งเสียง "ฉิว ฉิว" สองสามคำ ดั่งเป็นการบอกใบ้ว่าในตอนนี้ปลอดภัยแล้ว
นับแต่มันพากันพาพรรคพวกสุนัขจิ้งจอกหลบหนีมายังที่พักพิงในบริเวณแถวนี้แล้ว เดิมทีก็มีความสงบสุขมาชั่วระยะเวลาหนึ่ง กระทั่งยังสามารถเป็น "เจ้าป่า" ร่วมกับพรรคพวกในป่ารอบด้านได้อย่างสมัครสมานสามัคคีกันเป็นอย่างดี
นึกไม่ถึงว่าเร็วๆ นี้กลับมีผู้บำเพ็ญเพียรที่เป็นมนุษย์ที่ร้ายกาจคนหนึ่งโผล่มา เที่ยวไล่สังหารสัตว์ป่าไปทั่วผืนป่า ทำให้พวกมันต้องพากันหวาดระแวง ใช้ชีวิตอยู่อย่างยากลำบาก
ในวันนี้ผู้บำเพ็ญเพียรใจทรามผู้นั้น ในที่สุดก็ถึงแก่ความตายเสียที
สุนัขจิ้งจอกสีขาวส่งเสียงร้องให้แก่เจ้านกเอี้ยงที่กำลังส่งเสียงร้องเพื่อทวงความดีความของ สอบถามดูว่าผู้บำเพ็ญเพียรอีกคนที่เป็นผู้สังหารผู้บำเพ็ญเพียรใจทรามคนนี้ลง มีลักษณะท่าทางเป็นอย่างไรกันแน่
ถึงเจ้านกเอี้ยงจะมีสติปัญญาอยู่บ้าง ทว่ามันกลับเอาแต่ขยับปีกพริ้วไปมาพลางส่งเสียงร้องออกมาอย่างน่าประหลาด:
"ป๋า...... ป๋า...... หลินหลาง ป๋า......"
"ผู้บำเพ็ญเพียรจากถ้ำสวรรค์หลินหลางรึ?"
สุนัขจิ้งจอกสีขาวที่ดูคล่องแคล่วว่องไวนั้นขนสีเงินทั่วร่างร่วงโรยลงมา ในดวงตาปรากฏความแค้นเคืองขึ้นมา
สุนัขจิ้งจอกเฒ่าตัวนั้น ตายอยู่ในน้ำมือของปีศาจนางพญาที่เดินออกมาจากถ้ำสวรรค์หลินหลางนั่นเอง
...
หลังจากผ่านไปหนึ่งชั่วยาม
ในยามนี้ท้องฟ้ามืดค่ำลงแล้ว ณ พระราชวังเพิ่งไหล แคว้นเสวียน
ในยามนี้มีแสงไฟส่องสว่างโชติช่วง
จักรพรรดิจางเจาหมิงแห่งแคว้นเสวียนตบมือพลางหัวเราะร่า แขนเสื้อลายมังกรสะท้อนแสงเทียนเป็นประกายวาววับ จ้องมองดูศีรษะที่วางอยู่บนโต๊ะฝั่งตรงข้ามและเครื่องรางวิเศษอีกไม่กี่ชิ้น พลางตบมือชื่นชมออกมา
"ท่านหมอจ้าวเอ๋ยท่านหมอจ้าว ในยามนี้ข้าไม่ควรจะเรียกเจ้าว่าท่านหมอจ้าวแล้วล่ะมั้ง ควรจะเรียกเจ้าว่าศิษย์น้องจะดีกว่า"
เขาชูจอกสุราขึ้นมา: "ข้าได้ยินมาว่า เจ้าใช้เวลาเพียงสองเดือนก็ทะลวงผ่านเข้าสู่ภาระระดับสอง ได้สวมชุดน้ำเงินเข้าสู่ทำเนียบศิษย์สายตรง ไม่เสียแรงที่เป็นเมล็ดพันธุ์เซียนระดับสูงที่ท่านประมุขยอดเขาฮวาให้การยอมรับและคุ้มครอง ฮ่าๆๆ"
ในระหว่างที่เขาหัวเราะร่านัน ปลายนิ้วก็จิ้มไปที่ศีรษะบนโต๊ะเบาๆ: "ช่างเป็นเวลาสามเดือนที่ไม่ได้พบกัน ต้องมองกันใหม่จริงๆ!
ผู้บำเพ็ญเพียรวิถีมารแห่งลัทธิกระดูกขาวคนนี้ พละกำลังในการต่อสู้ในบรรดาผู้บำเพ็ญเพียรช่วงเริ่มต้นนั้น ก็นับว่าร้ายกาจเป็นอย่างมาก ครั้งก่อนยังสามารถหลบหนีออกจากเมืองหลวงไปได้อย่างราบรื่น ทำเอาข้าเสียหน้าไปไม่น้อยเลยทีเดียว
นึกไม่ถึงว่า ศิษย์น้องจ้าวพอลงเขามา ก็มอบความประหลาดใจครั้งใหญ่ให้กับข้าเช่นนี้!"
ถ้อยคำยังไม่ทันจะขาดคำ ก็ตามมาด้วยเสียงหัวเราะร่าอีกครั้ง จักรพรรดิเจาหมิงดูจะทรงพระเกษมสำราญใจเป็นอย่างยิ่ง
ท่านราชครูฟางซืออวี่ที่ได้รับข่าวแล้วรุดมาที่นี่ก็ได้กล่าวสนับสนุนและผงกศีรษะชื่นชมไปด้วย ทว่าในตอนที่สายตาจ้องมองไปยังศีรษะของจั่วต้าจุนนั้น กลับปรากฏร่องรอยแห่งการครุ่นคิดที่ลึกซึ้งออกมาแวบหนึ่ง
เขามองไปยังเงาร่างชุดน้ำเงินที่นั่งอยู่อย่างมั่นคงที่ฝั่งตรงข้ามด้วยความสงสัยเล็กน้อย เมื่อพิจารณาถึงตัวตนของท่านประมุขยอดเขาฮวาแล้ว น้ำเสียงของเขาจึงแฝงไว้ด้วยความเกรงใจและแย้มยิ้มออกมาว่า
"วิชาอาคมของศิษย์น้องจ้าวนั้นช่างล้ำเลิศนัก ไม่ทราบว่าใช้วิชาอาคมและเครื่องรางวิเศษใด ในการสังหารเจ้าผู้นี้ลงได้รึ?"
จ้าวอู๋จีรับรู้ถึงคำถามนี้อยู่แล้ว จึงส่งรอยยิ้มที่สงบนิ่งกลับไป "ข้าใช้เคล็ดวิชากระบี่น้ำแข็งเร้นลับในการสังหารเขา ส่วนเครื่องรางวิเศษที่ใช้นั้น......"
เเขนเสื้ออันกว้างขวางของเขาพริ้วไหวเล็กน้อย
"เปรี้ยง!" แสงสีเย็นวาบพุ่งฝ่าความว่างเปล่าออกมา แสงเทียนภายในตำหนักพลันมัวหมองลงไปในทันที อุณหภูมิทั่วทั้งห้องประดุจจะลดระดับลงไปถนัดตา
"กระบี่บินวิญญาณเยือกแข็ง!?" ท่านราชครูฟางรูม่านตาหดตัวลงในทันที ประหนึ่งสายตาถูกน้ำแข็งเกาะกุมอยู่ในแสงกระบี่สายนัน
เสียงหัวเราะของจักรพรรดิจางเจาหมิงหยุดชะงักลงในทันที แววตาเต็มไปด้วยความตกตะลึง: "ท่านประมุขยอดเขาฮวาถึงกับมอบกระบี่เล่มนี้ให้กับเจ้าเลยรึ......?"
ยอดเขาหานเย่ว์ กระบี่บินวิญญาณเยือกแข็ง ชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วหล้า
ในอดีตยามที่ท่านประมุขยอดเขาฮวาเพิ่งจะได้รับการคัดเลือกเป็นผู้สืบทอดประมุขยอดเขา ท่านเจ้าถ้ำสวรรค์ก็ได้มอบกระบี่เล่มนี้ให้ ทว่าในตอนนี้นั้นมันกลับมาอยู่ในมือของจ้าวอู๋จีแล้ว
หรือว่า...... คงไม่ใช่หรอกมั้ง......