- หน้าแรก
- ขอโทษที พอดีผู้เล่นคนนี้มีแท็กเยอะเป็นบ้า
- บทที่ 23 - ใบปลิวโฆษณา
บทที่ 23 - ใบปลิวโฆษณา
บทที่ 23 - ใบปลิวโฆษณา
บทที่ 23 - ใบปลิวโฆษณา
ถึงจะโดนขัดจังหวะ แต่เกาอี้ก็ไม่ได้อารมณ์เสียอะไร เขายื่น [ยารักษาบาดแผลระดับ E] ให้เธออย่างว่าง่าย
หลี่เจาเจาที่นั่งอยู่บนโซฟาเดี่ยวรับขวดยาไปพิจารณาอย่างจริงจัง ก่อนจะถามว่า:
"นี่มันยาอะไรคะ? ทำไมไม่มีทั้งฉลาก ไม่มีทั้งตารางส่วนประกอบเลย?"
สมกับเป็นเด็กเรียนดีจริงๆ ความระมัดระวังตัวขั้นพื้นฐานถือว่าสอบผ่าน
แต่เรื่องแค่นี้ เกาอี้เตรียมข้ออ้างไว้เรียบร้อยแล้ว:
"อันนี้เป็นอาหารเสริมครับ ยังไม่มีวางขายทั่วไป ผมรับมาจากเพื่อนที่เป็นหมอโดยตรงเลย"
แน่นอนว่าคำอธิบายนี้ฟังดูน่าสงสัยสุดๆ สายตาของหลี่เจาเจาเต็มไปด้วยความไม่ไว้ใจอย่างปิดไม่มิด:
"หมอที่ไหนจะกล้าเอายาที่ยังไม่ผ่านการรับรองมาให้มั่วซั่วคะ แถมสีของมันก็ดู..."
"เอาน่า เจาเจา เอามาให้ย่าเถอะ เสี่ยวเกาเขาไม่หลอกย่าหรอก"
โชคดีที่คุณยายเฉินออกโรงช่วยแก้สถานการณ์ไว้ได้ทัน
แกส่ายหัวเบาๆ เช็ดมือกับผ้ากันเปื้อน แล้วส่งสัญญาณให้หลานสาวส่งยามาให้
"คุณย่าต้องระวังตัวบ้างนะคะ เดี๋ยวนี้พวกมิจฉาชีพมันเยอะ..."
หลี่เจาเจาเป็นเด็กที่ตรงตามภาพจำของ "เด็กเรียน" เป๊ะๆ ผมสั้นประบ่าแบบไม่ต้องจัดทรงมาก พูดจาจริงจังเป็นงานเป็นการ และชอบถอนหายใจยาวๆ บ่อยๆ
ถ้าใส่แว่นตากลมๆ เข้าไปอีกนิด ก็ไปรับบท "หัวหน้าห้อง" ในหนังหรือซีรีส์ได้สบายๆ เลย
แต่คุณยายเฉินดูจะไม่ค่อยใส่ใจคำเตือนของหลานสาว แกนึกย้อนความหลังแล้วเล่าว่า:
"ไม่เป็นไรหรอกลูก เสี่ยวเกาเขาเป็นนักข่าวใหญ่เชียวนะ คราวก่อนตอนที่ย่าเกือบจะโดนพวกบริษัทจินอะไรนั่นหลอก..."
"จินหวงความปลอดภัยครับ" เกาอี้ช่วยต่อประโยคให้เนียนๆ
"ใช่ๆ ถ้าไม่ได้เสี่ยวเกาช่วยห้ามไว้ ย่าคงเสียรู้พวกมันไปแล้ว..."
เรื่องนี้เป็นเรื่องจริง เกาอี้รู้จักแก๊งต้มตุ๋นบริษัทนั้นครั้งแรก ก็ตอนที่มาเห็นใบปลิวของพวกมันที่บ้านคุณยายเจ้าของห้องนี่แหละ
[มอบความอุ่นใจให้คุณและครอบครัว ด้วยระบบรักษาความปลอดภัยอัตโนมัติประจำบ้าน...]
พูดตรงๆ นะ ไอ้พวกต้มตุ๋นนี่มันกล้ามาเดินเคาะประตูขายของถึงหน้าบ้านเลยนะ
และคนแก่อยู่บ้านคนเดียวที่มีฐานะดีอย่างคุณยายเฉิน ก็ตกเป็นเป้าหมายหลักของพวกมันอย่างไม่ต้องสงสัย
"นักข่าวใหญ่อะไรกัน ค่าเช่าห้องยังไม่มีปัญญาจ่ายเลย..."
หลี่เจาเจาที่อยู่ข้างๆ บ่นอุบอิบอย่างไม่ค่อยพอใจ
"นี่หลานไปทวงค่าเช่าเสี่ยวเกาเขาเหรอ? เฮ้อ ย่าบอกแล้วไงว่าเด็กวัยรุ่นที่เพิ่งเริ่มทำงานน่ะ มันก็ต้องมีขัดสนกันบ้าง อย่าไปจุกจิกกวนใจพวกเขาสิลูก"
อายุเยอะแล้วแต่หูของคุณยายเฉินยังดีเยี่ยม
พอได้ยินหลานสาวพูดแบบนั้น แกก็เข้าใจเรื่องราวทันที แล้วเริ่มบ่นหลานสาว
หลี่เจาเจาที่โดนดุก้มหน้าหน้างุด เห็นแต่ปากที่ขมุบขมิบไม่รู้ว่ากำลังบ่นอะไรอยู่
"เจาเจาเขาก็หวังดีแหละครับ ไม่เป็นไรหรอก... ว่าแต่ คุณยายอยากลองดื่มอาหารเสริมขวดนี้ดูไหมครับ?"
ไม่รู้ว่าเป็นเพราะผลของแท็ก [ขวัญใจป้าๆ] หรือเพราะเขาขยันทำคะแนนความสนิทสนมมาตลอดช่วงนี้กันแน่
พอเกาอี้พูด คุณยายเฉินก็กลับมายิ้มแย้มและตอบตกลงทันที
ท่ามกลางสายตาตัดพ้อของหลี่เจาเจา คุณยายเฉินก็กระดก [ยารักษาบาดแผลระดับ E] จนหมดขวดรวดเดียว
เกาอี้ไม่สนใจอารมณ์ของเด็กสาวมัธยมปลาย เขากลั้นหายใจและรวบรวมสมาธิไปที่การฟัง
ด้วยพลังจาก [นักสืบเก้าอี้โยก] เสียงน้ำยาที่ไหลผ่านลำคอดัง "อึก" เสียงกระดูกซี่โครงที่กำลังสมานตัวเบาๆ รวมถึงเสียงกล้ามเนื้อที่กระตุกนิดๆ ก็ดังฟังชัดในหูของเกาอี้
คุณยายเฉินที่เพิ่งดื่มยาเข้าไปคลายคิ้วที่ขมวดมุ่นลงทันที ผ่านไปไม่กี่วินาที แกก็ลูบคลำผ้าพันแผลที่หน้าอกอย่างไม่อยากจะเชื่อ
"คุณย่า เป็นอะไรหรือเปล่าคะ?!"
หลี่เจาเจาเห็นคุณย่าเงียบไปนาน ก็รีบพุ่งเข้าไปหาด้วยน้ำเสียงร้อนรน
"ไม่เจ็บแล้วเลยล่ะ... ยานี้มันได้ผลดีจริงๆ ด้วยนะเสี่ยวเกา"
รอยยิ้มกลับมาประดับบนใบหน้าของคุณยายเฉินอีกครั้ง แกยกแขนขึ้นลง แล้วก็ลองนวดๆ คลำๆ ไหล่ตัวเองดู
สรรพคุณระงับปวดเห็นผลชัดเจน แถมยังช่วยเร่งการฟื้นฟูบาดแผลทางร่างกายได้ด้วย
เกาอี้ประเมินผลลัพธ์ในใจ พร้อมกับส่งยิ้มกว้างให้
แค่ขยับแขนยังไม่พอ คุณยายเฉินถึงกับลุกขึ้นยืน แล้วเดินวนรอบโต๊ะน้ำชาไปหนึ่งรอบ:
"แหม เอวก็ไม่ปวดแล้วด้วย รู้สึกมีแรงขึ้นมาเลยล่ะ"
"ฮ่าๆ ดีแล้วครับ... แต่ผ้าพันแผลนั่นอย่าเพิ่งแกะออกนะครับ รอให้หมอตรวจดูอีกทีก่อนดีกว่า"
เห็นคุณยายเฉินแข็งแรงขึ้น เกาอี้ก็รู้สึกดีใจจากใจจริง
ถึงจะต้องเสียยาไปหนึ่งขวด แต่ก็ได้รู้ถึงผลลัพธ์การใช้งานที่ชัดเจน
ถ้าเอาไปหลอกขายเป็นยารักษาโรค มันคงขายได้ราคาดีน่าดูเลยล่ะ...
แต่ติดตรงที่มันผลิตจำนวนมากไม่ได้... แถม อย. ก็คงไม่ยอมให้ผ่านง่ายๆ ด้วย
ความคิดของเกาอี้เริ่มเตลิดไปไกล ส่วนหลี่เจาเจาที่อยู่ข้างๆ ก็เบิกตากว้าง สลับมองคุณย่าที่กลับมามีชีวิตชีวากับเกาอี้ที่กำลังเหม่อลอยไปมา
ดูจากค่าประสบการณ์ของ [คนเบี้ยวหนี้] ที่ไม่ขยับเลย คาดว่าภาพลักษณ์ของเขาในใจเธอ คงเปลี่ยนจาก "สิบแปดมงกุฎ" กลายเป็น "สิบแปดมงกุฎที่มีของดี" ไปแล้วล่ะมั้ง
ท่ามกลางบรรยากาศที่เต็มไปด้วยความสุข เกาอี้ก็ชวนคุณยายเฉินคุยสัพเพเหระต่อไปอีกพักใหญ่
หลังจากคุยกันอย่างสนุกสนาน เกาอี้ก็ย้ำอีกครั้งว่าจะจ่ายค่าเช่าให้ครบก่อนสิ้นเดือนแน่นอน แต่คุณยายเฉินก็ยืนกรานว่าเงินแค่นั้นเรื่องเล็ก
ในสถานการณ์แบบนี้ หลี่เจาเจาที่นั่งอยู่บนโซฟาก็ไม่มีจังหวะให้สอดแทรก ได้แต่นั่งแกว่งขาเหม่อลอยอยู่คนเดียว
เกาอี้เหลือบมองมือถือ เวลาล่วงเลยมาถึงสิบโมงเช้าแล้ว
เขาจึงตัดสินใจตัดบทสนทนาเรื่อยเปื่อยนี้ลง ปฏิเสธคำชวนกินข้าวของคุณยายเฉิน แล้วขอตัวลากลับท่ามกลางคำขอบคุณ
เกาอี้ลากสังขารที่หนักอึ้งเดินขึ้นบันได มุ่งหน้าสู่เตียงนอนอันแสนอ่อนนุ่ม
นับดูแล้ว เขายังไม่ได้นอนมาตั้งสี่สิบชั่วโมงแล้วมั้ง เกิดมาไม่เคยอยากให้อพาร์ตเมนต์มีลิฟต์เท่าตอนนี้มาก่อนเลย
เขาเหลือบมองระบบนิดหน่อย แท็ก [ขวัญใจป้าๆ] อัปเป็นเลเวล 3 แล้ว แถมยังใกล้อัปเป็นเลเวล 4 แล้วด้วย
"ว่างๆ กลับมาปั่นเลเวลแท็กนี้ดีไหมนะ... แต่รู้สึกมันจะไม่ค่อยมีประโยชน์เท่าไหร่เลยแฮะ"
เกาอี้บ่นพึมพำ ตอนนี้เขามายืนอยู่หน้าประตูห้อง กำลังล้วงกุญแจออกจากกระเป๋ากางเกง
ในตอนนั้นเอง เสียงฝีเท้าที่รีบเร่งและดังก้องก็ดังมาจากบันได
เกาอี้ที่ประสาทการได้ยินดีเยี่ยมจากการเพิ่มพลัง ก็แยกแยะได้ทันทีว่าเป็นเสียงฝีเท้าของหลี่เจาเจา
น่ารำคาญจัง คงไม่ได้จะมาทวงค่าเช่าอีกหรอกนะ ฉันอุตส่าห์ช่วยคุณย่าเธอประหยัดค่ารักษาพยาบาลกับค่าอาหารเสริมไปตั้งเยอะเชียวนะ
คิดได้แบบนั้น มือของเกาอี้ก็ขยับเร็วขึ้น
แต่กว่าจะไขกุญแจเปิดประตูได้ เด็กสาวก็วิ่งกระหืดกระหอบขึ้นมาถึงชั้นสาม แล้วเรียกเกาอี้ไว้ซะก่อน
เธอยืนหอบหายใจแฮกๆ เอามือยันเข่าอยู่ตรงหน้าเกาอี้
เธอไม่ได้ใส่เสื้อแจ็กเกตกันลมของโรงเรียนแล้ว สงสัยคงถอดทิ้งไว้ที่ห้องข้างล่าง ตอนนี้ท่อนบนของเธอเลยเหลือแค่เสื้อเชิ้ตแขนสั้นสีม่วงอ่อนเท่านั้น
ดูท่าทางเธอจะวิ่งมาเร็วน่าดู
"มีธุระอะไรหรือเปล่าครับ?"
ในเมื่อหลบไม่พ้น เกาอี้ก็เลยต้องฝืนยิ้มที่เต็มไปด้วยความเหนื่อยล้า แล้วเอ่ยถามออกไป
"แฮก... เอ่อ..." หลังจากสูดหายใจเข้าลึกๆ หลี่เจาเจาก็เงยหน้าขึ้นมองเกาอี้:
"ฉันไม่ได้ตั้งใจจะทำให้คุณลำบากใจนะคะ คุณย่าเคยบอกฉันแล้วว่าคุณเป็นคนดี ที่ไม่มีเงินก็เพราะไปค้ำประกันให้เพื่อน... ฉันแค่กลัวว่าคุณย่าจะโดนหลอกอีกก็เท่านั้นเอง..."
เด็กสาวดูรู้สึกผิดอยู่ไม่น้อย แต่สำหรับวัยต่อต้านแบบเธอ การจะพูดคำว่า "ขอโทษ" ออกมาตรงๆ มันคงยากไปหน่อย
"ไม่เป็นไรครับ คุณยายเฉินก็มักจะชมให้ผมฟังบ่อยๆ ว่าน้องเป็นเด็กเก่ง ซึ่งวันนี้พอได้เจอตัวจริงก็เห็นว่าเก่งสมคำร่ำลือเลยครับ"
เกาอี้แอบถอนหายใจในใจ แต่ก็ยอมรับบทเป็นพี่ชายแสนดีช่วยแก้ปัญหาคาใจให้เด็กสาวไป
ในใจก็แอบคิดว่า ถ้าเจอเรื่องนี้เร็วกว่านี้สักอาทิตย์นึง แท็กของเขาอาจจะไม่ใช่ [ขวัญใจป้าๆ] แต่เป็น [ขวัญใจสาวๆ] ไปแล้วก็ได้
อย่างน้อยๆ มันก็น่าจะใช้งานได้หลากหลายกว่าเยอะเลย
"คุณย่ายังบอกอีกว่าคุณคอยช่วยทำความสะอาดตึกให้ตลอด ไม่เหมือนผู้เช่าบางคนที่ชอบพาผู้หญิงแปลกหน้ามาค้างคืน แล้วก็ทำห้องเละเทะไปหมด"
หลี่เจาเจายังพูดไม่จบ ตอนนี้เธอกำลังท่องคำชมของคุณย่าที่จำมาแบบเป๊ะๆ ให้เกาอี้ฟัง
แต่ในจังหวะที่ทั้งสองคนกำลังคุยกันอยู่นั้น ก็มีเสียงผู้ชายดังมาจากในห้อง
ดูเหมือนพานเถียนจะล้างหน้าแปรงฟันเสร็จแล้ว ตอนนี้กำลังเก็บของเตรียมตัวกลับ
"อ้าว เกาอี้ นายกลับมาแล้วเหรอ ว่าแต่... ทิชชู่เปียกบ้านนายอยู่ไหนเนี่ย ในห้องนอนหมดแล้วนะ!"
เกาอี้หันขวับกลับมามองที่ประตู แล้วก็ต้องปะทะเข้ากับสายตาที่ทั้งช็อกและสับสนของเด็กสาว
อืม... ดูเหมือนว่าความเข้าใจผิดแปลกๆ บางอย่าง จะอธิบายให้เคลียร์ยากซะแล้วสิ
....................
หลังจากส่งหลี่เจาเจากลับไปแล้ว เกาอี้ก็กลับเข้ามาในห้อง
พานเถียนหอบแฟ้มเอกสารเดินออกมาจากห้องนอน แล้วพูดขึ้นลอยๆ ว่า:
"แถวนี้มีคนมาแจกใบปลิวเถื่อนด้วยเหรอ"
"ใบปลิวเถื่อน? ไม่มีนะ อย่างน้อยผมก็ไม่เคยเห็น"
เกาอี้ขมวดคิ้ว ตอบกลับไปอย่างใช้ความคิด
"งั้นแกลองดูบนตู้รองเท้าสิว่านั่นอะไร สิบกว่านาทีที่แล้วมีคนสอดเข้ามาใต้ประตู"
มองตามคำบอกของพานเถียน เกาอี้ก็เห็นกระดาษแผ่นเล็กๆ สีเหลืองวางอยู่บนตู้รองเท้า
เนื้อกระดาษหยาบๆ ดูเหมือนกระดาษเซวียนจื่อที่เอาไว้เขียนพู่กันจีน หรือไม่ก็พวกกระดาษเงินกระดาษทองที่เอาไว้เผาให้คนตาย
แต่สิ่งที่ทำให้เกาอี้ตกใจยิ่งกว่าเนื้อกระดาษประหลาดๆ ก็คือข้อความบนนั้นต่างหาก
[ตอนเที่ยง เจอกันที่คาเฟ่ชั้นล่าง]
[มาคุยเรื่อง "หมอกลวงใจ" ของนายกันหน่อย]
เกาอี้หลับตาลงเบาๆ แล้วถอนหายใจ
เรื่องวุ่นวายที่กังวลไว้ก่อนหน้านี้ มันตามมาหาถึงที่แล้วจริงๆ
....................