- หน้าแรก
- แผนการตบหน้าฉบับมืออาชีพ
- บทที่ 5 ตบหน้าสาวเกิดใหม่ (5)
บทที่ 5 ตบหน้าสาวเกิดใหม่ (5)
บทที่ 5 ตบหน้าสาวเกิดใหม่ (5)
หวังชุ่ยฮวากำลังทำกับข้าวอยู่ใต้ชายคาบ้าน เมื่อหันไปเห็นอันหนิงกำลังคอยรินชาต้อนรับพวกคนจากตระกูลซู ใบหน้าของเธอก็มืดลงทันที
หลังจากเพิ่มฟืนเข้าไปในเตาอีกเล็กน้อย หวังชุ่ยฮวาก็ลุกขึ้นเดินเข้าห้องด้านในไป
บนเตียงภายในห้องนั้น หลินอันเจี๋ยยังคงนอนอุดอู้อยู่
ร่างของเธอห่มด้วยผ้าห่มผืนใหม่เอี่ยม นอนหลับปุ๋ยอย่างเป็นสุข ภายในห้องที่อบอุ่นทำให้พวงแก้มทั้งสองข้างของหลินอันเจี๋ยแดงระเรื่อดูมีเลือดฝาด
ทว่าเมื่อหวังชุ่ยฮวาเห็นหลินอันเจี๋ยนอนหน้าแดงระเรื่ออย่างสุขสบายเช่นนั้น โทสะก็พลุ่งพล่านขึ้นมาทันที
เธอตรงเข้าไปดึงผ้าห่มออก ก่อนจะคว้าด้ามไม้กวาดฟาดลงไปบนตัวหลินอันเจี๋ยไม่ยั้ง
"ทำอะไรน่ะ"
หลินอันเจี๋ยถูกขัดจังหวะฝันหวาน แถมยังรู้สึกเจ็บจี๊ดที่ก้นเป็นระลอก เธอจึงเริ่มชักสีหน้าไม่พอใจ พอลืมตาขึ้นมาเห็นหวังชุ่ยฮวากำลังตีตนเองอยู่ ก็โกรธจัดจนยื่นมือไปแย่งไม้กวาดมา
"แม่ ทำอะไรของแม่เนี่ย ไม่ไปทำกับข้าวแล้วมาบ้าอะไรตรงนี้"
หวังชุ่ยฮวายิ่งโกรธหนักกว่าเดิมจนขอบตาเริ่มแดง "ฉันควรไปทำกับข้าวเหรอ? นี่ฉันเป็นหนี้บุญคุณแกหรือติดค้างอะไรแกนักหนาฮะ! วันนี้เป็นวันที่ตระกูลซูจะมาหมั้นหมาย แต่แกนอกจากจะไม่ขยันช่วยรับแขกแล้ว ยังมุดหัวนอนอุดอู้อยู่ในห้อง จนต้องให้น้องสาวแกไปคอยรินชาส่งน้ำแทน แกยังกล้าทำตัวแบบนี้ ไม่รู้สึกอับอายบ้างหรือไง!"
หลินอันเจี๋ยสะดุ้งตื่นเต็มตา
เธอเพิ่งนึกขึ้นได้ว่า วันนี้คือวันที่ตระกูลซูจะมาทำพิธีหมั้นจริงๆ
ความจำเกี่ยวกับช่วงเวลานี้ของเธอไม่ค่อยชัดเจนนัก
เพราะชาติที่แล้ว ในเวลานี้เธอหนีตามเซวียเฟิงไปตั้งนานแล้ว จึงไม่รู้เลยว่าตอนที่ตระกูลซูมาหมั้นหมายนั้นเป็นอย่างไร
แต่ภายหลังเธอเคยได้ยินคนพูดถึงกันอยู่บ้าง
ดูเหมือนว่าพอคนตระกูลซูมาถึงแล้วไม่เจอตัวเธอก็เริ่มโวยวายอาละวาด จนหลินอ้ายกั๋วทั้งโกรธทั้งร้อนรนจนทำอะไรไม่ถูก
ตระกูลซูยกโขยงชายฉกรรจ์มาเป็นสิบคน ด่าทอสาปแช่งให้ตระกูลหลินส่งตัวคนออกมา จนหลินอ้ายกั๋วไม่มีทางเลือก ต้องไปปรึกษากับหลินอันหนิง ให้หลินอันหนิงแต่งเข้าตระกูลซูแทนหลินอันเจี๋ย
สุดท้ายทั้งสองครอบครัวจึงปรึกษาตกลงเรื่องนี้กันจนเป็นที่เรียบร้อย
เมื่อนึกถึงเหตุการณ์เหล่านั้น สีหน้าของหลินอันเจี๋ยก็ดูแย่ลงทันที
เธอดีดตัวลุกจากเตียง "แม่... เมื่อคืนหนูนอนไม่ค่อยหลับ วันนี้เลยนอนเพลินไปหน่อย หนูจะออกไปเดี๋ยวนี้แหละ ออกไปเดี๋ยวนี้เลย"
สีหน้าของหวังชุ่ยฮวาถึงเริ่มอ่อนลงบ้าง
เธอโยนไม้กวาดทิ้งลงพื้น "รีบๆ เข้าล่ะ ออกมาช่วยฉันทำกับข้าว"
หลินอันเจี๋ยรับคำพลางรีบสวมรองเท้า
หวังชุ่ยฮวาจึงเดินออกจากห้องไปด้วยใบหน้าเคร่งขรึม
พอเดินมาถึงใต้ชายคาบ้าน ก็เห็นหลินอันหนิงสวมเสื้อนวมเก่าๆ กำลังวนเวียนอยู่หน้าเตาไฟ
เมื่อเห็นลูกสาวคนรองที่แม้จะดูผอมบางแต่กลับรู้ความและขยันขันแข็ง หวังชุ่ยฮวาก็รู้สึกอุ่นซ่านในใจ
เธอนึกในใจว่า อันเจี๋ยมักจะตัดพ้อเสมอว่าคนในบ้านลำเอียง บอกว่าไม่มีใครรักเธอและเอาแต่ตามใจอันหนิง
แต่เธอไม่เคยหันกลับมามองดูตัวเองเลยว่าเป็นคนแบบไหน และอันหนิงเป็นคนแบบไหน
อันหนิงน่ะรู้ความและขยันมาตั้งแต่เด็ก พูดจาอ่อนหวานนุ่มนวลเสมอ ไม่เคยไปมีเรื่องมีราวกับใคร และกตัญญูต่อคนในบ้านมาก ยิ่งไปกว่านั้น อันหนิงยังเรียนเก่ง ตั้งแต่เริ่มเข้าเรียนก็สอบได้ที่หนึ่งมาตลอด ไม่เคยทำให้คนในบ้านต้องลำบากใจเลยสักครั้ง
แต่ดูอันเจี๋ยสิ?
อารมณ์ร้าย ขี้เกียจ ตะกละ แถมยังขี้งกคิดเล็กคิดน้อย พอมีเรื่องไม่ถูกใจนิดหน่อยก็โวยวายจนบ้านแทบแตก
เรื่องเรียนอันเจี๋ยก็ไม่ได้เรื่อง พอเรียนจบมัธยมต้นแล้วสอบไม่ติดมัธยมปลาย ก็บอกปัดท่าเดียวว่ายังไงก็ไม่เรียนต่อแล้ว
แต่พออันหนิงสอบติดมัธยมปลาย เธอกลับมาโวยวายหาว่าคนในบ้านลำเอียง ยอมให้อันหนิงเรียนสูงๆ แต่ไม่ยอมให้เธอเรียน
เพราะเรื่องนี้ หลินอ้ายกั๋วเกือบจะตรอมใจจนล้มป่วยหนัก
ถ้าเอานิสัยใจคอของอันหนิงกับอันเจี๋ยมาเปรียบเทียบกัน อย่าว่าแต่ญาติพี่น้องในบ้านเลย แม้แต่ชาวบ้านร้านตลาดข้างนอก ใครๆ เขาก็ต้องรักอันหนิงมากกว่าทั้งนั้น
เมื่อคิดได้ดังนั้น หวังชุ่ยฮวาจึงเดินเข้าไปหยิบกระบวยมาถือไว้ "เอาละ ลูกไปพักเถอะ รีบกลับห้องไปเตรียมตัว อีกสักพักก็ต้องไปโรงเรียนแล้ว"
อันหนิงยิ้มตอบ "ยังไม่สายหรอกค่ะ หนูช่วยแม่ดูไฟให้ สองคนทำกับข้าวยังไงก็เร็วกว่าคนเดียวค่ะ"
หวังชุ่ยฮวายิ้มตามไปด้วยความเอ็นดู
เธอลงมือผัดผักกาดขาวออกมาจานหนึ่งอย่างคล่องแคล่ว "อันเจี๋ย อันเจี๋ย"
หลินอันเจี๋ยถักเปียเรียบร้อยแล้วเดินออกมา เมื่อเข้าไปในห้องโถงแล้วเห็นซูจื้อเฉียงนั่งอยู่ หล่อนก็เม้มปากส่งยิ้มให้เขา ใบหน้าแดงระเรื่อด้วยความเขินอาย
คนที่นั่งอยู่ข้างๆ ซูจื้อเฉียงคือซูจื้อเจี้ยนน้องชายแท้ๆ ของเขา
ซูจื้อเจี้ยนเห็นหลินอันเจี๋ยกับซูจื้อเฉียงส่งสายตาหวานซึ้งให้กัน ก็หันไปขยิบหูขยิบตากับเพื่อนฝูงคนอื่นๆ พลางหัวเราะร่า
หลินอันเจี๋ยเดินออกมาจากห้อง ช่วยหวังชุ่ยฮวายกกับข้าวขึ้นโต๊ะ
อันหนิงกำลังถือแผ่นไม้กระดานหั่นไส้กรอกที่อุ่นร้อนไว้เรียบร้อยแล้ว
เธอหั่นไส้กรอกวางลงในจาน จากนั้นก็หั่นต้นหอมซอยโรยหน้า แล้วเหยาะจิ๊กโฉ่วกับน้ำมันงาลงในถ้วยใบเล็ก จัดเตรียมจนเสร็จสรรพ อันหนิงก็เอ่ยกับหลินอันเจี๋ยเสียงเบา "พี่คะ ยกจานนี้เข้าไปด้วยสิคะ"
หลินอันเจี๋ยยิ้มระรื่นให้คนอื่น แต่พอหันมาหาอันหนิงกลับไม่มีรอยยิ้มหลงเหลืออยู่เลยแม้แต่นิดเดียว แววตาและท่าทางเต็มไปด้วยความปั้นปึ่ง
เธอรับจานไปแล้วสะบัดตัวเดินจากไปทันที
อันหนิงทำราวกับมองไม่เห็น เธอหันหน้ากลับมาหั่นผักต่อไป
ซูจื้อเฉียงมองดูหลินอันเจี๋ยยกกับข้าวเข้ามาด้วยรอยยิ้ม ทว่ารอยยิ้มบนใบหน้าของเขากลับดูแห้งแล้งชอบกล
สายตาของเขาเผลอกวาดไปมองอันหนิงที่กำลังทำกับข้าวอยู่ใต้ชายคาบ้าน ก่อนจะรีบก้มหน้าลงเพื่อซ่อนเร้นแววตาอันอ่อนโยนเอาไว้
ซูจื้อเจี้ยนนึกว่าพี่ชายขัดเขินยามเผชิญหน้ากับหลินอันเจี๋ย
เขายิ้มอย่างร่าเริงพลางยกแก้วน้ำขึ้นดื่ม แล้วยิ้มให้หลินอันเจี๋ย "พี่สะใภ้ นั่งดื่มด้วยกันสักหน่อยไหมครับ"
หลินอันเจี๋ยถลึงตาใส่ซูจื้อเจี้ยน "ดื่มอะไรกัน ฉันยังมีงานต้องทำนะ พวกคุณก็ดื่มกันน้อยๆ หน่อยเถอะ"
ซูจื้อเจี้ยนพยักหน้าหงึกหงัก "ได้ครับ ดื่มนิดเดียว ดื่มนิดเดียวพอ"
เขาเอาศอกกระทุ้งซูจื้อเฉียง "พี่ ได้ยินไหม พี่สะใภ้สั่งให้พี่ดื่มน้อยๆ หน่อยนะ"
ซูจื้อเฉียงก้มหน้านิ่งเงียบ คนอื่นต่างคิดว่าเขาอายจนพูดไม่ออก พวกที่คิดจะโห่ฮาแซวต่อจึงต้องเก็บเงียบไป
ไม่มีใครรู้เลยว่าในใจของซูจื้อเฉียงนั้นรู้สึกทรมานเพียงใด
ซูจื้อเฉียงรู้มาตั้งแต่เด็กว่าเขาถูกหมั้นหมายไว้กับหลินอันเจี๋ย เมื่อโตขึ้นจะต้องแต่งงานกับหลินอันเจี๋ยมาเป็นภรรยา
แต่ทว่า เขากลับไม่ได้ชอบหลินอันเจี๋ยเท่าไรนัก
หากเทียบกับหลินอันเจี๋ยแล้ว เขาชอบหลินอันหนิงมากกว่า
ไม่ใช่แค่เขาหรอก บรรดาชายหนุ่มโสดในหมู่บ้านเสี่ยวกูจะมีสักกี่คนที่ไม่พึงใจในตัวหลินอันหนิง
เพียงแต่ว่า ทุกคนได้แต่ชอบอยู่ในใจ ไม่เคยมีใครกล้าคิดอาจเอื้อมถึงหลินอันหนิงเลยสักคน
สำหรับคนส่วนใหญ่แล้ว หลินอันหนิงเปรียบเสมือนเทพธิดาบนสรวงสวรรค์ เป็นสิ่งที่ทำได้เพียงแหงนมองแต่ไม่อาจครอบครอง
ซูจื้อเฉียงเองก็คิดเช่นนั้น
เขารักหลินอันหนิงอยู่เงียบๆ แต่ก็หวาดกลัวว่าความรู้สึกนี้จะหลุดรอดออกไป
เมื่อเรื่องแต่งงานระหว่างเขากับหลินอันเจี๋ยถูกกำหนดไว้อย่างเบ็ดเสร็จ และทั้งสองครอบครัวเริ่มทำพิธีมอบของหมั้น เขาก็คิดว่าด้วยฐานะทางบ้านของเขา การได้แต่งกับหลินอันเจี๋ยก็ถือว่าโชคดีเหมือนถูกหวยแล้ว เขาไม่ควรมีความเพ้อฝันใดๆ อีก
เขาจัดการเตรียมใจไว้เรียบร้อยแล้ว และตั้งมั่นว่าจะใช้ชีวิตคู่กับหลินอันเจี๋ยให้ดีที่สุด
แต่พอวันนี้ได้เห็นหลินอันหนิง หัวใจของซูจื้อเฉียงก็อดไม่ได้ที่จะเกิดแรงสั่นสะเทือนขึ้นมาอีกครั้ง
การจะเลิกรักหลินอันหนิงนั้น... ช่างเป็นเรื่องที่ยากเย็นแสนเข็ญจริงๆ
อันหนิงช่วยหวังชุ่ยฮวาทำกับข้าวเสร็จแล้ว เธอก็ล้างมือเดินเข้าห้องไป
เมื่อถึงในห้อง อันหนิงก็หยิบกระเป๋าใบใหญ่ที่จัดเตรียมเสื้อผ้าไว้เรียบร้อยแล้วขึ้นมา เธอวางกระเป๋าลงบนเตียงแล้วพลิกตรวจสอบดู และก็เป็นไปตามคาด เธอเห็นว่ารอยตะเข็บที่ก้นกระเป๋าถูกเลาะจนขาดออก เพียงแค่ยกหิ้วไปไม่กี่ก้าว ของข้างในคงจะร่วงออกมาจนหมดแน่
มุมปากของอันหนิงยกขึ้นเป็นรอยยิ้ม เธอหยิบเสื้อผ้าในกระเป๋าออกมา และที่ก้นกระเป๋านั้น เธอได้เห็นเสื้อเชิ้ตสีขาวของผู้ชายตัวหนึ่งวางอยู่