- หน้าแรก
- แผนการตบหน้าฉบับมืออาชีพ
- บทที่ 4 ตบหน้าสาวเกิดใหม่ (4)
บทที่ 4 ตบหน้าสาวเกิดใหม่ (4)
บทที่ 4 ตบหน้าสาวเกิดใหม่ (4)
"หนูพูดเหลวไหลงั้นเหรอ?"
หลินอันหนิงเลิกคิ้วขึ้น "ที่หนูพูดมันไม่ถูกตรงไหนล่ะ"
"แก..."
หลินอันเจี๋ยโกรธจนตัวสั่น แต่กลับหาคำมาโต้แย้งหลินอันหนิงไม่ได้ ในใจจึงยิ่งทวีความเกลียดชังมากขึ้นไปอีก
หลินอันหนิงสะบัดมือหลินอันเจี๋ยออก "เอาเถอะ หนูก็ไม่ได้ว่าอะไรพี่เสียหน่อย จะมาร้อนรนกระชากแขนหนูไว้ทำไม หนูยังต้องไปเอาผักมาทำกับข้าวอีกนะ"
หลินอันเจี๋ยรีบปล่อยมือทันที
หลินอันหนิงลอบสังเกตท่าทางของหลินอันเจี๋ย "พี่คะ หรือว่าพี่จะไปเอาผักเอง"
หลินอันเจี๋ยรีบโบกมือพัลวัน "ไม่ไป ฉันไม่ไป!"
อันเจี๋ยรีบวิ่งกลับเข้าลานบ้านแล้วมุดเข้าห้องไปทันที เพราะกลัวว่าหลินอันหนิงจะลากเธอไปเอาผักด้วยกัน
ในหลุมเก็บผักทั้งสกปรกทั้งเหม็นอับ เข้าไปทีไรเสื้อผ้าเป็นต้องเลอะเทอะ เธอไม่มีวันยอมไปรับกรรมแบบนั้นเด็ดขาด
หลินอันหนิงมองตามหลินอันเจี๋ยที่วิ่งเข้าบ้านไปพลางหรี่ตาลง เธอเริ่มนึกดูถูกในนิสัยของหลินอันเจี๋ยมากขึ้นเรื่อยๆ
เธอรู้สึกว่าสวรรค์ช่างไร้ตาจริงๆ ทำไมถึงมอบโอกาสให้คนนิสัยไม่ดี ที่ทั้งขี้เกียจและโง่เขลาอย่างหลินอันเจี๋ยได้กลับมาเกิดใหม่อีกครั้ง
แต่ในเมื่อตอนนี้มีเธออยู่ตรงนี้ ต่อให้หลินอันเจี๋ยจะเกิดใหม่อีกสักกี่ชาติ ก็อย่าหวังว่าจะได้เสวยสุข
เธอลูบคางเบาๆ ก่อนจะเดินออกไปหยิบผักจากหลุมเก็บผัก แล้วมุ่งหน้าเข้าครัวไปทำมื้อเช้า
ในบ้านยังมีแผ่นแป้งข้าวโพดที่เหลือจากเมื่อคืน เธอเพียงแค่เอามานึ่งใหม่ให้ร้อน แล้วทำซุปง่ายๆ อีกสักอย่างก็เพียงพอแล้ว
หลินอันหนิงเติมน้ำลงในหม้อ นึ่งแผ่นแป้งจนนิ่ม จากนั้นจึงใส่หัวไชเท้าฝอยลงไปในน้ำตามด้วยเกลือ รอจนซุปหัวไชเท้าสุกได้ที่จึงเหยาะน้ำมันงาลงไปเล็กน้อย โรยผักชีปิดท้ายก็พร้อมยกออกจากเตา
เธอทำอาหารเสร็จแล้วจึงเข้าไปเรียกสองสามีภรรยา รวมถึงหลินอันผิงน้องชายคนเล็กที่กำลังหลับปุ๋ยอยู่มาทานข้าว
ส่วนหลินอันเจี๋ยน่ะเหรอ อยากจะทำอะไรก็เรื่องของเธอ ใครจะไปสน
ซุปหัวไชเท้าใสๆ รสชาติจืดชืดนั้นความจริงแล้วไม่อร่อยเลย แผ่นแป้งก็ทำจากแป้งข้าวโพดหยาบๆ เวลากินจะรู้สึกสากระคายคอ แต่หลินอันหนิงกลับไม่แสดงท่าทีรังเกียจแม้แต่น้อย เธอค่อยๆ ทานจนหมด
เมื่อหลินอันเจี๋ยเดินออกมาจากห้อง เห็นกับข้าวที่ดูราวกับน้ำเปล่าเย็นชืดเช่นนั้น ใบหน้าของเธอก็มืดครึ้มลงทันที
"นี่... กินแค่นี้น่ะเหรอ?"
เธอเพิ่งจะเกิดใหม่กลับมาเมื่อวาน ความจำของเธอยังติดอยู่ในช่วงเวลาหลายปีให้หลัง ซึ่งตอนนั้นแม้ชีวิตจะลำบากแต่เรื่องการกินกลับดีกว่าตอนนี้มาก อย่างน้อยพวกเนื้อสัตว์หรือไข่ไก่ก็ไม่เคยขาด อีกทั้งยังได้กินหมั่นโถวแป้งขาวทุกวัน ส่วนธัญพืชหยาบๆ อย่างแผ่นแป้งข้าวโพดนี่เธอไม่ได้แตะมานานหลายปีแล้ว พอมาเห็นตอนนี้เข้าจึงแสดงความรังเกียจออกมาเต็มหน้า
"แค่นี้มันทำไม"
หลินอ้ายกั๋วตบตะเกียบลงบนโต๊ะดังปัง "โตขนาดนี้แล้ววันๆ เอาแต่นอนขี้เกียจ พอตื่นมายังจะมาเลือกโน่นเลือกนี่อีก จะกินก็กิน ไม่กินก็ไสหัวไป"
หลินอันเจี๋ยถึงกับอึ้งไป
เธอมองหลินอ้ายกั๋วที่กำลังโกรธจัด พลางนึกถึงความลำเอียงที่เขามีต่อหลินอันหนิงอย่างเห็นได้ชัด น้ำตาจึงเริ่มไหลรินออกมา เธอรู้สึกว่าตัวเองช่างน่าสงสารและไม่ได้รับความเป็นธรรม เพียงเพราะเธอไม่รู้จักเสแสร้งเหมือนอย่างหลินอันหนิง ครอบครัวถึงได้รุมรังแกเธอสารพัดเช่นนี้
เดิมทีนั่นควรเป็นสามีของเธอ แต่กลับถูกหลินอันหนิงแย่งชิงไป ความร่ำรวยรุ่งโรจน์ก็กลายเป็นของหลินอันหนิงหมด
เมื่อคิดได้ดังนั้น หลินอันเจี๋ยก็ถลึงตาใส่หลินอันหนิง "แกอย่าได้ใจไปนักนะ ฉันไม่มีวันยอมให้แกสมหวังแน่!"
หลินอันหนิงนั่งอยู่อย่างเรียบร้อย เธอค้อมศีรษะลงเล็กน้อย ท่าทางดูอ่อนแอและน่าสงสารยิ่งนัก "พี่คะ... ถ้าพี่ไม่ชอบกินอันนี้ หนูจะไปทำอย่างอื่นให้ใหม่ค่ะ"
พูดจบเธอก็ทำท่าจะลุกไปทำกับข้าวให้จริงๆ
แต่หลินอันผิงรีบคว้าแขนเธอไว้ก่อน "พี่รอง พี่นั่งลงเถอะ"
หลินอันหนิงมองหลินอันผิงด้วยดวงตาแดงก่ำ
หลินอันผิงยิ้มให้เธอ แต่พอเงยหน้าขึ้น เขากลับถลึงตาใส่หลินอันเจี๋ยอย่างดุดัน "ฉันขอบอกไว้เลยนะ ตราบใดที่ฉันยังอยู่ในบ้านหลังนี้ พี่อย่าหวังว่าจะรังแกพี่รองได้!"
หลินอันเจี๋ยกุมหน้าอกพลางถอยหลังไปก้าวหนึ่ง ท่าทางราวกับได้รับความกระทบกระเทือนใจอย่างหนัก
เธอมองหลินอันผิงอย่างไม่อยากจะเชื่อสายตา "แก... แม้แต่แกก็ยังเข้าข้างนังนั่น พวกแกทุกคนลำเอียงรักแต่นังนั่น ฉันเกลียดพวกแกทุกคนเลย!"
หลินอันเจี๋ยถอยหลังไปสองสามก้าว ก่อนจะหันหลังวิ่งกลับเข้าห้องไป
จากนั้นก็ตามมาด้วยเสียงดังปัง หลินอันเจี๋ยคงจะเหวี่ยงปิดประตูห้อง
สีหน้าของหลินอ้ายกั๋วยิ่งดูแย่ลงไปอีก เขาไม่มีอารมณ์จะกินข้าวต่อแล้วจึงผลักชามออกไป "กินอะไรกันอีกล่ะ แค่นี้ก็กินไม่ลงแล้ว"
หวังชุ่ยฮวารีบช่วยพูดไกล่เกลี่ย "อันเจี๋ยยังเด็ก ยังไม่ค่อยรู้ความน่ะค่ะ"
หลินอ้ายกั๋วโต้กลับด้วยความโมโห "เธอยังเด็ก แล้วอันหนิงไม่เด็กกว่าหรือไง อันหนิงเลิกเรียนมาก็ช่วยงานที่บ้านสารพัด อายุแค่นี้ก็ช่วยแม่ซักผ้าทำกับข้าวแล้ว แล้วเธอล่ะทำอะไรบ้าง? ไม่ทำอะไรสักอย่างดีแต่คอยจับผิด ตอนนี้ยังมารังเกียจว่าข้าวปลาไม่อร่อย แผ่นแป้งข้าวโพดไม่ยอมกิน แล้วเธออยากจะกินอะไรล่ะ? เนื้อเป็ดเนื้อไก่เนื้อปลาอย่างนั้นเหรอ ทำไมเธอไม่เหาะขึ้นสวรรค์ไปเลยล่ะ!"
หลินอันหนิงลุกขึ้นยืน "พ่อคะ อย่าโกรธไปเลยค่ะ เดี๋ยวหนูไปดูพี่ใหญ่เองว่าพี่เขาอยากกินอะไร เดี๋ยวหนูทำให้ใหม่ก็ได้ค่ะ"
"ไม่ต้องไป!"
หลินอ้ายกั๋วหยิบกล้องยาสูบเก่ามาจากไหนไม่รู้ เขาอัดยาไปคำหนึ่งแล้วเคาะกล้องยาสูบกับขอบโต๊ะ "เธอจะกินหรือไม่กินก็ช่าง ถ้าไม่กินก็ปล่อยให้หิวไป หิวโซเมื่อไหร่เดี๋ยวก็กินทุกอย่างเองนั่นแหละ"
หลินอันหนิงจึงนั่งลงตามเดิม เธอตักซุปส่งให้หลินอันผิงอีกชาม "อันผิง กินเยอะๆ นะ"
หลินอันผิงยิ้มแล้วรับชามมาขอบคุณหลินอันหนิง ก่อนจะก้มหน้าก้มตาซดซุปเสียงดังซูดซาด
หวังชุ่ยฮวาถอนหายใจ "อันเจี๋ยนิสัยแบบนี้ แต่งงานไปแล้วจะทำยังไงล่ะเนี่ย"
"ช่างหัวเธอสิ"
เพราะช่วงนี้หลินอันเจี๋ยขยันก่อเรื่องมากขึ้นเรื่อยๆ หลินอ้ายกั๋วจึงเริ่มหมดใจกับลูกสาวคนนี้แล้ว "แต่งเข้าตระกูลซูก็กลายเป็นคนตระกูลซูไปแล้ว เดี๋ยวคนตระกูลซูก็จัดการเธอเองแหละ พวกเรามองไม่เห็นก็สบายใจดี"
หลินอันเจี๋ยที่นอนอยู่บนเตียง เมื่อได้ยินคำพูดไร้เยื่อใยและเย็นชาของหลินอ้ายกั๋วก็โกรธจนปวดตับปวดไตไปหมด
เธอนึกในใจว่า ตอนนี้พวกคุณจะด่าฉันยังไงก็ด่าไปเถอะ รอให้ฉันแต่งกับซูจื้อเฉียงก่อน แล้วอีกไม่กี่ปีพอตระกูลซูรวยขึ้นมา พวกคุณก็ต้องรีบแจ้นมาประจบประแจงเอาใจฉันอยู่ดี
พอเธอนึกถึงท่าทางแอ๊บใสๆของหลินอันหนิง ก็ยิ่งรู้สึกโกรธแค้นมากขึ้น
หลินอันเจี๋ยตัดสินใจอย่างแน่วแน่ว่าจะไม่มีวันปล่อยให้หลินอันหนิงได้อยู่อย่างสงบสุขแน่
หลินอันหนิงอยากสอบเข้ามหาวิทยาลัยงั้นเหรอ ฝันไปเถอะ เธอจะไม่ยอมให้นังนั่นได้แต่งกับซูจื้อเฉียง และยิ่งไม่มีวันให้นังนั่นสอบติดมหาวิทยาลัยเด็ดขาด
หลินอันหนิงเก็บกวาดถ้วยชามเสร็จแล้ว ก็เริ่มเตรียมของที่จะเอาไปโรงเรียน
บ่ายวันนี้เธอต้องกลับเข้าโรงเรียนแล้ว จึงต้องเตรียมของหลายอย่างติดตัวไปด้วย เธอเอาผักกาดดองไปสองขวด นึ่งแผ่นแป้งไปอีกสองแผ่น และเตรียมเสื้อนวมไปอีกชุดเพื่อผลัดเปลี่ยน
ขณะที่เธอกำลังยัดเสื้อนวมลงกระเป๋า ก็ได้ยินเสียงอึกทึกดังมาจากหน้าประตูบ้าน
หลินอันหนิงยัดเสื้อลงกระเป๋าเสร็จก็หยิบเสื้อนวมหนาๆ มาสวมแล้วเดินออกจากห้องไป
เวลานี้ ในลานบ้านตระกูลหลินมีคนเบียดเสียดกันเข้ามาหลายคน
คนที่นำหน้ามาคือชายหนุ่มผิวเข้มรูปร่างกำยำคนหนึ่ง
เขามีรอยยิ้มประดับบนใบหน้า เมื่อยิ้มกว้างก็เห็นฟันขาวสะอาดตา
ข้างกายเขามีจักรยานจอดอยู่คันหนึ่ง และข้างหลังยังมีคนตามมาอีกหลายคน
หลินอ้ายกั๋วกำลังคุยกับชายหนุ่มคนนั้นอยู่ในลานบ้าน "เอาละ อากาศหนาวแบบนี้ รีบเข้าไปนั่งในบ้านก่อนเถอะ..."
หลินอันหนิงมองดูครู่หนึ่ง ก็หันหลังไปต้มน้ำร้อนทันที
พอต้มน้ำเสร็จ เธอก็ชงชาใส่กาแล้วยกเข้าไปในห้องโถง
เธอเห็นชายหนุ่มหลายคนนั่งคุยกันอยู่ในห้องโถง เมื่อเห็นหลินอันหนิงเดินเข้ามา ชายหนุ่มเหล่านั้นต่างก็ตาเป็นประกาย แต่ละคนอดไม่ได้ที่จะส่งยิ้มประจบเอาใจหลินอันหนิง
"อัน... อันหนิง..."
ชายหนุ่มผิวเข้มที่น่าจะเป็นซูจื้อเฉียงก็ส่งยิ้มเอาใจหลินอันหนิงเช่นกัน เมื่อหลินอันหนิงรินชาส่งให้เขา ซูจื้อเฉียงก็ตื่นเต้นจนเหงื่อซึมที่หัว "ขอบ... ขอบใจนะ คุณไม่ต้องวุ่นวายหรอก พวกผมมานั่งแป๊บเดียวเดี๋ยวก็ไปแล้ว"