- หน้าแรก
- ยุคสมัยแห่งลอร์ด ขอลากคนทั้งโลกไปลงนรกด้วยกัน
- บทที่ 9: ไม่ไร้เดียงสาอีกต่อไป
บทที่ 9: ไม่ไร้เดียงสาอีกต่อไป
บทที่ 9: ไม่ไร้เดียงสาอีกต่อไป
บทที่ 9: ไม่ไร้เดียงสาอีกต่อไป
ขณะที่พวกมันพุ่งเข้าโจมตี เจ้าซอฟต์ก็เบี่ยงตัวหลบและกระโดดเข้าไปในระยะโจมตีของป้อมปราการป้องกัน
เมื่อหนูตัวนั้นถลำเข้ามา ป้อมปราการป้องกันก็เริ่มโจมตีทันที มันปลิดชีพหนูร้ายได้ในการยิงเพียงครั้งเดียว!
ฝูงหนูที่เหลือต่างแตกตื่นและวิ่งหนีเอาตัวรอด ทว่ามีหลายตัวที่ต้องทิ้งร่างเอาไว้ที่นี่ตลอดกาล
เจ้าซอฟต์ปีนขึ้นไปบนซากศพของพวกมัน และเริ่มดูดซับกลืนกินร่างเหล่านั้นจนเหลือเพียงลูกธนูของป้อมปราการป้องกันทิ้งไว้
วันรุ่งขึ้น เมื่อเฉินเค่อเค่อตื่นนอน เธอไม่เพียงแต่เห็นการแจ้งเตือนค่าพลังงานเท่านั้น แต่ยังพบว่าตนเองได้รับค่าประสบการณ์เพิ่มขึ้นมา 15 หน่วยอย่างน่าประหลาดใจ
[สรุปยอดค่าพลังงาน ขอแสดงความยินดี ผู้เล่นได้รับค่าพลังงาน 160 หน่วย]
[เจ้าซอฟต์ สัตว์เลี้ยงของผู้เล่น มีส่วนร่วมในการสังหารหนูหน้าผี ผู้เล่นได้รับค่าประสบการณ์ครึ่งหนึ่ง เป็นจำนวน 5 หน่วย]
[สัตว์เลี้ยงของผู้เล่น...]
เฉินเค่อเค่อไม่เคยคาดคิดมาก่อนเลยว่าสไลม์จะสามารถฆ่าหนูได้ ในขณะเดียวกัน เธอก็จมอยู่ในภวังค์ความคิดขณะจ้องมองสรุปยอดค่าพลังงาน
แม้เธอจะไม่รู้วิธีการคำนวณค่าพลังงาน แต่มันก็น่าจะเกี่ยวข้องกับสิ่งก่อสร้างและความเจริญรุ่งเรืองภายในอาณาเขตของเธอ
ตอนนี้เธอยังไม่มีต้นทุนพอที่จะมามัวคำนวณเรื่องพวกนี้ ปล่อยผ่านไปก่อนแล้วหันมามุ่งมั่นกับการก่อสร้างอย่างขยันขันแข็งน่าจะดีกว่า!
เมื่อเธอหันตัวเพื่อจะลุกจากเตียง ก็ตระหนักว่าเจ้าซอฟต์นอนอยู่เคียงข้างเธอ และประตูที่เธอจงใจแง้มทิ้งไว้ ตอนนี้กลับถูกปิดสนิท
เธอจ้องมองเจ้าซอฟต์อยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นข้อมูลที่แตกต่างไปจากเดิมอย่างสิ้นเชิงก็ปรากฏขึ้น
[สไลม์ จิตวิญญาณแห่งธรรมชาติ ได้รับการทำพันธสัญญาแล้ว หลังจากการทำพันธสัญญา สไลม์จะมีสติปัญญาและไม่ไร้เดียงสาอีกต่อไป มันสามารถหลั่งเมือกและมีทักษะการย่อยสลาย]
[การย่อยสลาย: สามารถย่อยสลายวัตถุและเปลี่ยนให้เป็นพลังงานได้]
ไม่ไร้เดียงสาอีกต่อไปงั้นเหรอ... "ทำอย่างกับว่าฉันไปทำมิดีมิร้ายอะไรมันงั้นแหละ..."
ถึงอย่างนั้น เฉินเค่อเค่อก็ยังคงหวังว่าเธอจะมีผู้ช่วยเพิ่มมากขึ้น
เมื่อมองดูเจ้าซอฟต์ที่ยังคงหลับสนิท เธอจึงเรียกมันกลับเข้าไปในมิติพันธสัญญาก่อนจะเดินออกจากห้อง
เมื่อออกมาด้านนอก เธอก็พบว่าเถี่ยนิวและคนอื่นๆ ได้รดน้ำแปลงเพาะปลูกที่ลงเมล็ดไว้ก่อนหน้านี้เสร็จแล้ว และตอนนี้กำลังทำงานลงแรงอย่างอื่นอยู่
"ชุ่ยฮวา"
ด้วยความไม่เข้าใจว่าทำไมพวกเขาถึงไม่เตรียมมื้อเช้า เฉินเค่อเค่อจึงเอ่ยเรียกชุ่ยฮวาซึ่งรับผิดชอบดูแลเรื่องนี้มาสอบถามโดยตรง
ปรากฏว่าพวกเขาไม่มีธรรมเนียมการรับประทานอาหารเช้า
หลังจากเงียบไปครู่หนึ่ง เฉินเค่อเค่อก็หยิบหมั่นโถวออกมาแล้วกล่าวว่า "ตั้งแต่นี้ต่อไป อาณาเขตของเราจะมีอาหารให้ทานสามมื้อ เช้า กลางวัน และเย็น ชุ่ยฮวา เธอยังคงรับผิดชอบเรื่องการนำวัตถุดิบไปปรุงอาหาร อย่าลืมเสียล่ะ"
ขณะที่พูด เธอก็หยิบหีบสมบัติเหล็กออกมาวางตรงหน้าชุ่ยฮวาและตั้งมันไว้ข้างๆ ต้นผลไม้เวทมนตร์ พลางกล่าวเสริม "ตอนนี้เรายังไม่มีโกดังเก็บของ ฉันจะเอาวัตถุดิบมาเก็บไว้ในหีบสมบัติชั่วคราวทุกๆ วันก็แล้วกัน"
"ขอบพระคุณในความเมตตาค่ะ ท่านลอร์ด!"
กล่าวจบ ชุ่ยฮวาก็ค้อมศีรษะทำความเคารพเฉินเค่อเค่อ ก่อนจะรับหมั่นโถวไปแจกจ่ายให้คนอื่นๆ
หลังจากที่ชุ่ยฮวาผละไป เฉินเค่อเค่อก็สังเกตเห็นว่าความรู้สึกผูกพันต่ออาณาเขตของชุ่ยฮวาเพิ่มขึ้น 3% ต่อมา ความรู้สึกผูกพันของเถี่ยนิวและคนอื่นๆ ก็ค่อยๆ เพิ่มขึ้น 2% ถึง 3% เช่นกัน
"คำกล่าวที่ว่า 'เรื่องปากท้องของราษฎรสำคัญที่สุด' นั้นเป็นเรื่องจริงสินะ"
เมื่อคิดได้เช่นนี้ เธอก็หันกลับไปและเห็นว่าต้นผลไม้เวทมนตร์ที่เพิ่งปลูกไปเมื่อวาน ได้แตกยอดเป็นต้นกล้าเล็กๆ และได้รับการรดน้ำเรียบร้อยแล้ว
เธอรู้สึกประหลาดใจเล็กน้อยกับการเจริญเติบโตอันรวดเร็วของต้นผลไม้เวทมนตร์ จากนั้นเธอจึงเดินไปที่แปลงเพาะปลูก และพบว่าเมล็ดพันธุ์ที่ลงไว้เมื่อวานก็งอกเป็นต้นกล้าเล็กๆ แล้วเช่นกัน
ดูเหมือนว่าพืชพรรณในที่แห่งนี้ล้วนมีความสามารถในการเติบโตอย่างรวดเร็ว... หากเป็นเช่นนี้ ก็ไม่จำเป็นต้องกังวลเรื่องปัญหาขาดแคลนอาหารมากนักแล้ว
หลังจากทานอาหารเช้าเสร็จ เฉินเค่อเค่อก็หยิบรูปปั้นปาฏิหาริย์ออกมาอีกครั้ง
"โปรดบอกข้าที วันนี้ทิศทางใดจะนำพาผลลัพธ์ที่คุ้มค่าที่สุดมาให้"
แม้เมื่อคืนนี้เธอจะขบคิดถึงประโยชน์การใช้งานของมันไว้มากมาย แต่เฉินเค่อเค่อก็ยังรู้สึกว่าเธอควรจะเร่งเพิ่มความแข็งแกร่งให้กับอาณาเขตให้ได้มากที่สุดในช่วงระยะเวลาคุ้มครอง
ท้ายที่สุด กิ่งไม้สองในสามก้านก็ชี้ไปยังทิศทางต้นน้ำของลำธารที่เธอไปสำรวจเมื่อวาน ส่วนอีกหนึ่งก้านชี้ไปยังฝั่งตรงข้ามของลำธารซึ่งเป็นจุดที่เธอถูกงูพิษกัด
นี่มันหมายความว่ายังไง? หรือหมายความว่าสิ่งของที่อยู่ต้นน้ำมีความสำคัญต่อเธอมากกว่างั้นเหรอ?
น่าเสียดายที่ตัวรูปปั้นปาฏิหาริย์ไม่สามารถเอื้อนเอ่ยคำพูดใดออกมาได้
โดยปราศจากความลังเลใจ หลังจากเก็บรูปปั้นและนำวัตถุดิบที่ต้องใช้สำหรับมื้อเที่ยงใส่ไว้ในหีบสมบัติ เธอก็มุ่งหน้าไปทางต้นน้ำของลำธารทันที
ในช่วงกลางวันสามารถมองเห็นสิ่งต่างๆ ได้ชัดเจนกว่าตอนกลางคืนมาก ยิ่งเดินทวนกระแสน้ำขึ้นไปไกลเท่าไร พื้นที่เปิดโล่งก็ยิ่งน้อยลง และพืชพรรณก็ยิ่งขึ้นหนาแน่นทึบมากขึ้นเท่านั้น
หลังจากเดินเท้ามาเกือบชั่วโมงครึ่ง ในที่สุดเธอก็มาถึงแหล่งกำเนิดน้ำ
สถานที่แห่งนี้ตั้งอยู่บริเวณเชิงเขา และแหล่งกำเนิดน้ำก็คือแอ่งน้ำขนาดไม่ใหญ่นัก ทว่าสีของน้ำกลับดูเขียวอมฟ้า
แม้ว่าเมื่อมองจากอีกฝั่งของลำธารจะยังพอมองเห็นพื้นทรายเบื้องล่างได้บ้าง แต่เฉินเค่อเค่อก็ไม่กล้าผลีผลามลุยลงไป
ท้ายที่สุดแล้ว เธอก็เคยได้ยินคำกล่าวที่ว่า "น้ำใสคือตื้น น้ำเขียวคือลึก น้ำครามคือห้วงเหว"
แม้จะไม่รู้ว่ามีสิ่งใดซ่อนอยู่เบื้องล่าง แต่เฉินเค่อเค่อก็เดาว่าน่าจะมีหีบสมบัติอยู่ข้างใน และเมื่อประเมินจากระดับความอันตรายแล้ว มันจะต้องไม่ด้อยไปกว่าหีบสมบัติระดับเงิน ขั้น 3 ที่ได้มาจากฝั่งของเสือดำอย่างแน่นอน
ยิ่งคิดเช่นนี้ เฉินเค่อเค่อก็ยิ่งอยากได้หีบสมบัติก้นแอ่งน้ำมากขึ้นไปอีก อย่างไรก็ตาม สิ่งมีชีวิตอันตรายที่อาศัยอยู่ใต้น้ำมักจะเป็นพวกจระเข้หรืออะไรทำนองนั้น เธอไม่รู้ด้วยซ้ำว่าฉลามที่นี่เป็นปลาน้ำจืดหรือไม่... และถึงแม้เธอจะว่ายน้ำเป็น มันก็เป็นไปไม่ได้เลยที่จะต่อสู้กับจระเข้หรือสัตว์ดุร้ายใต้น้ำ ยังไม่ต้องพูดถึงเลยว่าธนูจะยิงใต้น้ำได้หรือไม่
ดูเหมือนว่าเธอยังคงต้องหาวิธีล่อตัวอะไรก็ตามที่อยู่ก้นแอ่งน้ำให้ขึ้นมาบนผิวน้ำให้ได้
หลังจากครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง เฉินเค่อเค่อก็หยิบก้อนหินขึ้นมาสองก้อนแล้วโยนไปทางขอบแอ่งน้ำฝั่งที่ติดกับภูเขา จากนั้นก็รีบจุ่มหัวลงไปในน้ำฝั่งที่อยู่ใกล้กับลำธาร เพื่อเพ่งมองลงไปยังก้นบึ้งของแอ่งน้ำ
นอกจากจะได้เห็นหีบสมบัติระดับเงินสีขาวสว่างวาบอยู่ใต้น้ำแล้ว เธอยังเห็นจระเข้ตัวหนึ่งกำลังว่ายน้ำอยู่ตรงจุดที่เธอเพิ่งโยนก้อนหินลงไปเมื่อครู่!
จระเข้ตัวนั้นดูเหมือนจะสังเกตเห็นเธอเข้าแล้ว มันหันขวับมาทันที พร้อมกับสะบัดหางอันหนาเตอะว่ายพุ่งตรงมาทางเธอ!
ด้วยความตกใจกลัว เฉินเค่อเค่อรีบชักหัวขึ้นจากน้ำแล้วถอยกรูดออกมาอย่างรวดเร็ว
ผ่านไปพักใหญ่ เธอก็ยังไม่เห็นวี่แววของจระเข้ตัวนั้น
เมื่อถอยห่างจากแอ่งน้ำออกมาได้ระยะหนึ่งแล้ว เฉินเค่อเค่อก็เริ่มค้นกระเป๋าเป้เพื่อดูว่ามีไอเทมอะไรที่พอจะนำมาใช้ประโยชน์ได้บ้าง
"ถุงพิษงั้นเหรอ?" เมื่อมองดูไอเทมที่ได้จากการชำแหละงูพิษในกระเป๋าเป้ เธอคงไม่สามารถวางยาพิษแหล่งน้ำเพียงเพื่อแลกกับหีบสมบัติได้หรอกมั้ง... ขณะที่กำลังมองดูของเหล่านั้น จู่ๆ เธอก็ปิ๊งไอเดียสุดบรรเจิดขึ้นมาได้!
อันดับแรก เธอหยิบเนื้องูออกมาหนึ่งชิ้น จากนั้นก็เสียบเขี้ยวพิษเข้าไปในเนื้อ ทว่าจู่ๆ เธอก็ฉุกคิดขึ้นมาได้ว่า ถ้าเกิดเขี้ยวพิษจะออกฤทธิ์ก็ต่อเมื่อมันสร้างบาดแผลได้ล่ะ... เมื่อคิดได้ดังนั้น เธอจึงเสียบเขี้ยวพิษอีกอันเข้าไปในเนื้อ โดยปล่อยให้โผล่ออกมาครึ่งหนึ่ง
แม้จะไม่รู้ว่ามันจะได้ผลหรือไม่ แต่เธอจะรู้ได้ก็ต่อเมื่อได้ลองทำดูเท่านั้น
ด้วยความคิดที่ว่า 'ลองดูสักตั้ง' เฉินเค่อเค่อจึงโยนชิ้นเนื้องูลงไปในจุดที่เธอมองเห็นพื้นทรายเบื้องล่าง
วินาทีต่อมา จระเข้ตัวเขื่องที่มีขนาดใหญ่กว่าตัวเธอเสียอีก ก็อ้าปากงับชิ้นเนื้อและกลืนลงไปในรวดเดียว
เพียงไม่นาน ผิวน้ำก็เริ่มเดือดพล่าน!
ทันใดนั้น จระเข้ก็ดิ้นพล่านและโผล่พรวดขึ้นมาเหนือน้ำ เมื่อเห็นมนุษย์ยืนอยู่บนฝั่ง มันก็พุ่งตัวเข้าใส่อย่างบ้าคลั่งไม่คิดชีวิต!
เมื่อเห็นดังนั้น เฉินเค่อเค่อก็โกยอ้าววิ่งหนีสุดฝีเท้า